พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย อภิสมัยสังยุตต์ · อาหารวรรค
๒. ผัคคุนสูตร เล่ม ๑๖
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๑–๓๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๐ ในอาหารวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
๒. โมลิยผคฺคุนสุตฺต
๒. โมลิยผัคคุนสูตร
ว่าด้วยพระโมลิยผัคคุนะ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค อภิสมัยสังยุตต์ อาหารวรรค ผัคคุนสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๖)
บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๑๖ หน้า ๑๓–๑๕ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๑๖ หน้า ๑๙–๒๑
สาวตฺถิยํ วิหรติ... จตฺตาโรเม ภิกฺขเว อาหารา ภูตานํ วา สตฺตานํ ฐิติยา สมฺภเวสีนํ วา อนุคฺคหาย. กตเม จตฺตาโร ? กพฬีกาโร อาหาโร โอฬาริโก วา สุขุโม วา, ผสฺโส ทุติโย, มโนสญฺเจตนา ตติยา, วิญฺญาณํ จตุตฺถํ. อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร อาหารา ภูตานํ วา สตฺตานํ ฐิติยา สมฺภเวสีนํ วา อนุคฺคหายาติ.
เอวํ วุตฺเต อายสฺมา โมลิยผคฺคุโน(๑) ภควนฺตํ เอตทโวจ “โก นุ โข ภนฺเต วิญฺญาณาหารํ อาหาเรตี”ติ ? “โน กลฺโล ปโญฺห”ติ ภควา อโวจ, “อาหาเรตี”ติ อหํ น วทามิ. “อาหาเรตี”ติ จาหํ วเทยฺยํ, ตตฺรสฺส กลฺโล ปโญฺห “โก นุ โข ภนฺเต อาหาเรตี”ติ ? เอวญฺจาหํ น วทามิ, เอวํ มํ อวทนฺตํ โย เอวํ ปุจฺเฉยฺย “กิสฺส นุ โข ภนฺเต วิญฺญาณาหาโร”ติ ? เอส กลฺโล ปโญฺห, ตตฺร กลฺลํ เวยฺยากรณํ “วิญฺญาณาหาโร อายตึ ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติยา ปจฺจโย,(๒) ตสฺมึ ภูเต สติ สฬายตนํ, สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส”ติ.
โก นุ โข ภนฺเต ผุสตีติ ? “โน กลฺโล ปโญฺห”ติ ภควา อโวจ, “ผุสตี”ติ อหํ น วทามิ. “ผุสตี”ติ จาหํ วเทยฺยํ, ตตฺรสฺส กลฺโล ปโญฺห “โก นุ โข ภนฺเต ผุสตี”ติ ? เอวญฺจาหํ น วทามิ. เอวํ มํ อวทนฺตํ โย เอวํ ปุจฺเฉยฺย “กึปจฺจยา นุ โข ภนฺเต ผสฺโส”ติ ? เอส กลฺโล ปโญฺห, ตตฺร กลฺลํ เวยฺยากรณํ “สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส, ผสฺสปจฺจยา เวทนา”ติ.
โก นุ โข ภนฺเต เวทยตี”ติ(๓) ? “โน กลฺโล ปโญฺห”ติ ภควา อโวจ, “เวทยตี”ติ อหํ น วทามิ. “เวทยตี”ติ จาหํ วเทยฺยํ, ตตฺรสฺส กลฺโล ปโญฺห “โก นุ โข ภนฺเต เวทยตี”ติ ? เอวญฺจาหํ น วทามิ. เอวํ มํ อวทนฺตํ โย เอวํ ปุจฺเฉยฺย “กึปจฺจยา นุ โข ภนฺเต เวทนา”ติ ? เอส กลฺโล ปโญฺห, ตตฺร กลฺลํ เวยฺยากรณํ “ผสฺสปจฺจยา เวทนา เวทนาปจฺจยา ตณฺหา”ติ. โก นุ โข ภนฺเต ตณฺหิยตีติ(๔) ? “โน กลฺโล ปโญฺห”ติ ภควา อโวจ, “ตณฺหิยตี”ติ อหํ น วทามิ. “ตณฺหิยตี”ติ จาหํ วเทยฺยํ, ตตฺรสฺส กลฺโล ปโญฺห “โก นุ โข ภนฺเต ตณฺหิยตี”ติ ? เอวญฺจาหํ น วทามิ, เอวํ มํ อวทนฺตํ โย เอวํ ปุจฺเฉยฺย “กึปจฺจยา นุ โข ภนฺเต ตณฺหา”ติ ? เอส กลฺโล ปโญฺห, ตตฺร กลฺลํ เวยฺยากรณํ “เวทนาปจฺจยา ตณฺหา, ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานนฺ”ติ.
โก นุ โข ภนฺเต อุปาทิยตี”ติ ? “โน กลฺโล ปโญฺห”ติ ภควา อโวจ, “อุปาทิยตี”ติ อหํ น วทามิ. “อุปาทิยตี”ติ จาหํ วเทยฺยํ, ตตฺรสฺส กลฺโล ปโญฺห “โก นุ โข ภนฺเต อุปาทิยตี”ติ ? เอวญฺจาหํ น วทามิ, เอวํ มํ อวทนฺตํ โย เอวํ ปุจฺเฉยฺย “กึปจฺจยา นุ โข ภนฺเต อุปาทานนฺ”ติ ? เอส กลฺโล ปโญฺห, ตตฺร กลฺลํ เวยฺยากรณํ “ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ, อุปาทานปจฺจยา ภโว”ติ ฯเปฯ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ.
ฉนฺนํ เตฺวว ผคฺคุน ผสฺสายตนานํ อเสสวิราคนิโรธา ผสฺสนิโรโธ, ผสฺสนิโรธา เวทนา- นิโรโธ, เวทนานิโรธา ตณฺหานิโรโธ, ตณฺหานิโรธา อุปาทานนิโรโธ, อุปาทานนิโรธา ภวนิโรโธ, ภวนิโรธา ชาตินิโรโธ, ชาตินิโรธา ชรามรณํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา นิรุชฺฌนฺติ, เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส นิโรโธ โหตีติ. ทุติยํ.
- ๑ฉ. โมฬิยผคฺคุโน
- ๒ก. ปจฺจโยติ อยํ ปาโฐ น ทิสฺสติ
- ๓สี.อิ.ก. เวทิยตีติ
- ๔ฉ. ตสตีติ
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ... เขตกรุงสาวัตถี
“ภิกษุทั้งหลาย อาหาร ๔ อย่างนี้ เป็นไปเพื่อการดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด
อาหาร ๔ อย่าง อะไรบ้าง คือ
๑. กวฬิงการาหารที่หยาบหรือละเอียด
๒. ผัสสาหาร
๓. มโนสัญเจตนาหาร
๔. วิญญาณาหาร
อาหาร ๔ อย่างนี้ เป็นไปเพื่อการดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดแล้ว หรือเพื่อ อนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิดเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระโมลิยผัคคุนะได้ทูลถามพระผู้มี พระภาคดังนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครหนอ ย่อมกลืนกินวิญญาณาหาร’
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสตอบว่า ‘ปัญหานี้ไม่สมควรถาม เรามิได้กล่าวว่า ‘ย่อมกลืนกิน’ ถ้าเราพึงกล่าวว่า ‘ย่อมกลืนกิน’ ในคำกล่าวนั้น ปัญหาที่สมควร ถามก็คือ ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครหนอย่อมกลืนกิน’ เมื่อเรามิได้กล่าวอย่างนั้น ผู้ที่ถามอย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วิญญาณาหารมีเพื่ออะไร’ ปัญหาของ ผู้นั้นจึงเป็นปัญหาที่สมควรถาม ในปัญหานั้น คำตอบที่สมควรคือ ‘วิญญาณาหาร เป็นปัจจัยเพื่อเกิดในภพใหม่ต่อไป เมื่อวิญญาณาหารนั้น เกิดแล้ว สฬายตนะจึงมี เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี”“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครเล่าย่อมถูกต้อง”
“ปัญหานี้ไม่สมควรถาม เรามิได้กล่าวว่า ‘ย่อมถูกต้อง’ ถ้าเราพึงกล่าวว่า ‘ย่อมถูกต้อง” ในคำกล่าวนั้น ปัญหาที่สมควรถามก็คือ ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครเล่าย่อมถูกต้อง’ เมื่อเรามิได้กล่าวอย่างนั้น ผู้ที่ถามอย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ เพราะอะไรเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี’ ปัญหาของผู้นั้นจึงเป็นปัญหาที่สมควร ถาม ในปัญหานั้น คำตอบที่สมควรคือ ‘เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี”“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครเล่าย่อมเสวยอารมณ์”
“ปัญหานี้ไม่สมควรถาม’ เรามิได้กล่าวว่า ‘ย่อมเสวยอารมณ์’ ถ้าเราพึง กล่าวว่า ‘ย่อมเสวยอารมณ์’ ในคำกล่าวนั้น ปัญหาที่สมควรถามก็คือ ‘ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ใครหนอย่อมเสวยอารมณ์’ เมื่อเรามิได้กล่าวอย่างนั้น ผู้ที่ถามอย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะอะไรเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี’ ปัญหาของผู้นั้นจึงเป็นปัญหา ที่สมควรถาม ในปัญหานั้น คำตอบที่สมควรคือ ‘เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี”“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครเล่าย่อมทะยานอยาก”
“ปัญหานี้ไม่สมควรถาม เรามิได้กล่าวว่า ‘ย่อมทะยานอยาก’ ถ้าเราพึง กล่าวว่า ‘ย่อมทะยานอยาก’ ในคำกล่าวนั้น ปัญหาที่สมควรถามก็คือ ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครเล่าย่อมทะยานอยาก’ เมื่อเรามิได้กล่าวอย่างนี้ ผู้ที่ถามอย่างนี้ ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะอะไรเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี’ ปัญหาของผู้นั้นจึงเป็น ปัญหาที่สมควรถาม ในปัญหานั้น คำตอบที่สมควรคือ ‘เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครเล่าย่อมถือมั่น” “ปัญหานี้ไม่สมควรถาม เรามิได้กล่าวว่า ‘ย่อมถือมั่น’ ถ้าเราพึงกล่าวว่า ‘ย่อมถือมั่น’ ในคำกล่าวนั้นปัญหาที่สมควรถามก็คือ ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครเล่า ย่อมถือมั่น’ เมื่อเรามิได้กล่าวอย่างนี้ ผู้ที่ถามอย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะอะไรเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี’ ปัญหาของผู้นั้นจึงเป็นปัญหาที่สมควรถาม ในปัญหานั้น คำตอบที่สมควรคือ ‘เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี เพราะ อุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี’ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วย ประการฉะนี้
ผัคคุนะ ก็เพราะผัสสายตนะทั้ง ๖ ดับไปไม่เหลือด้วยวิราคะ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะ ชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงดับ ความดับ แห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้”
โมลิยผัคคุนสูตรที่ ๒ จบ
- ๑ดูเชิงอรรถข้อ ๑๑/๑๗ ในเล่มนี้
จบ ๒. ผัคคุนสูตร