arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย เวทนาสังยุต · ปฐมกสคาถวรรค

๘. เคลัญญสูตร ที่ ๒ เล่ม ๑๘

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๘๒–๓๘๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๐ ในปฐมกสคาถวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เวทนาสังยุต ปฐมกสคาถวรรค เคลัญญสูตร ที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๑๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๘)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๘ หน้า ๒๘๙–๒๙๑

หน้า ๒๘๙

จากกิเลสเสวยสุขเวทนานั้น ถ้าเธอเสวยทุกขเวทนาอยู่ ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยทุกขเวทนานั้น ถ้าเธอเสวยอทุกขมสุขเวทนาอยู่ ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยอทุกขมสุขเวทนานั้น ภิกษุนั้นเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด ย่อมรู้ประจักษ์ว่า ‘เรากำลังเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด’ เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ย่อมรู้ประจักษ์ว่า ‘เรากำลังเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด’ และรู้ประจักษ์ว่า ‘หลังจากทำลายขันธ์สิ้นชีวิตไป เวทนาทั้งหมดที่ไม่น่ายินดีในโลกนี้แลจักเป็นอันสงบไป’{๓๘๑} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนประทีปนํ้ามันอาศัยนํ้ามันและไส้จึงลุกโพลงอยู่ได้ เพราะสิ้นน้ำมันและไส้นั้น ทั้งไม่เติมนํ้ามันและไส้ใหม่ ย่อมเป็นประทีปหมดเชื้อดับไป ฉันใดก็ฉันนั้นแล ภิกษุนั้นเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุดย่อมรู้ประจักษ์ว่า ‘เรากำลังเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด’ เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ย่อมรู้ประจักษ์ว่า ‘เรากำลังเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด’ และรู้ประจักษ์ว่า ‘หลังจากทำลายขันธ์สิ้นชีวิตไป เวทนาทั้งหมดที่ไม่น่ายินดีในโลกนี้แลจักเป็นอันสงบไป’

๘. ทุติยเคลัญญสูตร

ว่าด้วยคำสอนสำหรับภิกษุอาพาธ สูตรที่ ๒

{๓๘๒} [๒๕๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี ครั้งนั้นแลเป็นเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากที่หลีกเร้น เสด็จเข้าไปยังศาลาคนไข้แล้วประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ ครั้นแล้วตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติ มีสัมปชัญญะรอกาละ นี้เป็นคำสอนของเราสำหรับเธอทั้งหลาย

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด หมายถึงมีความรู้สึกต่ออารมณ์ทางกายคือปัญจทวารหรือประสาทสัมผัสทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด หมายถึงมีความรู้สึก ต่ออารมณ์ทางมโนทวาร (สํ.นิ.อ. ๙๐)
หน้า ๒๙๐

{๓๘๓} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมเป็นผู้มีสติอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ... ๑ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ... ๑ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียรมีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเป็นผู้มีสติอย่างนี้แล

{๓๘๔} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมเป็นผู้มีสัมปชัญญะอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเป็นผู้มีปกติทำความรู้สึกตัวในการก้าว ในการถอย ... ย่อมเป็นผู้มีปกติทำความรู้สึกตัวในการเดิน ยืน นั่ง หลับ ตื่น พูด นิ่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเป็นผู้มีสัมปชัญญะอย่างนี้แล

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติ มีสัมปชัญญะรอกาละ นี้เป็นคำสอนของเราสำหรับเธอทั้งหลาย

{๓๘๕} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุนั้นมีสติ มีสัมปชัญญะ ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งนิพพานอยู่อย่างนี้ ถ้าสุขเวทนาเกิดขึ้น เธอย่อมรู้ประจักษ์อย่างนี้ว่า ‘สุขเวทนานี้เกิดขึ้นแล้วแก่เราแล ก็แต่ว่าสุขเวทนานั้นอาศัยจึงเกิดขึ้นได้ ไม่อาศัยเกิดขึ้นไม่ได้ อาศัยอะไรเกิดขึ้น อาศัยผัสสะนี้เอง ก็ผัสสะนี้แลไม่เที่ยง มีปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น ก็สุขเวทนาที่เกิดขึ้น เพราะอาศัยผัสสะอันไม่เที่ยง มีปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น จักเที่ยงแต่ที่ไหน’ ดังนี้ เธอย่อมพิจารณาเเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไปความดับไป ความสลัดทิ้งในผัสสะและในสุขเวทนาอยู่ เมื่อเธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป ความดับไป ความสลัดทิ้งในผัสสะและในสุขเวทนาอยู่ ย่อมละราคานุสัยในกายและในสุขเวทนาเสียได้{๓๘๖} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุนั้นมีสติ มีสัมปชัญญะ ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งนิพพานอยู่อย่างนี้ ถ้าทุกขเวทนาเกิดขึ้น เธอย่อมรู้

หน้า ๒๙๑

ประจักษ์อย่างนี้ว่า ‘ทุกขเวทนานี้เกิดขึ้นแล้วแก่เราแล ก็แต่ว่าทุกขเวทนานั้นอาศัยจึงเกิดขึ้นได้ ไม่อาศัยเกิดขึ้นไม่ได้ อาศัยอะไรเกิดขึ้น อาศัยผัสสะนี้เอง ก็ผัสสะนี้แลไม่เที่ยง มีปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันไม่เที่ยง มีปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น จักเที่ยงแต่ที่ไหน’ ดังนี้ ... (ใจความต่อไป พึงขยายเหมือนในสูตรต้น){๓๘๗} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนประทีปนํ้ามันอาศัยนํ้ามันและไส้จึงลุกโพลงอยู่ได้ เพราะสิ้นน้ำมันและไส้นั้น ทั้งไม่เติมน้ำมันและไส้ใหม่ ย่อมเป็นประทีปหมดเชื้อดับไป ฉันใดก็ฉันนั้นแล ภิกษุนั้นเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด ย่อมรู้ประจักษ์ว่า ‘เรากำลังเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด’ เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ย่อมรู้ประจักษ์ว่า ‘เรากำลังเสวยเวทนา มีชีวิตเป็นที่สุด’ และรู้ประจักษ์ว่า ‘หลังจากทำลายขันธ์สิ้นชีวิตไป เวทนาทั้งหมดที่ไม่น่ายินดีในโลกนี้แลจักเป็นอันสงบไป’

๙. อนิจจสูตร

ว่าด้วยเวทนา ๓ เป็นของไม่เที่ยง

{๓๘๘} [๒๕๗] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ เหล่านี้ไม่เที่ยง มีปัจจัยปรุงแต่งอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดามีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา เวทนา ๓ คืออะไรบ้างคือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เวทนา๓ เหล่านี้แลไม่เที่ยง มีปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา”

จบ ๘. เคลัญญสูตร ที่ ๒