arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนสังยุต ทุติยปัณณาสก์ · มิคชาลวรรค

๘. อุปวาณสูตร เล่ม ๑๘

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๘–๘๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๑ ในมิคชาลวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุต ทุติยปัณณาสก์ มิคชาลวรรค อุปวาณสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๘)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๘ หน้า ๕๒–๕๔

หน้า ๕๒

๘. อุปวาณสันทิฏฐิกสูตร

ว่าด้วยธรรมอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง

{๗๘} [๗๐] ครั้งนั้นแล ท่านพระอุปวาณะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ... ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญที่ตรัสว่า ‘ธรรมอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ธรรมอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง’ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ธรรมจึงชื่อว่าอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน พระพุทธเจ้าข้า”{๗๙} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอุปวาณะ ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักษุแล้วเป็นผู้เสวยรูป เสวยความกำหนัดในรูป และรู้ประจักษ์ซึ่งความกำหนัดในรูปอันมีอยู่ในภายในว่า ‘ในภายในของเรายังมีความกำหนัดในรูปอยู่’ อาการที่ภิกษุเห็นรูปด้วยจักษุแล้วเป็นผู้เสวยรูป เสวยความกำหนัดในรูป และรู้ประจักษ์ซึ่งความกำหนัดในรูปอันมีอยู่ในภายในว่า ‘ในภายในของเรายังมีความกำหนัดในรูปอยู่’ อย่างนี้แลเป็นธรรมอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเองไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน{๘๐} ยังมีอีก อุปวาณะ ภิกษุฟังเสียงด้วยโสตะ ... สูดดมกลิ่นด้วยฆานะ ... ลิ้มรสด้วยลิ้น ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ...

{๘๑} ยังมีอีก อุปวาณะ ภิกษุรู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยมโนแล้วเป็นผู้เสวยธรรมารมณ์ เสวยความกำหนัดในธรรมารมณ์ และรู้ประจักษ์ซึ่งความกำหนัดในธรรมารมณ์อันมีอยู่ในภายในว่า ‘ในภายในของเรายังมีความกำหนัดในธรรมารมณ์อยู่’ อาการที่ภิกษุรู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้วเป็นผู้เสวยธรรมารมณ์ เสวยความกำหนัดในธรรมารมณ์ และรู้ประจักษ์ซึ่งความ

หน้า ๕๓

กำหนัดในธรรมารมณ์อันมีอยู่ในภายในว่า ‘ในภายในของเรายังมีความกำหนัดในธรรมารมณ์อยู่’ อย่างนี้แล เป็นธรรมอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

{๘๒} ดูก่อนอุปวาณะ ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักษุแล้วเป็นผู้เสวยรูป แต่ไม่เสวยความกำหนัดในรูป และรู้ประจักษ์ซึ่งความกำหนัดในรูปอันไม่มีในภายในว่า ‘ในภายในของเราไม่มีความกำหนัดในรูป’ อาการที่ภิกษุเป็นผู้เห็นรูปด้วยจักษุแล้วเป็นผู้เสวยรูป แต่ไม่เสวยความกำหนัดในรูป และรู้ประจักษ์ซึ่งความกำหนัดในรูปอันไม่มีในภายในว่า ‘ในภายในของเราไม่มีความกำหนัดในรูป’ อย่างนี้แลเป็นธรรมอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน{๘๓} ยังมีอีก อุปวาณะ ภิกษุฟังเสียงด้วยโสตะ ... สูดดมกลิ่นด้วยฆานะ... ลิ้มรสด้วยลิ้น ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ...

{๘๔} ยังมีอีก อุปวาณะ ภิกษุรู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยมโนแล้วเป็นผู้เสวยธรรมารมณ์ แต่ไม่เสวยความกำหนัดในธรรมารมณ์ และรู้ประจักษ์ซึ่งความกำหนัดในธรรมารมณ์อันไม่มีในภายในว่า ‘ในภายในของเราไม่มีความกำหนัดในธรรมารมณ์’ อาการที่ภิกษุรู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้วเป็นผู้เสวยธรรมารมณ์ แต่ไม่เสวยความกำหนัดในธรรมารมณ์ และรู้ประจักษ์ซึ่งความกำหนัดในธรรมารมณ์อันไม่มีในภายในว่า ‘ในภายในของเราไม่มีความกำหนัดในธรรมารมณ์’ อย่างนี้แลเป็นธรรมอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน”

หน้า ๕๔

๙. ปฐมฉผัสสายตนสูตร

ว่าด้วยผู้ไม่รู้ประจักษ์ผัสสายตนะ ๖ เป็นผู้ไกลจากธรรมวินัย สูตรที่ ๑

{๘๕} [๗๑] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุรูปใดไม่รู้ประจักษ์ถึงความเกิดความดับ คุณ โทษ และการสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ตามความเป็นจริง พรหมจรรย์เป็นอันเธอยังอยู่ไม่จบ เธอเป็นผู้ไกลจากธรรมวินัยนี้”เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นผู้ฉิบหายในศาสนานี้แล้ว เพราะข้าพระองค์ไม่รู้ประจักษ์ถึงความเกิด ความดับ คุณ โทษ และการสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ตามความเป็นจริง”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอพิจารณาเห็นจักษุว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา’ ดังนี้ไหม”

“หามิได้ พระพุทธเจ้าข้า”

“ดีแล้ว ภิกษุ ในข้อนี้การที่เธอพิจารณาเห็นจักษุว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ ดังนี้นั้น จักเป็นอันเธอเห็นดีแล้ว ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ...

“ดูก่อนภิกษุ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอพิจารณาเห็นโสตะ ... ฆานะ ... ชิวหา ... กาย ... พิจารณาเห็นมโนว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา’ ดังนี้ไหม”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ผัสสายตนะ ๖ หมายถึงความที่อายตนะภายใน อายตนะภายนอก และวิญญาณ สัมผัสคือกระทบหรือประจวบกัน ๖ ทาง คือ (๑) จักขุสัมผัส สัมผัสทางตา (คือ ตา รูป จักขุวิญญาณ กระทบกัน) (๒) โสตสัมผัส สัมผัสทางหู (๓) ฆานสัมผัส สัมผัสทางจมูก (๔) ชิวหาสัมผัส สัมผัสทางลิ้น (๕) กายสัมผัส สัมผัสทางกาย (๖) มโนสัมผัส สัมผัสทางใจ {ที.ปา.(แปล) ๑๑/๓๒๓,๓๒๗ ม.มู. (แปล) ๑๒/๙๘/๑๐๗} หรือหมายถึงที่เกิดแห่งผัสสะ ๖ (สํ.สฬา.อ. ๑๗)

จบ ๘. อุปวาณสูตร