arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย อนมตัคคสังยุตต์ · ปฐมวรรค

๓. อัสสุสูตร เล่ม ๑๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๒๕–๔๒๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๐ ในปฐมวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค อนมตัคคสังยุตต์ ปฐมวรรค อัสสุสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๖)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๖ หน้า ๒๔๓–๒๔๕

หน้า ๒๔๓

นาน ฉันนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุเพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะเบื่อหน่าย

เพียงพอที่จะคลายกำหนัด เพียงพอที่จะหลุดพ้นในสังขารทั้งปวงกัน" (๑)

๒. ปฐวีสูตร

ว่าด้วยข้ออุปมาด้วยแผ่นดิน

{๔๒๓}[๑๒๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระนครสาวัตถี ...

ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

สังสารวัฎนี้ไม่มีใครรู้ที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ เวียนว่ายตายเกิดอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ

{๔๒๔}ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษปั้นมหาปฐพีนี้ให้เป็นก้อน ๆ แต่ละก้อนเท่าเม็ดกระเบาแล้ววางไว้สมมติว่า ‘นี้เป็นพ่อเรา นี้เป็นพ่อของพ่อเรา,พ่อของพ่อบุรุษนั้นยังไม่สิ้นสุดเลย แต่ว่ามหาปฐพีนี้พึงหมดสิ้นไปเสีย ก่อนข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าสังสารวัฏนี้ไม่มีใครรู้ที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายได้

เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ เวียน

ว่ายตายเกิดอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ เธอทั้งหลายได้เสวยทุกข์ ได้เสวยความเผ็ดร้อน ได้เสวยความพินาศ ได้เพิ่มพูนป่าช้ากันมาตลอดกาลนานฉันนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุเพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะเบื่อหน่าย เพียงพอที่จะคลายกำหนัด เพียงพอที่จะหลุดพ้นในสังขารทั้งปวงกัน” (๒)

๓. อัสสุสูตร

ว่าด้วยข้ออุปมาด้วยนํ้าตากับนํ้าในมหาสมุทร

{๔๒๕}[๑๒๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระนครสาวัตถี ...

หน้า ๒๔๔

ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

สังสารวัฏนี้ไม่มีใครรู้ที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายได้ ... เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ระหว่างนํ้าตาที่หลั่งไหลของสัตว์ทั้งหลายผู้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ซึ่งครํ่าครวญร้องไห้เพราะประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่ชอบใจกันมาโดยตลอดกาลนานอย่างนี้ กับนํ้าในมหาสมุทรทั้ง ๔ อย่างไหนจะมีมากกว่ากัน”

ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์

ย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว นํ้าตาที่หลั่งไหล

ของพวกสัตว์ทั้งหลายผู้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ ซึ่งคร่ำครวญร้องไห้เพราะ

ประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่ชอบใจกันมาโดยตลอด

กาลนานอย่างนี้มีมากกว่า นํ้าในมหาสมุทรทั้ง ๔ไม่มากเลย พระพุทธเจ้าข้า”

{๔๒๖}“สาธุ สาธุ ภิกษุทั้งหลาย ถูกแล้ว ภิกษุทั้งหลาย ที่พวกเธอรู้ทั่วถึง

ธรรมที่เราแสดงแล้วอย่างนี้ น้ำตาที่หลั่งไหลของสัตว์ทั้งหลายผู้เวียนว่ายตาย

เกิดอยู่ ซึ่งคร่ำครวญร้องไห้เพราะประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่ชอบใจกันมาโดยตลอดกาลนานอย่างนี้มีมากกว่า นํ้าในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากเลย เธอทั้งหลายได้ประสบมรณกรรมของมารดาตลอดกาลนาน

พวกเธอได้ประสบความตายของมารดากันมาแล้วตลอดกาลนาน นํ้าตาที่หลั่งไหลของพวกเธอผู้ประสบความตายของมารดาครํ่าครวญร้องไห้อยู่นั้นเพราะประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่ชอบใจนั้นแหละ มีมากกว่า ส่วนนํ้าในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากเลย

พวกเธอได้ประสบความตายของบิดา... ของพี่ชายน้องชาย พี่สาวน้องสาว ... ของบุตร ... ของธิดา ... ได้ประสบกับความเสื่อมแห่งญาติ ...

ความเสื่อมแห่งโภคะ ... ความเสื่อมเพราะโรคกันมาแล้วตลอดกาลนาน น้ำตาที่หลั่งไหลของพวกเธอผู้ประสบความเสื่อมเพราะโรคคร่ำครวญร้องไห้อยู่นั้นเพราะประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่ชอบใจนั้นแหละ

หน้า ๒๔๕

มีมากกว่า ส่วนนํ้าในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะว่าสังสารวัฏนี้ไม่มีใครรู้ที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายได้ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุเพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะเบื่อหน่าย เพียงพอที่จะคลายกำหนัดเพียงพอที่จะหลุดพ้นในสังขารทั้งปวงกัน” (๓)

๔. ขีรสูตร

ว่าด้วยข้ออุปมานํ้านมกับนํ้าในมหาสมุทร

{๔๒๗}[๑๒๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระนครสาวัตถี ...

ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายสังสารวัฏนี้ไม่มีใครรู้ที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายได้ ... เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ระหว่างนํ้านมมารดาที่สัตว์ทั้งหลายผู้เวียนว่ายตายเกิดอยู่โดยกาลนานอย่างนี้ดื่มแล้ว กับนํ้าในมหาสมุทรทั้ง ๔ อย่างไหนจะมีมากกว่ากัน”

ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์

ย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว นํ้านมมารดาที่สัตว์ทั้งหลายผู้เวียนว่ายตายเกิดอยู่โดยกาลนานอย่างนี้ดื่มแล้วนั่นแลมีมากกว่า นํ้าในมหาสมุทรทั้ง ๔ไม่มากเลย”

{๔๒๘}“สาธุ สาธุ ภิกษุทั้งหลาย ถูกแล้ว ภิกษุทั้งหลาย ที่พวกเธอรู้ทั่วถึง

ธรรมที่เราแสดงแล้วอย่างนี้ นํ้านมที่สัตว์ทั้งหลายผู้เวียนว่ายตายเกิดอยู่โดย

กาลนานอย่างนี้ดื่มแล้วนั่นแลมีมากกว่า นํ้าในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากเลย

ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าสังสารวัฏนี้ไม่มีใครรู้ที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายได้... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุเพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะเบื่อหน่าย เพียงพอที่จะคลายกำหนัด เพียงพอที่จะหลุดพ้นในสังขารทั้งปวงกัน” (๔)

จบ ๓. อัสสุสูตร