พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย อิทธิปาทสังยุต · ปาสาทกัมปนวรรค
ฉันทสูตร เล่ม ๑๙
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๕๐–๑๑๕๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๐ ในปาสาทกัมปนวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค อิทธิปาทสังยุต ปาสาทกัมปนวรรค ฉันทสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๙ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๙ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๙)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๙ หน้า ๔๑๔–๔๑๕
๓. ฉันทสมาธิสูตร
ว่าด้วยอิทธิบาทกับปธานสังขาร
{๑๑๕๐} [๘๒๕]“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุอาศัยฉันทะแล้วได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต นี้เรียกว่าฉันทสมาธิ เธอยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคับประคองจิตไว้ เริ่มตั้งความเพียร เพื่อยังอกุศลธรรมอันเลวทรามซึ่งยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น เพื่อละอกุศลธรรมอันเลวทรามซึ่งเกิดขึ้นแล้ว เพื่อยังกุศลธรรมซึ่งยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เพื่อความตั้งมั่น เพื่อความไม่เลือนหาย เพื่อความมียิ่งขึ้น เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์แห่งกุศลธรรมซึ่งเกิดขึ้นแล้ว เหล่านี้เรียกว่าปธานสังขาร ฉันทะนี้ด้วย ฉันทสมาธินี้ด้วย และปธานสังขารเหล่านี้ด้วย ดังพรรณนามานี้ นี้เรียกว่าอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิและปธานสังขาร{๑๑๕๑}
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุอาศัยวิริยะแล้ว ได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต นี้เรียกว่าวิริยสมาธิ เธอยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคับประคองจิตไว้ เริ่มตั้งความเพียรเพื่อยังอกุศลธรรมอันเลวทรามซึ่งยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น เพื่อละอกุศลธรรมอันเลวทรามซึ่งเกิดขึ้นแล้ว เพื่อยังกุศลธรรมซึ่งยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เพื่อความตั้งมั่น เพื่อความไม่เลือนหาย เพื่อความมียิ่งขึ้น เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์แห่งกุศลธรรมซึ่งเกิดขึ้นแล้ว เหล่านี้เรียกว่าปธานสังขาร วิริยะนี้ด้วย วิริยสมาธินี้ด้วยและปธานสังขารเหล่านี้ด้วย ดังพรรณนามานี้ นี้เรียกว่าอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยสมาธิและปธานสังขาร{๑๑๕๒} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุอาศัยจิตแล้ว ได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิตนี้เรียกว่าจิตตสมาธิ เธอยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคับประคองจิตไว้ เริ่มตั้งความเพียรเพื่อยังอกุศลธรรมอันเลวทรามซึ่งยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น เพื่อละอกุศลธรรมอันเลวทรามซึ่งเกิดขึ้นแล้ว เพื่อยัง
กุศลธรรมซึ่งยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เพื่อความตั้งมั่น เพื่อความไม่เลือนหาย เพื่อความมียิ่งขึ้น เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์แห่งกุศลธรรมซึ่งเกิดขึ้นแล้ว เหล่านี้เรียกว่าปธานสังขาร จิตนี้ด้วย จิตตสมาธินี้ด้วย และปธานสังขารเหล่านี้ด้วย ดังพรรณนามานี้ นี้เรียกว่าอิทธิบาท อันประกอบด้วยจิตตสมาธิและปธานสังขาร
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุอาศัยวิมังสาแล้ว ได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต นี้เรียกว่าวิมังสาสมาธิ เธอยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคับประคองจิตไว้ เริ่มตั้งความเพียรเพื่อยังอกุศลธรรมอันเลวทรามซึ่งยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น เพื่อละอกุศลธรรมอันเลวทรามซึ่งเกิดขึ้นแล้ว เพื่อยังกุศลธรรมซึ่งยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เพื่อความตั้งมั่น เพื่อความไม่เลือนหาย เพื่อความมียิ่งขึ้น เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์แห่งกุศลธรรมซึ่งเกิดขึ้นแล้ว เหล่านี้เรียกว่าปธานสังขาร วิมังสานี้ด้วย วิมังสาสมาธินี้ด้วย และปธานสังขารเหล่านี้ด้วย ดังพรรณนามานี้ นี้เรียกว่าอิทธิบาท อันประกอบด้วยวิมังสาสมาธิและปธานสังขาร”
๔. โมคคัลลานสูตร
ว่าด้วยพระโมคคัลลานะแสดงฤทธิ์
{๑๑๕๔} [๘๒๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ปราสาทของมิคารมารดา ในปุพพาราม ใกล้พระนครสาวัตถี สมัยนั้น ภิกษุหลายรูปซึ่งอยู่ที่ปราสาทของมิคารมารดาชั้นล่าง เป็นผู้ฟุ่งซ่าน เย่อหยิ่ง กลับกลอก ปากกล้า แก่คุย ลืมสติ ขาดสัมปชัญญะ จิตใจไม่ตั้งมั่น ไม่มั่นคง ไม่สำรวมอินทรีย์
จบ ฉันทสูตร