arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · วิภังควรรค

๖. มหากัมมวิภังคสูตร เล่ม ๑๔

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๙๘–๖๑๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๒ ในวิภังควรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ วิภังควรรค มหากัมมวิภังคสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๔)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๔ หน้า ๓๙๕–๔๐๗

หน้า ๓๙๕

มีปัญญาน้อยย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีปัญญาน้อย ปฏิปทาที่ทำให้มีปัญญามากย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีปัญญามาก

ดูก่อนมาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ไว้ คือ ให้เลวและให้ดี”

{๕๙๗} เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว สุภมาณพโตเทยยบุตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า พระโคดมผู้เจริญทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ ดังนี้ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระโคดมผู้เจริญ พร้อมทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระโคดมผู้เจริญได้โปรดจงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่บัดนี้เป็นต้นไป”

จบ จูฬกัมมวิภังคสูตรที่ ๕

๖. มหากัมมวิภังคสูตร

ว่าด้วยกฏแห่งกรรม สูตรใหญ่

{๕๙๘} [๒๙๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ สมัยนั้นแล ท่านพระสมิทธิพำนักอยู่ที่กุฏิในป่า ครั้งนั้น ปริพาชกชื่อโปตลิบุตรเดินบริหารแข้งขาไปเรื่อย ๆ เข้าไปหาท่านพระสมิทธิถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับท่าน

หน้า ๓๙๖

พระสมิทธิ ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ สมควรข้างหนึ่ง

{๕๙๙} ปริพาชกโปตลิบุตรนั่งเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะท่านพระสมิทธิดังนี้ว่า ‘ดู ก่อนท่านสมิทธิ ข้าพเจ้าได้สดับรับมาเฉพาะพระพักตร์พระสมณโคดมดังนี้ว่า ‘กายกรรมเป็นโมฆะ วจีกรรมเป็นโมฆะ มโนกรรมเท่านั้นจริง’ ก็สมาบัติ ที่ทำให้บุคคลผู้เข้าแล้วไม่รู้สึกอะไร ๆ นั้นมีอยู่หรือ”ท่านพระสมิทธิกล่าวว่า “ดูก่อนโปตลิบุตรผู้มีอายุ ท่านอย่าได้กล่าวอย่างนี้ อย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้าเลย การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ดีเลย เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสอย่างนี้ว่า ‘กายกรรมเป็นโมฆะ วจีกรรมเป็นโมฆะ มโนกรรมเท่านั้นจริง’ ดูก่อนอาวุโส สมาบัติที่ทำให้บุคคลผู้เข้าแล้วไม่รู้สึกอะไร ๆ นั้นมีอยู่”“ดูก่อนท่านสมิทธิ ท่านบวชมานานเท่าไรแล้ว”

“ไม่นานหรอก ผู้มีอายุ เพียง ๓ พรรษา”

“ในบัดนี้ พวกเราจักพูดอะไรกะภิกษุผู้เถระได้ ในเมื่อภิกษุใหม่ยังเข้าใจระแวดระวังศาสดาถึงอย่างนี้ ดูก่อนท่านสมิทธิ บุคคลจงใจทำกรรม ทางกาย ทางวาจา ทางใจ เขาจะเสวยอะไร”

“ดูก่อนโปตลิบุตรผู้มีอายุ เขาจะเสวยทุกข์”

ลำดับนั้น ปริพาชกโปตลิบุตรไม่ยินดีไม่คัดด้านภาษิตของท่านพระสมิทธิ ลุกจากที่นั่งแล้วหลีกไป

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สมาบัติ ในที่นี้หมายถึง อภิสัญญานิโรธ ความดับสัญญาหรือความดับจิตชั่วขณะ ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกสมณพราหมณ์ในลัทธิต่าง ๆ นิยมนำมาถกเถียงสนทนากัน (ม.อุ.อ. ๑๘๕. ที.สี.อ. ๓๐๕)
  2. ๒สมาบัติ ในคำตอบของท่านพระสมิทธินี้หมายถึง นิโรธสมาบัติ หรือ สัญญาเวทยิตนิโรธ การดับสัญญาและเวทนาเป็นสมาบัติที่สูงเยี่ยมเพราะนามขันธ์ ๔ บริสุทธิ์คือพรากพ้นออกจากปัจจนีกธรรม (ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์) อย่างเต็มที่ (ม.อุ.อ. ๑๘๕, ที.ม.อ. ๑๑๓, ม.มู.อ. ๒/๒๕๙)
หน้า ๓๙๗

{๖๐๐} [๒๙๙] ครั้นปริพาชกโปตลีบุตรหลีกไปแล้วไม่นานท่านพระสมิทธิได้เข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับท่านพระอานนท์ ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง นั่งเรียบร้อยแล้วจึงเล่าเรื่องเท่าที่ได้สนทนากับปริพาชกโปตลิบุตรทั้งหมดแก่ท่าน พระอานนท์เมื่อท่านพระสมิทธิเล่าอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์จึงได้กล่าวกะท่านพระสมิทธิดังนี้ว่า “ดูก่อนท่านสมิทธิ เรื่องนี้มีเค้าพอที่จะเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ มาเถิด เราทั้งสองพึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับด้วยกัน แล้วกราบทูลเรื่องนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์แก่เราอย่างไร เราพึงทรงจำคำพยากรณ์นั้นไว้อย่างนั้น” ท่านพระสมิทธิรับคำท่านพระอานนท์ว่า “อย่างนั้นก็ได้ ขอรับ”ต่อจากนั้น ท่านพระสมิทธิและท่านพระอานนท์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พอนั่งเรียบร้อยแล้ว ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลเล่าเรื่องเท่าที่ท่านพระสมิทธิได้สนทนากับปริพาชกโปตลิบุตรทั้งหมดแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

{๖๐๑} เมื่อท่านพระอานนท์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ดังนี้ว่า “ดูก่อนอานนท์ แม้ความเห็นของปริพาชก โปตลีบุตรเราก็ไม่ทราบชัด ไฉนเล่าจะทราบชัดการสนทนากันเห็นปานนี้ได้ โมฆบุรุษสมิทธินี้แลได้พยากรณ์ปัญหาที่ควรแจกแจงของปริพาชกโปตลิบุตรโดยส่วนเดียว”

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระอุทายีได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ท่านพระสมิทธิกล่าว

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พระอุทายี หมายถึงพระโลลุทายี (ม.อุ.อ. ๑๘๖) พระรูปนี้มีพฤติกรรมชอบก่อเรื่องเสียหาย อยู่ไม่สุข มัวเมาประมาทในการประพฤติธรรม เป็นต้นบัญญัติสิกขาบทจำนวนมาก (นัย วิ.อ. ๒/๑)
หน้า ๓๙๘

หมายเอาทุกข์ดังนี้แล้ว ไม่ว่าการเสวยอารมณ์ใด ๆ ต้องจัดเข้าในทุกข์ทั้งนั้น”

{๖๐๒} [๓๐๐] เมื่อท่านพระอุทายีกล่าวอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ เธอจงเห็นความนอกลู่นอกทาง ของโมฆบุรุษอุทายีนี้เถิด เราได้รู้แล้วว่า ‘เดี๋ยวนี้ โมฆบุรุษอุทายีนี้โพล่งออกมาโดยไม่แยบคาย ดูก่อนอานนท์ เบื้องต้นทีเดียวปริพาชกโปตลิบุตร ถามถึงเวทนา ๓ ถ้าโมฆบุรุษสมิทธิผู้ถูกถามนี้จะพึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนโปตลิบุตรผู้มีอายุ บุคคลจงใจทำกรรมทางกาย ทางวาจา ทางใจ อันเป็นปัจจัยแห่งสุขเวทนา เขาย่อมเสวยสุขเวทนา บุคคลจงใจทำกรรม ทางกาย ทางวาจา ทางใจอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนา เขาย่อมเสวยทุกขเวทนา บุคคลจงใจทำกรรมทางกาย ทางวาจา ทางใจ

อันเป็นปัจจัยแห่ง อทุกขมสุขเวทนา เขาย่อมเสวยอทุกขมสุขเวทนา ดูก่อนอานนท์ โมฆบุรุษสมิทธิเมื่อพยากรณ์อย่างนี้แล ชื่อว่าพยากรณ์โดยชอบแก่ปริพาชกโปตลิบุตร ก็แต่ว่าพวกปริพาชกผู้ถือลัทธิอื่นนั้นเป็นคนเขลา ไม่ฉลาด ใครเล่าจักรู้มหากัมมวิภังค์ของตถาคต ถ้าตถาคตจำแนกมหากัมมวิภังค์อยู่ พวกเธอควรฟัง”ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นกาลอันสมควรแล้ว ข้าแต่พระสุคตเจ้า เป็นกาลอันสมควรแล้วที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงจำแนกมหากัมมวิภังค์ ภิกษุทั้งหลายสดับต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จักได้ทรงจำกันไว้”

“ดูก่อนอานนท์ ถ้าเช่นนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พร้อมแล้ว พระพุทธเจ้าข้า”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑โมฆบุรุษ บุรุษเปล่า คนเปล่าประโยชน์ คนที่ใช้การไม่ได้ เป็นคำที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกคนที่ไม่มีอุปนิสัยต่อการบรรลุมรรคผลในอัตภาพชาติปัจจุบัน หรือถึงแม้จะมีอุปนิสัย แต่ยังไม่มีการบรรลุมรรคผลในขณะนั้น (นัย ม.มู.อ. ๑/๓๔๔)
  2. ๒มหากัมมวิภังค์ การจำแนกรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องกรรมโดยพิสดาร (นัย ม.อุ.อ. ๑๘๗)
หน้า ๓๙๙

{๖๐๓} พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนอานนท์ บุคคล ๔ ประเภทนี้มีปรากฏอยู่ในโลก บุคคล ๔ ประเภทคืออะไรบ้าง คือ

๑. บุคคลบางคนโนโลกนี้เป็นผู้ชอบฆ่าสัตว์ ชอบลักทรัพย์ ชอบประพฤติผิดในกาม ชอบพูดเท็จ ชอบพูดส่อเสียด ชอบพูดคำหยาบ ชอบพูดเพ้อเจ้อ มากด้วยอภิชฌา มีจิตพยาบาท มีความเห็นผิดอยู่ในโลกนี้ หลังจากตายไปเขาย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ก็มี

๒. บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ชอบฆ่าสัตว์ ชอบลักทรัพย์ ชอบประพฤติผิดในกาม ชอบพูดเท็จ ชอบพูดส่อเสียด ชอบพูดคำหยาบ ชอบพูดเพ้อเจ้อ มากด้วยอภิชฌา มีจิตพยาบาท มีความเห็นผิดอยู่ในโลกนี้ หลังจากตายไปเขาย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ก็มี

๓. บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่มากด้วยอภิชฌา ไม่มีจิตพยาบาท มีความเห็นชอบอยู่ในโลกนี้ หลังจากตายไปเขาย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ก็มี๔. บุคคลบางคนในโลฺกนี้เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่มากด้วยอภิชฌา ไม่มีจิตพยาบาท มีความเห็นชอบอยู่ในโลกนี้ หลังจากตายไปเขาย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกก็มี{๖๐๔} [๓๐๑] ดูก่อนอานนท์ สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความหมั่นประกอบ

หน้า ๔๐๐

อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ ย่อมบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเหตุทำจิตให้ตั้งมั่นได้ เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมมองเห็นบุคคลโน้นได้ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ คือ มองเห็นผู้ชอบฆ่าสัตว์ ชอบลักทรัพย์ ชอบประพฤติผิดในกาม ชอบพูดเท็จ ชอบพูดส่อเสียด ชอบพูดคำหยาบ ชอบพูดเพ้อเจ้อ มากด้วยอภิชฌา มีจิตพยาบาท มีความเห็นผิดอยู่ในโลกนี้ ซึ่งหลังจากตายไปได้เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

สมณะหรือพราหมณ์นั้นจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่า บาปกรรมมีจริง ผลวิบากของทุจริตมีจริง ข้าพเจ้ามองเห็นบุคคลโน้นผู้ชอบฆ่าสัตว์ ชอบลักทรัพย์ ชอบประพฤติผิดในกาม ... มีความเห็นผิดอยู่ในโลกนี้ ซึ่งหลังจากตายไปได้เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก’ แล้วกล่าวต่อไปอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่าผู้ใดชอบฆ่าสัตว์ ชอบลักทรัพย์ ชอบประพฤติผิดในกาม ... มีความเห็นผิดอยู่ในโลกนี้ ผู้นั้นหลังจากตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ทุกคน ชนเหล่าใดรู้อย่างนี้ ชนเหล่านั้นชื่อว่ารู้ชอบ ชนเหล่าใดรู้อย่างอื่น ความรู้ของชนเหล่านั้นผิด’ สมณะหรือพราหมณ์นั้นจะพูดเด็ดขาดลงไปถึงเรื่องที่เขารู้เอง

เห็นเอง ทราบเอง ตามแรงจูงใจและความปักใจในเรื่องนั้น ๆ ว่า ‘อย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า’ ด้วยประการฉะนี้{๖๐๕} ดูก่อนอานนท์ สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้อาศัยความเพียร เครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความหมั่นประกอบ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ ย่อมบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเหตุทำจิตให้ตั้งมั่นได้ เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมมองเห็นบุคคลโน้นได้ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ คือ มองเห็นผู้ชอบฆ่าสัตว์ ชอบลักทรัพย์ ชอบประพฤติผิดในกาม ... มีความเห็นผิดอยู่ในโลกนี้ ซึ่งหลังจากตายไปได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เจโตสมาธิ ความตั้งมั่นแห่งจิต ในที่นี้หมายถึงทิพยจักษุสมาธิ (ม.อุ.อ. ๑๘๗)
หน้า ๔๐๑

สมณะหรือพราหมณ์นั้นจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่าบาปกรรมไม่มีจริง ผลวิบากของทุจริตไม่มีจริง ข้าพเจ้ามองเห็นบุคคลโน้นผู้ชอบฆ่าสัตว์ ชอบลักทรัพย์ ชอบประพฤติผิดในกาม ... มีความเห็นผิดอยู่ในโลกนี้ ซึ่งหลังจากตายไปได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์’ แล้วกล่าวต่อไปอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่าผู้ใดชอบฆ่าสัตว์ ชอบลักทรัพย์ ชอบประพฤติผิดในกาม ... มีความเห็นผิดอยู่ในโลกนี้ ผู้นั้นหลังจากตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ทุกคน ชนเหล่าใดรู้อย่างนี้ ชนเหล่านั้นชื่อว่ารู้ชอบ ชนเหล่าใดรู้อย่างอื่น ความรู้ของชนเหล่านั้นผิด’ สมณะหรือพราหมณ์นั้นจะพูดเด็ดขาดลงไปถึงเรื่องที่เขารู้เอง

เห็นเอง ทราบเอง ตามแรงจูงใจและความปักใจใน เรื่องนั้น ๆ ว่า ‘อย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า’ ด้วยประการฉะนี้{๖๐๖} ดูก่อนอานนท์ สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความหมั่นประกอบ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ ย่อมบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเหตุทำจิตให้ตั้งมั่นได้ เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมมองเห็นบุคคลโน้นได้ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ คือ มองเห็นบุคคลโน้นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ

เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่มากด้วยอภิชฌา ไม่มีจิตพยาบาท มีความเห็นชอบอยู่ในโลกนี้ ซึ่งหลังจากตายไปได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์สมณะหรือพราหมณ์นั้นจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่า กรรมดีมีจริง ผลวิบากของสุจริตมีจริง ข้าพเจ้ามองเห็นบุคคลโน้นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม ...มีความเห็นชอบอยู่ในโลกนี้ ซึ่งหลังจากตายไปได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์’ แล้วกล่าวต่อไปอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่าผู้ใดเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม ...

หน้า ๔๐๒

... มีความเห็นชอบอยู่ในโลกนี้ ผู้นั้นหลังจากตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ชนเหล่าใดรู้อย่างนี้ ชนเหล่านั้นชื่อว่ารู้ชอบ ชนเหล่าใดรู้อย่างอื่น ความรู้ของชนเหล่านั้นผิด’ สมณะหรือพราหมณ์นั้นจะพูดเด็ดขาดลงไปถึงเรื่องที่เขารู้เอง เห็นเอง ทราบเอง ตามแรงจูงใจและความปักใจในเรื่องนั้น ๆ ว่า ‘อย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า’ ด้วยประการฉะนี้

{๖๐๗} ดูก่อนอานนท์ สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความหมั่นประกอบ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ ย่อมบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเหตุทำจิตให้ตั้งมั่นได้ เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมมองเห็นบุคคลโน้นได้ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ คือ มองเห็นบุคคลโน้นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่มากด้วยอภิชฌา ไม่มีจิตพยาบาท มีความเห็นชอบอยู่ในโลกนี้ ซึ่งหลังจากตายไปได้เข้าถึงอบาย

ทุคติ วินิบาต นรกสมณะหรือพราหมณ์นั้นจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่า กรรมดีไม่มีจริง ผลวิบากของสุจริตไม่มีจริง ข้าพเจ้ามองเห็นบุคคลโน้นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม ... มีความเห็นชอบอยู่ในโลกนี้ ซึ่งหลังจากตายไปได้เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก’ แล้วกล่าวต่อไปอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่าผู้ใดเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม ... มีความเห็นชอบอยู่ในโลกนี้ ผู้นั้นหลังจากตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ชนเหล่าใดรู้อย่างนี้ ชนเหล่านั้นชื่อว่ารู้ชอบ ชนเหล่าใดรู้อย่างอื่น ความรู้ของชนเหล่านั้นผิด’ สมณะหรือพราหมณ์นั้นจะพูดเด็ดขาดลงไปถึงเรื่องที่เขารู้เอง เห็นเอง ทราบเอง ตามแรงจูงใจและความปักใจในเรื่องนั้น ๆ ว่า ‘อย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า’ ด้วยประการฉะนี้

หน้า ๔๐๓

{๖๐๘} [๓๐๒] ดูก่อนอานนท์ ในวาทะ ๔ ประเภทนั้น เราคล้อยตามวาทะของสมณะหรือพราหมณ์ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่ากรรมชั่วมีจริง ผลวิบากของทุจริตมีจริง’ แม้วาทะของผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ข้าพเจ้ามองเห็นบุคคลโน้นผู้มักชอบฆ่าสัตว์ ชอบลักทรัพย์ ชอบประพฤติผิดในกาม ... มีความเห็นผิดอยู่ในโลกนี้ ซึ่งหลังจากตายไปได้เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก’ นี้เราก็คล้อยตาม ส่วนวาทะของผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่า ผู้ใดชอบฆ่าสัตว์ ชอบลักทรัพย์ ชอบประพฤติผิดในกาม .. มีความเห็นผิดอยู่ในโลกนี้ ผู้นั้นหลังจากตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ทุกคน’

นี้เราไม่คล้อยตาม แม้วาทะของผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ชนเหล่าใดรู้อย่างนี้ ชนเหล่านั้นชื่อว่ารู้ชอบ ชนเหล่าใดรู้อย่างอื่น ความรู้ของชนเหล่านั้นผิด’ นี้เราก็ไม่คล้อยตาม แม้วาทะของผู้ที่พูดเด็ดขาดลงไปถึงเรื่องที่เขารู้เอง เห็นเอง ทราบเอง ตามแรงจูงใจและความปักใจในเรื่องนั้น ๆ ว่า ‘อย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า’ นี้เราก็ไม่คล้อยตาม นั่นเพราะเหตุไร เพราะตถาคตมีญาณในมหากัมมวิภังค์เป็นอย่างอื่น{๖๐๙} ดูก่อนอานนท์ ในวาทะ ๔ ประเภทนั้น เราไม่คล้อยตามวาทะของสมณะหรือพราหมณ์ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่ากรรมชั่วไม่มีจริง ผลวิบากของทุจริตไม่มีจริง’ แต่วาทะของผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า

‘ข้าพเจ้ามองเห็นบุคคลโน้นผู้มักชอบฆ่าสัตว์ ชอบลักทรัพย์ ชอบประพฤติผิดในกาม ... มีความเห็นผิดอยู่ในโลกนี้ ซึ่งหลังจากตายไปได้เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก’ นี้เราก็คล้อยตาม ส่วนวาทะของผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่า ผู้ใดชอบฆ่าสัตว์ ชอบลักทรัพย์ ชอบประพฤติผิดในกาม ... มีความเห็นผิดอยู่ในโลกนี้ ผู้นั้นหลังจากตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ทุกคน’ นี้เราไม่คล้อยตาม แม้วาทะของผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ชนเหล่าใดรู้อย่างนี้ ชนเหล่านั้น ชื่อว่ารู้ชอบ ชนเหล่าใดรู้อย่างอื่น ความรู้ของชนเหล่านั้นผิด’ นี้เราก็ไม่คล้อยตาม แม้วาทะของผู้ที่พูดเด็ดขาดลงไปถึงเรื่องที่เขารู้เอง เห็นเอง ทราบเอง

หน้า ๔๐๔

ตามแรงจูงใจและความปักใจในเรื่องนั้น ๆ ว่า ‘อย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า’ นี้เราก็ไม่คล้อยตาม นั่นเพราะเหตุไร เพราะตถาคตมีญาณในมหากัมมวิภังค์เป็นอย่างอื่น

{๖๑๐} ดูก่อนอานนท์ ในวาทะ ๔ ประเภทนั้น เราคล้อยตามวาทะของสมณะ หรือพราหมณ์ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญเป็นอันว่ากรรมดีมีจริง ผลวิบาก ของสุจริตมีจริง’ แม้วาทะเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ข้าพเจ้ามองเห็นบุคคลโน้นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม ... มีความเห็นชอบอยู่ในโลกนี้ซึ่งหลังจากตายไปได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์’ นี้เราก็คล้อยตาม ส่วนวาทะของผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่าผู้ใดเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม ...มีความเห็นถูกอยู่ในโลกนี้ ผู้นั้นหลังจากตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ทุกคน’

นี้เราไม่คล้อยตาม แม้วาทะของผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ชนเหล่าใดรู้อย่างนี้ ชนเหล่านั้นชื่อว่ารู้ชอบ ชนเหล่าใดรู้อย่างอื่น ความรู้ของชนเหล่านั้นผิด’ นี้เราก็ไม่คล้อยตาม แม้วาทะของผู้ที่พูดเด็ดขาดลงไปถึงเรื่องที่เขารู้เอง เห็นเอง ทราบเอง ตามแรงจูงใจและความปักใจในเรื่องนั้น ๆ ว่า ‘อย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า’ นี้เราก็ไม่คล้อยตาม นั่นเพราะเหตุไร เพราะตถาคตมีญาณในมหากัมมวิภังค์เป็นอย่างอื่น{๖๑๑} ดูก่อนอานนท์ ในวาทะ ๔ ประเภทนั้น เราไม่คล้อยตามวาทะของสมณะหรือพราหมณ์ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่ากรรมดีไม่มีจริง ผลวิบากของสุจริตไม่มีจริง’ แต่วาทะของผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ข้าพเจ้ามองเห็นบุคคลโน้นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม ... มีความเห็นชอบอยู่ในโลกนี้ ซึ่งหลังจากตายไปได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์’ นี้เราคล้อยตาม ส่วนวาทะของผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่าผู้ใดเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ...เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม ... มีความเห็นชอบอยู่ในโลกนี้

หน้า ๔๐๕

ผู้นั้น หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ทุกคน’ นี้เราไม่คล้อยตาม แม้วาทะของผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ชนเหล่าใดรู้อย่างนี้ ชนเหล่านั้นชื่อว่ารู้ชอบ ชนเหล่าใดรู้อย่างอื่น ความรู้ของชนเหล่านั้นผิด’ นี้เราก็ไม่คล้อยตาม แม้วาทะของผู้ที่พูดเด็ดขาดลงไปถึงเรื่องที่เขารู้เอง เห็นเอง ทราบเอง ตามแรงจูงใจและความปักใจในเรื่องนั้น ๆ ว่า ‘อย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า’ นี้เราก็ไม่คล้อยตาม นั่นเพราะเหตุไร เพราะตถาคตมีญาณในมหากัมมวิภังค์เป็นอย่างอื่น{๖๑๒} [๓๐๓] ดูก่อนอานนท์ ในบุคคล ๔ ประเภทนั้น บุคคลที่เป็นผู้ชอบฆ่าสัตว์ ชอบลักทรัพย์ ชอบประพฤติผิดในกาม ...

มีความเห็นผิดอยู่ในโลกนี้ หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เป็นอันว่าเขาทำบาปกรรมที่เป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาไว้ในกาลก่อนหรือในกาลภายหลัง หรือว่ามีมิจฉาทิฏฐิที่ตนยึดไว้มั่นคงในเวลาจะตาย เพราะฉะนั้น หลังจากตายไปเขาจึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ก็แลบุคคลที่เป็นผู้ชอบฆ่าสัตว์ ชอบลักทรัพย์ ชอบประพฤติผิดในกาม .. มีความเห็นผิดในโลกนี้นั้น เขาย่อมเสวยวิบากของกรรมนั้นในชาตินี้ ในชาติหน้า หรือในชาติต่อไป{๖๑๓} ดูก่อนอานนท์ ในบุคคล ๔ ประเภทนั้น บุคคลที่เป็นผู้ชอบฆ่าสัตว์ ชอบลักทรัพย์ ชอบประพฤติผิดในกามนั้น ... มีความเห็นผิดในโลกนี้ หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

เป็นอันว่าเขาทำกรรมดีที่ให้เป็นปัจจัยแห่งสุขเวทนาไว้ในกาลก่อนหรือในกาลภายหลัง หรือว่ามีสัมมาทิฎฐิที่ตนยึดไว้มั่นคงในเวลาจะตาย เพราะฉะนั้น หลังจากตายไปเขาจึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ก็แลบุคคลที่เป็นผู้ชอบฆ่าสัตว์ ชอบลักทรัพย์ ชอบประพฤติผิดในกาม... มีความเห็นผิดในโลกนี้นั้น เขาย่อมเสวยวิบากของกรรมนั้นในชาตินี้ ในชาติหน้า หรือในชาติต่อไป{๖๑๔} ดูก่อนอานนท์ ในบุคคล ๔ ประเภทนั้น บุคคลที่เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม... มีความเห็น

หน้า ๔๐๖

ชอบในโลกนี้ หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์นี้ เป็นอันว่าเขา ทำกรรมดีที่เป็นปัจจัยแห่งสุขเวทนาไว้ในกาลก่อนหรือในกาลภายหลัง หรือว่า มีสัมมาทิฏฐิที่ตนยึดไว้มั่นคงในเวลาจะตาย เพราะฉะนั้น หลังจากตายไป เขาจึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ก็แลบุคคลที่เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม ... มีความเห็นชอบในโลกนี้นั้น เขาย่อมเสวยวิบากของกรรมนั้นในชาตินี้ ในชาติหน้า หรือในชาติต่อไป

{๖๑๕} ดูก่อนอานนท์ ในบุคคล ๔ ประเภทนั้น บุคคลที่เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม... มีความเห็นชอบอยู่ในโลกนี้ หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกนี้ เป็นอันว่าเขาทำกรรมชั่วที่ให้ผลเป็นทุกข์ไว้ในกาลก่อนหรือในกาลภายหลัง หรือว่ามีมิจฉาทิฏฐิที่ตนยึดไว้อย่างมั่นคงในเวลาจะตาย เพราะฉะนั้น หลังจากตายไปเขาจึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ก็แลบุคคลที่เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม ... มีความเห็นชอบในโลกนี้นั้น เขาย่อมเสวยวิบากของกรรมนั้นในชาตินี้ ในชาติหน้า หรือในชาติต่อไป{๖๑๖} ดูก่อนอานนท์ กรรมที่ไม่ควร ส่องผลให้เห็นว่าไม่ควร ก็มี กรรมที่ไม่ควร ส่องผลให้เห็นว่าควร ก็มี กรรมที่ควรแท้ ๆ กลับส่องผลให้เห็นว่าควรก็มี กรรมที่ควรแท้ ๆ กลับส่องผลให้เห็นว่าไม่ควรก็มี ด้วยประการ ฉะนี้แล”

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล

จบ มหากัมมวิภังคสูตรที่ ๖

หน้า ๔๐๗

๗. สฬายตนวิภังคสูตร

ว่าด้วยการตั้งสติกำหนดอายตนะ

{๖๑๗} [๓๐๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสฬายตนวิภังค์แก่เธอทั้งหลายเธอทั้งหลายจงฟังสฬายตนวิภังค์นั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง”

{๖๑๘} ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พร้อมแล้ว พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “เธอทั้งหลายพึงทราบอายตนะภายใน ๖ พึงทราบอายตนะภายนอก ๖ พึงทราบหมวดวิญญาณ ๖ พึงทราบหมวดผัสสะ ๖ พึงทราบความนึกหน่วงของใจ ๑๘ พึงทราบทางดำเนินของสัตว์ ๓๖ ใน ๓๖ ประการนั้น พวกเธอจงอาศัยทางดำเนินของสัตว์ที่เป็นวัฏฏะนี้ ละทางดำเนินของสัตว์ที่เป็นวิวัฏฏะนี้ และพึงทราบการตั้งสติ ๓ ประการ ที่พระอริยะเสพอยู่ประจำ ซึ่งพระอริยะผู้เสพอยู่ย่อมควรที่จะเป็นศาสดาสั่งสอนหมู่คณะ และพระอริยะนั้นเรียกได้ว่าเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกผู้ยอดเยี่ยมกว่าอาจารย์ผู้ฝึกทั้งหลาย นี้เป็นอุทเทสแห่งสฬายตนวิภังค์{๖๑๙} [๓๐๕] ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ‘พึงทราบอายตนะภายใน ๖’ นั่นเราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว อายตนะ ๖ได้แก่ อายตนะคือจักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย และมโน ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ‘พึงทราบอายตนะภายใน ๖’ นั่นเราอาศัยอายตนะดังนี้กล่าวแล้ว

{๖๒๐} ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ‘พึงทราบอายตนะภายนอก ๖’ นั่นเราอาศัย อะไรกล่าวแล้ว อายตนะ๖ ได้แก่ อายตนะคือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

จบ ๖. มหากัมมวิภังคสูตร