พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธสังยุต จุลปัณณาสก์ · ธัมมกถิกวรรค
๑๐. สีลสูตร เล่ม ๑๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๑๐–๓๑๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๓ ในธัมมกถิกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรค สีลสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๗ หน้า ๒๑๘–๒๒๐
๑๐. สีลวันตสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ควรทำไว้ในใจโดยแยบคาย
{๓๑๐} [๑๒๒] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโกฏฐิตะอยู่กันที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้พระนครพาราณสี ครั้งนั้นแล ท่านพระมหาโกฏฐิตะออกจากที่พักผ่อนในเวลาเย็น เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่แล้วได้ถามว่า “ดูก่อนท่านพระสารีบุตร ภิกษุผู้มีศีลควรทำธรรมประเภทไหนไว้ในใจโดยแยบคาย’
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ภิกษุผู้มีศีลควรทำอุปาทานขันธ์ ๕ ไว้ในใจโดยแยบคายโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นดังโรค เป็นดังฝี เป็นดังลูกศร เป็นความคับแค้น เป็นอาพาธ เป็นของแปรผัน เป็นของทรุดโทรม เป็นของสูญ เป็นของไม่ใช่ตัวตน อุปาทานขันธ์ ๕ คืออะไรบ้าง คือ อุปาทานขันธ์คือรูป ๑ อุปาทานขันธ์คือเวทนา ๑ อุปาทานขันธ์คือสัญญา ๑ อุปาทานขันธ์คือสังขาร ๑ อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ ๑ ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ภิกษุผู้มีศีลควรทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ไว้ในใจโดยแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นดังโรค เป็นดังฝี เป็นดังลูกศร เป็นความคับแค้น เป็นอาพาธ เป็นของแปรผัน เป็นของทรุดโทรม เป็นของสูญ เป็นของไม่ใช่ตัวตน ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ การที่ภิกษุผู้มีศีลเมื่อทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ไว้ในใจโดยแยบคาย ... เป็นของไม่ใช่ตัวตนอยู่ จะพึงทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลได้”{๓๑๑} “ดูก่อนท่านพระสารีบุตร ภิกษุผู้เป็นโสดาบันควรทำธรรมประเภทไหนไว้ในใจโดยแยบคาย”
“ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ แม้ภิกษุผู้เป็นโสดาบันก็ควรทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ไว้ในใจโดยแยบคายโดยความเป็นของไม่เที่ยง ... เป็นของไม่ใช่ตัวตน ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ คือ การที่ภิกษุผู้เป็นโสดาบันเมื่อ
ทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ไว้ในใจโดยแยบคายโดยความเป็นของไม่เที่ยง ... เป็นของไม่ใช่ตัวตนอยู่ จะพึงทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผลได้”
{๓๑๒} “ดูก่อนท่านพระสารีบุตร ภิกษุผู้เป็นสกทาคามีควรทำธรรมประเภทไหนไว้ในใจโดยแยบคาย”
“ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ แม้ภิกษุผู้เป็นพระสกทาคามีก็ควรทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้นั่นแลไว้ในใจโดยแยบคายโดยความเป็นของไม่เที่ยง ... เป็นของไม่ใช่ตัวตน ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ขัอนี้ก็เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ การที่ภิกษุผู้เป็นสกทาคามีเมื่อทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ไว้ในใจโดยแยบคายโดยความเป็นของไม่เที่ยง ... เป็นของไม่ใช่ตัวตนอยู่ จะพึงทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผลได้”{๓๑๓} “ดูก่อนท่านพระสารีบุตร ภิกษุผู้เป็นอนาคามีควรทำธรรมประเภทไหนไว้ในใจโดยแยบคาย”
“ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ แม้ภิกษุผู้เป็นอนาคามีก็ควรทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้นั่นแลไว้ในใจโดยแยบคายโดยความเป็นของไม่เที่ยง ... เป็นของไม่ใช่ตัวตน ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ข้อนี้ก็เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ การที่ภิกษุผู้เป็นอนาคามีเมื่อทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ไว้ในใจโดยแยบคายโดยความเป็นของไม่เที่ยง ... เป็นของไม่ใช่ตัวตนอยู่ จะพึงทำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผลได้”{๓๑๔} “ดูก่อนท่านพระสารีบุตร ภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์ควรทำธรรมประเภทไหนไว้ในใจโดยแยบคาย”
“ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ แม้ภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์ก็ควรทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้นั่นแลไว้ในใจโดยแยบคายโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นดังโรค เป็นดังฝี เป็นดังลูกศร เป็นความคับแค้น เป็นอาพาธ เป็นของแปรผัน เป็นของทรุดโทรม เป็นของสูญ เป็นของไม่ใช่ตัวตน ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ กิจที่จะพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปหรือการสั่งสมกิจที่ทำแล้วย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์ และแม้ธรรมเหล่านี้ที่ภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์เจริญแล้ว ทำให้มากแล้วก็เป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบันและเพื่อสติสัมปชัญญะ”
๑๑. สุตวันตสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ควรทำไว้ในใจโดยแยบคาย
{๓๑๕} [๑๒๓] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโกฏฐิตะอยู่กันที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้พระนครพาราณสี ครั้งนั้นแล ท่านพระมหาโกฏฐิตะออกจากที่พักผ่อนในเวลาเย็น เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่แล้วได้ถามว่า “ดูก่อนท่านพระสารีบุตร ภิกษุผู้ได้สดับแล้วควรทำธรรมประเภทไหนไว้ในใจโดยแยบคาย”
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ภิกษุผู้ได้สดับแล้วควรทำอุปาทานขันธ์ ๕ ไว้ในใจโดยแยบคายโดยความเป็นของไม่เที่ยง ... เป็นของไม่ใช่ตัวตน อุปาทานขันธ์ ๕ คืออะไรบ้าง คือ อุปาทานขันธ์คือรูป ... อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ภิกษุผู้ได้สดับแล้วควรทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ไว้ในใจโดยแยบคายโดยความเป็นของไม่เที่ยง ... เป็นของไม่ใช่ตัวตน ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ การที่ภิกษุผู้ได้สดับแล้วเมื่อทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ไว้ในใจโดยแยบคายโดยความเป็นของไม่เที่ยง ... เป็นของไม่ใช่ตัวตนอยู่ จะพึงทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลได้”{๓๑๖} “ดูก่อนท่านพระสารีบุตร ภิกษุผู้เป็นโสดาบันควรทำธรรมประเภทไหน ไว้ในใจโดยแยบคาย”
“ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ แม้ภิกษุผู้เป็นโสดาบันก็ควรทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้นั่นแลไว้ในใจโดยแยบคายโดยความเป็นของไม่เที่ยง ... เป็นของไม่ใช่ตัวตน ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ การที่ภิกษุผู้เป็นโสดาบันเมื่อทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ไว้ในใจโดยแยบคายโดยความเป็นของไม่เที่ยง ... เป็นของไม่ใช่ตัวตนอยู่ จะพึงทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ... จะพึงทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ... จะพึงทำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผลได้”
จบ ๑๐. สีลสูตร