พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สติปัฏฐานสังยุต · อัมพปาลีวรรค
มักกฏสูตร เล่ม ๑๙
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๐๑–๗๐๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๐ ในอัมพปาลีวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค สติปัฏฐานสังยุต อัมพปาลีวรรค มักกฏสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๙ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๙ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๙)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๙ หน้า ๒๓๕–๒๓๗
อันเป็นโคจรอยู่ มารจักไม่ได้ช่องว่าง มารจักไม่ได้อารมณ์ ก็อารมณ์ซึ่งเป็นของบิดาตน อันเป็นโคจรของภิกษุคืออะไร คือ สติปัฏฐาน ๔ สติปัฏฐาน ๔ คืออะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
(๑) ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
(๒) ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา ...
(๓) ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิต ...
(๔) ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้คืออารมณ์ซึ่งเป็นของบิดาตนอันเป็นโคจรของภิกษุ”
๗. มักกฏสูตร
ว่าด้วยลิงติดตัง
{๗๐๑} [๓๗๓] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถิ่นแห่งขุนเขาหิมพานต์ ที่ไปได้ยากขรุขระ ซึ่งไม่เป็นที่เที่ยวไปทั้งของฝูงลิงทั้งของหมู่มนุษย์ก็มี ถิ่นแห่งขุนเขาหิมพานต์ที่ไปได้ยาก ขรุขระ ซึ่งเป็นที่เที่ยวไปของฝูงลิงเท่านั้น ไม่ใช่ของหมู่ มนุษย์ก็มี ภูมิภาคแห่งขุนเขาหิมพานต์ที่ราบเรียบ น่ารื่นรมย์ ซึ่งป็นที่เที่ยวไปทั้งของฝูงลิงทั้งของหมู่มนุษย์ก็มี ณ ที่นั้น พวกนายพรานวางตังไว้ที่ทางเดินของฝูงลิงเพื่อดักลิงดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในลิงเหล่านั้น ลิงที่ไม่โง่ ไม่เหลาะแหละ เห็นตังนั้นเข้า ก็หลีกออกห่าง ส่วนลิงที่โง่ เหลาะแหละ ก็เข้าไปใกล้ตังนั้นแล้ว เอามือจับ มือก็ติดตัง มันคิดว่าจะปลดมือออกจึงเอามือข้างที่สองจับ มือข้าง ที่สองก็ติดตังอีก มันคิดว่าจักปลดมือทั้งสองออกจึงเอาเท้าข้างหนึ่งจับ เท้าก็
ติดตังอีก มันคิดว่าจักปลดมือทั้งสองและเท้าออก จึงเอาเท้าข้างที่สองจับ เท้าข้างที่สองก็ติดตังอีก มันคิดว่าจักปลดมือทั้งสองและเท้าทั้งสองออก จึงเอาปากกัด ปากก็ติดตังอีก ลิงตัวนั้นถูกตรึง ๕ ประการอย่างนี้แล นอนถอนใจถึงความพินาศยุบยับแล้ว เป็นผู้ที่นายพรานจะพึงทำอะไรได้ตามต้องการ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นายพรานจึงแทงลิงตัวนั้นแล้วยกขึ้นไว้ในที่นั้นเอง ไม่สนใจหลีกไปตามความปรารถนา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องลิงเที่ยวไปในถิ่นอื่นอันเป็นอโคจรก็เป็นเช่นนี้แหละดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายอย่าเที่ยวไปในอารมณ์อื่นอันมิใช่โคจร เมื่อเธอทั้งหลายเที่ยวไปในอารมณ์อื่นอันมิใช่โคจรอยู่ มารก็จักได้ช่องว่าง มารจักได้อารมณ์ ก็อารมณ์อื่นอันมิใช่โคจร ของภิกษุคืออะไร คือ กามคุณ ๕ กามคุณ ๕ คืออะไรบ้าง คือ
(๑) รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด
(๒) เสียงที่พึงรู้แจ้งด้วยโสตะ ...
(๓) กลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยชิวหา ...
(๔) รสที่พึงรู้แจ้งด้วยลิ้น ...
(๕) โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้คืออารมณ์อื่นอันมิใช่โคจรของภิกษุ
{๗๐๓} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวไปในอารมณ์ซึ่งเป็นของบิดาตน อันเป็นโคจร เมื่อเธอทั้งหลายเที่ยวไปในอารมณ์ซึ่งเป็นของบิดาตนอันเป็นโคจรอยู่ มารจักไม่ได้ช่องว่าง มารจักไม่ได้อารมณ์ ก็อารมณ์ซึ่งเป็นของบิดาตน อันเป็นโคจรของภิกษุคืออะไร คือ สติปัฏฐาน ๔ สติปัฏฐาน ๔ คือ อะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
(๑) ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
(๒) ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ...
(๓) ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ...
(๔) ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสืยได้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้คืออารมณ์ซึ่งเป็นของบิดาตนอันเป็นโคจรของภิกษุ”
๘. สูทสูตร
ว่าด้วยการกำหนดนิมิตเหมือนพ่อครัวกำหนดอาหาร
{๗๐๔} [๓๗๔] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนพ่อครัวผู้เขลา ไม่ฉลาด ไม่เฉียบแหลม บำรุงพระราชาหรือราชมหาอำมาตย์ของพระราชาด้วยสูปะต่างชนิด ซึ่งมีรสเปรี้ยวจัดบ้าง ขมจัดบ้าง เผ็ดจัดบ้าง หวานจัดบ้าง มีรสเฝื่อนบ้าง ไม่เฝื่อนบ้าง เค็มบ้าง จืดบ้าง พ่อครัวผู้เขลาไม่ฉลาด ไม่เฉียบแหลมนั้นไม่สังเกตเครื่องหมายอาหารของตนว่า ‘วันนี้ กับข้าวของเราชนิดนี้ ท่านชอบ ท่านรับกับข้าวชนิดนี้มาก ท่านชมกับข้าวชนิดนี้’ หรือว่า ‘วันนี้ กับข้าวของเราที่มีรสเปรี้ยวจัดท่านชอบ ท่านรับกับข้าวที่มีรสเปรี้ยวจัด ท่านหยิบเอากับข้าวที่มีรสเปรี้ยวจัดมาก ท่านชมกับข้าวที่มีรสเปรี้ยวจัด’ หรือว่า ‘วันนี้ กับข้าวของเราที่มีรสขมจัด... มีรสเผ็ดจัด... มีรสหวานจัด... มีรสเฝื่อน... มีรสไม่เฝื่อน... มีรสเค็ม...’ หรือว่า ‘วันนี้ กับข้าวของเราที่มีรสจืดท่านชอบ’ หรือว่า ‘ท่านรับกับข้าวที่มีรสจืด ท่านหยิบเอากับข้าวที่มีรสจืดมาก ท่านชมกับข้าวที่มีรสจืด’ ดังนี้
จบ มักกฏสูตร