arnon.world

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · สีหนาทวรรค

๔. จูฬทุกขักขันธสูตร เล่ม ๑๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๐๙–๒๒๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๑๐ ในสีหนาทวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ สีหนาทวรรค จูฬทุกขักขันธสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๒)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๒ หน้า ๑๙๖–๒๐๖

หน้า ๑๙๖

เพื่อความเป็นอย่างที่ผู้ปฏิบัติแล้วรอบรู้เวทนาทั้งหลายได้ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้”

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นยินดี ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล

จบ มหาทุกขักขันธสูตรที่ ๓

๔. จูฬทุกขักขันธสูตร

ว่าด้วยกองทุกข์ สูตรเล็ก

{๒๐๙} [๑๗๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิโครธาราม ใกล้พระนครกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ครั้งนั้นแล เจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะเสด็จ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระ ภาคเจ้าแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ประทับนั่งแล้วได้กราบทูลพระ ผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เข้าใจข้อธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงมานานแล้วอย่างนี้ว่า ‘โลภะ โทสะ โมหะล้วนเป็น อุปกิเลสแห่งจิต ก็แหละเมื่อเป็นเช่นนั้น โลภธรรมบ้าง โทสธรรมบ้าง โมห ธรรม บ้างก็ยังครอบงำจิตของข้าพระองค์อยู่ได้เป็นครั้งคราว ข้าพระองค์จึงมีความสงสัยอย่างนี้ว่า ‘ธรรมชื่ออะไรเล่า ที่เรายังละไม่ได้เด็ดขาดในภายใน อันเป็นเหตุให้โลภธรรมบ้าง โทสธรรมบ้าง โมหธรรมบ้าง ยังครอบงำจิตของ เราอยู่ได้เป็นครั้งคราว”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑โลภธรรม สิงที่เรียกว่าโลภะได้แก่ ความอยากได้มีประการต่าง ๆ โทสธรรม สิ่งที่เรียกว่าโทสะ ได้แก่ ความคิดประทุษร้ายมีประการต่าง ๆ โมหธรรม สิ่งที่เรียกว่าโมหะ ได้แก่ ความหลงไม่รู้สภาพจริงมีประการต่างๆ [นัย ม.มู.อ. ๑/๓๘๔]
หน้า ๑๙๗

{๒๑๐} [๑๗๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนมหานามะ ธรรมนั้นนั่นแล ท่านยังละไม่ได้เด็ดขาดในภายใน อันเป็นเหตุใหโลภธรรมบ้าง โทสธรรมบ้าง โมหธรรมบ้าง ยังครอบงำจิตของท่านอยู่ได้เป็นครั้งคราว ดูก่อนมหานามะ ก็ถ้าธรรมนั้นจักเป็นอันท่านละได้เด็ดขาดในภายในแล้ว ท่านก็จะไม่อยู่ครองเรือน ไม่บริโภคกาม แต่เพราะท่านยังละธรรมเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาดในภายใน ฉะนั้น ท่านจึงยังอยู่ครองเรือน ยังบริโภคกามอยู่

{๒๑๑} [๑๗๗] ดูก่อนมหานามะ, ถึงแม้ว่าอริยสาวกจะเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า ‘กามทั้งหลายมีคุณน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามนี้มีมาก, แต่อริยสาวกนั้นก็ยังเว้นจากกาม เว้นจากอกุศลธรรม บรรลุปีติและสุข หรือธรรมอื่นที่สงบกว่านั้นไม่ได้ ผู้นั้นจะยังเป็นผู้ไม่เวียนมาในกามไม่ได้ก่อน แต่เมื่อใดอริยสาวกได้เห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘กามทั้งหลายมีคุณน้อย มีทุกข์มาก มี ความคับแค้นมาก โทษในกามนี้มีมาก, และเธอก็เว้นจากกาม เว้นจาก อกุศลธรรม บรรลุปีติและสุข หรือธรรมอื่นที่สงบกว่านั้นได้ เมื่อนั้นเธอย่อมเป็นผู้ไม่เวียนมาในกามเป็นแท้ดูก่อนมหานามะ

แม้เราเมื่อเป็นโพธิสัตว์ยังมิได้ตรัสรู้ ก่อนตรัสรู้ทีเดียว ก็ได้เห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘กามทั้งหลายมีคุณน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามนี้มีมาก, แต่เราก็ยังเว้นจากกาม เว้นจากอกุศลธรรม บรรลุปีติและสุขหรือธรรมอื่นที่สงบกว่านั้น ไม่ได้ เราจึงปฏิญาณว่าเป็นผู้ไม่เวียนมาในกามไม่ได้ก่อน แต่เมื่อใด เราเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘กามทั้งหลายมีคุฌน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามนี้มีมาก, และเราก็เว้นจากกาม เว้นจากอกุศลธรรม บรรลุปีติและสุขหรือธรรมอื่นที่สงบกว่านั้น เมื่อนั้นเรา จึงปฏิญาณได้ว่า เป็นผู้ไม่เวียนมาในกามทั้งหลาย

หน้า ๑๙๘

คุณและโทษของกาม

{๒๑๒} [๑๗๘] ดูก่อนมหานามะ ก็อะไรเล่าเป็นคุณของกามทั้งหลาย ดูก่อนมหานามะ กามคุณมี ๕ ประการเหล่านี้ กามคุณ ๕ ประการ คืออะไรบ้าง คือ

๑. รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด

๒. เสียงที่พึงรู้แจ้งด้วยโสตะ ...

๓. กลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยฆานะ ...

๔. รสที่พึงรู้แจ้งด้วยชิวหา ...

๕. โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด

ดูก่อนมหานามะ กามคุณมี ๕ ประการเหล่านี้แล ข้อที่ความสุข ความโสมนัสอาศัยกามคุณ ๕ ประการเหล่านี้เกิดขึ้น นี้เป็นคุณของกามทั้งหลาย

{๒๑๓} ดูก่อนมหานามะ ก็อะไรเล่าเป็นโทษของกามทั้งหลาย ดูก่อนมหานามะ การประกอบศิลปะที่เป็นเครื่องให้กุลบุตรในโลกนี้ เลี้ยงชีวิตอยู่ได้ คือ การนับคะแนนก็ดี การคำนวณก็ดี การนับจำนวนก็ดี การไถก็ดี การค้าขายก็ดี การเลี้ยงโคก็ดี การยิงธนูก็ดี การเป็นราชบุรุษก็ดี ศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ซึ่งต้องตรากตรำต่อความหนาว ต้องตรากตรำ ต่อความร้อน สาละวนอยู่ด้วยสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และ สัตว์เลื้อยคลาน ต้องตายด้วยความหิวกระหาย ดูก่อนมหานามะ แม้นี้ ก็เป็นโทษของกามทั้งหลาย เป็นกองทุกข์ที่เห็นได้เอง มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นบ่อเกิด เกิดขึ้นเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายดูก่อนมหานามะ ถ้าเมื่อกุลบุตรนั้นขยัน สืบต่อ พยายามอยู่อย่างนี้ โภคะเหล่านั้นไม่สำเร็จผลไซร้ เขาก็จะเศร้าโศก ลำบาก รำพัน ตีอก

หน้า ๑๙๙

คร่ำครวญ ถึงกับหลงผิดไปได้ว่า ‘ความขยันของเราสูญเปล่าหนอ ความ พยายามของเราไม่มีผลหนอ, ดูก่อนมหานามะแม้นี้ก็เป็นโทษของกามทั้งหลาย เป็นกองทุกข์ที่เห็นได้เอง มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นบ่อเกิด เกิดขึ้นเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลาย

ดูก่อนมหานามะ ถ้าเมื่อกุลบุตรนั้นขยัน สืบต่อ พยายามอยู่อย่างนี้ โภคะเหล่านั้นสำเร็จผลไซร้ เขาก็จะเสวยทุกข์โทมนัสที่ต้องคอยรักษาโภคะเหล่านั้นไว้เป็นสาเหตุว่า ‘ไฉนหนอ โภคทรัพย์เหล่านี้ของเรา พระราชา จึงจะไม่ริบไป โจรจะไม่ลักไป ไฟจะไม่ไหม้เสีย นํ้าจะไม่พัดพาไป ทายาท ผู้ที่เกลียดกันจะไม่ชิงเอาไป, เมื่อกุลบุตรนั้นคอยรักษาคุ้มครองอยู่อย่างนี้ พระราชาทั้งหลายริบโภคะเหล่านั้นไปเสียก็ดี พวกโจรลักเอาไปเสียก็ดี ไฟ ไหม้เสียก็ดี นํ้าพัดไปเสียก็ดี ทายาทผู้ที่เกลียดกันชิงเอาไปเสียก็ดี เขาย่อมเศร้าโศก ลำบาก รำพัน ตีอก คร่ำครวญ ถึงความหลงผิดไปได้ว่า ‘แม้สิ่งที่เคยเป็นของเราก็ไม่เป็นของเรา,

ดูก่อนมหานามะ แม้นี้ก็เป็นโทษ ของกามทั้งหลาย เป็นกองทุกข์ที่เห็นได้เอง มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นบ่อเกิด เกิดขึ้นเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลาย{๒๑๔} ยังมีอีก มหานามะ เพราะกามเป็นเหตุ เพราะกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นบ่อเกิด เพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นแล แม้พวกพระราชาทรงวิวาทกับพวกพระราชาก็ได้ พวกกษัตริย์วิวาทกับพวกกษัตริย์ก็ได้ พวกพราหมณ์วิวาทกับพวกพราหมณ์ก็ได้ พวกคฤหบดีวิวาทกับพวกคฤหบดีก็ได้ มารดาวิวาทกับบุตรก็ได้ บุตรวิวาทกับมารดาก็ได้ บิดาวิวาทกับบุตรก็ได้ บุตรวิวาทกับบิดาก็ได้ พี่ชายน้องชายวิวาทกับพี่ชายน้องชายก็ได้ พี่ชาย วิวาทกับน้องสาวก็ได้ น้องสาววิวาทกับพี่ชายก็ได้ สหายวิวาทกับสหายก็ได้ คนเหล่านั้นถึงการทะเลาะ แก่งแย่ง วิวาทกันในที่นั้น ทำร้ายซึ่งกัน และกันด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยศัสตราบ้าง ถึงความตายไปตรงนั้นบ้าง ถึงทุกข์ปางตายบ้าง ดูก่อนมหานามะ แม้นี้

หน้า ๒๐๐

ก็เป็นโทษของกามทั้งหลาย เป็นกองทุกข์ที่เห็นได้เอง มีกามเป็นเหตุ มี กามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นบ่อเกิด เกิดขึ้นเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลาย

{๒๑๕} ยังมีอีก มหานามะ ก็เพราะกามเป็นเหตุ เพราะกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นบ่อเกิด เพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นแล ผู้คนทั้งหลายจึงต่าง คว้าดาบและโล่ สอดแล่งธนู วิ่งเข้าสู่สงครามซึ่งยกกันมาทั้งสองฝ่าย เมื่อลูกศรถูกยิงไปบ้าง เมื่อหอกถูกซัดไปบ้าง เมื่อดาบถูกกวัดแกว่งอยู่บ้าง ผู้คนเหล่านั้นต่างก็ถูกลูกศรเสียบเอาบ้าง ถูกหอกแทงเอาบ้าง ถูกดาบตัดศีรษะ เอาบ้างในสมรภูมินั้น ถึงความตายไปตรงนั้นบ้าง ถึงทุกข์ปางตายบ้าง ดูก่อนมหานามะ แม้นี้ก็เป็นโทษของกามทั้งหลาย เป็นกองทุกข์ที่เห็นได้เอง มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นบ่อเกิด เกิดขึ้นเพราะเหตุแห่ง กามทั้งหลาย{๒๑๖}

ยังมีอีก มหานามะ เพราะกามเป็นเหตุ เพราะกามเป็นต้นเค้า มี กามเป็นบ่อเกิด เพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นแล ผู้คนทั้งหลายจึงถือดาบและโล่ สอดแล่งธนู กรูกันเข้าไปยังเชิงกำแพงที่ราดด้วยตมร้อน ๆ เมื่อ ลูกศรถูกยิงไปบ้าง เมื่อหอกถูกซัดไปบ้าง เมื่อดาบถูกกวัดแกว่งอยู่บ้าง ผู้คนเหล่านั้นต่างถูกลูกศรเสียบเอาบ้าง ถูกหอกแทงเอาบ้าง ถูกราดด้วยโคมัยร้อนบ้าง ถูกสับด้วยคราดบ้าง ถูกตัดศีรษะด้วยดาบบ้างในที่นั้น ถึงความตายไปตรงนั้นบ้าง ถึงทุกข์ปางตายบ้าง ดูก่อนมหานามะ แม้นี้ก็เป็นโทษของกามทั้งหลาย เป็นกองทุกข์ที่เห็นได้เอง มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นบ่อเกิด เกิดขึ้นเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลาย{๒๑๗} ยังมีอีก มหานามะ เพราะกามเป็นเหตุ เพราะกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นบ่อเกิด เพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นแล ผู้คนทั้งหลาย จึงตัดช่องย่องเบาบ้าง ปล้นกวาดล้างบ้าง ปล้นเรือนเฉพาะหลังบ้าง ดักปล้น ในทางเปลี่ยวบ้าง สมสู่ภรรยาคนอื่นบ้าง พระราชาทั้งหลายจับคนนั้นๆ ได้ แล้วรับสั่งให้ลงโทษแบบต่างๆ คือ โบยด้วยแส้บ้าง โบยด้วยหวายบ้าง ตี

หน้า ๒๐๑

ด้วยไม้ค้อนบ้าง ตัดมือบ้าง ตัดเท้าบ้าง ตัดทั้งมือทั้งเท้าบ้าง ตัดหูบ้าง ตัดจมูกบ้าง ตัดทั้งหูทั้งจมูกบ้าง ลงโทษแบบพิลังคถาลิกะ (หม้อเคี่ยว นํ้าส้ม) บ้าง แบบสังขมุณฑกะ(ขอดสังข์)บ้าง แบบราหูมุข (ปากราหู) บ้าง แบบโชติมาลิกะ (พุ่มเพลิง) บ้าง แบบหัตถปัชโชติกะ (มือไฟ) บ้าง แบบ เอรกวัตติกะ(เหยียบหนังเคลื่อนที่) บ้าง แบบจีรกวาสิกะ (นุ่งเปลือกไม้ดุจนุ่งกระโปรงยาวผู้หญิง) บ้าง แบบเอเณยยกะ(ยืนกวาง)บ้าง แบบพลิสมังสิกะ (กระชากเนื้อด้วยเบ็ด) บ้าง แบบกหาปณกะ (ควักเนื้อทีละกหาปณะ) บ้าง แบบขาราปฏิจฉกะ (แปรง นํ้ากรด) บ้าง แบบปลิฆปริวัตติกะ (วนลิ่ม) บ้าง แบบปลาลปีฐกะ (ตั่งฟาง)

บ้าง ราดด้วยนํ้ามันที่เดือดบ้าง ให้สุนัขกัดกินบ้าง เสียบที่หลาวทั้งเป็นบ้าง ใช้ดาบตัดศีรษะเสียบ้าง คนเหล่านั้นถึงความตาย ไปตรงนั้นบ้าง ถึงทุกข์ปางตายบ้าง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็เป็นโทษของกามทั้งหลาย เป็นกองทุกข์ที่เห็นได้เอง มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นบ่อเกิด เกิดขึ้นเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายทั้งนั้น{๒๑๘} ยังมีอีกมหานามะ เพราะกามเป็นเหตุเพราะกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นบ่อเกิด เพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นแล ผู้คนทั้งหลายจึงต่างประพฤติกายทุจริต วจีทุจริตมโนทุจริต คนเหล่านั้น ครั้นประพฤติ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตแล้ว หลังจากกตายไปจึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้นื้ก็เป็นโทษของกามทั้งหลาย เป็น กองทุกข์ในสัมปรายภพ มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นบ่อเกิด เกิดขึ้นเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายทั้งนั้น

ทรงปรารภพวกนิครนถ์ที่ถือการยืนเป็นวัตร

{๒๑๙} [๑๗๙] ดูก่อนมหานามะ สมัยหนึ่งเราอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์ สมัยนั้น พวกนิครนถ์จำนวนมากที่ตำบลกาฬศิลา ข้าง

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑๑ ดูความหมายที่เชิงอรรถ ๑ ข้อ ๑๖๙ หน้า ๑๘๘-๑๘๙ ในเล่มนี้
หน้า ๒๐๒

ภูเขาอิสิคิลิ เป็นผู้ถือการยืนเป็นวัตร ปฏิเสธการนั่ง จนถึงเสวยทุกขเวทนา ที่เกิดจากความพยายามอย่างแรงกล้าเผ็ดร้อน ครั้งนั้นแล เราออกจากที่หลีกเร้นในเวลาเย็นเข้าไปหาพวกนิครนถ์ถึงตำบลกาฬศิลา ข้างภูเขาอิสิคิลิ ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะพวกนิครนถ์เหล่านั้นดังนี้ว่า ‘ดูก่อนนิครนถ์ผู้มีอายุทั้งหลาย ไฉนเล่าพวกท่านจึงถือการยืนเป็นวัตร ปฏิเสธการนั่ง จนถึงเสวยทุกขเวทนา ที่เกิดจากความพยายามอย่างแรงกล้าเผ็ดร้อน,

ดูก่อนมหานามะ เมื่อเรากล่าวอย่างนี้แล้ว พวกนิครนถ์เหล่านั้นได้ กล่าวกะเราดังนี้ว่า ‘ดูก่อนผู้มีอายุ นิครนถ์นาฏบุตรเป็นสัพพัญญรู้ทุกอย่าง เห็นทุกอย่าง ปฏิญญาญาณทัสสนะ เด็ดขาดว่า ‘สำหรับเราจะเดินอยู่ก็ตาม ยืนอยู่ก็ตาม หลับอยู่ก็ตาม ตื่นอยู่ก็ตาม ญาณทัสสนะจะปรากฏเสมอต่อเนื่อง กันไป’ นิครนถ์นาฏบุตรนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนนิครนถ์ผู้เจริญทั้งหลาย บาปกรรมที่พวกท่านทำไว้ในปางก่อนมีอยู่ พวกท่านจงสลัดบาปกรรมนั้นเสีย ด้วยปฏิปทาอันประกอบด้วยการกระทำที่ทำได้ยากลำบากนี้ การที่ท่านทั้งหลาย สำรวมกาย สำรวมวาจา สำรวมใจในบัดนี้นั้น จัดเป็นการไม่กระทำบาปกรรมต่อไป เพราะกรรมเก่าสิ้นไปด้วยตบะ เพราะไม่ทำกรรมใหม่ จึงไม่มีผลกรรมต่อไป เพราะไม่มีผลกรรมต่อไป จึงสิ้นกรรม เพราะสิ้นกรรม จึงสิ้นทุกข์ เพราะสิ้นทุกข์ จึงสิ้นเวทนา เพราะสิ้นเวทนา ก็เป็นอันสลัดทุกข์ได้ทั้งหมด’ คำที่นิครนถ์นาฏบุตรกล่าวแล้วนั้นพวกข้าพเจ้าพอใจและชอบใจและพวก ข้าพเจ้าก็ยินดีด้วยคำที่กล่าวนั้น”

ทรงปรารภถึงผู้อยู่สบายดีกว่า

{๒๒๐} [๑๘๐] ดูก่อนมหานามะ เมื่อพวกนิครนถ์กล่าวอย่างนี้แล้ว เราได้กล่าวกะนิครนถ์เหล่านั้นดังนี้ว่า ‘ดูก่อนนิครนถ์ผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านทราบละหรือว่า ‘ในปางก่อน พวกเราก็ได้มีมาแล้ว มิใช่ไม่มี’

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ญาณทัสสนะ ในที่นี้หมายถึงการรู้เห็นทุกอย่างตามลัทธิของพวกนิครนถ์ (นัย ม.มู.อ. ๑/๓๘๗)
หน้า ๒๐๓

พวกนิครนถ์ตอบว่า ‘มิได้ทราบข้อนี้เลย ท่านผู้มีอายุ’

‘ดูก่อนนิครนถ์ผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านทราบละหรือว่า ‘ในปางก่อน พวกเราก็ทำบาปกรรมไว้แล้ว มิใช่มิได้ทำ,

‘มิได้ทราบข้อนี้เลย ท่านผู้มีอายุ, ‘ดูก่อนนิครนถ์ผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านทราบละหรือว่า ‘พวกเรา ได้ทำบาปกรรมอย่างนี้ ๆ เข้าไว้,

‘มิได้ทราบข้อนี้เลย ท่านผู้มีอายุ,

‘ดูก่อนนิครนถ์ผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านทราบละหรือว่า ‘ทุกข์เท่านี้ เราสลัดได้แล้ว ทุกข์เท่านี้เราต้องสลัดเสีย หรือว่าเมื่อทุกข์เท่านี้เราสลัดได้แล้ว จักเป็นอันสลัดทุกข์ได้ทั้งหมด,

‘มิได้ทราบข้อนี้เลย ท่านผู้มีอายุ,

‘ดูก่อนนิครนถ์ผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านทราบการละอกุศลธรรม การบำเพ็ญกุศลธรรมในปัจจุบันละหรือ,

“มิได้ทราบข้อนี้เลย ท่านผู้มีอายุ,

‘ดูก่อนนิครนถ์ผู้มีอายุทั้งหลาย ตามที่ได้ฟัง พวกท่านไม่ทราบว่า ‘ในปางก่อน พวกเราก็ได้มีมาแล้ว มิใช่ไม่มี, ไม่ทราบว่า ‘ในปางก่อน พวกเราก็ทำบาปกรรมไว้แล้ว มิใช่มิได้ทำ, ไม่ทราบว่า ‘พวกเราได้ทำบาปกรรมอย่างนี้ ๆ เข้าไว้, ไม่ทราบว่า ‘ทุกข์เท่านี้เราสลัดได้แล้ว ทุกข์เท่านี้ เราต้องสลัดเสีย หรือว่าเมื่อทุกข์เท่านี้เราสลัดได้แล้ว จักเป็นอันสลัดทุกข์ ได้ทั้งหมด, ทั้งไม่ทราบถึงการละอกุศลธรรมการบำเพ็ญกุศลธรรมในปัจจุบัน ดูก่อนนิครนถ์ผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จะมีแต่คนที่หยาบช้า มีมือเปื้อนเลือด มีการงานที่ชั่วช้า เป็นคนล้าหลังในหมู่มนุษย์ ในโลกมาบวชในหมู่นิครนถ์,

หน้า ๒๐๔

‘ท่านพระโคดม คนเราใช่ว่าจะพึงประสบความสุขได้ด้วยความสุขเสมอไปก็หาไม่ พึงประสบความสุขได้ด้วยความทุกข์ก็ได้ ก็ถ้าหากบุคคล จักประสบความสุขได้ด้วยความสุขแล้วไซร้ พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชก็คงจะทรงประสบความสุข เพราะพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนา มาคธราชทรงอยู่สบายกว่าท่านพระโคดม’

‘แน่แท้ทีเดียวที่ท่านนิครนถ์ทั้งหลาย หุนหันไปไม่ทันพิจารณาพูดออกมา ว่า ‘ท่านพระโคดม คนเราใช่ว่าจะพึงประสบความสุขได้ด้วยความสุขเสมอไป ก็หาไม่ พึงประสบความสุขได้ด้วยความทุกข์ก็ได้ ก็ถ้าหากบุคคลจักประสบความสุขได้ด้วยความสุขแล้วไซร้ พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชก็คงจะ ทรงประสบความสุข เพราะพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชทรงอยู่สบาย กว่าท่านพระโคดม, เออก็เราเท่านั้นที่พวกท่านควรซักไซร้ไล่เลียงในเรื่องสุข เรื่องทุกข์นั้นว่า ‘บรรดาท่านทั้งหลาย ใครเล่าหนอที่อยู่สบายกว่ากัน ระหว่างพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชกับท่านพระโคดมเอง’‘ท่านพระโคดม แน่แท้ทีเดียวที่พวกข้าพเจ้าหุนหันไป

ไม่ทันพิจารณา พูดออกมาว่า ‘ท่านพระโคดม คนเราใช่ว่าจะพึงประสบความสุขได้ด้วยความสุขเสมอไปก็หาไม่ พึงประสบความสุขได้ด้วยความทุกข์ก็ได้ ก็ถ้าหากบุคคลจัก ประสบความสุขได้ด้วยความสุขแล้วไซร้ พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ก็คงจะทรงประสบความสุข เพราะพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ทรงอยู่สบายกว่าท่านพระโคดม’ เอาละ หยุดไว้เท่านี้เถอะ บัดนี้พวกข้าพเจ้าขอถามพระโคดมว่า ‘บรรดาท่านทั้งหลาย ใครเล่าหนอที่อยู่สบายกว่ากัน ระหว่างพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชกับท่านพระโคดมเอง’‘ดูก่อนนิครนถ์ผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น เราก็ขอถามพวกท่านใน เรื่องสุขเรื่องทุกข์นั้นบ้าง ขอให้พวกท่านตอบอย่างที่พวกท่านเข้าใจ พวก

หน้า ๒๐๕

ท่านเข้าใจความข้อนั้นอย่างไร พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชจะทรง สามารถที่จะไม่ทรงเคลื่อนไหวพระวรกาย ไม่ตรัส เสวยความสุขส่วนเดียว อยู่ตลอด ๗ คืน ๗ วันได้ไหม’

‘ไม่ได้แน่ ท่านผู้มีอายุ’

‘ดูก่อนนิครนถ์ผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านเข้าใจความข้อนั้นอย่างไร พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชจะทรงสามารถที่จะไม่ทรงเคลื่อนไหวพระวรกาย ไม่ตรัส เสวยความสุขส่วนเดียวอยู่ตลอด ๖ คืน ๖ วัน... ๕ คืน ๕ วัน... ๔ คืน ๔ วัน... ๓ คืน ๓ วัน... ๒ คืน ๒ วัน... เพียงคืนหนี่ง วันหนึ่งได้ไหม’

‘ไม่ได้แน่ ท่านผู้มีอายุ’

‘ดูก่อนนิครนถ์ผู้มีอายุทั้งหลาย เราแหละสามารถที่จะไม่เคลื่อนไหวกาย ไม่พูด เสวยความสุขส่วนเดียวอยู่ได้ตลอดคืนหนึ่งวันหนึ่ง สามารถที่ไม่เคลื่อนไหวกาย ไม่พูด เสวยความสุขส่วนเดียวอยู่ได้ตลอด ๒ คืน ๒ วัน... ๓ คืน ๓ วัน... ๔ คืน ๔ วัน... ๕ คืน ๕ วัน... ๖ คืน ๖ วัน... ๗ คืน ๗ วัน ดูก่อนนิครนถ์ผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านจะเข้าใจความข้อนั้นอย่างไร เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครจะอยู่สบายกว่ากัน ระหว่างพระเจ้าพิมพิสาร จอมเสนามาคธราชกับเราเอง’‘เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านพระโคดมสิอยู่สบายกว่าพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช”

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้แล้วเจ้าศากยมหานามะทรงยินดี ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล

จบ จูฬทุกขักขันธสูตรที่ ๔

หน้า ๒๐๖

๕. อนุมานสูตร

ว่าด้วยความคาดหมาย

{๒๒๑} [๑๘๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่งท่านพระมหาโมคคัลลานะพำนักอยู่ ณ เภสกฬาวัน อันเป็นสถานที่ให้อภัยแก่เนื้อ ตำบลสุงสุมารคิระ แคว้นภัคคะ ณ ที่นั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้มีอายุ” ภิกษุเหล่านั้นรับคำของท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว

ธรรมที่ทำ,ให้เป็นคนว่ายาก ๑๖ อย่าง

ท่านมหาโมคคัลลานะได้กล่าวดังนี้ว่า

{๒๒๒} “ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าแม้ภิกษุปวารณาไว้ว่า ‘ขอท่านจงว่ากล่าว ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเป็นผู้ควรที่ท่านจะว่ากล่าวได้’ แต่ภิกษุนั้นเป็นคนว่ายาก ประกอบด้วยธรรมที่ทำให้เป็นคนว่ายาก เป็นผู้ไม่อดทน ไม่รับคำพร่ำสอน โดยเคารพ เมี่อเป็นเช่นนี้ เพื่อนร่วมพรหมจรรย์ต่างก็จะไม่สำคัญภิกษุนั้นว่า ควรว่ากล่าวควรพร่ำสอน ทั้งไม่สำคัญว่าควรถึงความไว้วางใจในบุคคลนั้นได้ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ทำให้เป็นคนว่ายากเป็นไฉน คือ ภิกษุ ในพระธรรมวินัยนี้

๑. เป็นผู้มีความปรารถนาเลวทรามลุอำนาจแก่ความ ปรารถนาเลวทราม ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีความปรารถนาเลวทราม ลุอำนาจแก่ความปรารถนาเลวทราม แม้นี้ก็เป็น ธรรมที่ทำให้เป็นคนว่ายาก

๒.ยังมีอีกข้อหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย คือภิกษุเป็นผู้ยกตนข่มผู้อื่น ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ยกตนข่มผู้อื่น แม้นี้ก็เป็นธรรมที่ ทำให้เป็นคนว่ายาก

จบ ๔. จูฬทุกขักขันธสูตร