พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนสังยุต ทุติยปัณณาสก์ · คิลานวรรค
๗. อวิชชาสูตร ที่ ๒ เล่ม ๑๘
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๐ ในคิลานวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุต ทุติยปัณณาสก์ คิลานวรรค อวิชชาสูตร ที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๑๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๘)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๘ หน้า ๖๕–๖๖
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมอย่างเอกซึ่งเมื่อภิกษุละได้แล้ว ย่อมละอวิชชาได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น นั้นเป็นไฉน”
“ดูก่อนภิกษุ อวิชชานั้นแลคือธรรมอย่างเอกซึ่งเมื่อภิกษุละได้แล้วย่อมละอวิชชาได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร ย่อมละอวิชชาได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น”
“ดูก่อนภิกษุ เมื่อภิกษุรู้อยู่เห็นอยู่ซึ่งจักษุโดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงละอวิชชาได้ วิชชาจึงเกิดขึ้นได้ เมื่อภิกษุรู้อยู่เห็นอยู่ซึ่งรูปทั้งหลาย ... ซึ่งสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยโดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงละอวิชชาได้ วิชชาจึงเกิดขึ้นได้ ดูก่อนภิกษุ เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล ย่อมละอวิชชาได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น”
๗. ทุติยอวิชชาปหานสูตร
ว่าด้วยการละอวิชชาได้ สูตรที่ ๒
{๙๖} [๘๐] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง ... “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมอย่างเอกซึ่งเมื่อภิกษุละได้แล้ว ย่อมละอวิชชาได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น มีอยู่หรือ”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุ ธรรมอย่างเอกซึ่งเมื่อภิกษุละได้แล้ว ย่อมละอวิชชาได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น มีอยู่”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมอย่างเอกซึ่งเมื่อภิกษุละได้แล้ว ย่อมละอวิชชาได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้นนั้นเป็นไฉน”
“ดูก่อนภิกษุ อวิชชานั้นแลคือธรรมอย่างเอกซึ่งเมื่อภิกษุละได้แล้วย่อมละอวิชชาได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร ย่อมละอวิชชาได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น”
“ดูก่อนภิกษุ มีคำที่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้สดับว่า ‘ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น’ และภิกษุก็ได้สดับอย่างนี้ว่า “ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น” เธอย่อมรู้ธรรมทั้งปวงได้ ครั้นรู้ธรรมทั้งปวงได้แล้ว ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงได้ ครั้นกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงได้แล้ว ย่อมเห็นนิมิตทั้งปวงโดยประการอื่น คือเห็นจักษุโดยประการอื่น เห็นรูป... จักขุวิญญาณ ... จักขุสัมผัส... เห็นแม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยโดยประการอื่น ... เห็นมโน... ธรรมารมณ์... มโนวิญญาณ... มโนสัมผัส... เห็นแม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยโดยประการอื่น ดูก่อนภิกษุ เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล ย่อมละอวิชชาได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น”
๘. สัมพหุลภิกขุสูตร
ว่าด้วยการประพฤติพรหมจรรย์เพื่อกำหนดรู้ทุกข์
{๙๗} [๘๑] ครั้งนั้นแล ภิกษุเป็นอันมากเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ... ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ขอประทานพระวโรกาส พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกมาถามพวกข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ‘อาวุโส ท่านอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระสมโคดมเพื่ออะไรเล่า’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพวกข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้จึงตอบอัญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นไปอย่างนี้ว่า ‘พวกเราประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อกำหนดรู้ทุกข์’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อ
- ๑เห็น...โดยประการอื่น คือเห็นแตกต่างจากคนทั่วไปที่มิได้กำหนดรู้ความถือมั่น (สํ.สฬา.อ. ๑๙)
จบ ๗. อวิชชาสูตร ที่ ๒