arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · วิภังควรรค

๒. อานันทภัทเทกรัตตสูตร เล่ม ๑๔

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๓๕–๕๔๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๒ ในวิภังควรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ วิภังควรรค อานันทภัทเทกรัตตสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๔)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๔ หน้า ๓๖๒–๓๖๘

หน้า ๓๖๒

พระมุนีผู้สงบย่อมเรียกบุคคลผู้มีปกติอยู่อย่างนี้

มีความเพียร ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืน

นั้นแลว่า ‘ผู้มีราตรีเดียวเจริญ’

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำที่เรากล่าวไว้ว่า ‘เราจักแสดงอุทเทสและวิภังค์ ของบุคคลผู้มีราตรีเดียวเจริญแก่เธอทั้งหลายนั้น เราอาศัยเนื้อความดังนี้ กล่าวแล้วด้วยประการฉะนี้’

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล

จบ ภัทเทกรัตตสูตรที่ ๑

๒. อานันทภัทเทกรัตตสูตร

ว่าด้วยพระอานนท์แสดงภัทเทกรัตตธรรม

{๕๓๕} [๒๗๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้ชี้แจงภิกษุทั้งหลายในอุปัฏฐานศาลาให้แจ่มแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา และกล่าวอุทเทสและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีเดียวเจริญ{๕๓๖} ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากที่ทรงหลีกเร้นในเวลาเย็น เสด็จเข้าไปยังอุปัฏฐานศาลา ครั้นแล้วจึงประทับนั่ง ณ อาสนะที่ปูลาดไว้ พอประทับนั่งเรียบร้อยแล้วจึงตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใครหนอแลชี้แจงพวกภิกษุในอุปัฏฐานศาลาให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาและกล่าวอุทเทสและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีเดียวเจริญ”ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ท่านพระอานนท์ พระพุทธเจ้าข้า”

หน้า ๓๖๓

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามท่านพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ เธอได้ชี้แจงภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา และกล่าวอุทเทสและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีเดียวเจริญอย่างไรเล่า”{๕๓๗} ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้ชี้แจงภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วย ธรรมีกถา ได้กล่าวอุทเทสและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีเดียวเจริญอย่างนี้ว่า

บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรมุ่ง

หวังถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง สิ่งใดล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็เป็น

อันละไปแล้ว และสิ่งที่ยังไม่มาถึงก็เป็นอันยังไม่มาถึง

ก็บุคคลใดเห็นแจ้งธรรมปัจจุบันอันไม่ง่อนแง่น

ไม่คลอนแคลนในธรรมนั้น ๆ ได้ บุคคลนั้นพึงเจริญ

ธรรมนั้นเนือง ๆ ให้ปรุโปร่งเถิด

พึงทำความเพียรเสียในวันนี้แหละ ใครเล่าจะรู้ได้

ว่าความตายจะมีในวันพรุ่งนี้ เพราะว่าการขอผ่อนผัน

กับมัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่นั้นย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลายเลย

พระมุนีผู้สงบย่อมเรียกบุคคลผู้มีปกติอยู่อย่างนี้

มีความเพียร ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืน

นั้นแลว่า ‘ผู้มีราตรีเดียวเจริญ’

{๕๓๘} [๒๗๗] ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างไร

คือ รำพึงถึงความเพลิดเพลินในเรื่องนั้น ๆ ว่า ในอดีต เราได้มีรูปอย่างนี้ ได้มีเวทนาอย่างนี้ ได้มีสัญญาอย่างนี้ ได้มีสังขารอย่างนี้ ได้มี

หน้า ๓๖๔

วิญญาณอย่างนี้’ ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แลชื่อว่าคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว

{๕๓๙} ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างไร

คือ ไม่รำพึงถึงความเพลิดเพลินในเรื่องนั้น ๆ ว่า ‘ในอดีต เราได้มีรูปอย่างนี้ ได้มีเวทนาอย่างนี้ ได้มีสัญญาอย่างนี้ ได้มีสังขารอย่างนี้ ได้มีวิญญาณอย่างนี้’ ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แลชื่อว่าไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว{๕๔๐} ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมมุ่งหวังถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึงอย่างไร

คือ รำพึงถึงความเพลิดเพลินในเรื่องนั้น ๆ ว่า ‘ในอนาคต ขอเราพึงมีรูปอย่างนี้ พึงมีเวทนาอย่างนี้ พึงมีสัญญาอย่างนี้ พึงมีสังขารอย่างนี้ พึงมีวิญญาณอย่างนี้’ ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แลชื่อว่ามุ่งหวังถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง{๕๔๑} ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมไม่มุ่งหวังถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึงอย่างไร

คือ ไม่รำพึงถึงความเพลิดเพลินในเรื่องนั้น ๆ ว่า ‘ในอนาคต ขอเราพึงมีรูปอย่างนี้ พึงมีเวทนาอย่างนี้ พึงมีสัญญาอย่างนี้ พึงมีสังขารอย่างนี้ พึงมีวิญญาณอย่างนี้’ ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แลชื่อว่าไม่มุ่งหวังถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง{๕๔๒} ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมง่อนแง่นในธรรมปัจจุบันอย่างไร

คือ ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วในโลกนี้ ผู้ไม่ได้พบพระอริยเจ้าทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า

หน้า ๓๖๕

ไม่ได้พบสัตบุรุษทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมเล็งเห็นรูปโดยความเป็นอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาว่ามีรูปบ้าง เล็งเห็นรูปในอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาในรูปบ้าง

ย่อมเล็งเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาว่ามีเวทนาบ้าง เล็งเห็นเวทนาในอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาในเวทนาบ้าง

ย่อมเล็งเห็นสัญญาโดยความเป็นอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาว่ามีสัญญาบ้าง เล็งเห็นสัญญาในอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาในสัญญาบ้าง

ย่อมเล็งเห็นสังขารโดยความเป็นอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาว่ามีสังขารบ้าง เล็งเห็นสังขารในอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาในสังขารบ้าง

ย่อมเล็งเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาว่ามีวิญญาณบ้าง เล็งเห็นวิญญาณในอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาในวิญญาณบ้าง

ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แลชื่อว่าง่อนแง่นในธรรมปัจจุบัน

{๕๔๓} ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมไม่ง่อนแง่นในธรรมปัจจุบันอย่างไร

คือ อริยสาวกผู้สดับแล้วในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ได้พบพระอริยเจ้าทั้งหลาย ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า ได้พบสัตบุรุษทั้งหลาย ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษฺ ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมไม่เล็งเห็นรูปโดยความเป็นอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาว่ามีรูปบ้าง ไม่เล็งเห็นรูปในอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาในรูปบ้างย่อมไม่เล็งเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาว่ามีเวทนาบ้าง ไม่เล็งเห็นเวทนาในอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาในเวทนาบ้าง

ย่อมไม่เล็งเห็นสัญญาโดยความเป็นอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาว่ามีสัญญาบ้าง ไม่เล็งเห็นสัญญาในอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาในสัญญาบ้าง

หน้า ๓๖๖

ย่อมไม่เล็งเห็นสังขารโดยความเป็นอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาว่ามีสังขารบ้าง ไม่เล็งเห็นสังขารในอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาในสังขารบ้างย่อมไม่เล็งเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาว่ามีวิญญาณบ้าง ไม่เล็งเห็นวิญญาณในอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาในวิญญาณบ้างดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แลชื่อว่าไม่ง่อนแง่นในธรรมปัจจุบัน

{๕๔๔} บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรมุ่ง

หวังถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง สิ่งใดล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็เป็น

อันละไปแล้ว และสิ่งที่ยังไม่มาถึงก็เป็นอันยังไม่มาถึง

ก็บุคคลใดเห็นแจ้งธรรมปัจจุบันอันไม่ง่อนแง่น

ไม่คลอนแคลนในธรรมนั้น ๆ ได้ บุคคลนั้นพึงเจริญ

ธรรมนั้นเนือง ๆ ให้ปรุโปร่งเถิด

พึงทำความเพียรเสียในวันนี้แหละ ใครเล่าจะรู้ได้

ว่าความตายจะมีในวันพรุ่งนี้ เพราะว่าการขอผ่อนผัน

กับมัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่นั้นย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลายเลย

พระมุนีผู้สงบย่อมเรียกบุคคลผู้มีปกติอยู่อย่างนี้

มีความเพียร ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืน

นั้นแลว่า ‘ผู้มีราตรีเดียวเจริญ’

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้ชี้แจงภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา ได้กล่าวอุทเทสและวิภังค์ ของบุคคลผู้มีราตรีเดียวเจริญอย่างนี้แล”{๕๔๕} [๒๗๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “สาธุ สาธุ อานนท์ ดีแล้วละที่เธอชี้แจงภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา ได้กล่าวอุทเทสและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีเดียวเจริญว่า

หน้า ๓๖๗

‘บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างไร ... พระมุนีผู้สงบย่อมเรียกบุคคลนั้นแลว่า ‘ผู้มีราตรีเดียวอันเจริญ’ ดังนี้{๕๔๖} ดูก่อนอานนท์ ก็บุคคลย่อมคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างไร ...

ดูก่อนอานนท์ อย่างนี้แลชื่อว่าคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว

ดูก่อนอานนท์ ก็บุคคลย่อมไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างไร ...

ดูก่อนอานนท์ อย่างนี้แลชื่อว่าไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว

ดูก่อนอานนท์ ก็บุคคลย่อมมุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึงอย่างไร ...

ดูก่อนอานนท์ อย่างนี้แลชื่อว่ามุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง

ดูก่อนอานนท์ ก็บุคคลย่อมไม่มุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึงอย่างไร ...

ดูก่อนอานนท์ อย่างนี้แลชื่อว่าไม่มุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง

ดูก่อนอานนท์ ก็บุคคลย่อมง่อนแง่นในธรรมปัจจุบันอย่างไร ...

ดูก่อนอานนท์ อย่างนี้แลชื่อว่าง่อนแง่นในธรรมปัจจุบัน

ดูก่อนอานนท์ ก็บุคคลย่อมไม่ง่อนแง่นในธรรมปัจจุบันอย่างไร ..

ดูก่อนอานนท์ อย่างนี้แลชื่อว่าไม่ง่อนแง่นในธรรมปัจจุบัน

{๕๔๗} บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ... พระมุนีผู้สงบย่อมเรียกบุคคลนั้นแลว่า ‘ผู้มีราตรี เดียวอันเจริญ’พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล

จบ อานันทภัทเทกรัตตสูตรที่ ๒

หน้า ๓๖๘

๓. มหากัจจานภัทเทกรัตตสูตร

ว่าด้วยพระมหากัจจานะแสดงภัทเทกรัตตธรรม

{๕๔๘} [๒๗๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ วัดตโปทาราม ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล ท่านพระสมิทธิลุกขึ้นในราตรีตอนใกล้รุ่ง เข้าไปยังบ่อนํ้าร้อนตโปทาเพื่อสรงนํ้า ครั้นสรงนํ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้ขึ้นมานุ่งสบง ผืนเดียวยืนผึ่งตัวให้แห้งอยู่ ขณะนั้นเมื่อราตรีจะพ้นไป มีเทวดาตนหนึ่งมีรัศมีงามยิ่ง ส่องบ่อน้ำร้อนตโปทาให้สว่างไสว เข้าไปหาท่านพระสมิทธิยังที่ที่ยืนอยู่นั้น แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งเทวดานั้นยืนเรียบร้อยแล้วจึงกล่าวกะท่านพระสมิทธิดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุ ท่านทรงจำอุทเทสและวิภังค์ของบุคคลผู้ราตรีเดียวเจริญได้ไหม”

{๕๔๙} ท่านพระสมิทธิกล่าวว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เราทรงจำไม่ได้ ก็ท่านเล่าทรงจำได้หรือ”

“ดูก่อนภิกษุ แม้ข้าพเจ้าเองก็ทรงจำไม่ได้ และท่านทรงจำคาถาแสดงราตรีเดียวเจริญได้ไหม”

“ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เราทรงจำไม่ได้ ก็ท่านเล่าทรงจำได้หรือ

“ดูก่อนภิกษุ แม้ข้าพเจ้าเองก็ทรงจำไม่ได้ ขอท่านจงศึกษา เล่าเรียนและทรงจำอุทเทสและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีเดียวเจริญไว้เถิด เพราะอุทเทสและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีเดียวจริญล้วนมีประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์”

เทวดานั้นกล่าวดังนี้แล้วได้อันตรธานไป ณ ที่นั้นเอง

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ หมายถึงเป็นข้อปฏิบัติอันเป็นบุรพภาคส่วนเบื้องต้นแห่งการบรรลุมรรคผล (ม.ม.อ. ๒๕๗, ม.อุ.อ. ๑๗๗)

จบ ๒. อานันทภัทเทกรัตตสูตร