พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สติปัฏฐานสังยุต · สีลัฏฐิติวรรค
สีลสูตร เล่ม ๑๙
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๖๗–๗๖๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในสีลัฏฐิติวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค สติปัฏฐานสังยุต สีลัฏฐิติวรรค สีลสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๙ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๙ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๙)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๙ หน้า ๒๖๔–๒๖๕
๓. สีลัฏฐิติวรรค
๑. สีลสูตร
ว่าด้วยกุศลศีล
{๗๖๗} [๓๘๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์กับท่านพระภัททะอยู่ที่กุกกุฏาราม ใกล้เมืองปาฏลีบุตร ครั้งนั้นแล ท่านพระภัททะออกจากที่หลีกเร้นในเวลาเย็น แล้วเข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับท่านพระอานนท์ ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้พูดกะท่านพระอานนท์ว่า {๗๖๘} “ดูก่อนท่านอานนท์ ศีลที่เป็นกุศลเหล่าใด อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว ศีลที่เป็นกุศลเหล่านั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว มีประโยชน์เพื่ออะไร”ท่านพระอานนท์กล่าวว่า “ดี ๆ ท่านภัททะ ท่านช่างคิด ช่างเฉียบแหลม ช่างไต่ถามดี ก็ท่านถามอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนท่านอานนท์ ศีลที่เป็นกุศลเหล่าใด อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว ศีลที่เป็นกุศลเหล่านี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว มีประโยชน์เพื่ออะไร’ ดังนี้ใช่ไหม”
“ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ”
{๗๖๙} “ดูก่อนท่านภัททะ ศีลที่เป็นกุศลเหล่าใดอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว ศีลที่เป็นกุศลเหล่านี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วเพียงเพื่อเจริญสติปัฏฐาน ๔ สติปัฏฐาน ๔ คืออะไรบ้าง คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ... ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ... ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ดูก่อน
ท่านภัททะ ศีลที่เป็นกุศลเหล่าใดอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว ศีลที่เป็นกุศลเหล่านี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วเพียงเพื่อเจริญสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้แล”
๒. จิรัฏฐิติสูตร
ว่าด้วยเหตุปัจจัยแห่งความดำรงอยู่ได้นานแห่งพระสัทธรรม
{๗๗๐} [๓๘๘] นิทานต้นสูตรเหมือนกัน
{๗๗๑} ท่านพระภัททะนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วแลได้ถามท่านพระอานนท์ว่า “ดูก่อนท่านอานนท์ อะไรหนอแลเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้พระสัทธรรมดำรงอยู่ไม่ได้นานในเมื่อพระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้ว และอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้พระสัทธรรมดำรงอยู่ได้นาน ในเมื่อพระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้ว”ท่านพระอานนท์กล่าวว่า “ดี ๆ ท่านภัททะ ท่านช่างคิด ช่างเฉียบแหลม ช่างไต่ถามดี ก็ท่านถามอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนท่านอานนท์ อะไรหนอแลเป็นเหตุ เป็นปัจจัยที่ทำให้พระสัทธรรมดำรงอยู่ไม่ได้นานในเมื่อพระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้ว และอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้พระสัทธรรมดำรงอยู่ได้นานในเมื่อพระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้ว’ ดังนี้ใช่ไหม”“ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ”
{๗๗๒} “ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เพราะบุคคลไม่ได้เจริญ ไม่ได้ทำให้มากซึ่งสติปัฏฐาน ๔ พระสัทธรรมจึงดำรงอยู่ไม่ได้นานในเมื่อพระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้ว และเพราะบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วซึ่งสติปัฏฐาน ๔ พระสัทธรรมจึงดำรงอยู่ได้นานในเมื่อพระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้ว สติปัฏฐาน ๔ คืออะไรบ้าง คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่
จบ สีลสูตร