พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย อภิสมัยสังยุตต์ · อาหารวรรค
๖. ธรรมกถิกสูตร เล่ม ๑๖
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๕–๔๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๐ ในอาหารวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค อภิสมัยสังยุตต์ อาหารวรรค ธรรมกถิกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๖)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๖ หน้า ๒๗–๒๙
แล้ว ความมีในโลกย่อมไม่มี โลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุปยะ อุปาทานและอภินิเวส แต่พระอริยสาวกย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งมั่นชึ่งอุปยะและอุปาทานนั้นอันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิต เป็นอภินิเวส และอนุสัย ว่า ‘อัตตาของเรา' ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่า ‘ทุกข์นั่นแหละเมื่อจะเกิดขึ้น ก็เกิดขึ้น ทุกข์เมื่อจะดับ ก็ดับ' พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะ จึงชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ
{๔๔} ดูก่อนกัจจานะ ส่วนสุดนี้ว่า “สิ่งทั้งปวงมีอยู่, เป็นส่วนสุดข้อที่ ๑ ส่วนสุดนี้ว่า ‘สิ่งทั้งปวงไม่มี, เป็นส่วนสุดข้อที่ ๒ ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลางไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้งสองนั้นว่า‘เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารเพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยอาการดังนี้ อนี่ง เพราะอวิชชานั่นแหละดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับด้วยอาการดังนี้” (๕)
๖. ธมมกถิกสูตร
ว่าด้วยคุณธรรมของพระธรรมกถึก
{๔๕}[๑๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มี
- ๑อุปยะ ความเข้าไปยึดถือ อุปาทาน ความยึดมั่น อภินิเวส ความถือมั่นอย่างยิ่ง ทั้ง ๓อย่างนี้ เป็นชื่อของตัณหาและทิฏฐิที่เป็นเหตุให้เข้าไปยึดถือ ยึดมั่น และถือมั่นไว้อย่างยิ่งซึ่งธรรมที่เป็น ไปในภูมิ ๓ (กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ และอรูปาวจรภูมิ)โดยอาการว่า ‘เป็นเรา ของเราดังนี้ เป็นต้น (สํ.นิ.อ. ๓๘)
- ๒เป็นอภินิเวสฺและอนุสัย หมายถึงเป็นสิ่งที่ฝังแน่นและนอนเนื่องอยู่ในอกุศลจิตนั้น (สํ.นิ.อ. ๓๙)
พระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า“พระพุทธเจ้าข้า มีคำที่เรียกว่า ‘ธรรมกถึก ธรรมกถึก’ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ จึงจะชื่อว่าธรรมกถึก”
{๔๖} พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุ ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับชรามรณะ ก็ควรจะเรียกได้ว่า ‘ภิกษุธรรมกถึก’
ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความ
ดับชรามรณะ ก็ควรจะเรียกได้ว่า ‘ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม’
ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะความหน่าย เพราะความคลายกำหนัด
เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นชรามรณะ ก็ควรจะเรียกได้ว่า ‘ภิกษุผู้บรรลุนิพพานในปัจจุบัน’
ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความ
ดับชาติ ...ภพ ...อุปาทาน ...ตัณหา ...เวทนา ...ผัสสะ ...สฬายตนะ...
นามรูป ...วิญญาณ ...สังขาร ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับอวิชชา ก็ควรจะเรียกได้ว่า ‘ภิกษุธรรมกถึก’
ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความ
ดับอวิชชา ก็ควรจะเรียกได้ว่า ‘ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม’
ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความหน่าย เพราะความคลายกำหนัด
เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นอวิชชา ก็ควรจะเรียกได้ว่า ‘ภิกษุผู้บรรลุนิพพานในปัจจุบัน” (๖)
- ๑เป็นผู้ปฎิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม หมายถึงเป็นผู้ปฏิบัติข้อปฏิบัติอันเป็นส่วนเบื้องต้นที่คล้อย ตามคือเป็นเหตุให้ลุถึงธรรมระดับสูงคือโลกุตตรธรรมหรือนิพพานธรรม (ที.ปา.อ.๒๑๘,สํ.นิ.อ. ๓๙)
๗. อเจลกัสสปสูตร
ว่าด้วยความทุกข์
{๔๗}[๑๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็น
สถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล
เป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสกแล้วถือบาตรจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ อเจลกัสสปะ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแต่ไกล ครั้นแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ สถานที่นั้น ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง อเจลกัสสปะได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
{๔๘}“ข้าพเจ้าจะขอถามเหตุบางอย่างกะท่านพระโคดม ถ้าท่าน
พระโคดมจะทรงทำโอกาสเพื่อทรงตอบปัญหาแก่ข้าพเจ้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนกัสสปะ ยังมิใช่เวลาที่จะตอบปัญหาเรากำลังเข้าไปสู่ละแวกบ้าน”
อเจลกัสสปะก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งที่ ๒ ... เป็นครั้งที่๓ ว่า “ข้าพเจ้าจะขอถามเหตุบางอย่างกะท่านพระโคดม ถ้าท่านพระโคดมจะทรงทำโอกาสเพื่อทรงตอบปัญหาแก่ข้าพเจ้า”
แม้ครั้งที่ ๓ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสว่า “ดูก่อนกัสสปะ ยังมิใช่เวลาที่จะตอบปัญหา เรากำลังเข้าไปสู่ละแวกบ้าน” .
{๔๙} เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว อเจลกัสสปะได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ก็ข้าพเจ้าไม่ประสงค์จะถามท่านพระโคดมมากนัก”
“ดูก่อนกัสสปะ ท่านจงถามตามที่ท่านประสงค์เถิด”
- ๑อเจลกัสสปะ นักบวชถือเพศเปลือยชื่อว่ากัสสปะ (สํ.นิ.อ. ๔๐)
จบ ๖. ธรรมกถิกสูตร