arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · อนุปทวรรค

๖. อิสิคิลิสูตร เล่ม ๑๔

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๔๗–๒๕๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๐ ในอนุปทวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ อนุปทวรรค อิสิคิลิสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๔)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๔ หน้า ๑๙๑–๑๙๕

หน้า ๑๙๑

‘จตุปริวัฏฏะ คือ แสดงอาการเวียน ๔ รอบ’ ก็ได้ ว่า ‘ธรรมาทาสะ คือ แว่นส่องธรรม’ ก็ได้ ว่า ‘อมตทุนทุภี คือ กลองบันลืออมฤต’ ก็ได้ ว่า ‘อนุตตรสังคามวิชัย คือ ชัยชนะสงครามที่ยอดเยี่ยม’ ก็ได้”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล

จบ พหุธาตุกสูตรที่ ๕

๖. อิสิคิลิสูตร

ว่าด้วยสาเหตุที่เรียกชื่อภูเขาอิสิคิลิ

{๒๔๗} [๑๓๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขาอิสิคิลิ ใกล้พระนครราชคฤห์ สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว{๒๔๘}พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามดังนี้ว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเห็นภูเขาเวภาระนั่นไหม”

ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “เห็น พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภูเขาเวภาระนั้นแลมีชื่ออย่างหนึ่ง มีบัญญัติเป็นอีกอย่างหนึ่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเห็นภูเขาปัณฑวะนั้นไหม”

“เห็น พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ภูเขาเวปัณฑวะนั่นก็มีชื่ออย่างหนึ่ง มีบัญญัติเป็นอีกอย่างหนึ่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเห็นภูเขาเวปุลละนั่นไหม”

“เห็น พระพุทธเจ้าข้า”

หน้า ๑๙๒

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ภูเขาเวปุลละนั่นก็มีชื่ออย่างหนึ่ง มีบัญญัติเป็นอีกอย่างหนึ่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเห็นภูเขาคิชฌกูฏนั่นไหม”

“เห็น พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ภูเขาคิชฌกูฏนั่นก็มีชื่ออย่างหนึ่ง มีบัญญัติเป็นอีกอย่างหนึ่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเห็นภูเขาอิสิคิลินี้ไหม”

“เห็น พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แต่ภูเขาอิสิคิลินี้แลมีชื่อก็เช่นนี้ มีบัญญัติก็เช่นนี้”

{๒๔๙} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ได้อาศัยอยู่ที่ภูเขาอิสิคิลินี้มาช้านาน พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นเมื่อกำลังเข้าไปสู่ภูเขานี้ ผู้คนก็แลเห็น แต่พอท่านเข้าไปแล้ว ผู้คนไม่เแลเห็น มนุษย์ทั้งหลายเห็นเหตุการณ์ดังนี้นั้นจึงพูดกันอย่างนี้ว่า “ภูเขาลูกนี้กลืนกินฤๅษีเหล่านี้” จึงเกิดมีชื่อขึ้นว่า “อิสิคิลิ อิสิคิลิ’ ดังนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักบอก จักระบุ จักแสดงพระนามของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง”ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “อย่างนั้นก็ดี พระพุทธเจ้าข้า”

พระนามพระปัจเจกพุทธเจ้า

{๒๕๐} [๑๓๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสดังนี้ว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าพระนามว่าอริฏฐะ ๑ อุปริฏฐะ ๑ ตครสิขี ๑ ยสัสสี ๑ สุทัสสนะ ๑ ปิยทัสสี ๑ คันธาระ ๑ ปิณโฑละ ๑ อุปาสภะ ๑ นิถะ ๑ ตถะ ๑ สุตวา ภาริตัตตะ ๑ ได้อาศัยอยู่ที่ภูเขาอิสิคิลินี้มาช้านาน

{๒๕๑} [๑๓๕] เธอทั้งหลายจงฟัง เราขอประกาศพระนามของ

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้มีธรรมเป็นสาระกว่าสรรพสัตว์

ไม่มีทุกข์ หมดความอยากได้ ทรงบรรลุพระสัมมา

หน้า ๑๙๓

สัมโพธิญาณเฉพาะพระองค์ผู้เดียว ผู้ปราศจากลูกศร

คือตัณหา ผู้สูงกว่านรชน ดังต่อไปนี้

พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้มีตัณหาที่นำไปในภพสิ้นแล้ว

มีอานุภาพมาก คือ อริฏฐพุทธ ๑ อุปริฏฐพุทธ ๑

ตครสิขีพุทธ ๑ ยสัสสีพุทธ ๑ สุทัสสนพุทธ ๑ ปิยทัสสี

พุทธ ๑ คันธารพุทธ ๑ ปิณโฑลพุทธ ๑ อุปาสภพุทธ ๑

นิถพุทธ ๑ ตถพุทธ ๑ สุตวาพุทธ ๑ ภาวิตตพุทธ ๑

สุมภพุทธ ๑ สุภพุทธ ๑ เมถุลพุทธ ๑ อัฏฐม

พุทธ ๑ อัสสุเมฆพุทธ ๑ อนิฆพุทธ ๑ สุทาฐพุทธ ๑

หิงคูพุทธ ๑ หิงคพุทธ ๑

พระมุนีชื่อชาลีมี ๒ องค์ และพระอัฏฐกพุทธ ๑

โกสัลลพุทธ ๑ อถพุทธ ๑ สุพาหุพุทธ ๑ อุปเนมิส

พุทธ ๑ เนมิสพุทธ ๑ สันตจิตตพุทธ ๑ สัจจพุทธ ๑

ตถพุทธ ๑ วิรชพุทธ ๑ ปัณฑิตพุทธ ๑

กาฬพุทธ ๑ อุปกาฬพุทธ ๑ วิชิตพุทธ ๑

ชิตพุทธ ๑ อังคพุทธ ๑ ปังคพุทธ ๑ คุติจฉิตพุทธ ๑

ปัสสีพุทธได้ละอุปธิอันเป็นมูลแห่งทุกข์ได้แล้ว ๑

อปราชิตพุทธได้ชนะมารและพลมาร ๑

สัตถาพุทธ ๑ ปวัตตาพุทธ ๑ สรภังคพุทธ ๑

โลมหังสพุทธ ๑ อุจจังคมายพุทธ ๑ อสิตพุทธ ๑

อนาสวพุทธ ๑ มโนมยพุทธ ๑ พันธุมาพุทธผู้ตัดมานะ

ได้ ๑ ตทาธิมุตพุทธ ๑ วิมลพุทธ ๑ เกตุมาพุทธ ๑

เกตุมพราคพุทธ ๑ มาตังคพุทธ ๑ อริยพุทธ ๑

อัจจุตพุทธ ๑ อัจจุตคามพุทธ ๑ พยามกพุทธ ๑

หน้า ๑๙๔

สุมังคลพุทธ ๑ ทัพพิลพุทธ ๑ สุปติฏฐิตพุทธ ๑

อสัยหพุทธ ๑ เขมาภิรตพุทธ ๑ โสรตพุทธ ๑

ทุรันนยพุทธ ๑ สังฆพุทธ ๑ อุชชยพุทธ ๑

พระมูนีชื่อสัยหะอีกองค์หนึ่งผู้มีความเพียรไม่ด้อย

พระพุทธะชื่ออานันทะ ชื่อนันทะ ชื่ออุปนันทะ ๑๒

องค์ และภารทวาชพุทธ ผู้ทรงร่างกายในภพสุดท้าย ๑

โพธิพุทธ ๑ มหานามพุทธ ๑ อุตตรพุทธ ๑ เกสี

พุทธ ๑ สิขีพุทธ ๑ สุนทรพุทธ ๑ ภารทวาชพุทธ ๑

ติสสพุทธ ๑ อุปติสสพุทธผู้ตัดกิเลสเครื่องผูกในภพ

ได้ ๑ อุปสีทรีพุทธ ๑ และสีทรีพุทธผู้ตัดตัณหาได้ ๑

มังคลพุทธเป็นผู้ปราศจากราคะ ๑ อสุภพุทธผู้ตัด

เครือข่ายตัณหาอันเป็นมูลแห่งทุกข์ ๑ อุปณีตพุทธผู้ได้

บรรลุบทอันสงบ ๑ อุโปสถพุทธ ๑ สุนทรพุทธ ๑

สัจจนามพุทธ ๑

เชตพุทธ ๑ ชยันตพุทธ ๑ ปทุมพุทธ ๑ อุปปล

พุทธ ๑ ปทุมุตตรพุทธ ๑ รักขิตพุทธ ๑ ปัพพตพุทธ ๑

มานัตถัทธพุทธ ๑ โสภิตพุทธ ๑ วีตราคพุทธ ๑

กัณหพุทธผู้มีจิตพ้นวิเศษดีแล้ว ๑

พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้มีอานุภาพมากเหล่านี้และอื่นๆ

ผู้มีตัณหาที่นำไปในภพสิ้นแล้ว เธอทั้งหลายจงไหว้

พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ผู้ล่วงพ้นเครื่องข้อง

ทั้งปวงได้แล้ว ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้มีคุณนับไม่

ถ้วน ผู้ปรินิพพานแล้วกันเถิด

จบ อิสิคิลิสูตรที่ ๖

หน้า ๑๙๕

๗. มหาจัตตารีสกสูตร

ว่าด้วยโลกิยมรรคและโลกุตตรมรรค

{๒๕๒} [๑๓๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว

{๒๕๓} พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอริยสัมมาสมาธิที่มีเหตุปัจจัยมีองค์ประกอบแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังสัมมาสมาธินั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “อย่างนั้นก็ดี พระพุทธเจ้าข้า”

องค์ประกอบของอริยสมาธิ ๗

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อริยสัมมาสมาธิที่มีเหตุปัจจัย มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตเตกัคคตาอันห้อมล้อมด้วยองค์ประกอบ ๗ ประการเหล่านี้แล เรียกว่า ‘อริยสัมมาสมาธิที่ ‘มีเหตุปัจจัย’ บ้าง ‘มีองค์ประกอบ’ บ้าง{๒๕๔} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ประกอบ ๗ ประการนั้น สัมมาทิฏฐิจัดเป็นประธาน ก็สัมมาทิฏฐิเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุย่อมรู้มิจฉาทิฏฐิว่าเป็นความเห็นผิด ย่อมรู้สัมมาทิฎฐิว่าเป็นความเห็นชอบ ความรู้ของเธอนั้นจัดเป็นสัมมาทิฏฐิ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อริยสัมมาสมาธิ หมายถึงสมาธิในองค์มรรค ซึ่งปราศจากโทษคือเป็นโลกุตตระ (ม.อุ.อ. ๙๒)

จบ ๖. อิสิคิลิสูตร