พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · วิภังควรรค
๓. มหากัจจานภัทเทกรัตตสูตร เล่ม ๑๔
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๔๘–๕๖๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๒ ในวิภังควรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ วิภังควรรค มหากัจจานภัทเทกรัตตสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๔)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๔ หน้า ๓๖๘–๓๘๑
๓. มหากัจจานภัทเทกรัตตสูตร
ว่าด้วยพระมหากัจจานะแสดงภัทเทกรัตตธรรม
{๕๔๘} [๒๗๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ วัดตโปทาราม ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล ท่านพระสมิทธิลุกขึ้นในราตรีตอนใกล้รุ่ง เข้าไปยังบ่อนํ้าร้อนตโปทาเพื่อสรงนํ้า ครั้นสรงนํ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้ขึ้นมานุ่งสบง ผืนเดียวยืนผึ่งตัวให้แห้งอยู่ ขณะนั้นเมื่อราตรีจะพ้นไป มีเทวดาตนหนึ่งมีรัศมีงามยิ่ง ส่องบ่อน้ำร้อนตโปทาให้สว่างไสว เข้าไปหาท่านพระสมิทธิยังที่ที่ยืนอยู่นั้น แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งเทวดานั้นยืนเรียบร้อยแล้วจึงกล่าวกะท่านพระสมิทธิดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุ ท่านทรงจำอุทเทสและวิภังค์ของบุคคลผู้ราตรีเดียวเจริญได้ไหม”
{๕๔๙} ท่านพระสมิทธิกล่าวว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เราทรงจำไม่ได้ ก็ท่านเล่าทรงจำได้หรือ”
“ดูก่อนภิกษุ แม้ข้าพเจ้าเองก็ทรงจำไม่ได้ และท่านทรงจำคาถาแสดงราตรีเดียวเจริญได้ไหม”
“ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เราทรงจำไม่ได้ ก็ท่านเล่าทรงจำได้หรือ
“ดูก่อนภิกษุ แม้ข้าพเจ้าเองก็ทรงจำไม่ได้ ขอท่านจงศึกษา เล่าเรียนและทรงจำอุทเทสและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีเดียวเจริญไว้เถิด เพราะอุทเทสและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีเดียวจริญล้วนมีประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์”
เทวดานั้นกล่าวดังนี้แล้วได้อันตรธานไป ณ ที่นั้นเอง
- ๑เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ หมายถึงเป็นข้อปฏิบัติอันเป็นบุรพภาคส่วนเบื้องต้นแห่งการบรรลุมรรคผล (ม.ม.อ. ๒๕๗, ม.อุ.อ. ๑๗๗)
{๕๕๐} [๒๘๐] ครั้งนั้นแล ท่านพระสมิทธิพอล่วงราตรีนั้นไปแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังที่ประทับ ครั้นแล้วจึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พอนั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อคืนนี้ตอนใกล้รุ่ง ข้าพระองค์ลุกขึ้นเข้าไปยังบ่อน้ำร้อนตโปทาเพื่อสรงน้ำ ครั้นสรงนํ้าเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงขึ้นมานุ่งผ้าสบงผืนเดียวยืนผึ่งตัวให้แห้งอยู่ ขณะนั้นเมื่อราตรีจะผ่านพ้นไป มีเทวดาตนหนึ่งมีรัศมีงามยิ่ง ส่องบ่อน้ำร้อนตโปทาให้สว่างไสวไปทั่ว เข้าไปหาข้าพระองค์ยังที่ที่ยืนอยู่นั้น แล้วได้ยืน ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง
ยืนเรียบร้อยแล้วก็กล่าวถามข้าพระองค์ดังนี้ว่า ‘ดูก่อนภิกษุ ท่านทรงจำอุทเทสและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีเดียวเจริญได้ไหม’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญเมื่อเทวดานั้นกล่าวแล้วอย่างนี้ ข้าพระองค์ได้กล่าวกะเทวดานั้นดังนี้ว่า ‘ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เราทรงจำไม่ได้ ก็ท่านเล่าทรงจำได้หรือ’ เทวดานั้นกล่าวว่า ‘ดูก่อนภิกษุ แม้ข้าพเจ้าเองก็ทรงจำไม่ได้ และท่านทรงจำคาถาแสดงราตรีเดียวเจริญได้ไหม’ ข้าพระองค์ตอบว่า ‘ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เราทรงจำไม่ได้ ก็ท่านเล่าทรงจำได้หรือ’ เทวดานั้นกล่าวว่า ‘ดูก่อนภิกษุ แม้ข้าพเจ้าเองก็ทรงจำไม่ได้ ขอท่านจงศึกษาเล่าเรียน และทรงจำอุทเทสและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีเดียวเจริญไว้เถิด เพราะอุทเทสและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีเดียวเจริญล้วนมีประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์’ เทวดานั้นกล่าวดังนี้แล้วได้อันตรธานไป ณ ที่นั้นเอง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดแสดงอุทเทสและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีเดียวเจริญแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด”{๕๕๑} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ ถ้าเช่นนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ท่านพระสมิทธิทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พร้อมแล้ว พระเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสดังนี้ว่า
บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรมุ่ง
หวังถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง สิ่งใดล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็เป็น
อันละไปแล้ว และสิ่งที่ยังไม่มาถึงก็เป็นอันยังไม่มาถึง
ก็บุคคลใดเห็นแจ้งธรรมปัจจุบันอันไม่ง่อนแง่น
ไม่คลอนแคลนในธรรมนั้น ๆ ได้ บุคคลนั้นพึงเจริญ
ธรรมนั้นเนือง ๆ ให้ปรุโปร่งเถิด
พึงทำความเพียรเสียในวันนี้แหละ ใครเล่าจะรู้ได้
ว่าความตายจะมีในวันพรุ่งนี้ เพราะว่าการขอผ่อนผัน
กับมัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่นั้นย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลายเลย
พระมุนีผู้สงบย่อมเรียกบุคคลผู้มีปกติอยู่อย่างนี้
มีความเพียร ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืน
นั้นแลว่า ‘ผู้มีราตรีเดียวเจริญ’ ดังนี้แล
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระคาถาประพันธ์ดังนี้ ครั้นแล้วพระองค์ผู้เป็นพระสุคตเจ้าจึงทรงลุกจากอาสนะเสด็จเข้าไปยังพระวิหาร
พวกภิกษุปรึกษากันถึงอุทเทส
{๕๕๒} ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จหลีกไปแล้วไม่นาน ภิกษุเหล่านั้นจึงได้มีข้อปรึกษากันอย่างนี้ว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอุทเทสโดยย่อแก่พวกเราว่า
บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรมุ่ง
หวังถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง สิ่งใดล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็เป็น
อันละไปแล้ว และสิ่งที่ยังไม่มาถึงก็เป็นอันยังไม่มาถึง
ก็บุคคลใดเห็นแจ้งธรรมปัจจุบันอันไม่ง่อนแง่น ไม่
คลอนแคลนในธรรมนั้น ๆ ได้ บุคคลนั้นพึงเจริญ
ธรรมนั้นเนืองๆ ให้ปรุโปร่งเถิด
พึงทำความเพียรเสียในวันนี้แหละ ใครเล่าจะรู้ได้
ว่าความตายจะมีในวันพรุ่งนี้ เพราะว่าการขอผ่อนผัน
กับมัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่นั้นย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลายเลย
พระมุนีผู้สงบย่อมเรียกบุคคลผู้มีปกติอยู่อย่างนี้
มีความเพียรไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืน
นั้นแลว่า ‘ผู้มีราตรีเดียวเจริญ’ ดังนี้แล
มิได้ทรงจำแนกเนื้อความโดยพิสดาร ก็ทรงลุกออกจากอาสนะเสด็จเข้าไปยังพระวิหารแล้ว ใครหนอแลจะพึงจำแนกเนื้อความแห่งอุทเทสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโดยย่อนี้ให้พิสดารได้”
ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า “ท่านพระมหากัจจานะ นี้แลเป็นผู้ที่พระศาสดาทรงสรรเสริญไว้ และเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ผู้เป็นวิญญูชนก็ยกย่องกันแล้ว ก็ท่านพระมหากัจจานะคงพอจะจำแนกเนื้อความแห่งอุทเทสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโดยย่อนี้ให้พิสดารได้ ถ้ากระไร พวกเราพึงเข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะยังที่อยู่ แล้วสอบถามเนื้อความนี้กะท่านพระมหากัจจานะกันเถิด”{๕๕๓} [๒๘๑] ต่อนั้นไป ภิกษุเหล่านั้นจึงเข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะยังที่อยู่ แล้วได้ปราศรัยกับท่านพระมหากัจจานะ ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พอนั่งเรียบร้อยแล้วได้ กล่าวกะท่านพระมหากัจจานะดังนี้ว่า “ท่านกัจจานะ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอุทเทสโดยย่อแก่พวกกระผมว่า
บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ...
พระมุนีผู้สงบย่อมเรียกบุคคล...นั้นแลว่า ‘ผู้มี
ราตรีเดียวเจริญ’
ดังนี้แล มิได้ทรงจำแนกเนื้อความโดยพิสดาร ก็ทรงลุกออกจากอาสนะเสด็จเข้าไปยังพระวิหารแล้ว ดูก่อนท่านกัจจานะ ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จหลีกไปแล้วไม่นาน พวกกระผมนั้นได้มีข้อปรึกษากันดังนี้ว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอุทเทสโดยย่อแก่พวกเราว่า
บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ...
พระมุนีผู้สงบย่อมเรียกบุคคล...นั้นแลว่า ‘ผู้มี
ราตรีเดียวเจริญ’
ดังนี้แล มิได้ทรงจำแนกเนื้อความโดยพิสดาร ก็ทรงลุกออกจากอาสนะเสด็จเข้าไปยังพระวิหารแล้ว ใครหนอแลจะพึงจำแนกเนื้อความแห่งอุทเทสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโดยย่อนี้ให้พิสดารได้” ดูก่อนท่านกัจจานะ พวกกระผมนั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ‘ท่านพระมหากัจจานะนี้แลเป็นผู้ที่พระศาสดาทรงสรรเสริญไว้ และเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ผู้เป็นวิญญูชนก็ยกย่องกัน แล้ว ก็ท่าน พระมหากัจจานะพอที่จะจำแนกเนื้อความแห่งอุทเทสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโดยย่อนี้ให้พิสดารได้ ถ้ากระไร พวกเราพึงเข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะยังที่อยู่ แล้วพึงสอบถามเนื้อความนี้กะท่านพระมหากัจจานะกันเถิด’ ดังนี้ ขอให้ท่านพระมหากัจจานะช่วยจำแนกเนื้อความให้ฟังด้วยเถิด”
อุปมาด้วยผู้ต้องการไม้แก่น
{๕๕๔} ท่านพระมหากัจจานะกล่าวว่า “ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษคนหนึ่งมีความต้องการแก่นไม้ เสาะหาแก่นไม้ เที่ยวแสวงหาแก่นไม้อยู่ เมื่อมีต้นไม้ที่มีแก่นยืนต้นอยู่ กลับมองข้ามโคนต้นและลำต้นเสีย เข้าใจไปว่า
จะหาแก่นได้ที่กิ่งและใบ ฉันใด ข้ออุปมัยนี้ก็ฉันนั้น เมื่อพระศาสดาทรงปรากฏอยู่ต่อหน้าท่านทั้งหลาย แต่ท่านทั้งหลายกลับมองข้ามพระองค์ไปเสีย แล้วมาเข้าใจว่าเนื้อความนี้จะสอบถามได้ที่ผม ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงรู้ธรรรมที่ควรรู้ ทรงเห็นธรรมที่ควรเห็น ทรงมีพระจักษุ มีพระญาณ ทรงเป็นธรรม เป็นพรหม เป็นผู้เผยแผ่ เป็นผู้ประกาศ เป็นผู้ขยายเนื้อความ เป็นผู้ประทานอมตธรรม เป็นเจ้าของแห่งธรรม เป็นพระตถาคต และเวลานี้ก็เป็นเวลาอันสมควรที่ท่านทั้งหลายจะทูลถามเนื้อความนี้ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์ทรงพยากรณ์แก่พวกท่านอย่างใด พวกท่านพึงทรงจำข้อนั้นไว้อย่างนั้นเถิด”ภิกษุเหล่านั้นได้กล่าวตอบว่า ‘ท่านกัจจานะ แท้จริงพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรู้ธรรมที่ควรรู้ ทรงเห็นธรรมที่ควรเห็น ทรงมีพระจักษุ มีพระญาณ ทรงเป็นธรรม เป็นพรหม เป็นผู้เผยแผ่ เป็นผู้ประกาศ เป็นผู้ขยายเนื้อความ เป็นผู้ประทานอมตธรรม เป็นเจ้าของแห่งธรรม เป็นพระตถาคต และเวลานี้ก็เป็นเวลาอันสมควรที่พวกกระผมจะทูลถามเนื้อความนี้ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ทรงพยากรณ์อย่างใด พวกกระผมพึงทรงจำข้อนั้นไว้อย่างนั้น ก็จริงอยู่แล แต่ว่าท่านมหากัจจานะเป็นผู้ที่พระศาสดาทรงสรรเสริญไว้ และเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ผู้รู้ทั้งหลายก็ยกย่องกันแล้ว ทั้งท่านมหากัจจานะเองก็สามารถจะแจกแจงเนื้อความแห่งอุทเทสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้โดยย่อไม่ทรงแจกแจงโดยพิสดารให้พิสดารได้ ขอท่านมหากัจจานะจงชี้แจงเถิด อย่าทำความหนักใจเลย”ท่านพระมหากัจจานะจึงกล่าวว่า “ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี ผมจะกล่าวให้ฟัง” ภิกษุเหล่านั้นรับคำแล้ว
{๕๕๕} ท่านมหากัจจานะจึงได้กล่าวดังนี้ว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอุทเทสโดยย่อแก่เราทั้งหลายว่า
บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ...
พระมุนีผู้สงบย่อมเรียกบุคคล...นั้นแลว่า ‘ผู้มี
ราตรีเดียวเจริญ’
ดังนี้แล มิได้ทรงจำแนกเนื้อความโดยพิสดารแล้วทรงลุกจากอาสนะเสด็จเข้าไปยังพระวิหารนี้แล ข้าพเจ้าทราบเนื้อความโดยพิสดารอย่างนี้
ผู้คำนึงถึงและไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว
{๕๕๖} [๒๘๒] ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไป แล้วอย่างไร
คือ มีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะในจักษุและรูปว่า ‘ในอดีต จักษุของเราได้เป็นดังนี้ รูปได้เป็นดังนี้ เพราะมีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะ จึงเพลิดเพลินจักษุและรูปนั้น เมื่อเพลิดเพลินอยู่ จึงชื่อว่าคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว...
มีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะในโสตะและเสียงว่า ‘ในอดีต โสตะของเราได้เป็นดังนี้ เสียงได้เป็นดังนี้ ...
มีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะในฆานะและกลิ่นว่า ‘ในอดีต ฆานะของเราได้เป็นดังนี้ กลิ่นได้เป็นดังนี้ ...
มีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะในชิวหาและรสว่า ‘ในอดีต ชิวหาของเราได้เป็นดังนี้ รสได้เป็นดังนี้ ...
มีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะในกายและโผฏฐัพพะว่า ‘ในอดีต กายของเราได้เป็นดังนี้ โผฏฐัพพะได้เป็นดังนี้ ...
- ๑ฉันทราคะ ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ความพอใจรักใคร่ หรือความยินดีพอใจ
มีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะในมโนและธรรมารมณ์ว่า ‘ในอดีตมโนของเราได้เป็นดังนี้ ธรรมารมณ์ได้เป็นดังนี้’ เพราะมีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะ จึงเพลิดเพลินมโนและธรรมารมณ์นั้น เมื่อเพลิดเพลินอยู่ จึงชื่อว่าคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แลชื่อว่าคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว{๕๕๗} ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างไร
คือ ไม่มีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะในจักษุและรูปว่า ‘ในอดีต จักษุของเราได้เป็นดังนี้ รูปได้เป็นดังนี้’ เพราะไม่มีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะ จึงไม่เพลิดเพลินจักษุและรูปนั้น เมื่อไม่เพลิดเพลินอยู่ จึงชื่อว่าไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วไม่มีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะในโสตะและเสียงว่า ‘ในอดีต โสตะของเราได้เป็นดังนี้ เสียงได้เป็นดังนี้’ ...
ไม่มีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะในฆานะและกลิ่นว่า ‘ในอดีต ฆานะของเราได้เป็นดังนี้ กลิ่นได้เป็นดังนี้’ ...
ไม่มีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะในชิวหาและรสว่า ‘ในอดีต ชิวหาของเราได้เป็นดังนี้ รสได้เป็นดังนี้’ ...
ไม่มีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะในกายและโผฏฐัพพะว่า ‘ในอดีต กายของเราได้เป็นดังนี้ โผฏฐัพพะได้เป็นดังนี้’ ...
ไม่มีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะในมโนและธรรมารมณ์ว่า ‘ในอดีต มโนของเราได้เป็นดังนี้ ธรรมารมณ์ได้เป็นดังนี้’ เพราะไม่มีความรู้สึกเนื่อง
- ๑มโน สภาพรู้หรือใจรับรู้อารมณ์ ในที่นี้หมายถึงภวังคจิต (จิตที่เป็นองค์แห่งภพ หรือจิตที่เป็นพื้นอยู่ระหว่างปฏิสนธิและจุติ) ธรรมารมณ์ อารมณ์ทางใจ สิ่งที่ใจนึกคิด ได้แก่ ธรรมารมณ์ที่เป็นไปในภูมิ ๓ (นัย ม.อุ.อ. ๑๗๘)
ด้วยฉันทราคะ จึงไม่เพลิดเพลินมโนและธรรมารมณ์นั้น เมื่อไม่เพลิดเพลินอยู่ จึงชื่อว่าไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แลชื่อว่าไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว
ผู้มุ่งหวังและไม่มุ่งหวังถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง
{๕๕๘} [๒๘๓] ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมมุ่งหวังถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึงอย่างไร
คือ บุคคลตั้งจิตเพื่อจะได้สิ่งที่ตนยังไม่ได้ว่า ‘ในอนาคต ขอให้จักษุของเราพึงเป็นดังนี้ ขอให้รูปพึงเป็นดังนี้’ เพราะความตั้งจิตไว้เป็นปัจจัย จึงเพลิดเพลินจักษุและรูปนั้น เมื่อเพลิดเพลินอยู่ จึงชื่อว่ามุ่งหวังถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึงบุคคลตั้งจิตเพื่อจะได้สิ่งที่ตนยังไม่ได้ว่า ‘ในอนาคต ขอให้โสตะของเราพึงเป็นดังนี้ ขอให้เสียงพึงเป็นดังนี้’...
บุคคลตั้งจิตเพื่อจะได้สิ่งที่ตนยังไม่ได้ว่า ‘ในอนาคต ขอให้ฆานะของเราพึงเป็นดังนี้ ขอให้กลิ่นพึงเป็นดังนี้’...
บุคคลตั้งจิตเพื่อจะได้สิ่งที่ตนยังไม่ได้ว่า ‘ในอนาคต ขอให้ชิวหาของเราพึงเป็นดังนี้ ขอให้รสพึงเป็นดังนี้’...
บุคคลตั้งจิตเพื่อจะได้สิ่งที่ตนยังไม่ได้ว่า ‘ในอนาคต. ขอให้กายของเรา พึงเป็นดังนี้ ขอให้โผฏฐัพพะพึงเป็นดังนี้’...
บุคคลตั้งจิตเพื่อจะได้สิ่งที่ตนยังไม่ได้ว่า ‘ในอนาคต ขอให้มโนของเรา พึงเป็นดังนี้ ขอให้ธรรมารมณ์พึงเป็นดังนี้’ เพราะความตั้งจิตไว้เป็นปัจจัย จึงเพลิดเพลินมโนและธรรมารมณ์ เมื่อเพลิดเพลินอยู่ จึงชื่อว่ามุ่งหวังถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึงดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แลชื่อว่ามุ่งหวังถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง
{๕๕๙} ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมไม่มุ่งหวังถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึงอย่างไร
คือ บุคคลไม่ตั้งจิตเพื่อจะได้สิ่งที่ตนยังไม่ได้ว่า ‘ในอนาคต ขอให้จักษุของเราพึงเป็นดังนี้ ขอให้รูปพึงเป็นดังนี้’ เพราะไม่ได้ตั้งจิตไว้เป็นปัจจัย จึงไม่เพลิดเพลินจักษุและรูปนั้น เมื่อไม่เพลิดเพลินอยู่ จึงชื่อว่าไม่มุ่งหวังถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง...
บุคคลไม่ตั้งจิตเพื่อจะได้สิ่งที่ตนยังไม่ได้ว่า ‘ในอนาคต ขอให้โสตะของเราพึงเป็นดังนี้ ขอให้เสียงพึงเป็นดังนี้’ ...
บุคคลไม่ตั้งจิตเพื่อจะได้สิ่งที่ตนยังไม่ได้ว่า ‘ในอนาคต ขอให้ฆานะของเราพึงเป็นดังนี้ ขอให้กลิ่นพึงเป็นดังนี้’ ...
บุคคลไม่ตั้งจิตเพื่อจะได้สิ่งที่ตนยังไม่ได้ว่า ‘ในอนาคต ขอให้ชิวหาของเราพึงเป็นดังนี้ ขอให้รสพึงเป็นดังนี้’ ...
บุคคลไม่ตั้งจิตเพื่อจะได้สิ่งที่ตนยังไม่ได้ว่า ‘ในอนาคต ขอให้กายของเราพึงเป็นดังนี้ ขอให้โผฏฐัพพะพึงเป็นดังนี้’...
บุคคลไม่ตั้งจิตเพื่อจะได้สิ่งที่ตนยังไม่ได้ว่า ‘ในอนาคต ขอให้มโนของเราพึงเป็นดังนี้ ขอให้ธรรมารมณ์พึงเป็นดังนี้’ เพราะความตั้งจิตไว้เป็นปัจจัย จึงไม่เพลิดเพลินมโนและธรรมารมณ์ เมื่อไม่เพลิดเพลินอยู่ จึงชื่อว่าไม่มุ่งหวังถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึงดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แลชื่อว่าไม่มุ่งหวังถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง
ผู้ง่อนแง่นและไม่ง่อนแง่นในธรรมปัจจุบัน
{๕๖๐} [๒๘๔] ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมง่อนแง่นในธรรมปัจจุบันอย่างไร
คือ มีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะในจักษุและรูปทั้งสอง อย่างที่เป็นปัจจุบันด้วยกันนั้นแล เพราะมีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะ จึงเพลิดเพลินจักษุและรูปนั้น เมื่อเพลิดเพลินอยู่ จึงชื่อว่าง่อนแง่นในธรรมปัจจุบันมีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะในโสตะและเสียง ...
มีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะในฆานะและกลิ่น ...
มีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะในชิวหาและรส ....
มีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะในกายและโผฏฐัพพะ ...
มีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะในมโนและธรรมารมณ์ทั้งสองอย่างที่เป็นปัจจุบันด้วยกันนั้นแล เพราะมีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะ จึงเพลิดเพลินมโนและธรรมารมณ์นั้น เมื่อเพลิดเพลินอยู่ จึงชื่อว่าง่อนแง่นในธรรมปัจจุบันดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แลชื่อว่าง่อนแง่นในธรรมปัจจุบัน
{๕๖๑} ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมไม่ง่อนแง่นในธรรมปัจจุบันอย่างไร
คือ ไม่มีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะในจักษุและรูปทั้งสองอย่างที่เป็นปัจจุบันด้วยกันนั้นแล เพราะไม่มีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะ จึงไม่เพลิดเพลินจักษุและรูปนั้น เมื่อไม่เพลิดเพลินอยู่ จึงชื่อว่าไม่ง่อนแง่นในธรรมปัจจุบันไม่มีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะในโสตะและเสียง ...
ไม่มีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะในฆานะและกลิ่น ...
ไม่มีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะในชิวหาและรส ...
ไม่มีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะในกายและโผฏฐัพพะ ...
ไม่มีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะในมโนและธรรมารมณ์ทั้งสองอย่างที่เป็นปัจจุบันด้วยกันนั้นแล เพราะไม่มีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะ จึง
ไม่เพลิดเพลินมโนและธรรมารมณ์นั้น เมื่อไม่เพลิดเพลินอยู่ จึงชื่อว่าไม่ง่อนแง่นในธรรมปัจจุบัน
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แลชื่อว่าไม่ง่อนแง่นในธรรมปัจจุบัน
{๕๖๒} [๒๘๕] ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอุทเทสโดยย่อแก่เราทั้งหลายว่า
บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ...
พระมุนีผู้สงบย่อมเรียกบุคคล...นั้นแลว่า ‘ผู้มี
ราตรีเดียวเจริญ’
ดังนี้แล มิได้ทรงจำแนกเนื้อความโดยพิสดาร แล้วทรงลุกออกจากอาสนะเสด็จเข้าไปยังพระวิหารนี้แล ข้าพเจ้าทราบเนื้อความโดยพิสดารอย่างนี้ ก็แลท่านทั้งหลายต้องการอยู่พึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทูลถามเนื้อความนั้นเถิด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์แก่ท่านทั้งหลายอย่างใด พวกท่านพึงทรงจำเนื้อความไว้อย่างนั้น”
{๕๖๓} ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นต่างก็ยินดีชื่นชมภาษิตของท่านพระมหากัจจานะแล้วลุกจากอาสนะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง นั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอุทเทสโดยย่อแก่พวกข้าพระองค์ว่า
บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ...
พระมุนีผู้สงบย่อมเรียกบุคคล...นั้นแลว่า ‘ผู้มี
ราตรีเดียวเจริญ’
ดังนี้แล มิได้ทรงจำแนกเนื้อความโดยพิสดาร แล้วทรงลุกจากอาสนะเสด็จเข้าไปยังพระวิหาร พอพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จหลีกไปแล้วไม่นาน พวกข้าพระองค์นั้นได้มีข้อปรึกษากันอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอุทเทสโดยย่อแก่พวกเราว่า
บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรมุ่ง
หวังถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง สิ่งใดล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็เป็น
อันละไปแล้ว และสิ่งที่ยังไม่มาถึงก็เป็นอันยังไม่มาถึง
ก็บุคคลใดเห็นแจ้งธรรมปัจจุบันอันไม่ง่อนแง่น
ไม่คลอนแคลนในธรรมนั้น ๆ ได้ บุคคลนั้นพึงเจริญ
ธรรมนั้นเนือง ๆ ให้ปรุโปร่งเถิด
พึงทำความเพียรเสียในวันนี้แหละ ใครเล่าจะรู้ได้
ว่าความตายจะมีในวันพรุ่งนี้ เพราะว่าการขอผ่อนผัน
กับมัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่นั้นย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลายเลย
พระมุนีผู้สงบย่อมเรียกบุคคลผู้มีปกติอยู่อย่างนี้
มีความเพียร ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืน
นั้นแลว่า ‘ผู้มีราตรีเดียวเจริญ’
ดังนี้แล” มิได้ทรงจำแนกเนื้อความโดยพิสดาร ก็ทรงลุกออกจากอาสนะ เสด็จเข้าไปยังพระวิหาร ใครหนอแลจะพึงจำแนกเนื้อความแห่งอุทเทสที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงโดยย่อนี้ให้พิสดารได้’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์นั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ‘ท่านพระมหากัจจานะนี้แลเป็นผู้ที่พระศาสดาทรงสรรเสริญไว้ และเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ผู้เป็นวิญญูชนก็ยกย่องกันแล้ว ทั้งท่านพระมหากัจจานะนี้เองคงพอจะจำแนกเนื้อความแห่งอุทเทสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโดยย่อนี้ให้พิสดารได้ ถ้ากระไร พวกเราพึงเข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะยังที่อยู่ แล้วพึงสอบถามเนื้อความนี้กะท่านพระมหากัจจานะเถิด’ ต่อจากนั้นแล พวกข้าพระองค์จึงเข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้สอบถามเนื้อความนั้นกะท่าน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระมหากัจจานะได้จำแนกเนื้อความให้พวกข้าพระองค์ฟังแล้วโดยอาการดังนี้ โดยบทดังนี้ โดยพยัญชนะดังนี้”
{๕๖๔} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหากัจจานะเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก แม้หากพวกเธอสอบถามเนื้อความนั้นกะเรา เราก็ จะพยากรณ์เนื้อความนั้นอย่างเดียวกับที่มหากัจจานะพยากรณ์แล้วเหมือนกัน ก็แหละเนื้อความของอุทเทสนั้นเป็นดังนี้แล พวกเธอจงทรงจำเนื้อความนั้นไว้อย่างนั้นเถิด”พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล
จบ มหากัจจานภัทเทกรัตตสูตรที่ ๓
๔. โลมสกังคิยภัทเทกรัตตสูตร
ว่าด้วยพระโลมสกังคิยะแสดงภัทเทกรัตตธรรม
{๕๖๕} [๒๘๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล ท่านพระโลมสกังคิยะอยู่ที่นิโครธาราม ใกล้พระนครกบิลพัสดุ์ ในแคว้นสักกะ ครั้งนั้นแล เมื่อราตรีที่จะผ่านพ้นไป จันทนเทพบุตรมีรัศมีงามยิ่งส่องนิโครธาราม ให้สว่างไสวไปทั่ว เข้าไปหาท่านพระโลมสกังคียะถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งจันทนเทพบุตรยืนเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะท่านพระโลมสกังคิยะดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุ ท่านทรงจำอุทเทสและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีเดียวเจริญได้ไหม”
{๕๖๖} ท่านพระโลมสกังคิยะกล่าวว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เราทรงจำไม่ได้ ก็ท่านทรงจำได้หรือ”
จบ ๓. มหากัจจานภัทเทกรัตตสูตร