พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนสังยุต จตุปัณณาสก์ · นันทิขยวรรค
๗. มหาโกฏฐิกสูตร ที่ ๑ เล่ม ๑๘
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๕๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๒ ในนันทิขยวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุต จตุปัณณาสก์ นันทิขยวรรค มหาโกฏฐิกสูตร ที่ ๑ (ฉบับหลวง เล่ม ๑๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๘)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๘ หน้า ๑๙๑–๑๙๒
๖. ชีวกัมพวนปฏิสัลลานสูตร
ว่าด้วยเมื่อหลีกเร้นอยู่ สิ่งทั้งปวงปรากฏตามความเป็นจริง
{๒๕๐} [๑๖๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ชีวกัมพวันใกล้พระนครราชคฤห์ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ...
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงหลีกเร้นบำเพ็ญความเพียร เพราะเมื่อภิกษุหลีกเร้นอยู่ สิ่งทั้งปวงย่อมปรากฏตามความเป็นจริงดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าปรากฏตามความเป็นจริง คือ จักษุย่อมปรากฏตามความเป็นจริงว่าไม่เที่ยง รูปย่อมปรากฏตามความเป็นจริงว่าไม่เที่ยง จักขุวิญญาณย่อมปรากฏตามความเป็นจริงว่าไม่เที่ยง จักขุสัมผัสย่อมปรากฏตามความเป็นจริงว่าไม่เที่ยง แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยก็ย่อมปรากฏตามความเป็นจริงว่าไม่เที่ยง ... มโนย่อมปรากฏตามความเป็นจริงว่าไม่เที่ยง ธรรมารมณ์ย่อมปรากฏตามความเป็นจริงว่าไม่เที่ยง มโนวิญญาณย่อมปรากฏตามความเป็นจริงว่าไม่เที่ยง มโนสัมผัสย่อมปรากฏตามความเป็นจริงว่าไม่เที่ยง แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนาหรืออทุกขมสุขเวทนาที่ เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยก็ย่อมปรากฏตามความเป็นจริงว่าไม่เที่ยง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงหลีกเร้นบำเพ็ญความเพียร เพราะเมื่อภิกษุหลีกเร้นอยู่ สิ่งทั้งปวงย่อมปรากฏตามความเป็นจริง”
๗. โกฎฐิกอนิจจสูตร
ว่าด้วยการละความพอใจในสิ่งที่ไม่เที่ยง
{๒๕๑} [๑๖๒] ครั้งนั้นแล ท่านพระมหาโกฏฐิกะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ... ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระองค์โปรดทรงแสดงธรรมแก่
ข้าพระองค์โดยย่อ พอที่ข้าพระองค์ฟังแล้วพึงปลีกตัวออกจากหมู่อยู่ตามลำพัง เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพานด้วยเถิด”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนโกฎฐิกะ ‘สิ่งใดแลไม่เที่ยง เธอพึงละความพอใจในสิ่งนั้น ดูก่อนโกฏฐิกะ ก็อะไรเล่าไม่เที่ยง จักษุไม่เที่ยง เธอพึงละความพอใจในจักษุนั้น รูปไม่เที่ยง เธอพึงละความพอใจในรูปนั้น จักขุวิญญาณไม่เที่ยง เธอพึงละความพอใจในจักขุวิญญาณนั้น จักขุสัมผัสไม่เที่ยง เธอพึงละความพอใจในจักขุสัมผัสนั้น แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนาหรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยก็ไม่เที่ยง เธอพึงละความพอใจในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยนั้นดูก่อนโกฎฐิกะ โสตะไม่เที่ยง ... ฆานะไม่เที่ยง ... ชิวหาไม่เที่ยง...
กายไม่เที่ยง ... มโนไม่เที่ยง เธอพึงละความพอใจในมโนนั้น ธรรมารมณ์ไม่เที่ยง เธอพึงละความพอใจในธรรมารมณ์นั้น มโนวิญญาณไม่เที่ยง เธอพึงละความพอใจในมโนวิญญาณนั้น มโนสัมผัสไม่เที่ยง เธอพึงละความพอใจในมโนสัมผัสนั้น แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยก็ไม่เที่ยง เธอพึงละความพอใจในสุขเวทนาทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยนั้น ดูก่อนโกฏฐิกะ สิ่งใดไม่เที่ยง เธอพึงละความพอใจในสิ่งนั้น”
๘. โกฏฐิกทุกขสูตร
ว่าด้วยการละความพอใจในสิ่งที่เป็นทุกข์
{๒๕๒} [๑๖๓] ครั้งนั้นแล ท่านพระมหาโกฏฐิกะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ... ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระองค์โปรดทรงแสดงธรรมแก่
จบ ๗. มหาโกฏฐิกสูตร ที่ ๑