พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย · ตติยปัณณาสก์
๔. ปุคคลวรรค เล่ม ๒๑
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๓๑–๑๔๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๕ ในตติยปัณณาสก์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
_______
๔. ปุคฺคลวคฺค
๑. สํโยชนสุตฺต
๔. ปุคคลวรรค
หมวดว่าด้วยบุคคล
๑. สังโยชนสูตร
ว่าด้วยบุคคลผู้ละสังโยชน์ได้
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ปุคคลวรรค (ฉบับหลวง เล่ม ๒๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๑)
บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๒๑ หน้า ๑๕๑–๑๕๗ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๒๑ หน้า ๒๐๐–๒๐๘
จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ. กตเม จตฺตาโร ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺจสฺส ปุคฺคลสฺส โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ โหนฺติ, อุปปตฺติปฏิลาภิยานิ๓๒๓ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ โหนฺติ, ภวปฏิลาภิยานิ๓๒๔ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ โหนฺติ.
อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺจสฺส ปุคฺคลสฺส โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ โหนฺติ, อุปปตฺติปฏิลาภิยานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ โหนฺติ, ภวปฏิลาภิยานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ โหนฺติ.
อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺจสฺส ปุคฺคลสฺส โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ โหนฺติ, อุปปตฺติปฏิลาภิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ โหนฺติ, ภวปฏิลาภิยานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ โหนฺติ.
อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺจสฺส ปุคฺคลสฺส โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ โหนฺติ, อุปปตฺติปฏิลาภิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ โหนฺติ, ภวปฏิลาภิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ โหนฺติ.
กตมสฺส ภิกฺขเว ปุคฺคลสฺส โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ อุปปตฺติปฏิลาภิยานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ ภวปฏิลาภิยานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ ? สกทาคามิสฺส. อิมสฺส โข ภิกฺขเว ปุคฺคลสฺส โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ อุปปตฺติปฏิลาภิยานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ ภวปฏิลาภิยานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ.
กตมสฺส ภิกฺขเว ปุคฺคลสฺส โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ อุปปตฺติปฏิลาภิยานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ ภวปฏิลาภิยานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ ? อุทฺธํโสตสฺส อกนิฏฺฐคามิโน. อิมสฺส โข ภิกฺขเว ปุคฺคลสฺส โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ อุปปตฺติปฏิลาภิยานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ ภวปฏิลาภิยานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ. กตมสฺส ภิกฺขเว ปุคฺคลสฺส โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ อุปปตฺติปฏิลาภิยานิ (๑) สญฺโญชนานิ ปหีนานิ ภวปฏิลาภิยานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ ? อนฺตราปรินิพฺพายิสฺส. อิมสฺส โข ภิกฺขเว ปุคฺคลสฺส โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ อุปปตฺติปฏิลาภิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ ภวปฏิลาภิยานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ.
กตมสฺส ภิกฺขเว ปุคฺคลสฺส โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ อุปปตฺติปฏิลาภิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ ภวปฏิลาภิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ ? อรหโต ขีณาสวสฺส. (๒) อิมสฺส โข ภิกฺขเว ปุคฺคลสฺส โอรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ อุปปตฺติปฏิลาภิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ ภวปฏิลาภิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ. อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมินฺติ. ปฐมํ.
- ๑ฉ.ม.ปฏิลาภิยานิิ,เอวมุปริปิ
- ๒ฉ.,อิ. อยํ ปาโฐ นตฺถิ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้มีปรากฏ อยู่ในโลก
บุคคล ๔ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. บุคคลบางคนในโลกนี้ยังละโอรัมภาคิยสังโยชน์ (สังโยชน์เบื้องต่ำ) ไม่ได้ ละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยแห่งการเกิดไม่ได้ และละสังโยชน์ที่ เป็นปัจจัยให้ได้ภพ ไม่ได้๒. บุคคลบางคนในโลกนี้ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ แต่ยังละสังโยชน์ ที่เป็นปัจจัยแห่งการเกิดไม่ได้ และละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้ได้ ภพไม่ได้๓. บุคคลบางคนในโลกนี้ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ และละสังโยชน์ที่ เป็นปัจจัยแห่งการเกิดได้ แต่ยังละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้ได้ภพไม่ได้๔. บุคคลบางคนในโลกนี้ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ ละสังโยชน์ที่เป็น ปัจจัยแห่งการเกิดได้ และละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้ได้ภพได้บุคคลจำพวกไหนยังละโอรัมภาคิยสังโยชน์ไม่ได้
ละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัย แห่งการเกิดไม่ได้ และละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้ได้ภพไม่ได้คือ พระสกทาคามี บุคคลนี้แลยังละโอรัมภาคิยสังโยชน์ไม่ได้ ละสังโยชน์ที่ เป็นปัจจัยแห่งการเกิดไม่ได้ และละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้ได้ภพไม่ได้บุคคลจำพวกไหนละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ แต่ยังละสังโยชน์ที่เป็น ปัจจัยแห่งการเกิดไม่ได้ และละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้ได้ภพไม่ได้คือ พระอนาคามีผู้มุ่งหน้าไปสู่อกนิฏฐภพ บุคคลนี้แลละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ แต่ยังละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยแห่งการเกิดไม่ได้ และละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้ได้ภพไม่ได้บุคคลจำพวกไหนละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ ละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยแห่ง การเกิดได้ แต่ยังละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้ได้ภพไม่ได้คือ พระอนาคามีผู้ปรินิพพานในระหว่าง บุคคลนี้แลละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ ละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยแห่งการเกิดได้ แต่ยังละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้ได้ภพไม่ได้บุคคลจำพวกไหนละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ ละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยแห่ง การเกิดได้ และละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้ได้ภพได้
คือ พระอรหันต์ผู้หมดกิเลส บุคคลนี้แลละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ ละสังโยชน์ ที่เป็นปัจจัยแห่งการเกิดได้ และละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้ได้ภพได้ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก
สังโยชนสูตรที่ ๑ จบ
- ๑โอรัมภาคิยสังโยชน์ หมายถึงกิเลสผูกใจสัตว์อย่างหยาบเบื้องต่ำมี ๕ ประการ คือ (๑) สักกายทิฏฐิ (๒) วิจิกิจฉา (๓) สีลัพพตปรามาส (๔) กามฉันทะ หรือกามราคะ (๕) พยาบาท หรือปฏิฆะ (องฺ.นวก. ๒๓/๖๗/๓๗๙)
- ๒หมายถึงอุปปัตติภพ ภพคือการเกิด (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๑/๓๗๙)
๒. ปฏิภานสุตฺต จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ. กตเม จตฺตาโร ? ยุตฺตปฺปฏิภาโน น มุตฺตปฺปฏิภาโน, มุตฺตปฺปฏิภาโน น ยุตฺตปฺปฏิภาโน, ยุตฺตปฺปฏิภาโน จ มุตฺตปฺปฏิภาโน จ, เนว ยุตฺตปฺปฏิภาโน น มุตฺตปฺปฏิภาโน. อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมินฺติ. ทุติยํ.
๒. ปฏิภาณสูตร
ว่าด้วยบุคคลผู้ตอบได้ถูกต้อง
ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก
๑. บุคคลผู้ตอบได้ถูกต้อง แต่ไม่รวดเร็ว
๒. บุคคลผู้ตอบได้รวดเร็ว แต่ไม่ถูต้อง
๓. บุคคลผู้ตอบได้ถูกต้องและรวดเร็ว
๔. บุคคลผู้ตอบได้ไม่ถูกต้องและไม่รวดเร็ว
ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก
ปฏิภาณสูตรที่ ๒ จบ
- ๑ดู อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๑๕๒-๑๕๕/๑๘๗
- ๒ผู้ตอบได้ถูกต้อง แต่ไม่รวดเร็ว หมายถึงผู้ถูกถามปัญหาก็ตอบได้ถูกต้อง แต่ไม่รวดเร็ว (อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๑๕๒/๑๘๗, องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๒/๓๘๐)
- ๓ผู้ตอบได้รวดเร็ว แต่ไม่ถูกต้อง หมายถึงผู้ถูกถามปัญหาก็ตอบได้รวดเร็ว แต่ไม่ถูกต้อง (อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๑๕๓/๑๘๗)
๓. อุคฺฆฏิตญฺญูสุตฺต จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ. กตเม จตฺตาโร ? อุคฺฆฏิตญฺญู วิปจิตญฺญู เนยฺโย ปทปรโม. อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมินฺติ. ตติยํ.
๓. อุคฆฏิตัญญูสูตร
ว่าด้วยบุคคลผู้เข้าใจได้ฉับพลัน
ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก
๑. อุคฆฏิตัญญู (ผู้เข้าใจได้ฉับพลัน)
๒. วิปจิตัญญู (ผู้เข้าใจต่อเมื่อขยายความ)
๔. ปทปรมะ (ผู้ที่สอนให้รู้ได้เพียงตัวบทคือพยัญชนะ)
ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก
อุคฆฏิตัญญูสูตรที่ ๓ จบ
- ๑ดู อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๑๔๘-๑๕๑/๑๘๖-๑๘๗
- ๒หมายถึงบุคคลที่บรรลุธรรมคืออริยสัจ ๔ ได้เร็ว คือ พอยกหัวข้อขึ้นแสดงเท่านั้น (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๓/๓๘๐)
- ๓หมายถึงบุคคลที่บรรลุธรรมเมื่อเขาอธิบายเนื้อความโดยพิสดาร คือ เมื่อเขายกหัวข้อขึ้นกล่าวโดยย่อแล้ว กล่าวอธิบายโดยพิสดาร จึงสามารถบรรลุพระอรหัตตผลได้ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๓/๓๘๐)
- ๔หมายถึงบุคคลที่มนสิการโดยแยบคาย โดยการแสดง การถาม การเสพ การคบหา การเข้าไปนั่งใกล้ กัลยาณมิตร จึงบรรลุธรรมโดยลำดับ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๓/๓๘๐)
- ๕หมายถึงบุคคลที่ฟังไว้มาก แสดงไว้มาก ทรงจำไว้มาก และพูดไว้มาก แต่ไม่บรรลุธรรมในชาตินี้ คือ ไม่ สามารถที่จะบำเพ็ญฌาน วิปัสสนา มรรค หรือผลให้บังเกิดได้ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๓/๓๘๐, องฺ.จตุกฺก.ฏีกา ๒/๑๓๓-๑๓๔/๔๑๗-๔๑๘)
๔. อุฏฺฐานผลสุตฺต จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ. กตเม จตฺตาโร ? อุฏฺฐานผลูปชีวี น กมฺมผลูปชีวี, กมฺมผลูปชีวี น อุฏฺฐานผลูปชีวี, อุฏฺฐานผลูปชีวี เจว กมฺมผลูปชีวี จ, เนว อุฏฺฐานผลูปชีวี น กมฺมผลูปชีวี.๓๒๘ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมินฺติ. จตุตฺถํ.
๔. อุฏฐานผลสูตร
ว่าด้วยผลแห่งความขยันหมั่นเพียร
ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก
๑. บุคคลผู้ดำรงชีพด้วยผลแห่งความขยันหมั่นเพียร แต่ไม่ดำรงชีพ ด้วยผลแห่งกรรม๒. บุคคลผู้ดำรงชีพด้วยผลแห่งกรรม แต่ไม่ดำรงชีพด้วยผลแห่ง ความขยันหมั่นเพียร๓. บุคคลผู้ดำรงชีพด้วยผลแห่งความขยันหมั่นเพียรและดำรงชีพด้วย ผลแห่งกรรม๔. บุคคลผู้ไม่ดำรงชีพด้วยผลแห่งความขยันหมั่นเพียรและไม่ดำรงชีพ ด้วยผลแห่งกรรม ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก
อุฏฐานผลสูตรที่ ๔ จบ
- ๑ดู อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๑๖๗/๒๐๐
- ๒บุคคลจำพวกที่ ๑ หมายถึงบุคคลผู้ทำงานด้วยความขยันหมั่นเพียรตลอดวันเลี้ยงชีพ ได้ผลแห่งความขยัน หมั่นเพียรนั้น แต่ไม่ได้อาศัยผลบุญใด ๆ เลยบุคคลจำพวกที่ ๒หมายถึงเทวดาทุกจำพวกบุคคลจำพวก ที่ ๓ หมายถึงชนชั้นปกครอง เช่น พระราชา และขุนนาง บุคคลจำพวกที่ ๔ หมายถึงสัตว์นรก (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๔/๓๘๑)
๕. สาวชฺชสุตฺต จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ. กตเม จตฺตาโร ? สาวชฺโช วชฺชพหุโล อปฺปวชฺโช อนวชฺโช.
กถญฺจ ภิกฺขเว ปุคฺคโล สาวชฺโช โหติ ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล สาวชฺเชน กายกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ, สาวชฺเชน วจีกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ, สาวชฺเชน มโนกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ. เอวํ โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล สาวชฺโช โหติ.
กถญฺจ ภิกฺขเว ปุคฺคโล วชฺชพหุโล โหติ ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล สาวชฺเชน พหุลํ กายกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ อปฺปํ อนวชฺเชน, สาวชฺเชน พหุลํ วจีกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ อปฺปํ อนวชฺเชน, สาวชฺเชน พหุลํ มโนกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ อปฺปํ อนวชฺเชน. เอวํ โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล วชฺชพหุโล โหติ.
กถญฺจ ภิกฺขเว ปุคฺคโล อปฺปวชฺโช โหติ ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล อนวชฺเชน พหุลํ กายกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ อปฺปํ สาวชฺเชน, อนวชฺเชน พหุลํ วจีกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ อปฺปํ สาวชฺเชน, อนวชฺเชน พหุลํ มโนกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ อปฺปํ สาวชฺเชน. เอวํ โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล อปฺปวชฺโช โหติ.
กถญฺจ ภิกฺขเว ปุคฺคโล อนวชฺโช โหติ ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล อนวชฺเชน กายกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ, อนวชฺเชน วจีกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ, อนวชฺเชน มโนกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ. เอวํ โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล อนวชฺโช โหติ. อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมินฺติ.๓๒๙ ปญฺจมํ.
๕. สาวัชชสูตร
ว่าด้วยบุคคลผู้มีแต่โทษ
ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก
๑. บุคคลผู้มีแต่โทษ ๒. บุคคลผู้มีโทษเป็นส่วนมาก
๓. บุคคลผู้มีโทษเป็นส่วนน้อย ๔. บุคคลผู้ไม่มีโทษ
บุคคลผู้มีแต่โทษ เป็นอย่างไร
คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ประกอบด้วยกายกรรม (การกระทำทางกาย) ที่มีโทษ ประกอบด้วยวจีกรรม (การกระทำทางวาจา) ที่มีโทษ ประกอบด้วยมโนกรรม (การ กระทำทางใจ) ที่มีโทษ บุคคลผู้มีแต่โทษ เป็นอย่างนี้แลบุคคลผู้มีโทษเป็นส่วนมาก เป็นอย่างไร
คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ประกอบด้วยกายกรรมที่มีโทษเป็นส่วนมาก ไม่มี โทษเป็นส่วนน้อย ประกอบด้วยวจีกรรมที่มีโทษเป็นส่วนมาก ไม่มีโทษเป็นส่วนน้อย ประกอบด้วยมโนกรรมที่มีโทษเป็นส่วนมาก ไม่มีโทษเป็นส่วนน้อย บุคคลผู้มีโทษ เป็นส่วนมาก เป็นอย่างนี้แลบุคคลผู้มีโทษเป็นส่วนน้อย เป็นอย่างไร
คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ประกอบด้วยกายกรรมที่ไม่มีโทษเป็นส่วนมาก มี โทษเป็นส่วนน้อย ประกอบด้วยวจีกรรมที่ไม่มีโทษเป็นส่วนมาก มีโทษเป็นส่วนน้อย ประกอบด้วยมโนกรรมที่ไม่มีโทษเป็นส่วนมาก มีโทษเป็นส่วนน้อย บุคคลผู้มีโทษ เป็นส่วนน้อย เป็นอย่างนี้แลบุคคลผู้ไม่มีโทษ เป็นอย่างไร
คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ประกอบด้วยกายกรรมที่ไม่มีโทษ ประกอบด้วย วจีกรรมที่ไม่มีโทษ ประกอบด้วยมโนกรรมที่ไม่มีโทษ บุคคลผู้ไม่มีโทษ เป็นอย่าง นี้แล
ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก
สาวัชชสูตรที่ ๕ จบ
- ๑ดู อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๑๔๔-๑๔๗/๑๘๖
- ๒หมายถึงอันธพาลปุถุชน (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๕/๑๘๑)
- ๓หมายถึงโลกิยปุถุชนที่ทำความดีในระหว่าง (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๕/๑๘๑)
- ๔หมายถึงพระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๕/๑๘๑)
- ๕หมายถึงพระอรหันตขีณาสพ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๕/๑๘๑)
๖. ปฐมสีลสุตฺต จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ. กตเม จตฺตาโร ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล สีเลสุ น ปริปูรการี โหติ สมาธิสฺมึ น ปริปูรการี ปญฺญาย น ปริปูรการี.
อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล สีเลสุ ปริปูรการี โหติ สมาธิสฺมึ น ปริปูรการี ปญฺญาย น ปริปูรการี.
อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล สีเลสุ ปริปูรการี โหติ สมาธิสฺมึ ปริปูรการี ปญฺญาย น ปริปูรการี.
อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล สีเลสุ ปริปูรการี โหติ สมาธิสฺมึ ปริปูรการี ปญฺญาย ปริปูรการี. อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมินฺติ. ฉฏฺฐํ.
๖. ปฐมสีลสูตร
ว่าด้วยศีล สูตรที่ ๑
ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก
บุคคล ๔ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่บำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ ไม่บำเพ็ญสมาธิ ให้บริบูรณ์ และไม่บำเพ็ญปัญญาให้บริบูรณ์ ๒. บุคคลบางคนในโลกนี้บำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ แต่ไม่บำเพ็ญสมาธิ ให้บริบูรณ์ และไม่บำเพ็ญปัญญาให้บริบูรณ์ ๓. บุคคลบางคนในโลกนี้บำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ และบำเพ็ญสมาธิ ให้บริบูรณ์ แต่ไม่บำเพ็ญปัญญาให้บริบูรณ์ ๔. บุคคลบางคนในโลกนี้บำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ บำเพ็ญสมาธิให้ บริบูรณ์และบำเพ็ญปัญญาให้บริบูรณ์ ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก
ปฐมสีลสูตรที่ ๖ จบ
- ๑หมายถึงโลกิยมหาชน (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๖-๑๓๗/๓๘)
- ๒หมายถึงพระโสดาบันและพระสกทาคามีผู้เป็นสุกขวิปัสสกะ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๖-๑๓๗/๓๘๑)
- ๓หมายถึงพระอนาคามี (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๖-๑๓๗/๓๘๑)
- ๔หมายถึงพระอรหันตขีณาสพ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๖/๓๘๑)
๗. ทุติยสีลสุตฺต จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ. กตเม จตฺตาโร ? อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล น สีลครุ โหติ น สีลาธิปเตยฺโย, น สมาธิครุ โหติ น สมาธาธิปเตยฺโย, น ปญฺญาครุ โหติ น ปญฺญาธิปเตยฺโย.
อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล สีลครุ โหติ สีลาธิปเตยฺโย, น สมาธิครุ โหติ น สมาธาธิปเตยฺโย, น ปญฺญาครุ โหติ น ปญฺญาธิปเตยฺโย.
อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล สีลครุ โหติ สีลาธิปเตยฺโย, สมาธิครุ โหติ สมาธาธิปเตยฺโย, น ปญฺญาครุ โหติ น ปญฺญาธิปเตยฺโย.
อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล สีลครุ โหติ สีลาธิปเตยฺโย, สมาธิครุ โหติ สมาธาธิปเตยฺโย, ปญฺญาครุ โหติ ปญฺญาธิปเตยฺโย. อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมินฺติ. สตฺตมํ.
๗. ทุติยสีลสูตร
ว่าด้วยศีล สูตรที่ ๒
ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก
บุคคล ๔ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่เคารพในศีล ไม่ถือศีลเป็นใหญ่ ไม่ เคารพในสมาธิ ไม่ถือสมาธิเป็นใหญ่ และไม่เคารพในปัญญา ไม่ถือปัญญาเป็นใหญ่๒. บุคคลบางคนในโลกนี้เคารพในศีล ถือศีลเป็นใหญ่ แต่ไม่เคารพ ในสมาธิ ไม่ถือสมาธิเป็นใหญ่ และไม่เคารพในปัญญา ไม่ถือ ปัญญาเป็นใหญ่๓. บุคคลบางคนในโลกนี้เคารพในศีล ถือศีลเป็นใหญ่ และเคารพ ในสมาธิ ถือสมาธิเป็นใหญ่ แต่ไม่เคารพในปัญญา ไม่ถือ ปัญญาเป็นใหญ่๔. บุคคลบางคนในโลกนี้เคารพในศีล ถือศีลเป็นใหญ่ เคารพในสมาธิ ถือสมาธิเป็นใหญ่ และเคารพในปัญญา ถือปัญญาเป็นใหญ่ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก
ทุติยสีลสูตรที่ ๗ จบ
๘. นิกฺกฏฺฐสุตฺต (๑) จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ. กตเม จตฺตาโร? นิกกฺฏฺฐกาโย (๒) อนิกฺกฏฺฐจิตฺโต, อนิกฺกฏฺฐกาโย นิกฺกฏฺฐจิตฺโต, อนิกฺกฏฺฐกาโย จ อนิกฺกฏฺฐจิตฺโต จ, นิกฺกฏฺฐกาโย จ นิกฺกฏฺฐจิตฺโต จ.
กถญฺจ ภิกฺขเว ปุคฺคโล นิกฺกฏฺฐกาโย โหติ อนิกฺกฏฺฐจิตฺโต? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล อรญฺญวนปตฺถานิ (๓) ปนฺตานิ เสนาสนานิ ปฏิเสวติ, โส ตตฺถ กามวิตกฺกํปิ วิตกฺเกติ, พฺยาปาทวิตกฺกํปิ วิตกฺเกติ, วิหึสาวิตกฺกํปิ วิตกฺเกติ. เอวํ โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล นิกฺกฏฺฐกาโย โหติ อนิกฺกฏฺฐจิตฺโต.
กถญฺจ ภิกฺขเว ปุคฺคโล อนิกฺกฏฺฐกาโย โหติ นิกฺกฏฺฐจิตฺโต ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล นเหว โข อรญฺญวนปตฺถานิ ปนฺตานิ เสนาสนานิ ปฏิเสวติ, โส ตตฺถ เนกฺขมฺมวิตกฺกํปิ วิตกฺเกติ, อพฺยาปาทวิตกฺกํปิ วิตกฺเกติ, อวิหึสาวิตกฺกํปิ วิตกฺเกติ. เอวํ โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล อนิกฺกฏฺฐกาโย โหติ นิกฺกฏฺฐจิตฺโต.
กถญฺจ ภิกฺขเว ปุคฺคโล อนิกฺกฏฺฐกาโย จ โหติ อนิกฺกฏฺฐจิตฺโต จ ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล นเหว โข อรญฺญวนปตฺถานิ ปนฺตานิ เสนาสนานิ ปฏิเสวติ, โส ตตฺถ กามวิตกฺกํปิ วิตกฺเกติ, พฺยาปาทวิตกฺกํปิ วิตกฺเกติ, วิหึสาวิตกฺกํปิ วิตกฺเกติ. เอวํ โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล อนิกฺกฏฺฐกาโย จ โหติ อนิกฺกฏฺฐจิตฺโต จ.
กถญฺจ ภิกฺขเว ปุคฺคโล นิกฺกฏฺฐกาโย จ โหติ นิกฺกฏฺฐจิตฺโต จ ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล อรญฺญวนปตฺถานิ ปนฺตานิ เสนาสนานิ ปฏิเสวติ, โส ตตฺถ เนกฺขมฺมวิตกฺกํปิ วิตกฺเกติ, อพฺยาปาทวิตกฺกํปิ วิตกฺเกติ, อวิหึสาวิตกฺกํปิ วิตกฺเกติ. เอวํ โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล นิกฺกฏฺฐกาโย จ โหติ นิกฺกฏฺฐจิตฺโต จ. อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมินฺติ. อฏฺฐมํ.
- ๑ฉ. นิกฏฺฐสุตฺต
- ๒ฉ. นิกฏฺฐ,เอวมุปริปิ
- ๓สี.,อิ. อรญฺเญ วนปตฺถานิ
๘. นิกกัฏฐสูตร
ว่าด้วยบุคคลผู้มีกายและจิตออก
ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก
บุคคล ๔ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. บุคคลผู้มีกายออก แต่มีจิตยังไม่ออก
๒. บุคคลผู้มีกายยังไม่ออก แต่มีจิตออก
๓. บุคคลผู้มีกายยังไม่ออกและมีจิตยังไม่ออก
๔. บุคคลผู้มีกายออกและมีจิตออก
บุคคลผู้มีกายออก แต่มีจิตยังไม่ออก เป็นอย่างไร
คือ บุคคลบางคนในโลกนี้อาศัยเสนาสนะเงียบสงัด คือ ป่าโปร่ง และป่าทึบ เธอตรึกถึงกามวิตก(ความตรึกในทางกาม)บ้าง พยาบาทวิตก (ความตรึกในทาง พยาบาท)บ้าง วิหิงสาวิตก (ความตรึกในทางเบียดเบียน)บ้าง บุคคลผู้มีกายออก แต่มีจิตยังไม่ออก เป็นอย่างนี้แลบุคคลผู้มีกายยังไม่ออก แต่มีจิตออก เป็นอย่างไร
คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่อาศัยเสนาสนะเงียบสงัด คือ ป่าโปร่งและป่าทึบ เลย แต่เธอตรึกถึงเนกขัมมวิตก (ความตรึกปลอดจากกาม)บ้าง อพยาบาทวิตก (ความตรึกปลอดจากพยาบาท)บ้าง อวิหิงสาวิตก (ความตรึกปลอดจากการเบียดเบียน) บ้าง บุคคลผู้มีกายยังไม่ออก แต่มีจิตออก เป็นอย่างนี้แลบุคคลผู้มีกายยังไม่ออกและมีจิตยังไม่ออก เป็นอย่างไร
คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่อาศัยเสนาสนะเงียบสงัด คือ ป่าโปร่งและป่าทึบ และเธอตรึกถึงกามวิตกบ้าง พยาบาทวิตกบ้าง วิหิงสาวิตกบ้าง บุคคลผู้มีกายยัง ไม่ออกและมีจิตยังไม่ออก เป็นอย่างนี้แล
บุคคลผู้มีกายออกและมีจิตออก เป็นอย่างไร
คือ บุคคลบางคนในโลกนี้อาศัยเสนาสนะเงียบสงัด คือ ป่าโปร่งและป่าทึบ และเธอตรึกถึงเนกขัมมวิตกบ้าง อพยาบาทวิตกบ้าง อวิหิงสาวิตกบ้าง บุคคลผู้มี กายออกและมีจิตออก เป็นอย่างนี้แล
ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก
นิกกัฏฐสูตรที่ ๘ จบ
- ๑หมายถึงบุคคลมีกายออกจากบ้าน แม้อยู่ในป่าก็ยังคิดถึงบ้าน (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๘/๓๘๑)
- ๒ป่าโปร่ง (อรญฺญ) หมายถึงป่าอยู่นอกเสาหลักเมืองออกไปอย่างน้อยชั่ว ๕๐๐ ธนู (อง.ทุก.อ. ๒/๓๑/๓๐)
- ๓ป่าทึบ (วนปตฺถ) หมายถึงป่าที่ไม่มีคนอยู่อาศัยเลยเขตหมู่บ้านไป (องฺ.ทุก.อ. ๒/๓๑/๓๐)
๙. ธมฺมกถิกสุตฺต จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ธมฺมกถิกา. กตเม จตฺตาโร ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ธมฺมกถิโก อปฺปญฺจ ภาสติ อสหิตญฺจ, ปริสา จ (๑) น กุสลา โหติ สหิตาสหิตสฺส. เอวรูโป ภิกฺขเว ธมฺมกถิโก เอวรูปาย ปริสาย ธมฺมกถิโกเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ.
อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ธมฺมกถิโก อปฺปญฺจ ภาสติ สหิตญฺจ, ปริสา จ กุสลา โหติ สหิตาสหิตสฺส. เอวรูโป ภิกฺขเว ธมฺมกถิโก เอวรูปาย ปริสาย ธมฺมกถิโกเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ.
อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ธมฺมกถิโก พหุญฺจ ภาสติ อสหิตญฺจ, ปริสา จ น กุสลา โหติ สหิตาสหิตสฺส. เอวรูโป ภิกฺขเว ธมฺมกถิโก เอวรูปาย ปริสาย ธมฺมกถิโกเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ.
อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ธมฺมกถิโก พหุญฺจ ภาสติ สหิตญฺจ, ปริสา จ กุสลา โหติ สหิตาสหิตสฺส. เอวรูโป ภิกฺขเว ธมฺมกถิโก เอวรูปาย ปริสาย ธมฺมกถิโกเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ. อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ธมฺมกถิกาติ. นวมํ.
- ๑ฉ. ปริสา จสฺส,เอวมุปริปิ
๙. ธัมมกถิกสูตร
ว่าด้วยธรรมกถึก
ภิกษุทั้งหลาย ธรรมกถึก ๔ จำพวกนี้
๑. ธรรมกถึกบางรูปในธรรมวินัยนี้กล่าวธรรมน้อยและไม่มีประโยชน์ ทั้งหมู่ผู้ฟังก็ไม่ฉลาดในสิ่งที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ ธรรมกถึกจำพวกนี้นับว่าเป็นธรรมกถึกสำหรับหมู่ผู้ฟังประเภทนี้๒. ธรรมกถึกบางรูปในธรรมวินัยนี้กล่าวธรรมน้อย แต่มีประโยชน์ และ หมู่ผู้ฟังก็ฉลาดในสิ่งที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ ธรรมกถึก จำพวกนี้นับว่าเป็นธรรมกถึกสำหรับหมู่ผู้ฟังประเภทนี้๓. ธรรมกถึกบางรูปในธรรมวินัยนี้กล่าวธรรมมาก แต่ไม่มีประโยชน์ และ หมู่ผู้ฟังก็ไม่ฉลาดในสิ่งที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ ธรรมกถึก จำพวกนี้นับว่าเป็นธรรมกถึกสำหรับหมู่ผู้ฟังประเภทนี้๔. ธรรมกถึกบางรูปในธรรมวินัยนี้กล่าวธรรมมากและมีประโยชน์ และ หมู่ผู้ฟังก็ฉลาดในสิ่งที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ ธรรมกถึก จำพวกนี้นับว่าเป็นธรรมกถึกสำหรับหมู่ผู้ฟังประเภทนี้ภิกษุทั้งหลาย ธรรมกถึก ๔ จำพวกนี้แล
ธัมมกถิกสูตรที่ ๙ จบ
- ๑ดู อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๑๕๖/๑๘๗-๑๘๘
๑๐. วาทีสุตฺต จตฺตาโรเม ภิกฺขเว วาที. กตเม จตฺตาโร ? อตฺถิ ภิกฺขเว วาที อตฺถโต ปริยาทานํ คจฺฉติ โน พฺยญฺชนโต, อตฺถิ ภิกฺขเว วาที พฺยญฺชนโต ปริยาทานํ คจฺฉติ โน อตฺถโต, อตฺถิ ภิกฺขเว วาที อตฺถโต จ พฺยญฺชนโต จ ปริยาทานํ คจฺฉติ, อตฺถิ ภิกฺขเว วาที เนว อตฺถโต โน พฺยญฺชนโต ปริยาทานํ คจฺฉติ. อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร วาที. อฏฺฐานเมตํ ภิกฺขเว อนวกาโส ยํ จตูหิ ปฏิสมฺภิทาหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ (๑) อตฺถโต วา พฺยญฺชนโต วา ปริยาทานํ คจฺเฉยฺยาติ. ทสมํ. ปุคฺคลวคฺโค จตุตฺโถ. ตสฺสุทฺทานํ
สํโยชนํ ปฏิภาโณ อุคฺฆฏิตญฺญุ อุฏฺฐานํ
สาวชฺโช เทฺว จ สีลานิ นิกฺกฏฺฐธมฺมวาที จาติ.
- ๑ฉ. อยํ ปาโฐ นตฺถิ
๑๐. วาทีสูตร
ว่าด้วยนักพูด
ภิกษุทั้งหลาย นักพูด ๔ จำพวกนี้
นักพูด ๔ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. นักพูดที่จนด้านอรรถ แต่ไม่จนด้านพยัญชนะ
๒. นักพูดที่จนด้านพยัญชนะ แต่ไม่จนด้านอรรถ
๓. นักพูดที่จนทั้งด้านอรรถและด้านพยัญชนะ
๔. นักพูดที่ไม่จนทั้งด้านอรรถและด้านพยัญชนะ
นักพูด ๔ จำพวกนี้แล
ภิกษุทั้งหลาย เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุ(นักพูด)ผู้ประกอบด้วยปฏิสัมภิทา ๔ ประการ จะพึงจนทั้งด้านอรรถหรือด้านพยัญชนะ
วาทีสูตรที่ ๑๐ จบ
ปุคคลวรรคที่ ๔ จบ
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สังโยชนสูตร ๒. ปฏิภาณสูตร
๓. อุคฆฏิตัญญูสูตร ๔. อุฏฐานผลสูตร
๕. สาวัชชสูตร ๖. ปฐมสีลสูตร
๗. ทุติยสีลสูตร ๘. นิกกัฏฐสูตร
๙. ธัมมกถิกสูตร ๑๐. วาทีสูตร
จบ ๔. ปุคคลวรรค