arnon.worldเข้าสู่ระบบ

ภัณฑคามวรรค

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑–๑๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๕ ในปฐมปัณณาสก์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

สุตฺตนฺตปิฏเก องฺคุตฺตรนิกายสฺส

ทุติโย ภาโค

จตุกฺกนิปาโต

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ

ปฐมปณฺณาสโก

ภณฺฑคามวคฺโค ปฐโม

พระสุตตันตปิฎก

เล่ม ๑๓

อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ปฐมปัญณาสก์

ภัณฑคามวรรคที่ ๑

อนุพุทธสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรค อนุพุทธสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๑)

บาลี (สยามรัฐ)

เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา วชฺชีสุ วิหรติ ภณฺฑคาเม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ จตุนฺนํ ภิกฺขเว ธมฺมานํ อนนุโพธา อปฺปฏิเวธา เอวมิทํ ทีฆมทฺธานํ สนฺธาวิตํ สํสริตํ มมญฺเจว ตุมฺหากญฺจ กตเมสํ จตุนฺนํ อริยสฺส ภิกฺขเว สีลสฺส อนนุโพธา อปฺปฏิเวธา เอวมิทํ ทีฆมทฺธานํ สนฺธาวิตํ สํสริตํ มมญฺเจว ตุมฺหากญฺจ อริยสฺส ภิกฺขเว สมาธิสฺส อนนุโพธา อปฺปฏิเวธา เอวมิทํ ทีฆมทฺธานํ สนฺธาวิตํ สํสริตํ มมญฺเจว ตุมฺหากญฺจ อริยาย ภิกฺขเว ปญฺญาย อนนุโพธา อปฺปฏิเวธา เอวมิทํ ทีฆมทฺธานํ สนฺธาวิตํ สํสริตํ มมญฺเจว ตุมฺหากญฺจ อริยาย ภิกฺขเว วิมุตฺติยา อนนุโพธา อปฺปฏิเวธา เอวมิทํ ทีฆมทฺธานํ สนฺธาวิตํ สํสริตํ มมญฺเจว ตุมฺหากญฺจ ตยิทํ ภิกฺขเว อริยํ สีลํ อนุพุทฺธํ ปฏิวิทฺธํ อริโย สมาธิ อนุพุทฺโธ ปฏิวิทฺโธ อริยา ปญฺญา อนุพุทฺธา ปฏิวิทฺธา อริยา วิมุตฺติ อนุพุทฺธา ปฏิวิทฺธา อุจฺฉินฺนา ภวตณฺหา ขีณา ภวเนตฺตี นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติ ฯ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา

สีลสมาธิปญฺญา จ วิมุตฺติ จ อนุตฺตรา

อนุพุทฺธา อิเม ธมฺมา โคตเมน ยสสฺสินา ฯ

อิติ พุทฺโธ อภิญฺญาย ธมฺมมกฺขาสิ ภิกฺขุนํ

ทุกฺขสฺสนฺตกโร สตฺถา จกฺขุมา ปรินิพฺพุโตติ ฯ

ฉบับหลวง

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภัณฑคาม แคว้นวัชชี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ทั้งเรา ทั้งท่านทั้งหลายได้แล่นไปแล้ว ได้ท่องเที่ยวไปแล้วสิ้นกาลนานอย่างนี้ เพราะยังไม่รู้แจ้ง ไม่แทงตลอดซึ่งธรรม ๔ ประการธรรม ๔ประการเป็นไฉน คือ ศีลที่เป็นอริยะ ๑ สมาธิที่เป็นอริยะ ๑ ปัญญาที่เป็นอริยะ ๑และวิมุตติที่เป็นอริยะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ ศีลที่เป็นอริยะสมาธิที่เป็นอริยะ ปัญญาที่เป็นอริยะ และวิมุตติที่เป็นอริยะ อันเราและท่านทั้งหลายได้ตรัสรู้ ได้แทงตลอดแล้ว ถอนตัณหาในภพขึ้นได้แล้ว ตัณหาอันนำไปสู่ภพสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีกต่อไป

พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้ จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า

ธรรมเหล่านี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญาและวิมุตติ ซึ่งไม่มี

ธรรมอื่นยิ่งกว่า อันพระโคตม ศาสดาผู้มียศได้ตรัสรู้แล้ว

พระพุทธเจ้าผู้พระศาสดามีจักษุทรงกระทำที่สุดทุกข์ ตรัสรู้

พระธรรมแล้ว ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย พระองค์เสด็จ

ปรินิพพานแล้ว ด้วยประการฉะนี้ ฯ

จบสูตรที่ ๑

ปปติตสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรค ปปติตสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๑)

บาลี (สยามรัฐ)

จตูหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ อสมนฺนาคโต อิมสฺมา ธมฺมวินยา ปปติโตติ วุจฺจติ กตเมหิ จตูหิ อริเยน ภิกฺขเว สีเลน อสมนฺนาคโต อิมสฺมา ธมฺมวินยา ปปติโตติ วุจฺจติ อริเยน ภิกฺขเว สมาธินา อสมนฺนาคโต อิมสฺมา ธมฺมวินยา ปปติโตติ วุจฺจติ อริยาย ภิกฺขเว ปญฺญาย อสมนฺนาคโต อิมสฺมา ธมฺมวินยา ปปติโตติ วุจฺจติ อริยาย ภิกฺขเว วิมุตฺติยา อสมนฺนาคโต อิมสฺมา ธมฺมวินยา ปปติโตติ วุจฺจติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว จตูหิ ธมฺเมหิ อสมนฺนาคโต อิมสฺมา ธมฺมวินยา ปปติโตติ วุจฺจติ ฯ จตูหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต อิมสฺมา ธมฺมวินยา อปปติโตติ ๑ วุจฺจติ กตเมหิ จตูหิ อริเยน ภิกฺขเว สีเลน สมนฺนาคโต อิมสฺมา ธมฺมวินยา อปปติโตติ วุจฺจติ อริเยน ภิกฺขเว สมาธินา๕ สมนฺนาคโต อิมสฺมา ธมฺมวินยา อปปติโตติ วุจฺจติ อริยาย ภิกฺขเว ปญฺญาย สมนฺนาคโต อิมสฺมา ธมฺมวินยา อปปติโตติ วุจฺจติ อริยาย ภิกฺขเว วิมุตฺติยา สมนฺนาคโต อิมสฺมา ธมฺมวินยา อปปติโตติ วุจฺจติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว จตูหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต อิมสฺมา ธมฺมวินยา อปปติโตติ วุจฺจตีติ ฯ

จุตา ปตนฺติ ปติตา คิทฺธา จ ปุนราคตา

กตกิจฺจํ รตํรมฺมํ สุเขนานฺวาคตํ สุขนฺติ ฯ

๑ โป. ม. อปฺปปติโตติ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เราเรียกว่า ผู้ตกไปจากธรรมวินัยนี้ ธรรม ๔ ประการ เป็นไฉน คือ ศีลที่เป็นอริยะ ๑ สมาธิที่เป็นอริยะ ๑ ปัญญาที่เป็นอริยะ ๑ และวิมุตติที่เป็นอริยะ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เราเรียกว่าผู้ตกไปจากธรรมวินัยนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม๔ ประการเราเรียกว่า ผู้ไม่ตกไปจากธรรมวินัยนี้ ธรรม ๔ ประการเป็นไฉนคือ ศีลที่เป็นอริยะ ๑ สมาธิที่เป็นอริยะ ๑ ปัญญาที่เป็นอริยะ ๑ และวิมุตติที่เป็นอริยะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลเราเรียกว่า ผู้ไม่ตกไปจากธรรมวินัยนี้

ผู้ที่ตกไปจากธรรมวินัยนี้ ชื่อว่าผู้ตกไป ผู้กำหนัดเพราะราคะ

เป็นผู้กลับมาอีก ฉะนั้น ควรทำกิจที่ควรทำ ยินดีใน

คุณชาติที่ควรยินดี จะได้บรรลุสุขทั้งโลกียสุขและโลกุตตร

สุข ฯ

จบสูตรที่ ๒

ขตสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรค ขตสูตร ที่ ๑ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๑)

บาลี (สยามรัฐ)

จตูหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต พาโล อพฺยตฺโต อสปฺปุริโส ขตํ อุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ สาวชฺโช จ โหติ สานุวชฺโช [๑] วิญฺญูนํ พหุญฺจ อปุญฺญํ ปสวติ กตเมหิ จตูหิ อนนุวิจฺจ อปริโยคาเหตฺวา อวณฺณารหสฺส วณฺณํ ภาสติ อนนุวิจฺจ อปริโยคาเหตฺวา วณฺณารหสฺส อวณฺณํ ภาสติ อนนุวิจฺจ อปริโยคาเหตฺวา อปฺปสาทนีเย ฐาเน ปสาทํ อุปทํเสติ อนนุวิจฺจ อปริโยคาเหตฺวา ปสาทนีเย ฐาเน อปฺปสาทํ อุปทํเสติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว จตูหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต พาโล อพฺยตฺโต อสปฺปุริโส ขตํ อุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ สาวชฺโช จ โหติ สานุวชฺโช วิญฺญูนํ พหุญฺจ อปุญฺญํ ปสวติ ฯ

จตูหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ปณฺฑิโต พฺยตฺโต ๒ สปฺปุริโส อกฺขตํ อนุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ อนวชฺโช จ โหติ อนนุวชฺโช วิญฺญูนํ พหุญฺจ ปุญฺญํ ปสวติ กตเมหิ จตูหิ อนุวิจฺจ ปริโยคาเหตฺวา อวณฺณารหสฺส อวณฺณํ ภาสติ อนุวิจฺจ ปริโยคาเหตฺวา วณฺณารหสฺส วณฺณํ ภาสติ อนุวิจฺจ ปริโยคาเหตฺวา อปฺปสาทนีเย ฐาเน อปฺปสาทํ อุปทํเสติ อนุวิจฺจ ปริโยคาเหตฺวา ปสาทนีเย ฐาเน ปสาทํ อุปทํเสติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว จตูหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ปณฺฑิโต พฺยตฺโต สปฺปุริโส อกฺขตํ อนุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ อนวชฺโช จ โหติ อนนุวชฺโช๋ วิญฺญูนํ พหุญฺจ ปุญฺญํ ปสวตีติ ฯ

โย นินฺทิยํ ปสํสติ ตํ วา นินฺทติ โย ปสํสิโย

วิจินาติ มุเขน โส กลึ กลินา เตน สุขํ น วินฺทติ ฯ

อปฺปมตฺโต อยํ กลิ โย อกฺเขสุ ธนปราชโย

สพฺพสฺสาปิ สหาปิ อตฺตนา อยเมว มหตฺตโร ๑ กลิ

โย สุคเตสุ มนํ ปโทสเย สตํ สหสฺสานํ นิรพฺพุทานํ

ฉตฺตึสติ ปญฺจ จ อพฺพุทานิ ยมรียํ ๒ ครหิย นิรยํ อุเปติ

วาจํ มนญฺจ ปณิธาย ปาปกนฺติ ฯ

๑ โป. ม. ยุ. จ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๒ ม. วิยตฺโต ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เป็นคนพาล ไม่เฉียบแหลม ไม่ใช่สัตบุรุษ ย่อมคุ้มครองตนที่ ปราศจากคุณสมบัติย่อมเป็นผู้ประกอบไปด้วยโทษ นักปราชญ์ติเตียน และย่อมประสบกรรมมิใช่บุญเป็นอันมาก ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ ไม่ใคร่ครวญสืบสวนให้รอบคอบแล้ว กล่าวสรรเสริญคุณของผู้ไม่ควรสรรเสริญ ๑ ไม่ใคร่ครวญสืบสวนให้รอบคอบแล้ว กล่าวติเตียนผู้ที่ควรสรรเสริญ ๑ ไม่ใคร่ครวญสืบสวนให้รอบคอบแล้ว

ยังความเลื่อมใสให้เกิดในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส ๑ ไม่ใคร่ครวญสืบสวนให้รอบคอบแล้ว ยังความไม่เลื่อมใสให้เกิดในฐานะที่ควรเลื่อมใส ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ประการนี้แล เป็นคนพาล ไม่เฉียบแหลม ไม่ใช่สัตบุรุษ ย่อมคุ้มครองตนที่ปราศจากคุณสมบัติ

ย่อมเป็นผู้ประกอบไปด้วยโทษ นักปราชญ์ติเตียน และย่อมประสบกรรมมิใช่บุญเป็นอันมากดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เป็นบัณฑิตเฉียบแหลม เป็นสัตบุรุษ

ย่อมคุ้มครองตนให้ประกอบไปด้วยคุณสมบัติ เป็นผู้หาโทษมิได้ ทั้งนักปราชญ์ไม่ติเตียน และย่อมประสบบุญเป็นอันมาก ธรรม ๔ประการเป็นไฉน คือ ใคร่ครวญ สืบสวนรอบคอบแล้ว กล่าวติเตียนผู้ที่ควรติเตียน ๑ ใคร่ครวญสืบสวนรอบคอบแล้ว กล่าวสรรเสริญผู้ที่ควรสรรเสริญ ๑ใคร่ครวญ สืบสวนรอบคอบแล้ว ยังความไม่เลื่อมใสให้เกิดในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส ๑ ใคร่ครวญสืบสวนรอบคอบแล้ว ยังความเลื่อมใสให้เกิดในฐานะที่ควรเลื่อมใส ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เป็นบัณฑิต เฉียบแหลม เป็นสัตบุรุษ ย่อมคุ้มครองตนให้ประกอบไปด้วยคุณสมบัติ เป็นผู้หาโทษมิได้ ทั้งนักปราชญ์ไม่ติเตียน และย่อมประสบบุญเป็นอันมาก ฯ

ผู้ใด ย่อมสรรเสริญผู้ที่ควรนินทา หรือย่อมนินทาผู้ที่ควร

สรรเสริญ ผู้นั้นชื่อว่าย่อมค้นหาโทษด้วยปาก ย่อมไม่ได้

ประสบสุขเพราะโทษนั้น ความพ่ายแพ้การพนันด้วยทรัพย์

ทั้งหมด พร้อมด้วยตน มีโทษน้อย การที่ยังใจให้

ประทุษร้ายในท่านผู้ดำเนินไปดีแล้วนี้แหละ เป็นโทษใหญ่

กว่า (โทษการพนัน) ผู้ที่ตั้งวาจา และใจอันเป็นบาปไว้

ติเตียนพระอริยเจ้า ย่อมเข้าถึงนรกสิ้นแสนสามสิบหกนิรัพ

พุททะ และห้าอัพพุททะ ฯ

จบสูตรที่ ๓

ขตสูตรที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรค ขตสูตร ที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๑)

บาลี (สยามรัฐ)

จตูสุ ภิกฺขเว มิจฺฉาปฏิปชฺชมาโน พาโล อพฺยตฺโต อสปฺปุริโส ขตํ อุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ สาวชฺโช จ โหติ สานุวชฺโช วิญฺญูนํ พหุญฺจ อปุญฺญํ ปสวติ กตเมสุ จตูสุ มาตริ ภิกฺขเว มิจฺฉาปฏิปชฺชมาโน พาโล อพฺยตฺโต อสปฺปุริโส ขตํ อุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ สาวชฺโช จ โหติ สานุวชฺโช วิญฺญูนํ พหุญฺจ อปุญฺญํ ปสวติ ปิตริ ภิกฺขเว มิจฺฉาปฏิปชฺชมาโน ฯเปฯ ตถาคเต ภิกฺขเว มิจฺฉาปฏิปชฺชมาโน ฯเปฯ ตถาคตสาวเก ภิกฺขเว มิจฺฉาปฏิปชฺชมาโน พาโล อพฺยตฺโต อสปฺปุริโส ขตํ อุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ สาวชฺโช จ โหติ สานุวชฺโช วิญฺญูนํ พหุญฺจ อปุญฺญํ ปสวติ อิเมสุ โข ภิกฺขเว จตูสุ มิจฺฉาปฏิปชฺชมาโน พาโล อพฺยตฺโต อสปฺปุริโส ขตํ อุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ สาวชฺโช จ โหติ สานุวชฺโช วิญฺญูนํ พหุญฺจ อปุญฺญํ ปสวติ ฯ

จตูสุ ภิกฺขเว [๑] สมฺมาปฏิปชฺชมาโน ปณฺฑิโต พฺยตฺโต สปฺปุริโส อกฺขตํ อนุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ อนวชฺโช จ โหติ อนนุวชฺโช วิญฺญูนํ พหุญฺจ ปุญฺญํ ปสวติ กตเมสุ จตูสุ มาตริ ภิกฺขเว สมฺมาปฏิปชฺชมาโน ปณฺฑิโต พฺยตฺโต สปฺปุริโส อกฺขตํ อนุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ อนวชฺโช จ โหติ อนนุวชฺโช วิญฺญูนํ พหุญฺจ ปุญฺญํ ปสวติ ปิตริ ภิกฺขเว สมฺมาปฏิปชฺชมาโน ฯเปฯ ตถาคเต ภิกฺขเว สมฺมาปฏิปชฺชมาโน ฯเปฯ ตถาคตสาวเก ภิกฺขเว สมฺมาปฏิปชฺชมาโน ปณฺฑิโต พฺยตฺโต สปฺปุริโส อกฺขตํ อนุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ อนวชฺโช จ โหติ อนนุวชฺโช วิญฺญูนํ พหุญฺจ ปุญฺญํ ปสวติ อิเมสุ โข ภิกฺขเว จตูสุ สมฺมาปฏิปชฺชมาโน ปณฺฑิโต พฺยตฺโต สปฺปุริโส อกฺขตํ อนุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ อนวชฺโช จ โหติ อนนุวชฺโช วิญฺญูนํ พหุญฺจ ปุญฺญํ ปสวตีติ ฯ

มาตริ ปิตริ จาปิ โย มิจฺฉาปฏิปชฺชติ

ตถาคเต จ ๒ สมฺพุทฺเธ อถวา ตสฺส สาวเก

พหุญฺจ โส ปสวติ อปุญฺญํ ตาทิโส นโร ฯ

ตาย [๑] อธมฺมจริยาย มาตาปิตูสุ ปณฺฑิตา

อิเธว นํ ครหนฺติ เปจฺจาปายญฺจ คจฺฉติ ฯ

มาตริ ปิตริ จาปิ โย สมฺมาปฏิปชฺชติ

ตถาคเต จ ๒ สมฺพุทฺเธ อถวา ตสฺส สาวเก

พหุญฺจ โส ปสวติ ปุญฺญํปิ ๓ ตาทิโส นโร ฯ

ตาย [๔] ธมฺมจริยาย มาตาปิตูสุ ปณฺฑิตา

อิเธว นํ ปสํสนฺติ เปจฺจ สคฺเค ปโมทตีติ ฯ

๑ โป. ม. ยุ. มหนฺตตโร ฯ ๒ ม. ยุ. ยมริยครหี ฯ

๑ โป. ธมฺเมสุ ฯ ๒ โป. ม. ยุ. วา ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ปฏิบัติผิดในบุคคล ๔ จำพวก เป็นคนพาล ไม่ฉลาดไม่ใช่สัตบุรุษ ย่อมบริหารตนให้ปราศจากคุณสมบัติ เป็นผู้ประกอบด้วยโทษ ทั้งนักปราชญ์ติเตียนและย่อมประสบกรรมมิใช่บุญเป็นอันมากบุคคล ๔ จำพวกใครบ้าง คือ มารดา ๑ บิดา ๑ พระตถาคต ๑ สาวกของพระตถาคต ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ปฏิบัติผิดในบุคคล ๔ จำพวกนี้แลเป็นคนพาล ไม่ฉลาด ไม่ใช่สัตบุรุษ ย่อมบริหารตนให้ปราศจากคุณสมบัติเป็นผู้ประกอบด้วยโทษ ทั้งนักปราชญ์ติเตียน และย่อมประสบกรรมมิใช่บุญเป็นอันมาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ปฏิบัติชอบในบุคคล ๔ จำพวก เป็นบัณฑิต ฉลาด เป็นสัตบุรุษ ย่อมบริหารตนไม่ให้เสื่อมเสีย

เป็นผู้ไม่มีโทษทั้งนักปราชญ์ก็สรรเสริญ และย่อมประสบบุญเป็นอันมาก บุคคล ๔ จำพวกใครบ้าง คือ มารดา ๑ บิดา ๑ พระตถาคต ๑ สาวกของพระตถาคต ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ปฏิบัติชอบในบุคคล ๔ จำพวกนี้แล เป็นบัณฑิตฉลาด เป็นสัตบุรุษ ย่อมบริหารตนไม่ให้เสื่อมเสีย เป็นผู้ไม่มีโทษ ทั้งนักปราชญ์ก็สรรเสริญ และย่อมประสบบุญเป็นอันมาก

นรชนใด ปฏิบัติผิดในมารดา บิดา พระตถาคตสัมมา

สัมพุทธเจ้า หรือในสาวกของพระตถาคต นรชนเช่นนั้น

ย่อมประสบกรรมมิใช่บุญเป็นอันมาก บัณฑิตทั้งหลายย่อม

ติเตียนนรชนนั้น ในโลกนี้ทีเดียว เพราะเหตุที่ไม่ประพฤติ

ธรรม ในมารดาบิดา และเขาละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมไปสู่

อบาย ส่วนนรชนใดปฏิบัติชอบในมารดาบิดา ในพระ

ตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือในสาวกของพระตถาคต

นรชนเช่นนั้น ย่อมประสบบุญเป็นอันมาก บัณฑิตทั้งหลาย

ย่อมสรรเสริญนรชนนั้นในโลกนี้ทีเดียว เพราะเหตุที่ประพฤติ

ธรรมในมารดาบิดา และเขาละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิง

ในสวรรค์ ฯ

จบสูตรที่ ๔

อนุโสตสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรค อนุโสตสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๑)

บาลี (สยามรัฐ)

จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ กตเม จตฺตาโร อนุโสตคามี ปุคฺคโล ปฏิโสตคามี ปุคฺคโล ฐิตตฺโต ปุคฺคโล ติณฺโณ ปารคโต ถเล ติฏฺฐติ พฺราหฺมโณ ฯ กตโม จ ภิกฺขเว อนุโสตคามี ปุคฺคโล อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล กาเม จ ปฏิเสวติ ปาปญฺจ กมฺมํ กโรติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อนุโสตคามี ปุคฺคโล ฯ กตโม จ ภิกฺขเว ปฏิโสตคามี ปุคฺคโล อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล กาเม จ น ปฏิเสวติ ปาปญฺจ กมฺมํ น กโรติ สหาปิ ทุกฺเขน สหาปิ โทมนสฺเสน อสฺสุมุโขปิ รุทมาโน ปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ จรติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปฏิโสตคามี ปุคฺคโล ฯ

กตโม จ ภิกฺขเว ฐิตตฺโต ปุคฺคโล อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา โอปปาติโก โหติ ตตฺถปรินิพฺพายี อนาวตฺติธมฺโม ตสฺมา โลกา อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ฐิตตฺโต ปุคฺคโล ฯ กตโม จ ภิกฺขเว ปุคฺคโล ติณฺโณ ปารคโต ถเล ติฏฺฐติ พฺราหฺมโณ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปุคฺคโล ติณฺโณ ปารคโต ถเล ติฏฺฐติ พฺราหฺมโณ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมินฺติ ฯ

เยเกจิ กาเมสุ อสญฺญตา ชนา

อวีตราคา อิธ กามโภคิโน

ปุนปฺปุนํ ชาติชรูปคา หิ เต ๑

ตณฺหาธิปนฺนา อนุโสตคามิโน ฯ

ตสฺมา หิ ธีโร อิธุปฏฺฐิตาสติ

กาเม จ ปาเป จ อเสวมาโน

สหาปิ ทุกฺเขน ชเหยฺย กาเม

ปฏิโสตคามีติ ตมาหุ ปุคฺคลํ ฯ

โย เว กิเลสานิ ปหาย ปญฺจ

ปริปุณฺณเสโข อปริหานธมฺโม

เจโตวสิปฺปตฺโต สมาหิตินฺทฺริโย

ส เว ฐิตตฺโตติ นโร ปวุจฺจติ ฯ

ปโรปรา ยสฺส สเมจฺจ ธมฺมา

วิธูปิตา อตฺถคตา น สนฺติ

ส ๑ เวทคู วุสิตพฺรหฺมจริโย

โลกนฺตคู ปารคโตติ วุจฺจตีติ ฯ

๑ ม. นํ ฯ ๒ โป. ม. ยุ. วา ๓ ม. ยุ. ปุญฺญํ เอตาทิโส นโร ฯ ๔ ม. ยุ. นํ ฯ

๑ ม. ยุ. ชาติชรูปคามี เต ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉนคือ บุคคลผู้ไปตามกระแส ๑ บุคคลผู้ไปทวนกระแส ๑ บุคคลผู้มีตนตั้งอยู่แล้ว ๑ บุคคลผู้เป็นพราหมณ์ ข้ามถึงฝั่งตั้งอยู่บนบก ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้ไปตามกระแสเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเสพกามทั้งหลาย และย่อมกระทำกรรมอันเป็นบาป นี้เราเรียกว่าบุคคลผู้ไปตามกระแส ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้ไปทวนกระแสเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไม่เสพกาม และย่อมไม่กระทำกรรมอันเป็นบาป แม้มีหน้านองด้วยน้ำตา ร้องไห้อยู่ เพราะประกอบด้วยทุกข์บ้าง เพราะประกอบด้วยโทมนัสบ้าง ก็ประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ได้นี้เราเรียกว่าบุคคลผู้ไปทวนกระแส ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้มีตนตั้งอยู่แล้วเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ผุดขึ้นเกิด ปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา

เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป นี้เราเรียกว่าบุคคลผู้มีตนตั้งอยู่แล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้เป็นพราหมณ์ข้ามถึงฝั่งตั้งอยู่บนบกเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ กระทำให้แจ้งซึ่ง เจโตวิมุติปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ นี้เราเรียกว่าบุคคลผู้เป็นพราหมณ์ข้ามถึงฝั่งตั้งอยู่บนบก ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

ชนเหล่าใดในโลกนี้ ไม่สำรวมในกามทั้งหลาย ยังไม่

ปราศจากราคะ มีปรกติบริโภคกาม ชนเหล่านั้นแล ถูก

ตัณหาครอบงำแล้ว เข้าถึงชาติและชราบ่อยๆ ชื่อว่าไป

ตามกระแส เพราะฉะนั้น ธีรชนในโลกนี้ เป็นผู้มีสติ

ตั้งมั่นแล้วไม่เสพกาม และไม่ทำกรรมอันเป็นบาป แม้

ประกอบด้วยทุกข์ก็ ละกามได้ นักปราชญ์ทั้งหลายเรียก

บุคคลนั้นว่าไปทวน กระแส นรชนใดแล ละกิเลส ๕

ประการเสียได้ เป็น ผู้มีการศึกษาบริบูรณ์ มีความไม่เสื่อม

เป็นธรรมดา ถึงความ เป็นผู้ชำนาญในจิต มีอินทรีย์ตั้งมั่น

แล้ว นรชนนั้นแล นักปราชญ์ทั้งหลายเรียกว่าผู้มีตนตั้ง

อยู่แล้ว ธรรมทั้งหลาย ที่เป็นกุศลและอกุศล อันบุคคล

ใดกำจัดหมดแล้ว ถึงซึ่ง อันตั้งอยู่ไม่ได้ ไม่มีอยู่ บุคคล

นั้นเป็นผู้จบเวท อยู่จบ พรหมจรรย์แล้ว ถึงที่สุดแห่งโลก

นักปราชญ์ทั้งหลาย เรียกว่าผู้ถึงฝั่ง ฯ

จบสูตรที่ ๕

อัปปสุตสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรค อัปปสุตสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๑)

บาลี (สยามรัฐ)

จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ กตเม จตฺตาโร อปฺปสฺสุโต สุเตน อนุปปนฺโน อปฺปสฺสุโต สุเตน อุปปนฺโน พหุสฺสุโต สุเตน อนุปปนฺโน พหุสฺสุโต สุเตน อุปปนฺโน ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ปุคฺคโล อปฺปสฺสุโต โหติ สุเตน อนุปปนฺโน อิธ ภิกฺขเว เอกจฺจสฺส ปุคฺคลสฺส อปฺปกํ สุตํ โหติ สุตฺตํ เคยฺยํ เวยฺยากรณํ คาถา อุทานํ อิติวุตฺตกํ ชาตกํ อพฺภุตธมฺมํ เวทลฺลํ โส ตสฺส อปฺปกสฺส สุตสฺส น อตฺถมญฺญาย ธมฺมมญฺญาย ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล อปฺปสฺสุโต โหติ สุเตน อนุปปนฺโน ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ปุคฺคโล อปฺปสฺสุโต โหติ สุเตน อุปปนฺโน อิธ ภิกฺขเว เอกจฺจสฺส ปุคฺคลสฺส อปฺปกํ สุตํ โหติ สุตฺตํ เคยฺยํ ฯเปฯ

เวทลฺลํ โส ตสฺส อปฺปกสฺส สุตสฺส อตฺถมญฺญาย ธมฺมมญฺญาย ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล อปฺปสฺสุโต โหติ สุเตน อุปปนฺโน ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ปุคฺคโล พหุสฺสุโต โหติ สุเตน อนุปปนฺโน อิธ ภิกฺขเว เอกจฺจสฺส ปุคฺคลสฺส พหุํ สุตํ โหติ สุตฺตํ เคยฺยํ ฯเปฯ เวทลฺลํ โส ตสฺส พหุกสฺส สุตสฺส น อตฺถมญฺญาย ธมฺมมญฺญาย ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล พหุสฺสุโต โหติ สุเตน อนุปปนฺโน ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ปุคฺคโล พหุสฺสุโต โหติ สุเตน อุปปนฺโน อิธ ภิกฺขเว เอกจฺจสฺส ปุคฺคลสฺส พหุํ สุตํ โหติ สุตฺตํ เคยฺยํ เวยฺยากรณํ คาถา อุทานํ อิติวุตฺตกํ ชาตกํ อพฺภุตธมฺมํ เวทลฺลํ โส ตสฺส พหุกสฺส สุตสฺส อตฺถมญฺญาย ธมฺมมญฺญาย ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล พหุสฺสุโต โหติ สุเตน อุปปนฺโน ฯ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมินฺติ ฯ

อปฺปสฺสุโตปิ เจ โหติ สีเลสุ อสมาหิโต

อุภเยน นํ ครหนฺติ สีลโต จ สุเตน จ ฯ

อปฺปสฺสุโตปิ เจ โหติ สีเลสุ สุสมาหิโต

สีลโต นํ ปสํสนฺติ นาสฺส สมฺปชฺชเต สุตํ ฯ

พหุสฺสุโตปิ เจ โหติ สีเลสุ อสมาหิโต

สีลโต นํ ครหนฺติ ตสฺส สมฺปชฺชเต สุตํ ฯ

พหุสฺสุโตปิ เจ โหติ สีเลสุ สุสมาหิโต

อุภเยน นํ ปสํสนฺติ สีลโต จ สุเตน จ ฯ

พหุสฺสุตํ ธมฺมธรํ สปฺปญฺญํ พุทฺธสาวกํ

เนกฺขํ ชมฺโพนทสฺเสว โก ตํ นินฺทิตุมรหติ

เทวาปิ นํ ปสํสนฺติ พฺรหฺมุนาปิ ปสํสิโตติ ฯ

๑ ม. ส เว มุนิ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉนคือ บุคคลผู้มีสุตะน้อย ไม่เข้าถึงด้วยสุตะ ๑ บุคคลผู้มีสุตะน้อย เข้าถึงด้วยสุตะ ๑ บุคคลผู้มีสุตะมากไม่เข้าถึงด้วยสุตะ ๑ บุคคลผู้มีสุตะมาก เข้าถึงด้วยสุตะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้มีสุตะน้อย ไม่เข้าถึงด้วยสุตะอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ มีสุตะ คือ สุตตะ เคยยะเวยยากรณะคาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละน้อย เขาหาได้รู้อรรถรู้ธรรมแห่งสุตะน้อยนั้น แล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่ บุคคลผู้มีสุตะน้อยไม่เข้าถึงด้วยสุตะอย่างนี้แล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้มีสุตะน้อยเข้าถึงด้วยสุตะอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ มีสุตะ คือ สุตตะ เคยยะ ฯลฯ เวทัลละน้อย เขาย่อมรู้อรรถรู้ธรรมแห่งสุตะน้อยนั้น แล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมบุคคลผู้มีสุตะน้อยเข้าถึงด้วยสุตะอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้มีสุตะมาก ไม่เข้าถึงด้วยสุตะอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ มีสุตะ คือ สุตตะเคยยะ ฯลฯ เวทัลละมาก เขาหาได้รู้ทั่วถึงอรรถรู้ทั่วถึงธรรมแห่งสุตะมากนั้นแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่ บุคคลผู้มีสุตะมากไม่เข้าถึงด้วยสุตะอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้มีสุตะมากเข้าถึงด้วยสุตะอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ มีสุตะ คือ สุตตะ เคยยะ ฯลฯ เวทัลละมาก เขารู้ทั่วถึงอรรถรู้ทั่วถึงธรรมแห่งสุตะมากนั้น แล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม บุคคลผู้มีสุตะมากเข้าถึงด้วยสุตะอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

ถ้าบุคคลแม้มีสุตะน้อย ไม่ตั้งมั่นแล้วในศีล นักปราชญ์

ทั้งหลายย่อมติเตียนเขา ทั้งโดยศีลและสุตะทั้งสอง ถ้า

บุคคลแม้มีสุตะน้อย ตั้งมั่นแล้วในศีล นักปราชญ์ย่อม

สรรเสริญเขาโดยศีล แต่สุตะของเขาไม่สมบูรณ์ ถ้าบุคคล

แม้มีสุตะมาก ไม่ตั้งมั่นแล้วในศีล นักปราชญ์ย่อมติเตียน

เขาโดยศีล แต่สุตะของเขาสมบูรณ์ ถ้าบุคคลแม้มีสุตะ

มาก ตั้งมั่นดีแล้วในศีล นักปราชญ์ย่อมสรรเสริญเขา ทั้ง

โดยศีล และสุตะทั้งสอง ใครควรเพื่อจะติเตียนเขาผู้เป็น

พหูสูต ผู้ทรงธรรม เป็นพุทธสาวกผู้มีปัญญา ผู้เป็นประดุจ

แท่งทอง ชมพูนุช แม้เทวดาก็ย่อมชมเชย แม้พรหมก็

สรรเสริญ ฯ

จบสูตรที่ ๖

สังฆโสภณสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรค สังฆโสภณสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๑)

บาลี (สยามรัฐ)

จตฺตาโรเม ภิกฺขเว วิยตฺตา วินีตา วิสารทา พหุสฺสุตา ธมฺมธรา ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺนา สงฺฆํ โสเภนฺติ กตเม จตฺตาโร อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิยตฺโต วินีโต วิสารโท พหุสฺสุโต ธมฺมธโร ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน สงฺฆํ โสเภติ ฯ ภิกฺขุนี ภิกฺขเว ฯเปฯ อุปาสโก ภิกฺขเว ฯเปฯ อุปาสิกา ภิกฺขเว วิยตฺตา วินีตา วิสารทา พหุสฺสุตา ธมฺมธรา ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺนา สงฺฆํ โสเภติ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร วิยตฺตา วินีตา วิสารทา พหุสฺสุตา ธมฺมธรา ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺนา สงฺฆํ โสเภนฺตีติ ฯ

โย โหติ พฺยตฺโต จ วิสารโท จ

พหุสฺสุโต ธมฺมธโร จ โหติ

ธมฺมสฺส โหติ อนุธมฺมจารี

ส ตาทิโส วุจฺจติ สงฺฆโสภโน ฯ

ภิกฺขุ จ สีลสมฺปนฺโน ภิกฺขุนี จ พหุสฺสุตา

อุปาสโก จ โย สทฺโธ ยา จ สทฺธา อุปาสิกา

เอเต โข สงฺฆํ โสเภนฺติ เอเต หิ สงฺฆโสภนาติ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ เป็นผู้เฉียบแหลม ได้รับแนะนำดีแล้วเป็นผู้แกล้วกล้า เป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม ย่อมยังหมู่ให้งาม ๔

จำพวกเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย คือภิกษุ ๑ ภิกษุณี ๑ อุบาสก ๑ อุบาสิกา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แล เป็นผู้เฉียบแหลม ได้รับแนะนำดีแล้ว เป็นผู้แกล้วกล้า เป็นพหูสูตเป็นผู้ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ย่อมยังหมู่ให้งาม ฯ

บุคคลใด เป็นผู้ฉลาด แกล้วกล้า เป็นพหูสูต ผู้ทรงธรรม

ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม บุคคลเช่นนั้น เราเรียกว่า

ผู้ยังหมู่ให้งาม ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและอุบาสิกา เป็นผู้

มีศรัทธา สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นพหูสูตเหล่านี้แล ย่อมยัง

หมู่ให้งาม แท้จริง บุคคลเหล่านี้ เป็นผู้ยังหมู่ให้งาม ฯ

จบสูตรที่ ๗

เวสารัชชสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรค เวสารัชชสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๑)

บาลี (สยามรัฐ)

จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว ตถาคตสฺส เวสารชฺชานิ เยหิ เวสารชฺเชหิ สมนฺนาคโต ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ กตมานิ จตฺตาริ สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส เต ปฏิชานโต อิเม ธมฺมา อนภิสมฺพุทฺธาติ ตตฺร วต มํ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา เทโว วา มาโร วา พฺรหฺมา วา โกจิ วา โลกสฺมึ สหธมฺเมน ปฏิโจเทสฺสตีติ นิมิตฺตเมตํ ภิกฺขเว น สมนุปสฺสามิ เอตํปหํ ภิกฺขเว นิมิตฺตํ อสมนุปสฺสนฺโต เขมปฺปตฺโต อภยปฺปตฺโต เวสารชฺชปฺปตฺโต วิหรามิ ฯ

ขีณาสวสฺส เต ปฏิชานโต อิเม อาสวา อปริกฺขีณาติ ตตฺร วต มํ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา เทโว วา มาโร วา พฺรหฺมา วา โกจิ วา โลกสฺมึ สหธมฺเมน ปฏิโจเทสฺสตีติ นิมิตฺตเมตํ ภิกฺขเว น สมนุปสฺสามิ เอตํปหํ ภิกฺขเว นิมิตฺตํ อสมนุปสฺสนฺโต เขมปฺปตฺโต อภยปฺปตฺโต เวสารชฺชปฺปตฺโต วิหรามิ ฯ เย โข ปน เต อนฺตรายิกา ธมฺมา วุตฺตา เต ปฏิเสวโต นาลํ อนฺตรายายาติ ตตฺร วต มํ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา เทโว วา มาโร วา พฺรหฺมา วา โกจิ วา โลกสฺมึ สหธมฺเมน ปฏิโจเทสฺสตีติ นิมิตฺตเมตํ ภิกฺขเว น สมนุปสฺสามิ เอตํปหํ ภิกฺขเว นิมิตฺตํ อสมนุปสฺสนฺโต เขมปฺปตฺโต อภยปฺปตฺโต เวสารชฺชปฺปตฺโต วิหรามิ ฯ

ยสฺส โข ปน เต อตฺถาย ธมฺโม เทสิโต โส น นิยฺยติ ตกฺกรสฺส สมฺมาทุกฺขกฺขยายาติ ตตฺร วต มํ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา เทโว วา มาโร วา พฺรหฺมา วา โกจิ วา โลกสฺมึ สหธมฺเมน ปฏิโจเทสฺสตีติ นิมิตฺตเมตํ ภิกฺขเว น สมนุปสฺสามิ เอตํปหํ ภิกฺขเว นิมิตฺตํ อสมนุปสฺสนฺโต เขมปฺปตฺโต อภยปฺปตฺโต เวสารชฺชปฺปตฺโต วิหรามิ ฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว จตฺตาริ ตถาคตสฺส เวสารชฺชานิ เยหิ เวสารชฺเชหิ สมนฺนาคโต ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตตีติ ฯ

เยเกจิเม วาทปถา ปุถุสฺสิตา

ยนฺนิสฺสิตา สมณพฺราหฺมณา จ

ตถาคตํ ปตฺวา น เต ภวนฺติ

วิสารทํ วาทปถาติวตฺตํ ๑

โย ธมฺมจกฺกํ อภิภุยฺย เกวลํ ๒

ปวตฺตยี สพฺพภุตานุกมฺปี

ตํ ตาทิสํ เทวมนุสฺสเสฏฺฐํ

สตฺตา นมสฺสนฺติ ภวสฺส ปารคุนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตประกอบด้วยเวสารัชชญาณเหล่าใดย่อมปฏิญาณฐานะแห่งผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักรเวสารัชชญาณของตถาคตมี ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลายเราไม่เห็นนิมิตนี้ว่า สมณะ พราหมณ์ เทวดา มารพรหม หรือใครๆ ในโลกจักทักท้วงเราโดยคำมีเหตุผลในธรรมเหล่านี้ว่า ท่านปฏิญาณว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ ธรรมเหล่านี้ยังไม่ตรัสรู้แล้ว เมื่อเราไม่เห็นนิมิตแม้นี้ย่อมเป็นผู้ถึงความเกษม

ถึงความไม่มีภัย ถึงความแกล้วกล้าอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นนิมิตนี้ว่า สมณะ พราหมณ์เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกจักทักท้วงเราโดยคำมีเหตุผลในธรรมเหล่านี้ว่า ท่านปฏิญาณว่าเป็นพระขีณาสพอาสวะเหล่านี้ของท่านยังไม่สิ้นแล้ว เมื่อเราไม่เห็นนิมิตแม้นี้ ย่อมเป็นผู้ถึงความเกษม ถึงความไม่มีภัย ถึงความแกล้วกล้าอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นนิมิตนี้ว่าสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก จักทักท้วงเราด้วยคำมีเหตุผลในธรรมเหล่านี้ว่า ท่านกล่าวธรรมเหล่าใดว่า ทำอันตรายธรรมเหล่านั้นไม่อาจทำอันตรายแก่ผู้ซ่องเสพได้จริง

เมื่อเราไม่เห็นนิมิตแม้นี้ย่อมเป็นผู้ถึงความเกษม ถึงความไม่มีภัย ถึงความแกล้วกล้าอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลายเราไม่เห็นนิมิตนี้ว่า สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกจักทักท้วงเราด้วยคำมีเหตุผลในธรรมเหล่านี้ว่า ท่านแสดงธรรมเพื่อประโยชน์อย่างใด ประโยชน์อย่างนั้นไม่เป็นทางสิ้นทุกข์โดยชอบแก่บุคคลผู้ทำตาม เมื่อเราไม่เห็นนิมิตแม้นี้ ย่อมเป็นผู้ถึงความเกษม ถึงความไม่มีภัย ถึงความแกล้วกล้าอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตประกอบด้วยเวสารัชชญาณเหล่าใดปฏิญาณฐานะแห่งผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร เวสารัชชญาณของตถาคตมี ๔ ประการนี้แล ฯ

วาทะเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เขาตระเตรียมไว้มาก และ

สมณพราหมณ์ทั้งหลายอาศัยวาทะใด วาทะเหล่านั้นมาถึง

พระตถาคตผู้แกล้วกล้า ผู้ล่วงวาทะเสียได้ ย่อมหายไป

ผู้ใดครอบงำธรรมจักรอันเป็นโลกุตตรประกาศแล้ว มีปรกติ

อนุเคราะห์สัตว์ทั่วหน้า สัตว์ทั้งหลายย่อมนมัสการผู้เช่นนั้น

ผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ ผู้ถึงฝั่งแห่งภพ ฯ

จบสูตรที่ ๘

ตัณหาสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรค ตัณหาสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๑)

บาลี (สยามรัฐ)

จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ตณฺหุปฺปาทา ยตฺถ ภิกฺขุโน ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ กตเม จตฺตาโร จีวรเหตุ วา ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ ปิณฺฑปาตเหตุ วา ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เสนาสนเหตุ วา ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ อิติภวาภวเหตุ วา ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ตณฺหุปฺปาทา ยตฺถ ภิกฺขุโน ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชตีติ ฯ

ตณฺหาทุติโย ปุริโส ทีฆมทฺธาน สํสรํ

อิตฺถภาวญฺญถาภาวํ สํสารํ นาติวตฺตติ ฯ

เอตมาทีนวํ ญตฺวา ตณฺหํ ทุกฺขสฺส สมฺภวํ

วีตตโณฺห อนาทาโน สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเชติ ฯ

๑ ยุ. วาทปถาติวุตฺตํ ฯ ๒ เกวลีติปิ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัณหาเมื่อจะเกิดขึ้นแก่ภิกษุ ย่อมเกิดขึ้นในที่ใด ที่นั้น

ให้ชื่อว่าเป็นที่เกิดขึ้นแห่งตัณหา ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือตัณหาเมื่อจะเกิดขึ้นแก่ภิกษุ ย่อมเกิดขึ้นเพราะจีวรเป็นเหตุ ๑ เพราะบิณฑบาตเป็นเหตุ ๑ เพราะเสนาสนะเป็นเหตุ ๑เพราะเภสัชอันประณีตและประณีตกว่าเป็นเหตุ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัณหาเมื่อจะเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นในที่ใด ที่นั้นย่อมชื่อว่าเป็นที่เกิดขึ้นแห่งตัณหา ๔ ประการนี้แล ฯ

บุรุษมีตัณหาเป็นเพื่อนสอง ท่องเที่ยวไปตลอดกาลยืดยาว

นาน ไม่ล่วงพ้นสงสารอันมีความเป็นอย่างนี้ และความ

เป็น อย่างอื่น ภิกษุผู้มีสติสัมปชัญญะรู้โทษนี้ และรู้ตัณหา

เป็นที่เกิดแห่งทุกข์ พึงเป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่ถือมั่น

ย่อมเว้นรอบ ฯ

จบสูตรที่ ๙

โยคสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรค โยคสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๑)

บาลี (สยามรัฐ)

จตฺตาโรเม ภิกฺขเว โยคา กตเม จตฺตาโร กามโยโค ภวโยโค ทิฏฺฐิโยโค อวิชฺชาโยโค ฯ กตโม จ ภิกฺขเว กามโยโค อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ กามานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ตสฺส กามานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ยถาภูตํ นปฺปชานโต โย กาเมสุ กามราโค กามนนฺทิ กามสิเนโห กามมุจฺฉา กามปิปาสา กามปริฬาโห กามชฺโฌสานํ กามตณฺหา สานุเสติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กามโยโค ฯ อิติ กามโยโค ฯ

ภวโยโค จ กถํ โหติ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ภวานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ตสฺส ภวานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ยถาภูตํ นปฺปชานโต โย ภเวสุ ภวราโค ภวนนฺทิ ภวสิเนโห ภวมุจฺฉา ภวปิปาสา ภวปริฬาโห ภวชฺโฌสานํ ภวตณฺหา สานุเสติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภวโยโค ฯ อิติ กามโยโค ภวโยโค ฯ ทิฏฺฐิโยโค จ กถํ โหติ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ทิฏฺฐีนํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ตสฺส ทิฏฺฐีนํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ยถาภูตํ นปฺปชานโต โย ทิฏฺฐีสุ ทิฏฺฐิราโค

ทิฏฺฐินนฺทิ ทิฏฺฐิสิเนโห ทิฏฺฐิมุจฺฉา ทิฏฺฐิปิปาสา ทิฏฺฐิปริฬาโห ทิฏฺฐิชฺโฌสานํ ทิฏฺฐิตณฺหา สานุเสติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ทิฏฺฐิโยโค ฯ อิติ กามโยโค ภวโยโค ทิฏฺฐิโยโค ฯ อวิชฺชาโยโค จ กถํ โหติ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฉนฺนํ ผสฺสายตนานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ตสฺส ฉนฺนํ ผสฺสายตนานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ยถาภูตํ นปฺปชานโต ยา ฉสุ ผสฺสายตเนสุ อวิชฺชา อญฺญาณํ สานุเสติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อวิชฺชาโยโค ฯ อิติ กามโยโค ภวโยโค ทิฏฺฐิโยโค อวิชฺชาโยโค ฯ

สมฺปยุตฺโต ๑ ปาปเกหิ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สงฺกิเลสิเกหิ โปโนพฺภวิเกหิ สทเรหิ ทุกฺขวิปาเกหิ อายตึชาติชรามรณิเกหิ ตสฺมา อโยคกฺเขมีติ วุจฺจติ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร โยคา ฯ จตฺตาโรเม ภิกฺขเว วิสํโยคา กตเม จตฺตาโร กามโยควิสํโยโค ภวโยควิสํโยโค ทิฏฺฐิโยควิสํโยโค อวิชฺชาโยควิสํโยโค ฯ กตโม จ ภิกฺขเว กามโยควิสํโยโค อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ กามานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ยถาภูตํ ปชานาติ ตสฺส กามานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ยถาภูตํ ปชานโต โย กาเมสุ กามราโค กามนนฺทิ กามสิเนโห กามมุจฺฉา กามปิปาสา กามปริฬาโห กามชฺโฌสานํ กามตณฺหา สา นานุเสติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กามโยควิสํโยโค ฯ อิติ กามโยควิสํโยโค ฯ

ภวโยควิสํโยโค จ กถํ โหติ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ภวานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ยถาภูตํ ปชานาติ ตสฺส ภวานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ยถาภูตํ ปชานโต โย ภเวสุ ภวราโค ภวนนฺทิ ภวสิเนโห ภวมุจฺฉา ภวปิปาสา ภวปริฬาโห ภวชฺโฌสานํ ภวตณฺหา สา นานุเสติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภวโยควิสํโยโค ฯ อิติ กามโยควิสํโยโค ภวโยควิสํโยโค ฯ

ทิฏฺฐิโยควิสํโยโค จ กถํ โหติ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ทิฏฺฐีนํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ยถาภูตํ ปชานาติ ตสฺส ทิฏฺฐีนํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ยถาภูตํ ปชานโต โย ทิฏฺฐีสุ ทิฏฺฐิราโค ทิฏฺฐินนฺทิ ทิฏฺฐิสิเนโห ทิฏฺฐิมุจฺฉา ทิฏฺฐิปิปาสา ทิฏฺฐิปริฬาโห ทิฏฺฐิชฺโฌสานํ ทิฏฺฐิตณฺหา สา นานุเสติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ทิฏฺฐิโยควิสํโยโค ฯ อิติ กามโยควิสํโยโค ภวโยควิสํโยโค ทิฏฺฐิโยควิสํโยโค ฯ อวิชฺชาโยควิสํโยโค จ กถํ โหติ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฉนฺนํ ผสฺสายตนานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ยถาภูตํ ปชานาติ ตสฺส ฉนฺนํ ผสฺสายตนานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ยถาภูตํ ปชานโต ยา ฉสุ ผสฺสายตเนสุ อวิชฺชา อญฺญาณํ สา นานุเสติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อวิชฺชาโยควิสํโยโค ฯ อิติ กามโยควิสํโยโค ภวโยควิสํโยโค ทิฏฺฐิโยควิสํโยโค อวิชฺชาโยควิสํโยโค ฯ วิสํยุตฺโต ปาปเกหิ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สงฺกิเลสิเกหิ โปโนพฺภวิเกหิ สทเรหิ ทุกฺขวิปาเกหิ อายตึชาติชรามรณิเกหิ ตสฺมา โยคกฺเขมีติ วุจฺจติ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร วิสํโยคาติ ฯ

กามโยเคน สํยุตฺตา ภวโยเคน จูภยํ

ทิฏฺฐิโยเคน สํยุตฺตา อวิชฺชาย ปุรกฺขตา

สตฺตา คจฺฉนฺติ สํสารํ ชาติมรณคามิโน ฯ

เย จ กาเม ปริญฺญาย ภวโยคญฺจ สพฺพโส

ทิฏฺฐิโยคํ สมูหจฺจ อวิชฺชญฺจ วิราชยํ

สพฺพโยควิสํยุตฺตา เต เว โยคาติคา ๑ มุนีติ ฯ

ภณฺฑคามวคฺโค ปฐโม

ตสฺสุทฺทานํ

อนุพุทฺธํ ปปติตํ เทฺวขตํ อนุโสตปญฺจมํ

อปฺปสฺสุโต จ โสเภนฺติ (เวสารชฺชํ) ตณฺหาโยเคน เต ทสาติ ฯ

_____________

จรวคฺโค ทุติโย

๑ ม. ยุ. สํยุตฺโต ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย โยคะ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ กามโยคะ ๑ภวโยคะ ๑ ทิฏฐิโยคะ ๑ อวิชชาโยคะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายก็กามโยคะเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับคุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งกามทั้งหลายตามความเป็นจริง เมื่อเขาไม่รู้ชัดซึ่ง ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งกามทั้งหลาย ตามความเป็นจริง ความกำหนัดเพราะกาม ความเพลิดเพลินเพราะกาม ความเยื่อใยเพราะกาม ความหมกมุ่นเพราะกาม ความกระหายเพราะกามความเร่าร้อนเพราะกาม ความหยั่งลงในกาม และความทะยานอยากเพราะกามในกามทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้น นี้เราเรียกว่ากามโยคะ กามโยคะเป็นดังนี้ ก็ภวโยคะเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด

ความดับคุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งภพทั้งหลาย ตามความเป็นจริง เมื่อเขาไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งภพทั้งหลาย ตามความเป็นจริงความกำหนัดเพราะภพ ความเพลิดเพลินเพราะภพความเยื่อใยเพราะภพ ความหมกมุ่นเพราะภพความกระหายเพราะภพ ความเร่าร้อนเพราะภพ ความหยั่งลงในภพ และความทะยานอยากเพราะภพ ในภพทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้น นี้เราเรียกว่าภวโยคะ กามโยคะ ภวโยคะเป็นดังนี้ก็ทิฏฐิโยคะเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับคุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งทิฐิทั้งหลาย ตามความเป็นจริง เมื่อเขาไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับ คุณ

โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งทิฐิทั้งหลาย ตามความเป็นจริง ความกำหนัดเพราะทิฐิความเพลิดเพลินเพราะทิฐิความเยื่อใยเพราะทิฐิ ความหมกมุ่นเพราะทิฐิ ความกระหายเพราะทิฐิ ความเร่าร้อนเพราะทิฐิ ความหยั่งลงเพราะทิฐิ และความทะยานอยากเพราะทิฐิ ในทิฐิทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้น นี้เราเรียกว่าทิฏฐิโยคะ กามโยคะ ภวโยคะ ทิฏฐิโยคะเป็นดังนี้ ก็อวิชชาโยคะเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ประการตามความเป็นจริง เมื่อเขาไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับคุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ประการ ตามความเป็นจริง ความไม่รู้ความไม่หยั่งรู้ ในผัสสายตนะ ๖ ย่อมเกิดขึ้น นี้เราเรียกว่าอวิชชาโยคะ กามโยคะ ภวโยคะทิฏฐิโยคะ และอวิชชาโยคะ เป็นดังนี้ บุคคลผู้ประกอบด้วยอกุศลธรรมอันลามก อันเป็นเครื่องเศร้าหมอง เป็นเหตุให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก มีชาติ ชราและมรณะต่อไปอีก ฉะนั้น เราจึงเรียกว่า ผู้ไม่เกษมจากโยคะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โยคะ ๔ ประการเหล่านี้แล ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความพรากจากโยคะ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ ความพรากจากกามโยคะ ๑ ความพรากจากภวโยคะ ๑ ความพรากจากทิฏฐิโยคะ ๑ ความพรากจากอวิชชาโยคะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความพรากจากกามโยคะเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดซึ่งความเกิดความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งกามทั้งหลาย ตามความเป็นจริง เมื่อเขารู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งกามทั้งหลาย ตามความเป็นจริง

ความกำหนัดเพราะกาม ความเพลิดเพลินเพราะกาม ความเยื่อใยเพราะกาม ความหมกมุ่นเพราะกามความกระหายเพราะกาม ความเร่าร้อนเพราะกาม ความหยั่งลงในกาม ความทะยานอยากเพราะกาม

ในกามทั้งหลาย ย่อมไม่เกิดขึ้น นี้เราเรียกว่าความพรากจากกามโยคะความพรากจากกามโยคะเป็นดังนี้ ก็ความพรากจากภวโยคะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษและอุบายเครื่องสลัดออกแห่งภพทั้งหลาย ตามความเป็นจริงเมื่อเขารู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งภพทั้งหลายตามความเป็นจริง ความกำหนัดเพราะภพ ความเพลิดเพลินเพราะภพ ความเยื่อใยเพราะภพ ความหมกมุ่นเพราะภพ ความกระหายเพราะภพ ความเร่าร้อนเพราะภพ ความหยั่งลงในภพ และความทะยานอยากเพราะภพ ในภพทั้งหลายย่อมไม่เกิดขึ้น นี้เราเรียกว่าความพรากจากภวโยคะ ความพรากจากกามโยคะความพรากจากภวโยคะ เป็นดังนี้ ก็ความพรากจากทิฏฐิโยคะเป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษและอุบายเครื่องสลัดออกแห่งทิฐิทั้งหลาย ตามความเป็นจริง เมื่อเขารู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งทิฐิทั้งหลายตามความเป็นจริง ความกำหนัดเพราะทิฐิ ความเพลิดเพลินเพราะทิฐิ ความเยื่อใยเพราะทิฐิ ความหมกมุ่นเพราะทิฐิ ความกระหายเพราะทิฐิ ความเร่าร้อนเพราะทิฐิ ความหยั่งลงในทิฐิ และความทะยานอยากเพราะทิฐิ ในทิฐิทั้งหลายย่อมไม่เกิดขึ้น นี้เราเรียกว่าความพรากจากทิฏฐิโยคะ ความพรากจากกามโยคะความพรากจากภวโยคะความพรากจากทิฏฐิโยคะ เป็นดังนี้ ก็ความพรากจากอวิชชาโยคะเป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดซึ่ง ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ประการ ตามความเป็นจริง เมื่อเขารู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษและอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ประการ ตามความเป็นจริง ความไม่รู้ ความไม่หยั่งรู้ในผัสสายตนะ ๖ ประการ ย่อมไม่เกิดขึ้น นี้เราเรียกว่าความพรากจากอวิชชาโยคะ ความพรากจากกามโยคะ ความพรากจากภวโยคะความพรากจากทิฏฐิโยคะ เป็นดังนี้ บุคคลผู้พรากจากอกุศลธรรมอันลามก อันเป็นเครื่องเศร้าหมอง เป็นเหตุให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก มีชาติ ชรา และมรณะต่อไปอีก ฉะนั้น เราจึงเรียกว่า ผู้เกษมจากโยคะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความพรากจากโยคะ ๔ ประการ นี้แล ฯ

สัตว์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยกามโยคะ ภวโยคะ ทิฏฐิโยคะ

และอวิชชาโยคะ ย่อมเป็นผู้มีปรกติถึงชาติและมรณะ

ไปสู่ สงสาร ส่วนสัตว์เหล่าใด กำหนดรู้กามทั้งหลายและ

ภวโยคะโดยประการทั้งปวง ถอนขึ้นซึ่งทิฏฐิโยคะ

และสำรอก อวิชชาเสียได้ สัตว์เหล่านั้นแล เป็นผู้

พรากจากโยคะทั้งปวง เป็นมุนีผู้ล่วงพ้นโยคะเสียได้ ฯ

จบสูตรที่ ๑๐

จบภัณฑคามวรรคที่ ๑

___________________

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. อนุพุทธสูตร ๒. ปปติตสูตร ๓. ขตสูตรที่ ๑ ๔. ขตสูตรที่ ๒ ๕. อนุโสตสูตร

๖. อัปปสุตสูตร ๗. สังฆโสภณสูตร ๘. เวสารัชชสูตร ๙. ตัณหาสูตร ๑๐. โยคสูตร

จบ ภัณฑคามวรรค