arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย อภิสมัยสังยุตต์ · พุทธวรรค

๔. วิปัสสีสูตร เล่ม ๑๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๒–๒๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๖ ในพุทธวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค อภิสมัยสังยุตต์ พุทธวรรค วิปัสสีสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๖)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๖ หน้า ๑๐–๑๒

หน้า ๑๐

{๒๑} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาปฏิปทาเป็นไฉน คือ เพราะอวิชชานั่นแหละดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ...เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับด้วยอาการดังนี้ นี้เรียกว่าสัมมาปฏิปทา” (๓)

๔. วิปัสสีสูตร

ว่าด้วยความตรัสรู้ของพระวิปัสสีพุทธเจ้า

{๒๒}[๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี...

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระผู้มีพระ

ภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสีก่อนแต่ตรัสรู้เมื่อครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ยังมิได้ตรัสรู้ ได้มีพระปริวิตกว่า โลกนี้ถึงความยากแล้วหนอ ย่อมเกิด แก่ ตาย จุติ และอุบัติ และเมื่อเป็นเช่นนั้น ชาวโลกก็ยังไม่รู้ธรรมอันออกจากทุกข์คือชรามรณะนี้ เมื่อไรเล่า ความออกจากทุกข์คือชรามรณะนี้จักปรากฏ’

{๒๓} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความสงสัยดังนี้ว่า ‘เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชรามรณะจึงมี ชรามรณะย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย’ ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้รู้ด้วยปัญญาเพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคายว่า ‘เมื่อชาติมีอยู่ ชรามรณะจึงมี ชรามรณะย่อมมี

เพราะชาติเป็นปัจจัย’

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปฏิจจสมุปบาทสายดับชื่อว่า สัมมาปฏิปทา เพราะเป็นปฏิปทาที่อยู่ในฝ่ายวิวัฏฏะ คือ นำให้ปรารถนาความสิ้นอาสวะเข้าถึงพระนิพพานเป็นที่สุด (สํ.นิ.อ. ๒๒)
  2. ๒โลกนี้ถึงความยากแล้วหนอ หมายถึงโลกคือหมู่สัตว์ได้รับความทุกข์ (สํ.นิ.อ. ๒๔)
หน้า ๑๑

... ‘เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชาติจึงมี ชาติย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย...

เมื่อภพมีอยู่ ชาติจึงมี ชาติย่อมมีเพราะภพเป็นปัจจัย

... ‘เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ภพจึงมี ภพย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย... เมื่ออุปาทานมีอยู่ ภพจึงมี ภพย่อมมีเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย

...‘เมื่ออะไรหนอมีอยู่ อุปาทานจึงมี อุปาทานย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย .... เมื่อตัณหามีอยู่ อุปาทานจึงมี อุปาทานย่อมมีเพราะตัณหาเป็นปัจจัย,

...‘เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ตัณหาจึงมี ตัณหาย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย... เมื่อเวทนามีอยู่ ตัณหาจึงมี ตัณหาย่อมมีเพราะเวทนาเป็นปัจจัย,

....เมื่ออะไรหนอมีอยู่ เวทนาจึงมี เวทนาย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย... เมื่อผัสสะมีอยู่ เวทนาจึงมี เวทนาย่อมมีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย'

...‘เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ผัสสะจึงมี ผัสสะย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย... เมื่อสฬายตนะมีอยู่ ผัสสะจึงมี ผัสสะย่อมมีเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย'

...‘เมื่ออะไรหนอมีอยู่ สฬายตนะจึงมี สฬายตนะย่อมมีเพราะอะไร

เป็นปัจจัย .... เมื่อนามรูปมีอยู่ สฬายตนะจึงมี สฬายตนะย่อมมีเพราะนามรูปเป็นปัจจัย'

...‘เมื่ออะไรหนอมีอยู่ นามรูปจึงมี นามรูปย่อมมีเพราะอะไรเป็น

ปัจจัย ... เมื่อวิญญาณมีอยู่ นามรูปจึงมี นามรูปย่อมมีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย'

...‘เมื่ออะไรหนอมีอยู่ วิญญาณจึงมี วิญญาณย่อมมีเพราะอะไรเป็น

ปัจจัย ... เมื่อสังขารมีอยู่ วิญญาณจึงมี วิญญาณย่อมมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย’

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความสงสัย

ดังนี้ว่า ‘เมื่ออะไรหนอมีอยู่ สังขารจึงมี สังขารย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย'ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้รู้ด้วยปัญญาเพราะ

หน้า ๑๒

กระทำไว้ในใจโดยแยบคายว่า ‘เมื่ออวิชชามีอยู่ สังขารจึงมี สังขารย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมี

วิญญาณ ... เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยอาการดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ‘สมุทัย สมุทัย เหตุเกิดทุกข์เหตุเกิดทุกข์’ ดังนี้

{๒๔} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความสงสัยดังนี้ว่า ‘เมื่ออะไรหนอไม่มี ชรามรณะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชรามรณะจึงดับ' ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้รู้ด้วยปัญญาเพราะทำไว้ในใจโดยแยบคายว่า ‘เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะจึงไม่มี เพราะชาติดับ ชรามรณะจึงดับ’

...‘เมื่ออะไรหนอไม่มี ชาติจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชาติจึงดับ ... เมื่อภพไม่มี ชาติจึงไม่มี เพราะภพดับ ชาติจึงดับ'

...‘เมื่ออะไรหนอไม่มี ภพจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ภพจึงดับ ... เมื่ออุปาทานไม่มี ภพจึงไม่มี เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ’

...‘เมื่ออะไรหนอไม่มี อุปาทานจึงไม่มี เพราะอะไรดับ อุปาทานจึงดับ... เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานจึงไม่มี เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ’

...‘เมื่ออะไรหนอไม่มี ตัณหาจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ตัณหาจึงดับ ...

เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาจึงไม่มี เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ’

...‘เมื่ออะไรหนอไม่มี เวทนาจึงไม่มี เพราะอะไรดับ เวทนาจึงดับ ...

เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาจึงไม่มี เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ’

...‘เมื่ออะไรหนอไม่มี ผัสสะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ผัสสะจึงดับ ...

เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะจึงไม่มี เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ,

จบ ๔. วิปัสสีสูตร