arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย โสตาปัตติสังยุต · สรกานิวรรค

ทุสีลยสูตร ที่ ๒ เล่ม ๑๙

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๕๖๘–๑๕๗๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๐ ในสรกานิวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค โสตาปัตติสังยุต สรกานิวรรค ทุสีลยสูตร ที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๑๙ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๙ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๙)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๙ หน้า ๕๕๖–๕๕๙

หน้า ๕๕๖

“ดูก่อนอานนท์ สารีบุตรเป็นบัณฑิต สารีบุตรมีปัญญามาก ที่จำแนกโสตาปัตติยังคะ ๔ ด้วยอาการ ๑๐ อย่างได้แล้ว”

๗. ทุติยอนาถปิณฑิกสูตร

ว่าด้วยกลัวความตายเพราะไม่มีธรรม ๔ ประการ

{๑๕๖๘} [๑๐๒๓] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี ...

ก็สมัยนั้น ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีป่วยเป็นไข้หนัก ได้รับทุกขเวทนา ครั้งนั้น ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีเรียกบุรุษคนหนึ่งมาสั่งว่า “มานี่แน่ะ พ่อมหาจำเริญ พ่อจงเข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ ครั้นแล้วจงไหว้เท้าทั้งสองของท่านพระอานนท์ด้วยเศียรเกล้าตามคำของเราว่า ‘ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อนาถบิณฑิกคฤหบดีป่วยเป็นไข้หนัก ได้รับทุกขเวทนา ท่านขอกราบเท้าทั้งสองของท่านพระอานนท์ด้วยเศียรเกล้า’ และพ่อจงกราบเรียนท่านอย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ได้โปรดเถิด ขอท่านพระอานนท์ได้โปรดอนุเคราะห์เข้าไปยังนิเวศน์ของท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีด้วยเถิด”บุรุษนั้นรับคำของท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีแล้ว เข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่

ครั้นแล้วนมัสการท่านพระอานนท์ นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบเรียนว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีป่วย เป็นไข้หนัก ได้รับทุกขเวทนา ท่านขอกราบเท้าทั้งสองของท่านพระอานนท์ด้วยเศียรเกล้า และท่านสั่งมาอย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ได้โปรดเถิด ขอท่านพระอานนท์ได้โปรดอนุเคราะห์เข้าไปยังนิเวศน์ของท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีด้วยเถิด’ ดังนี้” ท่านพระอานนท์รับนิมนต์โดยดุษณีภาพ{๑๕๖๙} ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า ท่านพระอานนท์ครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตร จีวร เข้าไปยังนิเวศน์ของท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดี นั่งบนอาสนะที่เขาปูลาด

หน้า ๕๕๗

ไว้แล้วได้ถามท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีว่า {๑๕๗๐} ‘ท่านยังพอทนได้อยู่หรือ พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้อยู่หรือ ทุกขเวทนาค่อยทุเลาลง ไม่กำเริบขึ้นหรือ อาการค่อยคลายลงไม่รุนแรงขึ้นหรือ”ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีตอบว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมทนไม่ได้อยู่ ยังอัตภาพให้เป็นไปไม่ได้อยู่ ทุกขเวทนาของกระผมกล้านัก มีแต่กำเริบ ไม่ทุเลาลงเลย อาการมีแต่รุนแรงยิ่งขึ้น ไม่คลายลงเลย”{๑๕๗๑} ท่านพระอานนท์กล่าวว่า “ดูก่อนคฤหบดี ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อมมีความสะดุ้งหวาดเสียว กลัวความตายที่จะมาถึงข้างหน้า ธรรม ๔ ประการคืออะไรบ้าง คือดูก่อนคฤหบดี ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วในโลกนี้ประกอบด้วยความไม่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า

ก็เมื่อเขาเห็นความไม่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้านั้นอยู่ในตน ย่อมมีความสะดุ้งหวาดเสียว กลัวความตายที่จะมาถึงข้างหน้าอีกข้อหนึ่ง ท่านคฤหบดี ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วประกอบด้วยความไม่เลื่อมใสในพระธรรม ก็เมื่อเขาเห็นความไม่เลื่อมใสในพระธรรมนั้นอยู่ในตน ย่อมมีความสะดุ้งหวาดเสียว กลัวความตายที่จะมาถึงข้างหน้าอีกข้อหนึ่ง ท่านคฤหบดี ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วประกอบด้วยความไม่เลื่อมใสในพระสงฆ์ ก็เมื่อเขาเห็นความไม่เลื่อมใสในพระสงฆ์นั้นอยู่ในตน ย่อมมีความสะดุ้งหวาดเสียว กลัวความตายที่จะมาถึงข้างหน้าอีกข้อหนึ่ง ท่านคฤหบดี ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วประกอบด้วยความเป็นผู้ทุศีล ก็เมื่อเขาเห็นความเป็นผู้ทุศีลนั้นอยู่ในตน ย่อมมีความสะดุ้งหวาดเสียว กลัวความตายที่จะมาถึงข้างหน้าดูก่อนคฤหบดี ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมมีความสะดุ้งหวาดเสียว กลัวความตายที่จะมาถึงข้างหน้า

หน้า ๕๕๘

{๑๕๗๒} ดูก่อนคฤหบดี ปุถุชนผู้ได้สดับแล้วประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้ ย่อมไม่มีความสะดุ้งหวาดเสียว ไม่กลัวความตายที่จะมาถึงข้างหน้า ธรรม ๔ ประการคืออะไรบ้าง คือ

ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วในพระธรรมวินัยนี้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นพระอรหันต์ ... ทรงเป็นผู้จำแนกธรรม’ ดังนี้ ก็เมื่อเขาเห็นความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้านั้นอยู่ในตน ย่อมไม่มีความสะดุ้งหวาดเสียว ไม่กลัวความตายที่จะมาถึงข้างหน้าอีกข้อหนึ่ง ท่านคฤหบดี อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า ‘พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว... อันวิญฌูชนพึงรู้เฉพาะตน’ ดังนี้ ก็เมื่อเขาเห็นความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมนั้นอยู่ในตน ย่อมไม่มีความสะดุ้งหวาดเสียว

ไม่กลัวความตายที่จะมาถึงข้างหน้าอีกข้อหนึ่ง ท่านคฤหบดี อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า ‘พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ... เป็นเนื้อนาบุญของชาวโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า’ ดังนี้ ก็เมื่อเขาเห็นความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์นั้นอยู่ในตน ย่อมไม่มีความสะดุ้งหวาดเสียว ไม่กลัวความตายที่จะมาถึงข้างหน้าอีกข้อหนึ่ง ท่านคฤหบดี อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ... เป็นไปเพื่อสมาธิ ก็เมื่อเขาเห็นศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้วนั้นอยู่ในตน ย่อมไม่มีความสะดุ้งหวาดเสียว ไม่กลัวความตายที่จะมาถึงข้างหน้า

ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมไม่มีความสะดุ้งหวาดเสียว ไม่กลัวความตายที่จะมาถึงข้างหน้า”

หน้า ๕๕๙

{๑๕๗๓} ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีกล่าวว่า “ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ กระผมไม่กลัว กระผมขอกราบเรียนท่าน ด้วยว่ากระผมประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า... ในพระธรรม... ในพระสงฆ์ อนึ่ง สิกขาบทเหล่าใดซึ่งสมควรแก่คฤหัสถ์อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว กระผมยังไม่แลเห็นความขาดวิ่นอะไร ๆ ของสิกขาบทเหล่านั้นในตนเลย”

ท่านพระอานนท์กล่าวอนุโมทนาว่า “ดูก่อนคฤหบดี เป็นลาภของท่านท่านได้ดีแล้ว โสดาปัตติผลท่านพยากรณ์แล้ว”

๘. ปฐมภยเวรูปสันตสูตร

ว่าด้วยภัยเวร ๕ ประการ

{๑๕๗๔} [๑๐๒๔] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี ...

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีผู้นั่งอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งว่า “ดูก่อนคฤหบดี เมื่อใด ภัยเวร ๕ ประการของอริยสาวกสงบระงับแล้ว อริยสาวกนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการ และญายธรรม อันประเสริฐอันอริยสาวกนั้นก็เห็นดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา เมื่อนั้น อริยสาวกนั้น เมื่อต้องการอยู่ ก็พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า ‘เรามีนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ปิตติวิสัย อบาย ทุคติ วินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะ ตรัสรู้ในภายหน้า’

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ญายธรรม หมายถึงธรรมอันสมเหตุสมผล หรือข้อปฏิบัติอันถูกต้อง ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ (ที.ม.อ. ๓๖๕, ม.มู.อ.๑/๒๕๑, ม.อุ.อ. ๑๔๔, สํ.ม.อ. ๑๙๕) ได้แก่ ปฏิจสมุปบาทและอริยมรรคมีองค์ ๘ (สํ.นิ.อ. ๘๓) ในพระสูตรนี้ได้แก่ ปฏิจจสมุปบาท

จบ ทุสีลยสูตร ที่ ๒