arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธสังยุต จุลปัณณาสก์ · อันตวรรค

๘. อรหันตสูตร เล่ม ๑๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๙๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๐ ในอันตวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต จุลปัณณาสก์ อันตวรรค อรหันตสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๗ หน้า ๒๐๙–๒๑๐

หน้า ๒๐๙

๘. อรหันตสูตร

ว่าด้วยผู้เป็นอรหันตขีณาสพ

{๒๙๗} [๑๑๐] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุปาทานขันธ์มี ๕ เหล่านี้ อุปาทานขันธ์ ๕ คืออะไรบ้าง คือ อุปาทานขันธ์คือรูป ๑ ...อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุที่ภิกษุรู้ประจักษ์ซึ่งเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และการสลัดออกแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ตามความเป็นจริง เป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะไม่ถือมั่น ภิกษุนี้จึงเรียกได้ว่า ผู้เป็นอรหันตขีณาสพ ผู้อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว มีประโยชน์ตน อันบรรลุแล้วโดยลำดับ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อรหันตขีณาสพ พระอรหันต์ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว หมายถึงพระอริยบุคคลผู้ไม่ต้องศึกษาในไตรสิกขาอีกแล้ว (หรือเรียกว่าอเสขบุคคล) เป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา คำว่าอรหันต์ มีความหมาย ๕ อย่าง คือ (๑) ผู้ไกลจากกิเลสโดยสิ้นเชิง (๒) ผู้ทำลายข้าศึกคือกิเลสได้หมดสิ้น (๓) ผู้หักกงกำแห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้เด็ดขาด (๔) ผู้ควรรับทักษิณาอย่างยิ่ง (๕) ผู้ไม่มีที่ลับในการทำบาป คำว่า ขีณาสพ หมายถึงผู้ละกิเลสที่ชื่อว่าอาสวะ (กิเลสที่หมักดองอยู่ในสันดาน) ๔ อย่าง คือ กามาสวะ อาสวะคือกาม ภวาสวะ อาสวะคือภพ ทิฏฐาสวะ อาสวะคือทิฏฐิ และอวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชาได้เด็ดขาดแล้ว (นัย วิ.อ. ๑/๑๐๓, ที.ปา.อ. ๔๘, ม.มู.อ. ๑/๔๖-๔๗)
  2. ๒อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว หมายถึงอยู่จบธรรมเป็นเครื่องอยู่ร่วมกับครู ธรรมเป็นเครื่องอยู่อันเลิศคืออริยมรรค และธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยะ ๑๐ ประการแล้ว (ม.มู.อ. ๑/๔๗)
  3. ๓มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว หมายถึงเป็นผู้สำเร็จกิจที่เหล่าเสขบุคคลจำต้องทำด้วยอริยมรรค ๔ แล้ว กล่าวคือไม่มีกิจที่ต้องทำเกี่ยวกับการบรรลุภาวะสิ้นทุกข์อีกแล้ว (ม.มู.อ. ๑/๔๗)
  4. ๔ปลงภาระได้แล้ว หมายถึงเป็นผู้วางภาระ (สิ่งที่ต้องนำพา) ๓ อย่าง คือ ขันธภาระ ภาระคือเบญจขันธ์ กิเลสภาระ ภาระคือกิเลส และอภิสังขารภาระ ภาระคืออภิสังขาร (ได้แก่ บุญ บาป ณานสมาบัติ) ลงได้หมดแล้ว (ม.มู.อ. ๑/๔๗)
  5. ๕ประโยชน์ตน ในที่นี้หมายถึงประโยชน์อย่างยิ่งของตนคือพระอรหัตตผล (ม.มู.อ. ๑/๔๗)
หน้า ๒๑๐

ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพหมดสิ้นไปแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ ”

๙. ฉันทัปปหีนสูตร

ว่าด้วยการละความพอใจในขันธ์

{๒๙๘} [๑๑๑] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากในรูปเสีย ด้วยอาการอย่างนี้ รูปนั้นก็จักเป็นอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำไม่ให้มีในภายหลัง ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงละความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากในเวทนา... ในสัญญา... ในสังขารทั้งหลาย... ในวิญญาณเสีย ด้วยอาการอย่างนี้ วิญญาณนั้นก็จักเป็นอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำไม่ให้มีในภายหลัง ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑มีกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพหมดสิ้นแล้ว หมายถึงเป็นผู้ละกิเลสที่ชื่อว่าสังโยชน์ ๑๐ อย่าง คือ (๑) กามราคะ ความติดใจในกามคุณ (๒) ปฏิฆะ ความขัดเคืองใจ (๓) มานะ ความสำคัญตน (๔) สักกายทิฏฐิ ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน (๕) วิจิกิจฉา ความสงสัย (๖) สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรต (๗) ภวราคะ ความติดใจอยู่ในภพ (๘) อิสสา ความริษยา (๙) มัจฉริยะ ความตระหนี่ (๑) อวิชชา ความหลงไม่รู้สภาพจริง ได้อย่างเด็ดขาด (ม.มู.อ. ๑/๔๗) สังโยชน์ ๑๐ ในที่นี้เป็นอีกนัยหนี่ง ซึ่งต่างจากสังโยชน์ในพระบาลีบางแห่ง {ดู ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๕/๓๑๒}
  2. ๒หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ หมายถึงเป็นผู้มีความหลุดพ้น ๒ ประการ คือ หลุดพ้นทางจิต คือมีภาวะจิตที่หลุดพ้นจากสรรพกิเลสทั้งหลาย และหลุดพ้นทางพระนิพพาน คือ มีจิตที่น้อมอยู่ในภาวะนิพพาน จึงชื่อว่าหลุดพ้นแล้วโดยชอบ (ม.มู.อ. ๑/๔๘)

จบ ๘. อรหันตสูตร