arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย อภิสมัยสังยุตต์ · อาหารวรรค

๗. อเจลกัสสปสูตร เล่ม ๑๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๗–๕๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๐ ในอาหารวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๗. อเจลกัสสปสูตร

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค อภิสมัยสังยุตต์ อาหารวรรค อเจลกัสสปสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๖)

บาลี (สยามรัฐ)

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ อถ โข ภควา ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย ราชคเห ๑ ปิณฺฑาย ปาวิสิ ฯ อทฺทสา โข อเจโล กสฺสโป ภควนฺตํ ทูรโตว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ

๑ ม. ยุ. ราชคหํ ฯ

ฉบับหลวง

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ อเจลกัสสปได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จมาแต่ไกล ครั้นแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณ สถานที่นั้น ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เอกมนฺตํ ฐิโต โข อเจโล กสฺสโป ภควนฺตํ เอตทโวจ ปุจฺเฉยฺยาม มยํ ภวนฺตํ โคตมํ กญฺจิเทว ๑ เทสํ สเจ โน ภวํ โคตโม โอกาสํ กโรติ ปญฺหสฺส เวยฺยากรณายาติ ฯ อกาโล โข ตาว กสฺสป ปญฺหสฺส อนฺตรฆรํ ปวิฏฺฐมฺหาติ ฯ ทุติยํปิ โข อเจโล กสฺสโป ภควนฺตํ เอตทโวจ ปุจฺเฉยฺยาม มยํ ภวนฺตํ โคตมํ กญฺจิเทว เทสํ สเจ โน ภวํ โคตโม โอกาสํ กโรติ ปญฺหสฺส เวยฺยากรณายาติ ฯ อกาโล โข ตาว กสฺสป ปญฺหสฺส อนฺตรฆรํ ปวิฏฺฐมฺหาติ ฯ ตติยํปิ โข ฯเปฯ ปวิฏฺฐมฺหาติ ฯ

ฉบับหลวง

ครั้นแล้ว อเจลกัสสปได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าพเจ้าจะขอถามเหตุบางอย่างกะท่านพระโคดม ถ้าท่านพระโคดมจะทรงกระทำโอกาส เพื่อทรงตอบปัญหาแก่ข้าพเจ้าพระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรกัสสป ยังมิใช่เวลาจะตอบปัญหา เรากำลังเข้าไปสู่ละแวกบ้านแม้ครั้งที่ ๒ ... แม้ครั้งที่ ๓ อเจลกัสสปก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าพเจ้าจะขอถามเหตุบางอย่างกะท่านพระโคดม ถ้าท่านพระโคดมจะทรงกระทำโอกาส เพื่อทรงตอบปัญหาแก่ข้าพเจ้าพระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรกัสสป ยังมิใช่เวลาตอบปัญหา เรากำลังเข้าไปสู่ละแวกบ้าน ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เอวํ วุตฺเต อเจโล กสฺสโป ภควนฺตํ เอตทโวจ น โข ปน มยํ ภวนฺตํ โคตมํ พหุเทว ปุจฺฉิตุกามาติ ฯ ปุจฺฉ กสฺสป ยทากงฺขสีติ ฯ กึ นุ โข โภ โคตม สยํกตํ ทุกฺขนฺติ ฯ มา เหวํ กสฺสปาติ ภควา อโวจ ฯ กึ ปน โภ โคตม ปรกตํ ทุกฺขนฺติ ฯ มา เหวํ กสฺสปาติ ภควา อโวจ ฯ กึ นุ โข โภ โคตม สยํกตญฺจ ปรกตญฺจ ทุกฺขนฺติ ฯ มา เหวํ กสฺสปาติ ภควา อโวจ ฯ กึ ปน โภ โคตม อสยํการํ อปรการํ อธิจฺจ สมุปฺปนฺนํ ทุกฺขนฺติ ฯ มา เหวํ กสฺสปาติ ภควา อโวจ ฯ กึ นุ โข โภ โคตม นตฺถิ ทุกฺขนฺติ ฯ น โข กสฺสป นตฺถิ ทุกฺขํ อตฺถิ โข กสฺสป ทุกฺขนฺติ ฯ เตนหิ ภวํ โคตโม ทุกฺขํ น ชานาติ น ปสฺสตีติ ฯ น ขฺวาหํ กสฺสป ทุกฺขํ น ชานามิ น ปสฺสามิ ชานามิ ขฺวาหํ กสฺสป ทุกฺขํ ปสฺสามิ ขฺวาหํ กสฺสป ทุกฺขนฺติ ฯ

กึ นุ โข โภ โคตม สยํกตํ ทุกฺขนฺติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน มา เหวํ กสฺสปาติ วเทสิ กึ ปน โภ โคตม ปรกตํ ทุกฺขนฺติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน มา เหวํ กสฺสปาติ วเทสิ กึ นุ โข โภ โคตม สยํกตญฺจ ปรกตญฺจ ทุกฺขนฺติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน มา เหวํ กสฺสปาติ วเทสิ กึ ปน โภ โคตม อสยํการํ อปรการํ อธิจฺจ สมุปฺปนฺนํ ทุกฺขนฺติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน มา เหวํ กสฺสปาติ วเทสิ กึ นุ โข โภ โคตม นตฺถิ ทุกฺขนฺติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน น โข กสฺสป นตฺถิ ทุกฺขํ อตฺถิ โข กสฺสป ทุกฺขนฺติ วเทสิ เตนหิ ภวํ โคตโม ทุกฺขํ น ชานาติ น ปสฺสตีติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน น ขฺวาหํ กสฺสป ทุกฺขํ น ชานามิ น ปสฺสามิ ชานามิ ขฺวาหํ กสฺสป ทุกฺขํ ปสฺสามิ ขฺวาหํ กสฺสป ทุกฺขนฺติ วเทสิ อาจิกฺขตุ จ เม ภนฺเต ภควา ทุกฺขํ เทเสตุ จ เม ภนฺเต ภควา ทุกฺขนฺติ ฯ

๑ ยุ. กิญฺจิเทว ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว อเจลกัสสปได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่าก็ข้าพเจ้าไม่ประสงค์จะถามท่านพระโคดมมากนัก ฯ

ภ. ดูกรกัสสป ท่านจงถามปัญหาตามที่ท่านจำนงไว้เถิด ฯ

ก. ข้าแต่ท่านพระโคดม ความทุกข์ตนกระทำเองหรือ ฯ

ภ. อย่ากล่าวอย่างนั้น กัสสป ฯ

ก. ความทุกข์ผู้อื่นกระทำให้หรือ ท่านพระโคดม ฯ

ภ. อย่ากล่าวอย่างนั้น กัสสป ฯ

ก. ความทุกข์ตนกระทำเองด้วย ผู้อื่นกระทำให้ด้วยหรือ ท่านโคดม ฯ

ภ. อย่ากล่าวอย่างนั้น กัสสป ฯ

ก. ความทุกข์บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้หรือท่านพระโคดม ฯ

ภ. อย่ากล่าวอย่างนั้น กัสสป ฯ

ก. ความทุกข์ไม่มีหรือ ท่านพระโคดม ฯ

ภ. ความทุกข์ไม่มีหามิได้ ความทุกข์มีอยู่ กัสสป ฯ

ก. ถ้าอย่างนั้น ท่านพระโคดม ย่อมไม่รู้ไม่เห็นความทุกข์ ฯ

ภ. เราย่อมไม่รู้ไม่เห็นความทุกข์หามิได้ เรารู้เห็นความทุกข์อยู่ กัสสป ฯ

ก. เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม ความทุกข์ตนกระทำเองหรือ ท่านตรัสว่าอย่ากล่าวอย่างนั้น กัสสป เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ความทุกข์ผู้อื่นกระทำให้หรือ ท่านพระโคดมท่านตรัสว่า อย่ากล่าวอย่างนั้น กัสสป เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้หรือ ท่านพระโคดม ท่านตรัสว่า อย่ากล่าวอย่างนั้น กัสสปเมื่อข้าพเจ้าถามว่าความทุกข์ไม่มีหรือ ท่านพระโคดม ท่านตรัสว่า ความทุกข์ไม่มีหามิได้ ความทุกข์มีอยู่ กัสสป เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านพระโคดม ย่อมไม่รู้ไม่เห็นความทุกข์ท่านตรัสว่า เราย่อมไม่รู้ไม่เห็นความทุกข์หามิได้ เรารู้เห็นความทุกข์อยู่ กัสสป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคจงตรัสบอกความทุกข์แก่ข้าพเจ้า และขอพระผู้มีพระภาคจงทรงแสดงความทุกข์แก่ข้าพเจ้าด้วย ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

โส กโรติ โส ปฏิสํเวทยตีติ โข กสฺสป อาทิโต สโต สยํกตํ ทุกฺขนฺติ อิติ วทํ สสฺสตํ เอตํ ปเรติ ฯ อญฺโญ กโรติ อญฺโญ ปฏิสํเวทยตีติ โข กสฺสป เวทนาภิตุนฺนสฺส สโต ปรกตํ ทุกฺขนฺติ อิติ วทํ อุจฺเฉทํ เอตํ ปเรติ ฯ เอเต เต กสฺสป อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม มชฺเฌน ตถาคโต ธมฺมํ เทเสติ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ฯเปฯ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ อวิชฺชาย เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรโธ สงฺขารนิโรธา วิญฺญาณนิโรโธ ฯเปฯ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส นิโรโธ โหตีติ ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัสสป เมื่อบุคคลถืออยู่ว่า นั่นผู้กระทำ นั่นผู้เสวย[ทุกข์] เราจะกล่าวว่า ทุกข์ตนกระทำเองดังนี้ อันนี้เป็นสัสสตทิฐิไป เมื่อบุคคลถูกเวทนาทิ่มแทง [รู้] อยู่ว่าผู้กระทำคนหนึ่ง ผู้เสวยเป็นอีกคนหนึ่ง เราจะกล่าวว่า ทุกข์ผู้อื่นกระทำให้ดังนี้ อันนี้เป็นอุจเฉททิฐิไปดูกรกัสสป ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้งสองนั้นว่าเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ...

ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ...ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เอวํ วุตฺเต อเจโล กสฺสโป ภควนฺตํ เอตทโวจ อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต เสยฺยถาปิ ภนฺเต นิกฺกุชฺชิตํ วา อุกฺกุชฺเชยฺย ฯเปฯ จกฺขุมนฺโต รูปานิ ทกฺขนฺตีติ ๑ เอวเมว ภควตา อเนกปริยาเยน ธมฺโม ปกาสิโต เอสาหํ ภนฺเต ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ ลเภยฺยาหํ ภนฺเต ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ ลเภยฺยํ อุปสมฺปทนฺติ ฯ โย โข กสฺสป อญฺญติตฺถิยปุพฺโพ อิมสฺมึ ธมฺมวินเย อากงฺขติ ปพฺพชฺชํ อากงฺขติ อุปสมฺปทํ โส จตฺตาโร มาเส ปริวสติ จตุนฺนํ มาสานํ อจฺจเยน ปริวุตฺถปริวาสํ ๒ อารทฺธจิตฺตา ภิกฺขู อากงฺขมานา ๓ ปพฺพาเชนฺติ อุปสมฺปาเทนฺติ ภิกฺขุภาวาย อปิจ มยา ปุคฺคลเวมตฺตตา วินีตาติ ๔ ฯ สเจ ภนฺเต อญฺญติตฺถิยปุพฺพา อิมสฺมึ ธมฺมวินเย อากงฺขนฺตา ปพฺพชฺชํ อากงฺขนฺตา อุปสมฺปทํ จตฺตาโร มาเส ปริวสนฺติ จตุนฺนํ มาสานํ อจฺจเยน ปริวุตฺถปริวาเส อารทฺธจิตฺตา ภิกฺขู อากงฺขมานา ปพฺพาเชนฺติ อุปสมฺปาเทนฺติ ภิกฺขุภาวาย อหํ จตฺตาริ วสฺสานิ ปริวสิสฺสามิ จตุนฺนํ วสฺสานํ อจฺจเยน ปริวุตฺถปริวาสํ อารทฺธจิตฺตา ภิกฺขู ปพฺพาเชนฺตุ อุปสมฺปาเทนฺตุ ภิกฺขุภาวายาติ ฯ

๑ ยุ. ทกฺขินฺตีติ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒-๓ ม. อิทํ ปาฐทฺวยํ นตฺถิ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

๔ ม. ยุ. วิทิตาติ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว อเจลกัสสปได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดด้วยประสงค์ว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูปฉะนั้นข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคกับทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์เป็นสรณะข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาค ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัสสป ผู้ใดเคยเป็นอัญญเดียรถีย์ หวังบรรพชาหวังอุปสมบทในธรรมวินัยนี้ ผู้นั้นจะต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือน เมื่อล่วง ๔ เดือนภิกษุทั้งหลายเต็มใจแล้วหวังอยู่ จึงให้บรรพชา ให้อุปสมบท เพื่อความเป็นภิกษุก็แต่ว่า เรารู้ความต่างแห่งบุคคล ฯ

อเจลกัสสปกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หากผู้ที่เคยเป็นอัญญเดียรถีย์หวังบรรพชาหวังอุปสมบทในธรรมวินัยนี้ ผู้นั้นจะต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือน เมื่อล่วง ๔ เดือน ภิกษุทั้งหลายเต็มใจแล้วหวังอยู่ จึงให้บรรพชาให้อุปสมบท เพื่อความเป็นภิกษุไซร้ ข้าพระองค์จักอยู่ปริวาส๔ ปี เมื่อล่วง ๔ ปีภิกษุทั้งหลายเต็มใจแล้ว จึงให้บรรพชา ให้อุปสมบท เพื่อความเป็นภิกษุเถิด ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อลตฺถ โข อเจโล กสฺสโป ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ อลตฺถ อุปสมฺปทํ ฯ อจิรูปสมฺปนฺโน จ ปนายสฺมา กสฺสโป เอโก วูปกฏฺโฐ อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต นจิรสฺเสว ยสฺสตฺถาย กุลปุตฺตา สมฺมเทว อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชนฺติ ตทนุตฺตรํ พฺรหฺมจริยปริโยสานํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหาสิ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ อพฺภญฺญาสิ ฯ อญฺญตโร จ ปนายสฺมา กสฺสโป อรหํ อโหสีติ ฯ สตฺตมํ ฯ

ฉบับหลวง

อเจลกัสสปได้บรรพชา ได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาคแล้ว ครั้นท่านกัสสปอุปสมบทแล้วไม่นาน หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาทมีความเพียร มีจิตแน่วแน่ไม่นานนัก ก็ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ซึ่งกุลบุตรทั้งหลาย ผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ก็ท่านกัสสปได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ฯ

จบสูตรที่ ๗

จบ ๗. อเจลกัสสปสูตร