พระสุตตันตปิฎก · สังยุตตนิกาย
พลสังยุตต์ เล่ม ๑๙
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๙๙–๑๑๐๗ (ฉบับหลวง)มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค พลสังยุตต์ (ฉบับหลวง เล่ม ๑๙ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๙ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๙)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๙ หน้า ๓๘๖–๓๙๓
๖. พลสังยุต
๑. คังคาเปยยาลวรรค
๑ - ๑๒. พลาทิสูตร
ว่าด้วยพละ ๕ เป็นต้น
{๑๐๙๙} [๗๐๕-๗๐๖] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละ (คุณธรรมที่เป็นกำลัง) มี ๕ ประการนี้ ๕ ประการคืออะไรบ้าง คือ
(๑) สัทธาพละ กำลังคือศรัทธา
(๒) วิริยพละ กำลังคือวิริยะ
(๓) สติพละ กำลังคือสติ
(๔) สมาธิพละ กำลังคือสมาธิ
(๕) ปัญญาพละ กำลังคือปัญญา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละมี ๕ ประการเหล่านี้แล
{๑๑๐๑} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำคงคาไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่งไปสู่ทิศปราจีนบ่าไปสู่ทิศปราจีน แม้ฉันใด ภิกษุเจริญพละ ๕ ทำให้มากซึ่งพละ ๕ ย่อมเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกันดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเจริญพละ ๕ ทำให้มากซึ่งพละ ๕ อย่างไรเล่า จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเจริญสัทธาพละอันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อการสลัดทิ้ง ย่อมเจริญวิริยพละ... สติพละ... สมาธิพละ... ปัญญาพละอันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อการสลัดทิ้ง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจริญพละ ๕ ทำให้มากซึ่งพละ ๕ อย่างนี้แล ย่อมเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน”
จบ คังคาเปยยาลวรรคที่ ๑
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
วรรคนี้ว่าด้วยการน้อมไปสู่นิพพาน ๖ สูตรแรกอุปมาด้วยแมน้ำไหลไปสู่ทิศปราจีน ๖ สูตรหลังอุปมาด้วยแม่น้ำไหลไปสู่สมุทร รวมเป็น ๑๒ สูตรแล
(พึงขยายความคังคาเปยยาลแห่งพลสังยุตให้พิสดารตามแนวพละ)
พึงขยายอัปปมาทวรรคให้พิสดาร
รวมพระสูตรที่ในวรรคนี้ คือ
๑. ตถาคตสูตร ๒. ปทสูตร
๓. กูฏสูตร ๔. มูลสูตร
๕. สารคันธสูตร ๖. ปุปผคันธสูตร
๗. กุฏฐราชาสูตร ๘. จันทิมสูตร
๙. สุริยสูตร ๑๐. วัตถสูตร
พึงขยายพลกรณียวรรคให้พิสดาร
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. พลสูตร ๒. พีชสูตร
๓. นาคสูตร ๔. รุกขสูตร
๕. กุมภสูตร ๖. สุกสูตร
๗. อากาสสูตร ๘. ปฐมเมฆสูตร
๙. ทุติยเมฆสูตร ๑๐. นาวาสูตร
๑๑. อาคันตุกสูตร ๑๒. นทีสูตร
พึงขยายเอสนาวรรคให้พิสดาร
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. เอสนาสูตร ๒. วิธาสูตร
๓. อาสวสูตร ๔. ภวสูตร
๕. ทุกขตาสูตร ๖. ขีลสูตร
๗. มลสูตร ๘. นีฆสูตร
๙. เวทนาสูตร ๑๐. ตัณหาสูตร
๑๑. ตสินาสูตร
๕. โอฆวรรค
๑ - ๑๐. โอฆาทิสูตร
ว่าด้วยโอฆะเป็นต้น
{๑๑๐๒} [๗๔๙-๗๕๘] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุทธัมภาคิยสังโยชน์มี ๕ ประการเหล่านี้ ๕ ประการเป็นไฉน คือ รูปราคะ ๑ อรูปราคะ ๑ มานะ ๑ อุทธัจจะ ๑ อวิชชา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุทธัมภาคิยสังโยชน์มี ๕ ประการเหล่านี้แล
{๑๑๐๓} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละ ๕ อันภิกษุพึงเจริญ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละอุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการนี้แล พละ ๕ คืออะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเจริญสัทธาพละ... วิริยพละ... สติพละ ... สมาธิพละ ... ปัญญาพละอันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อการสลัดทิ้ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละ ๕ เหล่านี้อันภิกษุพึงเจริญ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละอุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการนี้แล”
(พึงขยายความให้พิสดารอย่างนี้)
จบ โอฆวรรคที่ ๕
๖. คังคาเปยยาลวรรค
๑ - ๑๒. ปาจีนาทิสูตร
ว่าด้วยผู้เจริญพละ ๕ เหมือนแม่น้ำคงคาไหลไปสู่ทิศปราจีนเป็นต้น
{๑๑๐๔} [๗๕๙-๗๙๑] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม่นํ้าคงคาไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่งไปสู่ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน แม้ฉันใด ภิกษุเจริญพละ ๕ ทำให้มากซึ่งพละ ๕ ย่อมเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน
{๑๑๐๕} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเจริญพละ ๕ ทำให้มากซึ่งพละ ๕ อย่างไรเล่า จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเจริญสัทธาพละอันมีการกำจัดราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด ... ย่อมเจริญปัญญาพละอันมีการกำจัดราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจริญพละ ๕ อย่างนี้แล จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน”(พึงขยายบาลี มีการกำจัดราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด จนถึงการแสวงหา)
จบ คังคาเปยยาลวรรคที่ ๖
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
วรรคนี้ว่าด้วยการน้อมไปสู่นิพพาน ๖ สูตรแรกอุปมาด้วยแม่น้ำไหลไปสู่ทิศปราจีน ๖ สูตรหลังอุปมาด้วยแม่น้ำไหลไปสู่สมุทร รวมเป็น ๑๒ สูตรแล
(พึงขยายอัปปมาทวรรค - พลกรณียวรรคให้พิสดาร)
๙. เอสนาวรรค
๑ - ๑๒. เอสนาทิสูตร
ว่าด้วยการแสวงหาเป็นต้น
[๗๙๒-๘๐๒] พึงขยายบาลี มีการกำจัดราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด จนถึงการแสวงหา
จบ เอสนาวรรคที่ ๙
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. เอสนาสูตร ๒. วิธาสูตร
๓. อาสวสูตร ๔. ภวสูตร
๕. ทุกขตาสูตร ๖. ขีลสูตร
๗. มลสูตร ๘. นีฆสูตร
๙. เวทนาสูตร ๑๐. ตัณหาสูตร
๑๑. ตสินาสูตร
๑๐. โอฆวรรค
๑-๑๐ โอฆาทิสูตร
ว่าด้วยโอฆะ ๓ เป็นต้น
{๑๑๐๖} [๘๐๓-๘๑๒] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุทธัมภาคิยสังโยชน์มี ๕ ประการเหล่านี้ ๕ ประการคืออะไรบ้าง คือ รูปราคะ ๑ อรูปราคะ ๑ มานะ ๑ อุทธัจจะ ๑ อวิชชา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุทธัมภาคิยสังโยชน์มี ๕ ประการเหล่านี้แล{๑๑๐๗} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละ ๕ อันภิกษุพึงเจริญเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละซึ่งอุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการเหล่านี้แล พละ ๕ คืออะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเจริญสัทธาพละอันมีการกำจัดราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด ... ย่อมเจริญปัญญาพละอันมีการกำจัดราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด พละ ๕ นี้แลอันภิกษุพึงเจริญเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละซึ่งอุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการเหล่านี้แล”
จบ โอฆวรรคที่ ๑๐
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. โอฆสูตร ๒. โยคสูตร
๓. อุปาทานสูตร ๔. คันถสูตร
๕. อนุสยสูตร ๖. กามคุณสูตร
๗. นีวรณสูตร ๘. ขันธสูตร
๙. โอรัมภาคิยสูตร ๑๐. อุทธัมภาคิยสูตร
จบ พลสังยุตที่ ๖
๗. อิทธิปาทสังยุต
๑. ปาวาลวรรค
๑. อปารสูตร
ว่าด้วยอิทธิบาท ๔
{๑๑๐๘} [๘๑๓] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อิทธิบาท ๔ เหล่านี้อันบุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อถึงฝั่งจากที่มิใช่ฝั่ง อิทธิบาท ๔ คืออะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้(๑) เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิและปธานสังขาร
(๒) เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยสมาธิและปธานสังขาร
(๓) เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยจิตตสมาธิและปธานสังขาร
(๔) เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิมังสาสมาธิและปธานสังขาร
- ๑อิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิและปธานสังขาร คำว่า อิทธิบาท คือธรรมเป็นบาทคือ ฐานรองรับฤทธิ์คือความสำเร็จ หรือธรรมเป็นเครื่องสำเร็จ มีฤทธิ์ คือเจริญ เข้าถึงภาวะสูงขึ้นแห่งสัตว์ทั้งหลาย หมายถึงกองจิตและเจตสิกอันเป็นบาทคือเป็นที่ตั้งมั่นแห่งฉันทสมาธิและปธานสังขารเป็นต้นซึ๋งสัมปยุตคือประกอบด้วยอภิญญาจิต(จิตที่รู้ยิ่ง)ที่เรียกว่าอิทธิฤทธิ์ (นัย ที.ม.อ. ๒๕๒- ๒๕๓) ประกอบด้วยฉันทสมาธิและปธานสังขาร คำว่า ฉันทสมาธิ หมายถึงสมาธิ (ความตั้งใจมั่น) ที่อาศัยฉันทะ(ความพอใจ) ดำเนินไป ได้แก่ สมาธิที่บำเพ็ญได้มาเพราะทำกัตตุกัมยตาฉันทะ (ความพอใจด้วยความปรารถนาจะทำ หรือความเต็มใจทำ) ให้เป็นใหญ่ แม้คำว่า วิริยสมาธิ จิตตสมาธิ และวิมังสาสมาธิก็นัยนี้ คำว่า ปธานสังขาร หมายถึงสังขาร (สภาพปรุงแต่งพฤติกรรม คือการกระทำ การพูด และความคิด) อันเป็นประธานคือเป็นหลักนำ ได้แก่ การประกอบความเพียรในสัมมัปปธาน ๔ ซึ่งให้สำเร็จ<*> หน้าที่แห่งความเพียรชอบ ๔ ประการ คือ (๑) สังวรปธาน เพียรระวังหรือเพียรปิดกั้นบาปอกุศลธรรมมิให้เกิดขึ้น (๒) ปหานปธาน เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว (๓) ภาวนาปธาน เพียรเจริญกุศลธรรมให้เกิดขึ้น (๔) อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว (นัย ที.ม.อ. ๒๕๒, สํ.ม.อ. ๓๒๗)
- สำเร็จ - ผู้รวบรวม
จบ พลสังยุตต์