พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย อานาปานสังยุต · ทุติยวรรค
โลมสกังภิยสูตร เล่ม ๑๙
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๓๖๙–๑๓๗๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๐ ในทุติยวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค อานาปานสังยุต ทุติยวรรค โลมสกังภิยสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๙ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๙ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๙)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๙ หน้า ๔๙๐–๔๙๓
‘เป็นวิหารธรรมของพระตถาคต’ บ้าง ดังนี้ เมื่อจะกล่าวถึงธรรมนั้นให้ถูกพึงกล่าวถึงอานาปานสติสมาธิ ว่า‘เป็นวิหารธรรมของพระอริยะ’ บ้าง ว่า ‘เป็นวิหารธรรมของพรหม’ บ้าง ว่า ‘เป็นวิหารธรรมของพระตถาคต’ บ้าง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดยังเป็นเสขะ ยังไม่บรรลุอรหัตตผลปรารถนาความเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยมอยู่ อานาปานสติสมาธิอันภิกษุเหล่านั้นเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะ
{๑๓๖๗} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนภิกษุเหล่าใดเป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับ มีกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพหมดสิ้นแล้ว หลุดพ้น แล้วเพราะรู้โดยชอบ อานาปานสติสมาธิอันภิกษุเหล่านั้นเจริญแล้ว ทำให้ มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่เป็นสุขในปัจจุบันและเพื่อสติสัมปชัญญะดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อจะกล่าวให้ถูก พึงกล่าวถึงธรรมใดว่า ‘เป็นวิหารธรรมของพระอริยะ’ บ้าง ว่า ‘เป็นวิหารธรรมของพรหม’ บ้าง ว่า ‘เป็นวิหารธรรมของพระตถาคต’ บ้าง ดังนี้ เมื่อจะกล่าวถึงธรรมนั้นให้ถูก พึงกล่าวถึงอานาปานสติสมาธิ ว่า ‘เป็นวิหารธรรมของพระอริยะ’ บ้าง ว่า ‘เป็นวิหารธรรมของพรหม’ บ้าง ว่า ‘เป็นวิหารธรรมของพระตถาคต’ บ้าง”
๒. กังเขยยสูตร
ว่าด้วยวิหารธรรมของพระเสขะต่างกับพระพุทธองค์
{๑๓๖๙} [๙๘๘] สมัยหนึ่ง ท่านพระโลมสกังภิยะอยู่ที่นิโครธาราม ใกล้พระนครกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ครั้งนั้น เจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะเสด็จเข้าไปหาท่านพระโลมสกังภิยะถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้นมัสการ ประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้ตรัสถามว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ วิหารธรรมของ
พระเสขะก็อย่างนั้น วิหารธรรมของพระตถาคตก็อย่างนั้น หรือว่าวิหารธรรมของพระเสขะก็อย่างหนึ่ง ของพระตถาคตก็อีกอย่างหนึ่ง”
ท่านพระโลมสกังภิยะถวายพระพรว่า “ดูก่อนมหาบพิตร วิหารธรรมของพระเสขะก็อย่างนั้น วิหารธรรมของพระตถาคตก็อย่างนั้น หามิได้ วิหารธรรมของพระเสขะก็อย่างหนึ่ง ของพระตถาคตก็อย่างหนึ่ง
{๑๓๗๐} ดูก่อนมหาบพิตร ภิกษุเหล่าใดยังเป็นเสขะ ยังไม่บรรลุอรหัตตผล ยังปรารถนาความเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยมอยู่ ภิกษุเหล่านั้นกำลังละนิวรณ์ ๕ อยู่ นิวรณ์ ๕ คืออะไรบ้าง คือ กามฉันทนิวรณ์ พยาปาทนิวรณ์ ถีนมิทธนิวรณ์ อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ วิจิกิจฉานิวรณ์ ภิกษุเหล่าใดยังเป็นเสขะ ยังไม่บรรลุอรหัตตผล ยังปรารถนาความเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยมอยู่ ภิกษุเหล่านั้นกำลังละนิวรณ์ ๕ เหล่านี้อยู่
{๑๓๗๑} ดูก่อนมหาบพิตร ภิกษุเหล่าใดเป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับ มีกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพหมดสิ้นแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ นิวรณ์ ๕ อันภิกษุเหล่านั้นละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำไม่ให้มีในภายหลัง ทำไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา นิวรณ์ ๕ คืออะไรบ้าง คือ กามฉันทนิวรณ์ พยาปาทนิวรณ์ ถีนมิทธนิวรณ์ อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ วิจิกิจฉานิวรณ์ {๑๓๗๒} ภิกษุเหล่าใดเป็นพระอรหันตขีณาสพ ... หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ นิวรณ์ ๕ เหล่านี้อันภิกษุเหล่านั้นละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำไม่ให้มีในภายหลัง ทำไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา
- ๑นิวรณ์ หมายถึงกิเลสที่กั้นจิตมิให้บรรลุความดี มี ๕ คือ (๑) กามฉันทนิวรณ์ กิเลสที่กั้นจิตคือความพอใจรักใคร่ในกาม (๒) พยาปาทนิวรณ์ กิเลสที่กั้นจิตคือความพยาบาท (๓) ถีนมิทธนิวรณ์ กิเลสที่กั้นจิตคือความที่จิตหดหู่และเคลิบเคลิ้ม (๔) อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ กิเลสที่กั้นจิตคือความฟุ้งซ่านและรำคาญ (๕) วิจิกิจฉานิวรณ์ กิเลสที่กั้นจิตคือความลังเลสงสัย {ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๕/๓๑๑}
ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์พึงทราบข้อที่วิหารธรรมของพระเสขะก็อย่างหนึ่ง วิหารธรรมของพระตถาตตก็อย่างหนึ่งโดยปริยายนี้แล
{๑๓๗๓} ดูก่อนมหาบพิตร สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ไพรสณฑ์ ชื่ออิจฉานังคละ ใกล้อิจฉานังคลนคร ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราปรารถนาจะปลีกตัวเร้นอยู่สักสามเดือน ใคร ๆ ไม่พึงเข้ามาหาเรา เว้นแต่ภิกษุผู้นำบิณฑบาตมาให้รูปเดียว’ ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ไม่มีใคร ๆ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เว้นแต่ภิกษุผู้นำบิณฑบาตมาถวายรูปเดียว{๑๓๗๔} ครั้นต่อมาล่วงสามเดือนนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากที่เร้นแล้วตรัสกะภิกษุทั้งหลายมาว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกจะพึงถามเธอทั้งหลายอย่างนี้ว่า
‘ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย พระสมณโคดมอยู่จำพรรษาด้วยวิหารธรรมข้อไหนมาก’ เธอทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงตอบพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกนั้นอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่จำพรรษาด้วยอานาปานสติสมาธิมาก’{๑๓๗๕} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรามีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก เมื่อหายใจเข้ายาวอยู่ ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกยาวอยู่ ก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้าสั้นอยู่ ก็รู้ชัดหายใจเข้าสั้น เมื่อหายออกสั้นอยู่ก็รู้ชัดว่าหายใจออกสั้น ย่อมรู้ชัดว่าเราจักรู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจเข้า ... ย่อมรู้ชัดว่าเราจักพิจารณาเห็นปฏินิสสัคคะหายใจเข้า ย่อมรู้ชัดว่าเราจักพิจารณาเห็นปฏินิสสัคคะหายใจออก{๑๓๗๖} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อจะกล่าวให้ถูก พึงกล่าวถึงธรรมใดว่า ‘เป็นวิหารธรรมของพระอริยะ’ บ้าง ว่า ‘เป็นวิหารธรรมของพรหม’ บ้าง ว่า ‘เป็นวิหารธรรมของพระตถาคต’ บ้าง ดังนี้ เมื่อจะกล่าวถึงธรรมนั้นให้ถูก พึงกล่าวถึงอานาปานสติสมาธิว่า ‘เป็นวิหารธรรมของพระอริยะ’ บ้าง ว่า ‘เป็นวิหารธรรมของพรหม’ บ้าง ว่า ‘เป็นวิหารธรรมของพระตถาคต’ บ้าง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดยังเป็นเสขะ ยังไม่บรรลุอรหัตตผล ปรารถนาความเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยมอยู่ อานาปานสติสมาธิอันภิกษุเหล่านั้นเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะ
{๑๓๗๗} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนภิกษุเหล่าใดเป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับ มีกิเลสเครื่องประกอบสัตวัไว้ในภพหมดสิ้นแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ อานาปานสติสมาธิอันภิกษุเหล่านั้นเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่เป็นสุขในปัจจุบันและเพื่อสติสัมปชัญญะ{๑๓๗๘} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อจะกล่าวให้ถูก พึงกล่าวถึงธรรมใดว่า ‘เป็นวิหารธรรมของพระอริยะ’ บ้าง ว่า ‘เป็นวิหารธรรมของพรหม’ บ้าง ว่า ‘เป็นวิหารธรรมของพระตถาคต’ บ้าง ดังนี้ เมื่อจะกล่าวถึงธรรมนั้นให้ถูกพึงกล่าวถึงอานาปานสติสมาธิ ว่า ‘เป็นวิหารธรรมของพระอริยะ’ บ้าง ว่า ‘เป็นวิหารธรรมของพรหม’ บ้าง ว่า ‘เป็นวิหารธรรมของพระตถาคต’ บ้าง’ ดังนี้{๑๓๗๙} ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์พึงทราบข้อที่วิหารธรรมของพระเสขะก็อย่างหนึ่ง วิหารธรรมของพระตถาคตก็อย่างหนึ่งโดยปริยายนี้แล’
๓. ปฐมอานันทสูตร
ว่าด้วยปัญหาของพระอานนท์ สูตรที่ ๑
{๑๓๘๐} [๙๘๙] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี ...
ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้ทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมอย่างหนึ่งอันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้
จบ โลมสกังภิยสูตร