arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย อินทริยสังยุต · ชราวรรค

สัทธาสูตร เล่ม ๑๙

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๑๐–๑๐๒๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๐ ในชราวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค อินทริยสังยุต ชราวรรค สัทธาสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๙ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๙ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๙)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๙ หน้า ๓๔๙–๓๕๓

หน้า ๓๔๙

{๑๐๐๖} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะความที่อินทรีย์ ๓ ประการอันตนเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ภิกษุปิณโฑลภารทวาชะ จึงพยากรณ์อรหัตตผลว่า ‘เรารู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว ... กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’ ดังนี้’

{๑๐๐๗} อินทรีย์ ๓ ประการคืออะไรบ้าง คือ สตินทรีย์ ๑ สมาธินทรีย์ ๑ ปัญญินทรีย์ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะความที่อินทรีย์ ๓ ประการนี้แลอันตนเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว {๑๐๐๘} ภิกษุปิณโฑลภารทวาชะจึงพยากรณ์อรหัตตผลว่า ‘เรารู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว ... กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’ ดังนี้’{๑๐๐๙} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อินทรีย์ ๓ ประการนี้มีอะไรเป็นที่สุด มีความสิ้นไปเป็นที่สุด มีความสิ้นไปแห่งอะไรเป็นที่สุด มีความสิ้นไปแห่งชาติ ชรา และมรณะเป็นที่สุด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุปิณโฑลภารทวาชะเห็นว่า ‘มีความสิ้นไปแห่งชาติ ชรา และมรณะ’ ดังนี้แลจึงพยากรณ์อรหัตตผลว่า ‘เรารู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว ... กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’ ดังนี้”

๑๐. สัทธาสูตร

ว่าด้วยศรัทธาของพระอริยสาวก

{๑๐๑๐} [๕๒๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิคมของชาวอังคะชื่ออาปณนิคม ในแคว้นอังคะ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะท่านพระสารีบุตรว่า “ดูก่อนสารีบุตร อริยสาวกผู้ใดถึงโดยส่วนเดียว เลื่อมใสยิ่งในตถาคต อริยสาวกผู้นั้นไม่พึงเคลือบแคลงหรือสงสัยในตถาคตหรือในคำสอนของตถาคต”

หน้า ๓๕๐

{๑๐๑๑} พระสารีบุตรกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อริยสาวกผู้ใดถึงโดยส่วนเดียว เลื่อมใสยิ่งในพระตถาคต อริยสาวกผู้นั้นจะไม่เคลือบแคลงหรือสงสัยในพระตถาคตหรือในคำสอนของพระตถาคต ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ {๑๐๑๒} ด้วยว่าอริยสาวกผู้มีศรัทธาพึงหวังข้อนี้ได้ว่า ‘จักเป็นผู้ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม เพื่อยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม คือ จักมีเรี่ยวแรง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดทิ้งธุระในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่’ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็วิริยะของอริยสาวกนั้นจัดเป็นวิริยินทรีย์

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยว่าอริยสาวกผู้มีศรัทธา ปรารภความเพียรแล้ว {๑๐๑๓} พึงหวังข้อนี้ได้ว่า ‘จักเป็นผู้มีสติ คือ ประกอบด้วยสติเป็นเครื่องรักษาตนอย่างยิ่ง ระลึกถึง ตามระลึกถึงกิจที่ทำและคำพูดแล้วแม้นานได้’

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็สติของอริยสาวกนั้นจัดเป็นสตินทรีย์

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ {๑๐๑๔} ด้วยว่าอริยสาวกผู้มีศรัทธา ปรารภความเพียร มีสติตั้งมั่นแล้ว พึงหวังข้อนี้ได้ว่า ‘จักยึดหน่วงนิพพานให้เป็นอารมณ์แล้วได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต’

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็สมาธิของอริยสาวกนั้นจัดเป็นสมาธินทรีย์

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ {๑๐๑๕} ด้วยว่า อริยสาวกผู้มีศรัทธา ปรารภความเพียร มีสติตั้งมั่นแล้ว มีจิตมั่นคงแล้วโดยชอบ พึงหวังข้อนี้ได้ว่า ‘จักรู้ประจักษ์อย่างนี้ว่า ‘สังสารวัฏนี้ไม่มีใครรู้ที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายได้ สำหรับเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ เวียนว่ายตายเกิดอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ ก็ความดับด้วยการคลายกำหนัดไม่มีเหลือ<*> แห่งกองความมืดคืออวิชชา นั่นเป็นทางอันสงบ นั่นเป็นทางอันประณีต คือ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สังสารวัฏนี้ไม่มีใครรู้ที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายได้ หมายถึงลำดับที่เป็นไปไม่ขาดสาย แห่งขันธ์เป็นต้นหรือการเวียนว่ายตายเกิดซึ่งถึงแม้บุคคลตามไปดูด้วยญาณถึง ๑๐๐ ปี ๑,๐๐๐ปี ก็ไม่รู้ที่สุด คือไม่สามารถกำหนดรู้ที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายได้ (สํ.นิ.อ. ๑๗๖)
  2. เหลือ - ผู้รวบรวม
หน้า ๓๕๑

ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่คลายความกำหนัด เป็นที่ดับสนิท เป็นที่หากิเลสเครื่องร้อยรัดมิได้ (นิพพาน)’

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปัญญาของอริยสาวกนั้นจัดเป็นปัญญินทรีย์

{๑๐๑๖} ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อริยสาวกนั้นแลพยายามอย่างนี้ ครั้นพยายามแล้วพยายามเล่า ระลึกแล้วระลึกเล่าอย่างนี้ ตั้งมั่นแล้วตั้งมั่นเล่าอย่างนี้ รู้ประจักษ์แล้วประจักษ์เล่าอย่างนี้ ย่อมเชื่อมั่นอย่างนี้ว่า ‘ธรรมที่เราเคยได้ฟังมาแล้วในอดีตก็คือธรรมเหล่านี้นั่นเอง ด้วยเหตุนั้น ในบัดนี้เราทั้งถูกต้องด้วยนามกายอยู่ ทั้งเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา’ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ศรัทธาของอริยสาวกนั้นจัดเป็นสัทธินทรีย์

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า {๑๐๑๗} - {๑๐๑๘} “สาธุ สาธุ สารีบุตร อริยสาวกผู้ใดถึงโดยส่วนเดียว เลื่อมใสยิ่งในตถาคต อริยสาวกผู้นั้นจะไม่เคลือบแคลงหรือสงสัยในตถาคต หรือในคำสอนของตถาคต ดูก่อนสารีบุตร ด้วยว่าอริยสาวกผู้มีศรัทธาพึงหวังข้อนี้ได้ว่า ‘จักเป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม คือจักมีเรี่ยวแรง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่’ดูก่อนสารีบุตร ก็วิริยะของอริยสาวกนั้นจัดเป็นวิริยินทรีย์

ดูก่อนสารีบุตร {๑๐๑๙} ด้วยว่าอริยสาวกผู้มีศรัทธา ปรารภความเพียรแล้ว พึงหวังข้อนี้ได้ว่า ‘จักเป็นผู้มีสติ คือประกอบด้วยสติเป็นเครื่องรักษาตนอย่างยิ่งระลึกถึง ตามระลึกถึงกิจที่ทำและคำพูดแล้วแม้นานได้’

ดูก่อนสารีบุตร ก็สติของอริยสาวกนั้นจัดเป็นสตินทรีย์

ดูก่อนสารีบุตร {๑๐๒๐} ด้วยว่าอริยสาวกผู้มีศรัทธา ปรารภความเพียร มีสติตั้งมั่นแล้วพึงหวังข้อนี้ได้ว่า ‘จักยึดหน่วงนิพพานให้เป็นอารมณ์แล้วได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต’

ดูก่อนสารีบุตร ก็สมาธิของอริยสาวกนั้นจัดเป็นสมาธินทรีย์

หน้า ๓๕๒

ดูก่อนสารีบุตร {๑๐๒๑} ด้วยว่าอริยสาวกผู้มีศรัทธา ปรารภความเพียร มีสติตั้งมั่นแล้ว มีจิตมั่นคงแล้วโดยชอบพึงหวังข้อนี้ได้ว่า ‘จักรู้ประจักษ์อย่างนี้ว่า ‘สังสารวัฏนี้ไม่มีใครรู้ที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายได้ สำหรับเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ เวียนว่ายตายเกิดอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ ก็ความดับด้วยการคลายกำหนัดไม่มีเหลือแห่งกองความมืดคืออวิชชา นั่นเป็นทางอันสงบ นั่นเป็นทางอันประณีต คือธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่คลายความกำหนัด เป็นที่ดับสนิท เป็นที่หากิเลสเครื่องร้อยรัดมิได้’ดูก่อนสารีบุตร ก็ปัญญาของอริยสาวกนั้นจัดเป็นปัญญินทรีย์

{๑๐๒๒} ดูก่อนสารีบุตรอริยสาวกนั้นแลพยายามอย่างนี้ ครั้นพยายามแล้ว พยายามเล่า ระลึกแล้วระลึกเล่าอย่างนี้ ตั้งมั่นแล้วตั้งมั่นเล่าอย่างนี้ รู้ประจักษ์แล้วประจักษ์เล่าอย่างนี้ ย่อมเชื่อมั่นอย่างนี้ว่า ‘ธรรมที่เราเคยได้ฟังมาแล้วในอดีตก็คือธรรมเหล่านี้นั่นเอง ด้วยเหตุนั้น ในบัดนี้เราทั้งถูกต้องด้วยนามกายอยู่ ทั้งเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา’ดูก่อนสารีบุตร ก็ศรัทธาของอริยสาวกนั้นจัดเป็นสัทธินทรีย์”

จบ ชราวรรคที่ ๕

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. ชราธัมมสูตร ๒. อุณณาภพราหมณสูตร

๓. สาเกตสูตร ๔. ปุพพโกฏฐกสูตร

๕. ปฐมปุพพารามสูตร ๖. ทุติยปุพพารามสูตร

๗. ตติยปุพพารามสูตร ๘. จตุตถปุพพารามสูตร

๙. ปิณโฑลภารทวาชสูตร ๑๐. สัทธาสูตร

หน้า ๓๕๓

๖. สูกรขาตวรรค

๑. สาลสูตร

ว่าด้วยปัญญินทรีย์เป็นยอดแห่งโพธิปักขิยธรรม

{๑๐๒๓} [๕๒๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ หมู่บ้านพราหมณ์ชื่อโกสลคาม ในแคว้นโกศล ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า

{๑๐๒๔} “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาสัตว์ดิรัจฉานเหล่าใดเหล่าหนึ่งบรรดามีสีหมฤคราชชาวโลกกล่าวว่าเป็นยอดของสัตว์เหล่านั้นทั้งโดยกำลัง โดยฝีเท้า โดยความแกล้วกล้า ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย บรรดาโพธิปักขิยธรรม เหล่าใดเหล่าหนึ่งบรรดามี ปัญญินทรีย์เราก็กล่าวว่าเป็นยอดแห่งโพธิปักขิยธรรมเหล่านั้นโดยเป็นไปเพื่อความตรัสรู้{๑๐๒๕} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็โพธิปักขิยธรรมเป็นไฉน คือ สัทธินทรีย์เป็นโพธิปักขิยธรรม ย่อมเป็นไปเพื่อความตรัสรู้ วิริยินทรีย์ ... สตินทรีย์... สมาธินทรีย์... ปัญญินทรีย์เป็นโพธิปักขิยธรรม ย่อมเป็นไปเพื่อความตรัสรู้

{๑๐๒๖} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาสัตว์ดิรัจฉานเหล่าใดเหล่าหนึ่งบรรดามีสีหมฤคราชชาวโลกกล่าวว่าเป็นยอดของสัตว์เหล่านั้น ทั้งโดยกำลัง โดยฝีเท้า โดยความแกล้วกล้า ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย บรรดาโพธิปักขิยธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งบรรดามี ปัญญินทรีย์เราก็กล่าวว่าเป็นยอดแห่งโพธิปักขิยธรรมเหล่านั้นโดยเป็นไปเพื่อความตรัสรู้”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑โพธิปักขิยธรรม หมายถึงธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ คือเกื้อกูลแก่การตรัสรู้ โดยปกติได้แก่ธรรม ๓๗ ประการมีสติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น แต่ในที่นี้มุ่งเฉพาะอินทรียธรรม ๕ (นัย ม.อุ.อ. ๑๘)

จบ สัทธาสูตร