พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย โสตาปัตติสังยุต · เวฬุทวารวรรค
คิญชกาวสถสูตร ที่ ๓ เล่ม ๑๙
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๗๖–๑๔๘๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๐ ในเวฬุทวารวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค โสตาปัตติสังยุต เวฬุทวารวรรค คิญชกาวสถสูตร ที่ ๓ (ฉบับหลวง เล่ม ๑๙ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๙ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๙)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๙ หน้า ๕๒๔–๕๒๗
สัมปรายภพของเธอเป็นอย่างไร ภิกษุณีชื่ออโสกามรณภาพแล้ว... อุบาสกชื่ออโสกะถึงแก่กรรมแล้ว... อุบาสิกาชื่อโสกาถึงแก่กรรมแล้ว คติของเธอเป็นอย่างไร สัมปรายภพของเธอเป็นอย่างไร”
{๑๔๗๔} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ ภิกษุชื่ออโสกะผู้มรณภาพแล้วทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ภิกษุณีชื่ออโสกา... อุบาสกชื่ออโสกะ... อุบาสิกาชื่ออโสกาผู้ถึงแก่กรรมแล้วเป็นพระโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า
{๑๔๗๕} ดูก่อนอานนท์ นี้แลคือธรรมบรรยายชื่อธัมมาทาสที่อริยสาวกประกอบแล้ว เมื่อต้องการอยู่ ก็พึงพยากรณ์ตนได้ด้วยตนเองว่า ‘เรามีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีปิตติวิสัย อบาย ทุคติ วินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นโสดาบันมีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า”
๑๐. ตติยคิญชกาวสถสูตร
ว่าด้วยธรรมบรรยายชื่อธัมมาทาส สูตรที่ ๓
{๑๔๗๖} [๑๐๐๖] ท่านพระอานนท์นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแลได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อุบาสกชื่อกกุฏะในหมู่บ้านแห่งหนึ่งถึงแก่กรรมแล้ว คติของเขาเป็นอย่างไร สัมปรายภพของเขาเป็นอย่างไร... อุบาสกชื่อกฬิภะในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง... อุบาสกชื่อทนิกัทธะในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ... อุบาสกชื่อกฏิสสหะในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ... อุบาสกชื่อตุฏฐะในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง... อุบาสกชื่อสันตุฏฐะในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ... อุบาสกชื่อภัททะในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ... อุบาสกชื่อสุภัททะในหมู่บ้านแห่งหนึ่งถึงแก่กรรมแล้ว คติของเขาเป็นอย่างไร สัมปรายภพของเขาเป็นอย่างไร”
{๑๔๗๗} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ อุบาสกชื่อกกุฏะผู้ถึงแก่กรรมแล้วเป็นโอปปาติกะจักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดาเพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป อุบาสกชื่อกฬิภะ... อุบาสกชื่อทนิกัทธะ... อุบากสกชื่อกฏิสสหะ... อุบาสกชื่อตุฏฐะ... อุบาสกชื่อสันตุฏฐะ... อุบาสกชื่อภัททะ... อุบาสกชื่อสุภัททะผู้ถึงแก่กรรมแล้วเป็นโอปปาติกะจักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป{๑๔๗๘} ดูก่อนอานนท์ อุบาสกทั้งหลายในหมู่บ้านแห่งหนึ่งเกินกว่า ๕๐ คนผู้ถึงแก่กรรมแล้วเป็นโอปปาติกะจักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดาเพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์
๕ สิ้นไป อุบาสกทั้งหลายในหมู่บ้านแห่งหนึ่งเกินกว่า ๙๐ คนผู้ถึงแก่กรรมแล้วเป็นสกทาคามีเพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป และเพราะราคะ โทสะ โมหะ เบาบาง มาสู่โลกนี้อีกคราวเดียว แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ อุบาสกทั้งหลายในหมู่บ้านแห่งหนึ่งเกินกว่า ๕๐๐ คนผู้ถึงแก่กรรมแล้วเป็นโสดาบันเพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า{๑๔๗๙} ดูก่อนอานนท์ ข้อที่บุคคลผู้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วพึงทำกาละไป มิใช่เป็นของน่าอัศจรรย์ ถ้าเมื่อผู้นั้น ๆ ทำกาละแล้ว เธอทั้งหลายพึงเข้ามาหาเราแล้วสอบถามเนื้อความนั้น ข้อนี้แหละจะเป็นความลำบากแก่ตถาคตเพราะฉะนั้นแล เราจักแสดงธรรมบรรยายชื่อธัมมาทาสที่อริยสาวกประกอบแล้วเมื่อต้องการอยู่ ก็พึงพยากรณ์ตนไต้ด้วยตนเองว่า ‘เรามีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีปิตติวิสัย อบาย ทุคติ วินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นโสดาบันมีความไม่ตกตํ่าเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า’{๑๔๘๐} ดูก่อนอานนท์ ก็ธรรมบรรยายชื่อธัมมาทาสที่อริยสาวกประกอบแล้วเมื่อต้องการอยู่ ก็พึงพยากรณ์ตนได้ด้วยตนเองว่า ‘เรามีนรกสิ้นแล้ว มี
กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีปิตติวิสัย อบาย ทุคติ วินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า’ นั้นเป็นไฉน ดูก่อนอานนท์ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า... ในพระธรรม... ในพระสงฆ์... ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว... เป็นไปเพื่อสมาธิ นี้แลคือธรรมบรรยายชื่อธัมมาทาสที่อริยสาวกประกอบแล้ว เมื่อต้องการอยู่ ก็พึงพยากรณ์ตนได้ด้วยตนเองว่า ‘เรามีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีปิตติวิสัย อบาย ทุคติ วินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า”
จบ เวฬุทวารวรรคที่ ๑
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. จักกวัตติราชสูตร ๒. พรหมจริยโยคธสูตร
๓. ทีฆาวุอุปาสกสูตร ๔. ปฐมสาริปุตตสูตร
๕. ทุติยสาริปุตตสูตร ๖. ถปติสูตร
๗. เวฬุทวาเรยยสูตร ๘. ปฐมคิญชกาวสถสูตร
๙. ทุติยคิญชกาวสถสูตร ๑๐. ตติยคิญชกาวสถสูตร
๒. ราชการามวรรค
๑. สหัสสภิกขุนีสังฆสูตร
ว่าด้วยองค์คุณของพระโสดาบัน
{๑๔๘๑} [๑๐๐๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ราชการาม ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุณีสงฆ์ ๑,๐๐๐ รูปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะภิกษุณีเหล่านั้นว่า “ดูก่อนภิกษุณีทั้งหลาย อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการย่อมเป็นโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า ธรรม ๔ ประการคืออะไรบ้าง คือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า... ในพระธรรม... ในพระสงฆ์... ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว อันไม่ขาด ... เป็นไปเพื่อสมาธิ อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมเป็นโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า”
๒. พราหมณสูตร
ว่าด้วยอุทยคามินีปฏิปทา
{๑๔๘๒} [๑๐๐๘] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี ...
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์ทั้งหลายย่อมบัญญัติปฏิปทาชื่ออุทยคามีนี ไว้ พวกเขาย่อมชักชวนสาวกอย่างนี้ว่า “มาเถิด พ่อมหาจำเริญ ท่านจงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่แล้วเดินบ่ายหน้าไปทางทิศ
- ๑ปฏิปทาชื่ออุทยคามินี หมายถึงข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความเจริญในแต่ละลัทธิ (สํ.ม.อ. ๓๖๖)
จบ คิญชกาวสถสูตร ที่ ๓