arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย เวทนาสังยุต · รโหคตวรรค

๘. สัมพหุลสูตร ที่ ๒ เล่ม ๑๘

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๐๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๐ ในรโหคตวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุต รโหคตวรรค สัมพหุลสูตร ที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๑๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๘)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๘ หน้า ๓๐๑–๓๐๒

หน้า ๓๐๑

{๔๐๖} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โดยที่แท้ เราได้กล่าวความสงบแห่งสังขารทั้งหลาย โดยลำดับแล้ว คือ เมื่อภิกษุเข้าปฐมฌาน วาจาย่อมสงบ ... เมื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาย่อมสงบ ราคะ โทสะ โมหะของภิกษุผู้สิ้นอาสวะย่อมสงบ{๔๐๗} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปัสสัทธิ ๖ เหล่านี้ คือ เมื่อภิกษุเข้าปฐมฌานวาจาย่อมระงับ เมื่อเข้าทุติยฌาน วิตกวิจารย่อมระงับ เมื่อเข้าตติยฌาน ปีติย่อมระงับ เมื่อเข้าจตุตถฌาน ลมอัสสาสปัสสาสะย่อมระงับ เมื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนา ย่อมระงับ ราคะ โทสะ โมหะของภิกษุผู้สิ้นอาสวะแล้วย่อมระงับ”

๘. ทุติยสัมพหุลสูตร

ว่าด้วยภิกษุหลายรูปทูลถามเรื่องเวทนา ๓ สูตรที่ ๒

{๔๐๘} [๒๖๖] ครั้งนั้นแล ภิกษุมากด้วยกันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ... ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามภิกษุเหล่านั้นว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เวทนามีเท่าไร ... อะไรเป็นการสลัดออกแห่งเวทนา”

ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นหลัก ...”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้ากระนั้น เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง”

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เวทนามี ๓ เหล่านี้ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้เราเรียกว่าเวทนา... ” (พึงขยายความให้พิสดารเหมือนสูตรต้น ๆ)

หน้า ๓๐๒

๙.ปัญจกังคสูตร

ว่าด้วยช่างไม้ชื่อปัญจกังคะถามเรื่องเวทนา

{๔๐๙} [๒๖๗] ครั้งนั้นแล ช่างไม้ชื่อปัญจกังคะเข้าไปหาท่านพระอุทายีถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้นมัสการท่านพระอุทายีแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นช่างไม้ปัญจกังคะนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้เรียนถามท่านพระอุทายีว่า “ข้าแต่ท่านพระอุทายี พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเวทนาไว้เท่าไร”ท่านพระอุทายีตอบว่า “ดูก่อนช่างไม้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเวทนาไว้ ๓ อย่าง คือ สุขเวทนา ๑ ทุกขเวทนา ๑ อทุกขมสุขเวทนา ๑ ดูก่อนช่างไม้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเวทนาไว้ ๓ อย่างนี้แล”

{๔๑๐} เมื่อท่านพระอุทายีกล่าวอย่างนี้แล้ว ช่างไม้ชื่อปัญจกังคะได้กล่าวกะท่านอุทายีดังนี้ว่า “ข้าแต่ท่านพระอุทายี พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้ตรัสเวทนาไว้ ๓ อย่าง แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเวทนาไว้ ๒ อย่าง คือ สุขเวทนา ๑ ทุกขเวทนา ๑ เพราะอทุกขมสุขเวทนาพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในสุขอันสงบอันประณีตแล้ว”ท่านพระอุทายีได้กล่าวเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “ดูก่อนช่างไม้ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้ตรัสเวทนาไว้ ๒ อย่าง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเวทนาไว้ ๓ อย่างคือ สุขเวทนา ๑ ทุกขเวทนา ๑ อทุกขมสุขเวทนา ๑ ดูก่อนช่างไม้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเวทนาไว้ ๓ อย่างนี้แล”ช่างไม้ปัญจกังคะก็ได้กล่าวเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “ข้าแต่ท่านพระอุทายีพระผู้มีพระภาค เจ้าไม่ได้ตรัส เวทนาไว้ ๓ อย่าง แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเวทนาไว้ ๒ อย่าง คือ สุขเวทนา ๑ ทุกขเวทนา ๑ เพราะอทุกขมสุขเวทนา

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ช่างไม้ชื่อปัญจังคะ คำว่า ปัญจังคะ หมายถึงผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ มีด ขวาน สิ่ว ค้อน และกระปุกเส้นด้ายบรรทัด (สํ.สฬา.อ. ๑๔๑)
  2. ๒พระอุทายี ในที่นี้หมายถึงพระอุทายีเถระผู้เป็นบัณฑิต (สํ.สฬา.อ. ๑๔๑, ม.ม.อ. ๘๕)

จบ ๘. สัมพหุลสูตร ที่ ๒