พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มัคคสังยุต · พลกรณียวรรค
อาคันตุกาคารสูตร เล่ม ๑๙
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๙๐–๒๙๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๔/๑๕ ในพลกรณียวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค มัคคสังยุต พลกรณียวรรค อาคันตุกาคารสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๙ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๙ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๙)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๙ หน้า ๙๖–๙๘
แม้ฉันใด {๒๘๙} ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ทำอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้มากอยู่สังโยชน์ทั้งหลายย่อมหมดไป สงบไปโดยไม่ยากเลย ฉันนั้นเหมือนกัน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ เมื่อทำอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้มากอยู่ สังโยชน์ทั้งหลายย่อมหมดไป สงบไปโดยไม่ยากเลยอย่างไรเล่า คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิอันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อการสลัดทิ้ง ... ย่อมเจริญสัมมาสมาธิอันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อการสลัดทิ้ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ทำอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้มากอยู่อย่างนี้แล สังโยชน์ทั้งหลายย่อมหมดไป สงบไปโดยไม่ยากเลย”
๑๑. อาคันตุกสูตร
ว่าด้วยข้ออุปมาด้วยเรือนพักคนเดินทาง
{๒๙๐} [๑๕๙] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี ...
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีเรือนพักคนเดินทางอยู่ ผู้คนที่มาจากทิศตะวันออกก็ดี จากทิศตะวันตกก็ดี จากทิศเหนือก็ดี จากทิศใต้ก็ดี ย่อมพักกันที่เรือนนั้นได้ ถึงกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทรก็ดิ เดินทางมาแล้วก็พักกันที่เรือนพักคนเดินทางนั้น แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ทำอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้มากอยู่ ย่อมกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งได้ย่อมละธรรมที่ควรละด้วยปัญญาอันยิ่งได้ ย่อมทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งได้ ย่อมเจริญธรรมที่ควรให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่งได้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย {๒๙๑} ก็ธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งเป็นไฉน คือ ธรรมที่มีชื่อว่าอุปาทานขันธ์ ๕ อุปาทานขันธ์ ๕ คืออะไรบ้าง คือ
รูปูปาทานขันธ์... วิญญาณูปาทานขันธ์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้คือ ธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย {๒๙๒} ก็ธรรมที่ควรละด้วยปัญญาอันยิ่งเป็นไฉน คือ อวิชชา และภวตัณหา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้คือธรรมที่ควรละด้วยปัญญาอันยิ่ง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย {๒๙๓} ก็ธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเป็นไฉน คือ วิชชาและวิมุตติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้คือธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย {๒๙๔} ก็ธรรมที่ควรให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่งเป็นไฉน คือ สมถะและวิปัสสนา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้คือธรรมที่ควรให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย {๒๙๕} ก็ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ เมื่อทำอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้มากอยู่อย่างไรเล่า จึงกำหนดรู้ธรรมที<*> ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งได้ ... จึงเจริญธรรมที่ควรให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่งได้ คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิอันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อการสสัดทิ้ง ... ย่อมเจริญสัมมาสมาธิอันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อการสลัดทิ้ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ทำอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้มากอยู่อย่างนี้แล จึงกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งได้ ... จึงเจริญธรรมที่ควรให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่งได้”
- ๑ภวตัณหา ตัณหาในภพ หมายถึงความอยากในภาวะของตัวตนที่จะได้จะเป็นอย่างใดอย่างหนึ๋ง อยากเป็น อยากคงอยู่ตลอดไป ความติดใจอยู่ในรูปภพ อรูปภพ หรือติดใจ ในฌานสมาบัติ ซึ๋งประกอบด้วยสัสสตทิฏฐิ วิภวตัณหา เป็นข้อ ๒ ในตัณหา ๓ {ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๐๕/๒๗๒, นัย ที.ปา.อ. ๑๘๒, ที.ม.อ. ๙๘, สํ.นิ.อ. ๑๒๘, สํ.ข.อ. ๒๙๐, อภิ.วิ.อ. ๑๑๙}
- ที่ - ผู้รวบรวม
๑๒. นทีสูตร
ว่าด้วยไม่มีผู้สามารถทำให้ผู้เจริญอริยมรรคกลับเป็นคนเลวได้
{๒๙๖} [๑๖๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม่นํ้าคงคาเป็นแม่นํ้าที่ไหลหลั่งบ่าไปทางทิศปราจีน ต่อมา หมู่มหาชนพากันถือเอาจอบและบุ้งกี๋มาด้วยประสงค์ว่า‘พวกเราจักทดแม่นํ้าคงคานี้ให้ไหลหลั่งบ่ากลับไป’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน หมู่มหาชนนั้นจะพึงทดแม่นํ้าคงคาให้ไหลหลั่งบ่ากลับไปได้ไหมเล่า”
ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ไม่ได้ พระพุทธเจ้าข้า”
“ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร”
“เพราะแม่นํ้าคงคาไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่งไปสู่ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน การที่จะทดแม่น้ำคงคาให้ไหลหลั่งบ่ากลับไป มิใช่ทำได้ง่าย หมู่มหาชนมีแต่จะมีส่วนแห่งความสำบากยากแค้นทีเดียว”
“ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย พระราชาก็ดี ราชมหาอำมาตย์ก็ดี มิตรสหายหรือญาติสาโลหิตก็ดี จะพึงนำโภคสมบัติมาเชื้อเชิญภิกษุผู้เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ผู้ทำอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้มากอยู่ว่า ‘มาเถิด บุรุษผู้เจริญผ้ากาสาวพัสตร์เหล่านี้บีบคั้นท่านอยู่มิใช่หรือ ท่านจะเป็นคนโล้นเที่ยวถือกระเบื้องอยู่ทำไม ท่านจงสึกออกมาบริโภคโภคสมบัติและทำบุญเถิด’ ดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่ภิกษุผู้เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ผู้ทำอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้มากอยู่นั้นจักลาสิกขาสึกออกมาเป็นคฤหัสถ์นั้น มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าการที่จิตที่น้อมไปในวิเวก โน้มไปในวิเวก โอนไปในวิเวกมาตลอดกาลนานนั้น จักสึกออกมาเป็นคฤหัสถ์อีกนั้น มิใช่ฐานะที่จะมีได้
จบ อาคันตุกาคารสูตร