arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · มูลปริยายวรรค

๕. อนังคณสูตร เล่ม ๑๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๓–๗๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๐ ในมูลปริยายวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มูลปริยายวรรค อนังคณสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๒)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๒ หน้า ๕๐–๖๕

หน้า ๕๐

พระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอท่านพระโคดมได้โปรดจำข้าพเจ้าว่าเป็น อุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป”

จบ ภยเภรวสูตรที่ ๔

๕. อนังคณสูตร

ว่าด้วยผู้เม่มีอังคณะ ๓

{๕๓} [๕๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนี่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตร เรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่าน พระสารีบุตรแล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ว่าเป็นสรณะ คำว่า สรณะ หมายถึงสภาพกำจัด ขจัดปัดเป่าทุกข์ภัยและความสะดุ้งให้พินาศไป เป็นชื่อแห่งพระรัตนตรัย โดย พระพุทธเจ้าชื่อว่าเป็นสรณะเพราะทรงขจัดภัยแก่สรรพ สัตว์ด้วยการให้ตั้งอยู่ในสิ่งที่เป็นประโยชน์และป้องกันมิให้ตกอยู่ในสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์ พระธรรมชื่อว่าเป็นสรณะเพราะทำผู้ปฏิบัติให้ข้ามพ้นทุกขกันดารในภพและให้ประสบ ความแช่มชื่นใจอันเกิดจากการปฏิบัติ พระสงฆ์ชื่อว่าเป็นสรณะ เพราะทำผู้อุปถัมภ์บำรุงให้ ได้ประสบผลอันไพบูลย์ (ที.สี.อ. ๒๐๗, ม.มู.อ. ๑/๑๔๓)
  2. ๒อุบาสก หมายถึงคฤหัสถ์ผู้ชายที่แสดงตนขอนับถือพระพุทธศาสนาโดยประกาศถึงพระรัตนตรัย เป็นสรณะ ในอรรถกถาได้กล่าวถึงลักษณะของอุบาสกไว้ คือ ต้องรักษาศีล ๕ มีอาชีพสุจริต โดยเว้นมิจฉาชีพ ๕ คือ ค้าอาวุธ ค้าสัตว์ ค้าเนื้อ ค้าสุรา และค้ายาพิษ และต้องประกอบด้วย คุณสมบัติสำคัญ ๕ ประการ คือ มีศรัทธา มีศีล ไม่เชื่อโชคลาง เชื่อกรรม และบำเพ็ญ บุญเฉพาะในพระพุทธศาสนา (ที.สี.อ. ๒๑๑, ม.มู.อ. ๑๔๗)
  3. ๓คำว่า อังคณะ แปลว่า เนินหรือลาน ในที่บางแห่งเป็นชื่อเรียกกิเลส ๓ อย่างคือ ราคะ โทสะ โมหะ ในที่บางแห่งเป็นชื่อเรียกมลทินหรือเปือกตมในที่บางแห่งเป็นชื่อเรียกภูมิภาคที่มี ลักษณะเป็นเนินหรือลาน เช่น ลานโพธิ์ ลานเจดีย์ แต่ในที่นี้ท่านพระสารีบุตรใช้เรียกกิเลสที่ มีสภาพรุนแรง(ความโกรธและความไม่พอใจ)นานัปการ ดังนั้น ผู้ไม่มีอังคณะ ก็คือผู้ไม่มี กิเลสที่มีสภาพรุนแรง (ม.มู.อ. ๑/๑๕๑ ดูความหมาย ในข้อ ๖๐ หน้า ๕๓ ของเล่มนี้)
หน้า ๕๑

บุคคล ๔ ประเภท

{๕๔}ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวดังนี้ว่า “ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคล ๔ ประเภทเหล่านี้มีปรากฏอยู่ในโลก บุคคล ๔ ประเภทเหล่านั้นคืออะไรบ้าง

ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้มีอังคณะ แต่ไม่รู้ตาม ความเป็นจริงว่า ‘เรามีอังคณะในภายใน’ ๑ บุคคลบางคนในโลกนี้มีอังคณะ อยู่ ก็รู้ตามความเป็นจริงว่า ‘เรามีอังคณะในภายใน’ ๑ บุคคลบางคน ในโลกนี้ไม่มีอังคณะ แต่ไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า ‘เราไม่มีอังคณะในภายใน’ ๑ บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่มีอังคณะ ก็รู้ตามความเป็นจริงว่า ‘เราไม่มี อังคณะในภายใน’ในบุคคล ๔ ประเภทนั้น บุคคลที่มีอังคณะ แต่ไม่รู้ตามความเป็นจริง ว่า ‘เรามีอังคณะในภายใน’ กล่าวได้ว่า ‘เป็นคนที่ตํ่าทราม’ ในบรรดา บุคคล ๒ ประเภทที่มีอังคณะเหมือนกันนี้

ในบุคคล ๔ ประเภทนั้น บุคคลที่มีอังคณะ ก็รู้ตามความเป็นจริงว่า ‘เรามีอังคณะในภายใน’ กล่าวได้ว่า ‘เป็นคนที่ประเสริฐ’ ในบรรดาบุคคล ๒ ประเภทที่มีอังคณะเหมือนกันนี้

ในบุคคล ๔ ประเภทนั้น บุคคลที่ไม่มีอังคณะ แต่ไม่รู้ตามความเป็น จริงว่า ‘เราไม่มีอังคณะในภายใน’ กล่าวได้ว่า ‘เป็นคนที่ต่ำทราม’ ใน บรรดาบุคคล ๒ ประเภทที่ไม่มีอังคณะเหมือนกันนี้

ในบุคคล ๔ ประเภทนั้น บุคคลที่ไม่มีอังคณะ ก็รู้ตามความเป็นจริง ว่า ‘เราไม่มีอังคณะในภายใน’ กล่าวได้ว่า ‘เป็นคนที่ประเสริฐ’ ในบรรดา บุคคล ๒ ประเภทที่ไม่มีอังคณะเหมือนกันนี้’’

{๕๕} [๕๘] เมื่อท่านพระสารีบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตรดังนี้ว่า “ท่านสารีบุตร อะไรหนอเป็นเหตุเป็น ปัจจัยที่ทำให้บุคคล ๒ ประเภทผู้มีอังคณะเหมือนกันนี้ คนหนี่งถูกเรียกว่า ‘เป็น

หน้า ๕๒

คนที่ต่ำทราม’ อีกคนหนึ่งถูกเรียกว่า ‘เป็นคนที่ประเสริฐ’ ท่านสารีบุตร อะไร หนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้บุคคล ๒ ประเภทผู้ไม่มีอังคณะเหมือนกันนี้ คนหนึ่งถูกเรียกว่า ‘เป็นคนที่ตํ่าทราม’ อีกคนหนึ่งถูกเรียกว่า ‘เป็นคนที่ประเสริฐ’

[๕๙] “ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ในบุคคล ๔ ประเภทนั้น บุคคลที่มีอังคณะ แต่ไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า ‘เรามีอังคณะในภายใน’ นั้นพึงหวังข้อนี้ได้ คือ เขาจักไม่ทำความพอใจให้เกิด จักไม่พยายามจักไม่ปรารภความเพียร เพื่อละกิเลสนั้นเสีย เขาจักเป็นผู้มีราคะ มีโทสะ มีโมหะ มีกิเลส มีจิต เศร้าหมองทำกาละไป เปรียบเหมือนภาชนะสำริดที่ถูกนำมาจากร้านตลาด หรือจากสกุลช่างทองอันฝุ่นและสนิมจับอยู่โดยรอบภาชนะสำริดนั้น เจ้าของไม่ได้ใช้และไม่ขัดสี ซํ้าเก็บมันไว้ในที่มีฝุ่น เมื่อเป็นอย่างนี้ ภาชนะสำริดนั้นก็จะเศร้าหมอง มีสนิมจับยิ่งขึ้นในเวลาต่อมา“อย่างนั้นหรือ ท่านผู้มีอายุ”

“อย่างนั้นแหละ ท่านผู้มีอายุ บุคคลนี้ก็ฉันนั้น ยังมีอังคณะอยู่ แต่ไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า ‘เรามีอังคณะในภายใน’ พึงหวังข้อนี้ได้ คือ เขาจักไม่ ทำความพอใจให้เกิด จักไม่พยายาม จักไม่ปรารภความเพียรเพื่อละอังคณะ นั้นเสีย เขาจักเป็นผู้มีราคะ มีโทสะ มีโมหะ มีจิตเศร้าหมองทำกาละไป

ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ในบุคคล ๔ ประเภทนั้น บุคคลที่มีอังคณะ ก็รู้ตามความเป็นจริงว่า ‘เรามีอังคณะในภายใน’ นั้นพึงหวังข้อนี้ได้ คือ เขาจักทำความพอใจให้เกิด จักพยายาม จักปรารภความเพียรเพื่อละกิเลสนั้นเสีย เขาจักเป็นผู้ไม่มีราคะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ ไม่มีกิเลส มีจิตไม่เศร้าหมอง ทำกาละไปเปรียบเหมือนภาชนะสำริดที่ถูกนำมาจากร้านตลาดหรือจากสกุลช่างทอง มีฝุ่นและสนิมจับอยู่โดยรอบ ภาชนะสำริดนั้นเจ้าของทั้งใช้ สอยทั้งขัดสี และไม่เก็บมันไวัในที่มีฝุน เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาชนะสำริดนั้นก็ จะหมดจดผ่องใสในเวลาต่อมา

หน้า ๕๓

“อย่างนั้นหรือ ท่านผู้มีอายุ”

“อย่างนั้นแหละ ท่านผู้มีอายุ บุคคลนี้ก็ฉันนั้น ยังมีอังคณะอยู่ ก็รู้ตามความเป็นจริงว่า ‘เรามีอังคณะในภายใน, พึงหวังข้อนี้ได้ คือ เขาจักทำความพอใจให้เกิด จักพยายาม จักปรารภความเพียรเพื่อละอังคณะนั้นเสีย เขาจักเป็นผู้ไม่มีราคะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ ไม่มีกิเลส มีจิตไม่เศร้าหมองทำกาละไป

“ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ในบุคคล ๔ ประเภทนั้น บุคคลที่ไม่มีอังคณะ แต่ไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า ‘เราไม่มีอังคณะในภายใน’ นั้นพึงหวังข้อนี้ได้ คือ เขาจักใส่ใจถึงแต่สุภนิมิต เพราะใส่ใจถึงสุภนิมิตนั้น ราคะจักตาม รบกวนจิต เขาจักเป็นผู้มีราคะ มีโทสะ มีโมหะ มีอังคณะ มีจิตเศร้าหมอง ทำกาละไปเปรียบเหมือนภาชนะสำริดที่ถูกนำมาจากร้านตลาดหรือจากสกุลช่างทอง เป็นของหมดจดผ่องใส แต่ภาชนะสำริดนั้นเจ้าของไม่ได้ใช้ และไม่ขัดสี ซํ้าเก็บมันไว้ในที่มีฝุ่น เมื่อเป็นอย่างนี้ ภาชนะสำริดนั้นก็จะ เศร้าหมอง มีสนิมจับในเวลาต่อมา“อย่างนั้นหรือ ท่านผู้มีอายุ”

“อย่างนั้นแหละ ท่านผู้มีอายุ บุคคลนี้ก็ฉันนั้น ไม่มีอังคณะอยู่ แต่ไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า ‘เราไม่มีอังคณะในภายใน’ พึงหวังข้อนี้ได้ คือ เขาจักใส่ใจถึงแต่สุภนิมิต เพราะใส่ใจถึงสุภนิมิตนั้น ราคะจักตามรบกวนจิต เขาจักเป็นผู้มีราคะ มีโทสะ มีโมหะ มีอังคณะ มีจิตเศร้าหมองทำกาละไป

ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ในบุคคล ๔ ประเภทนั้น บุคคลที่ไม่มีอังคณะ ก็รู้ตามความเป็นจริงว่า ‘เราไม่มีอังคณะในภายใน’ นั้นพึงหวังข้อนี้ได้ คือ เขาจักไม่ใส่ใจถึงสุภนิมิต เพราะไม่ใส่ใจถึงสุภนิมิตนั้น ราคะจักตามรบกวน

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สุภนิมิต นิมิตที่งาม ในที่นี้ได้แก่ อิฏฐารมณ์ (อารมณ์ที่น่าปรารถนา) ซึ่งเป็นที่ตั้งคือก่อ ให้เกิดราคะ ความกำหนัดยินดี (ม.มู.อ. ๑/๑๕๔)
หน้า ๕๔

จิตไม่ได้ เขาจักเป็นผู้ไม่มีราคะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ ไม่มีอังคณะ มีจิตไม่เศร้าหมองทำกาละไป เปรียบเหมือนภาชนะสำริดที่ถูกนำมาจากร้านตลาด หรือจากสกุลช่างทอง เป็นของหมดจดผ่องใส ภาชนะสำริดนั้นเจ้าของทั้ง ใช้สอยทั้งขัดสี และไม่เก็บมันไว้ในที่มีฝุ่น เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาชนะสำริดนั้น ก็จะหมดจดผ่องใสยิ่งขึ้น ในเวลาต่อมา”“อย่างนั้นหรือ ท่านผู้มีอายุ”

“อย่างนั้นแหละ ท่านผู้มีอายุ บุคคลนี้ก็ฉันนั้น ไม่มีอังคณะ ก็รู้ ตามความเป็นจริงว่า ‘เราไม่มีอังคณะในภายใน, พึงหวังข้อนี้ได้ คือ เขา จักไม่ใส่ใจถึงสุภนิมิต เพราะไม่ใส่ใจถึงสุภนิมิตนั้น ราคะจักตามรบกวนจิต ไม่ได้ เขาจักเป็นผู้ไม่มีราคะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ ไม่มีอังคณะ มีจิตไม่เศร้าหมอง ทำกาละไปดูก่อนท่านโมคคัลลานะ นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้บุคคล๒ประเภท ผู้มีอังคณะเหมือนกันนี้ คนหนี่งถูกเรียกว่า ‘เป็นคนที่ต่ำทราม’ อีกคนหนึ่ง ถูกเรียกว่า ‘เป็นคนที่ประเสริฐ’ อนึ่ง นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้บุคคล ๒ ประเภทผู้ไม่มีอังคณะเหมือนกันนี้ คนหนึ่งถูกเรียกว่า ‘เป็นคนที่ต่ำทราม’ อีกคนหนึ่งถูกเรียกว่า ‘เป็นคนที่ประเสริฐ”

ความหมายคำว่า อังคณะ

{๕๖} [๖๐] พระมหาโมคคัลลานะถามว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุ คำที่ท่าน กล่าวว่า ‘อังคณะ อังคณะ’ ดังนี้ คำนั้นเป็นชื่อของอะไรหนอ” พระสารีบุตรตอบว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุ คำว่า ‘อังคณะ’ นี้ เป็น ชื่อของอิจฉาวจร ที่เป็นบาปอกุศล

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อิจฉาวจร ความประพฤติตนตามใจปรารถนา หมายถึงความโกรธและความไม่พอใจต่าง ๆ ที่ ก่อสภาพขึ้นด้วยอำนาจความปรารถนาเลวทรามแล้วถูกขัดขวาง (นัย ม.มู.อ. ๑/๑๕๕)
หน้า ๕๕

{๕๗} ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัย นี้จะพึงเกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า ‘ก็เราเป็นผู้ต้องอาบัติแล้วหนอ แต่ ภิกษุทั้งหลายอย่าพึงรู้เราว่าเป็นผู้ต้องอาบัติแล้วเลย’ และก็ย่อมมีความเป็น ไปได้ที่ภิกษุทั้งหลายจะพึงรู้ภิกษุนั้นว่าเป็นผู้ต้องอาบัติแล้ว เธอก็จะโกรธ ไม่พอใจเพราะคิดว่า ‘ภิกษุทั้งหลายรู้เราว่าเป็นผู้ต้องอาบัติแล้ว, ความโกรธและความไม่พอใจทั้งสองนี้ชื่อว่าอังคณะ{๕๘} ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัย นี้จะพึงเกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า ‘ก็เราเป็นผู้ต้องอาบัติแล้วหนอ ขอภิกษุทั้งหลายโจทเราแค่ในที่ลับ

อย่าโจทเราในท่ามกลางสงฆ์เลย’ และย่อม มีความเป็นไปได้ที่ภิกษุทั้งหลายจะพึงโจทภิกษุนั้นในท่ามกลางสงฆ์ ไม่โจทในที่ลับ เธอก็จะโกรธ ไม่พอใจเพราะคิดว่า ‘ภิกษุทั้งหลายโจทเราในท่ามกลางสงฆ์ ไม่โจทในที่ลับ’ ความโกรธและความไม่พอใจทั้งสองนี้ชื่อว่าอังคณะ{๕๙} ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัย นี้จะพึงเกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า ‘ก็เราเป็นผู้ต้องอาบัติแล้วหนอ บุคคลผู้เสมอกัน พึงโจทเรา บุคคลผู้ไม่เสมอกันไม่พึงโจทเรา’ และก็ย่อมมีความ เป็นไปได้ที่บุคคลผู้ไม่เสมอกันพึงโจทภิกษุนั้น บุคคลผู้เสมอกันไม่โจทภิกษุนั้น เธอก็จะโกรธ ไม่พอใจเพราะคิดว่า

‘บุคคลผู้ไม่เสมอกันมาโจทเรา บุคคลผู้ เสมอกันไม่โจทเรา’ ความโกรธและความไม่พอใจทั้งสองนี้ชื่อว่าอังคณะ{๖๐} ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัย นี้จะพึงเกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ พระศาสดาพึงทรงซักถาม สอบถามเราเท่านั้นแล้วทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายไม่พึงทรงซักถาม สอบถามภิกษุอื่นแล้วทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายเลย’ และก็ย่อมมีความ เป็นไปได้ที่พระศาสดาพึงทรงซักถามสอบถามภิกษุอื่นแล้วทรงแสดงธรรมแก่

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑บุคคลผู้เสมอกัน ในที่นี้หมายถึงภิกษุผู้ต้องอาบัติเช่นเดียวกันกับภิกษุนั้น (ม.มู.อ. ๑/๑๕๖)
หน้า ๕๖

ภิกษุทั้งหลายมิได้ทรงซักถามสอบถามภิกษุนั้นแล้วทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุ ทั้งหลายเธอก็จะโกรธ ไม่พอใจเพราะคิดว่า‘พระศาสดาทรงซักถาม สอบถามภิกษุอื่นแล้วทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายมิได้ทรงซักถาม สอบถามเราแล้วทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย, ความโกรธและความไม่พอใจทั้งสองนี้ชื่อว่าอังคณะ

{๖๑} ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัย นี้จะพึงเกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า‘โอหนอภิกษุทั้งหลายพึงให้ แวดล้อมเราเท่านั้นเข้าหมู่บ้านไปเพื่อภัตตาหารอย่าแวดล้อมภิกษุอื่นเข้า หมู่บ้านไปเพื่อภัตตาหารเลย, และก็ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ภิกษุทั้งหลายพึงแวดล้อมภิกษุอื่นเข้าหมู่บ้านไปเพื่อภัตตาหาร ไม่แวดล้อมภิกษุนั้นเข้าหมู่บ้าน ไปเพื่อภัตตาหารเธอก็จะโกรธไม่พอใจเพราะคิดว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย แวดล้อมภิกษุอื่นเข้าหมู่บ้านเพื่อภัตตาหาร หาแวดล้อมเราเข้าหมู่บ้านเพื่อภัตตาหารไม่, ความโกรธและความไม่พอใจทั้งสองนี้ชื่อว่าอังคณะ{๖๒} ดูก่อนท่านผู้มีอายุ

ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัย นี้จะพึงเกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ เราเท่านั้นพึงได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ ในโรงฉัน ภิกษุอื่นไม่พึงได้อาสนะอันเลิศ นํ้าอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศในโรงฉันเลย, และก็ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ภิกษุ อื่นจะพึงได้อาสนะอันเลิศ นํ้าอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศในโรงฉัน ภิกษุนั้น ไม่ได้อาสนะอันเลิศ นํ้าอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศในโรงฉัน เธอก็จะโกรธ ไม่พอใจเพราะคิดว่า ‘ภิกษุอื่นได้อาสนะอันเลิศ นํ้าอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ ในโรงฉัน เราไม่ได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศในโรงฉัน, ความโกรธและความไม่พอใจทั้งสองนี้ชื่อว่าอังคณะ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อาสนะอันเลิศ หมายถีงที่นั่งสำหรับพระสังฆเถระ หรือที่นั่งหัวแถว นํ้าอันเลิศ ได้แก่ น้ำทักษิณา บิณฑบาตอันเลิศ คือบิณฑบาตที่ถวายแด่พระสังขเถระ (ม.มู.อ. ๑/๑๕๗)
หน้า ๕๗

{๖๓} ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัย นี้จะพึงเกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ เราเท่านั้นพึงฉันในโรงฉัน แล้วอนุโมทนา ภิกษุอื่นไม่พึงฉันในโรงฉันแล้วอนุโมทนา’ และก็ย่อมมีความ เป็นไปได้ที่ภิกษุอื่นจะพึงฉันในโรงฉันแล้วอนุโมทนา ภิกษุนั้นไม่ได้ฉันในโรงฉัน แล้วอนุโมทนา เธอก็จะโกรธ ไม่พอใจเพราะคิดว่า ‘ภิกษุอื่นได้ฉันในโรงฉัน แล้วอนุโมทนา เราไม่ได้ฉันในโรงฉันแล้วอนุโมทนา’ ความโกรธและความไม่ พอใจทั้งสองนี้ชื่อว่าอังคณะ{๖๔} ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัย นี้จะพึงเกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า

‘โอหนอ เราเท่านั้นพึงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ในอาราม ภิกษุอื่นไม่พึงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ในอารามเลย’ และก็ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ภิกษุอื่นจะพึงแสดงธรรมแก่ภิกษุ ทั้งหลายผู้อยู่ในอารามภิกษุนั้นไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ในอาราม เธอก็จะโกรธ ไม่พอใจเพราะคิดว่า ‘ภิกษุอื่นได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ ทั้งหลายผู้อยู่ในอาราม เราไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ในอาราม’ ความ โกรธและความไม่พอใจทั้งสองนี้ชื่อว่าอังคณะ{๖๕} ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัย นี้จะพึงเกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ เราเท่านั้นพึงแสดงธรรมแก่ภิกษุณีทั้งหลายผู้อยู่ในอาราม

ภิกษุอื่นไม่พึงแสดงธรรมแก่ภิกษุณีทั้งหลาย ผู้อยู่ในอารามเลย’และก็ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ภิกษุอื่นจะพึงแสดงธรรมแก่ ภิกษุณีทั้งหลายผู้อยู่ในอารามภิกษุนั้น ไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุณีทั้งหลายผู้อยู่ในอาราม เธอก็จะโกรธ ไม่พอใจเพราะคิดว่า ‘ภิกษุอื่นได้แสดงธรรมแก่ ภิกษุณีทั้งหลายผู้อยู่ในอาราม เราไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุณีทั้งหลายผู้อยู่ในอาราม’ ความโกรธและความไม่พอใจทั้งสองนี้ชื่อว่าอังคณะดูก่อนท่านผู้มีอายุ ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัย นี้จะพึงเกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ เราเท่านั้นพึงแสดงธรรมแก่

หน้า ๕๘

อุบาสกทั้งหลายผู้อยู่ในอาราม ภิกษุอื่นไม่พึงแสดงธรรมแก่อุบาสกทั้งหลายผู้อยู่ในอารามเลย, และก็ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ภิกษุอื่นจะพึงแสดงธรรมแก่ อุบาสกทั้งหลายผู้อยู่ในอาราม ภิกษุนั้นไม่ได้แสดงธรรมแก่อุบาสกทั้งหลายผู้อยู่ในอาราม เธอก็จะโกรธ ไม่พอใจเพราะคิดว่า ‘ภิกษุอื่นได้แสดงธรรมแก่อุบาสกทั้งหลายผู้อยู่ในอาราม เราไม่ได้แสดงธรรมแก่อุบาสกทั้งหลายผู้อยู่ในอาราม’ ความโกรธและความไม่พอใจทั้งสองนี้ชื่อว่าอังคณะ

ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัย นี้จะพึงเกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ เราเท่านั้นพึงแสดงธรรมแก่อุบาสิกาทั้งหลายผู้อยู่ในอาราม ภิกษุอื่นไม่พึงแสดงธรรมแก่อุบาสิกาทั้งหลาย ผู้อยู่ในอารามเลย’ และก็ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ภิกษุอื่นจะพึงแสดงธรรมแก่อุบาสิกาทั้งหลายผู้อยู่ในอาราม ภิกษุนั้นไม่ได้แสดงธรรมแก่อุบาสิกาทั้งหลาย ผู้อยู่ในอาราม เธอก็จะโกรธไม่พอใจเพราะคิดว่า ‘ภิกษุอื่นได้แสดงธรรมแก่อุบาสิกาทั้งหลายผู้อยู่ในอาราม เราไม่ได้แสดงธรรมแก่อุบาสิกาทั้งหลายผู้อยู่ ในอาราม’ ความโกรธและความไม่พอใจทั้งสองนี้ชื่อว่าอังคณะ{๖๖}

ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัย นี้จะพึงเกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ ภิกษุทั้งหลายพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเราเท่านั้น ไม่พึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุอื่น’ ก็ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ภิกษุทั้งหลายจะพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ภิกษุอื่น ไม่สักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุนั้น เธอก็จะโกรธ ไม่พอใจ เพราะคิดว่า ‘ภิกษุทั้งหลายสักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุอื่น ไม่สักการะ เคารพ นับถือ บูชาเรา’ ความโกรธและความไม่พอใจทั้งสองนี้ชื่อว่าอังคณะ{๖๗} ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัย นี้จะพึงเกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ ภิกษุณีทั้งหลายพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเราเท่านั้น ไม่พึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุอื่น’ และก็ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ภิกษุณีทั้งหลายจะพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา

หน้า ๕๙

ภิกษุอื่น ไม่สักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุนั้น เธอก็จะโกรธ ไม่พอใจ เพราะคิดว่า ‘ภิกษุณีทั้งหลายสักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุอื่น ไม่สักการะ เคารพ นับถือ บูชาเรา’ ความโกรธและความไม่พอใจทั้งสองนี้ชื่อว่าอังคณะ

ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัย นี้จะพึงเกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ อุบาสกทั้งหลายพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเราเท่านั้น ไม่พึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุอื่น’ และก็ย่อมมีความเป็นไปได้ที่อุบาสกทั้งหลายจะพึงสักการะ เคารพนับถือ บูชาภิกษุอื่น ไม่สักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุนั้น เธอก็จะโกรธ ไม่พอใจ เพราะคิดว่า ‘อุบาสกทั้งหลายสักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุอื่น ไม่สักการะ เคารพ นับถือ บูชาเรา’ ความโกรธและความไม่พอใจทั้งสองนี้ ชื่อว่าอังคณะ ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัย นี้จะพึงเกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า

‘โอหนอ อุบาสิกาทั้งหลายพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเราเท่านั้น ไม่พึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุอื่น’ และก็ย่อมมีความเป็นไปได้ที่อุบาสิกาทั้งหลายจะพึงสักการะ เคารพนับถือบูชา ภิกษุอื่น ไม่สักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุนั้น เธอก็จะโกรธ ไม่พอใจ เพราะคิดว่า ‘ภิกษุทั้งหลายสักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุอื่น ไม่สักการะ เคารพ นับถือ บูชาเรา’ ความโกรธและความไม่พอใจทั้งสองนี้ ชื่อว่าอังคณะ{๖๘}ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัย นี้จะพึงเกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า ‘โอหนอเราเท่านั้นพึงได้จีวรอัน ประณีต ภิกษุอื่นไม่พึงได้จีวรอันประณีต’ และก็ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ภิกษุอื่น จะพึงได้จีวรอันประณีต ภิกษุนั้นไม่ได้จีวรอันประณีต เธอก็จะโกรธ ไม่พอใจ เพราะคิดว่า ‘ภิกษุอื่นได้จีวรอันประณีต เราไม่ได้จีวรอันประณีต’ ความ โกรธและความไม่พอใจทั้งสองนี้ชื่อว่าอังคณะ

{๖๙}ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัย

หน้า ๖๐

นี้จะพึงเกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ เราเท่านั้นพึงได้บิณฑบาต อันประณีต ภิกษุอื่นไม่พึงได้บิณฑบาตอันประณีต’ แต่ก็ย่อมมีความเป็นไป ได้ที่ภิกษุอื่นจะพึงได้บิณฑบาตอันประณีต ภิกษุนั้นไม่ได้บิณฑบาตอันประณีต เธอก็จะโกรธ ไม่พอใจเพราะคิดว่า ‘ภิกษุอื่นได้บิณฑบาตอันประณีต เราไม่ได้ บิณฑบาตอันประณีต’ ความโกรธและความไม่พอใจทั้งสองนี้ชื่อว่าอังคณะ

ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัย นี้จะพึงเกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ เราเท่านั้นพึงได้เสนาสนะ อันประณีต ภิกษุอื่นไม่พึงได้เสนาสนะอันประณีต’ และก็ย่อมมีความเป็นไป ได้ที่ภิกษุอื่นจะพึงได้เสนาสนะอันประณีต ภิกษุนั้นไม่ได้เสนาสนะอันประณีต เธอก็จะโกรธไม่พอใจเพราะคิดว่า ‘ภิกษุอื่นได้เสนาสนะอันประณีต เราไม่ได้ เสนาสนะอันประณีต’ ความโกรธและความไม่พอใจทั้งสองนี้ชื่อว่าอังคณะดูก่อนท่านผู้มีอายุ ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัย นี้จะพึงเกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ เราเท่านั้นพึงได้คิลานปัจจัย เภสัชบริขารอันประณีต ภิกษุอื่นไม่พึงได้คิลานปัจจัยเภสัชบริขารอันประณีต’ และก็ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ภิกษุอื่นจะพึงได้คิลานปัจจัยเภสัชบริขารอันประณีต ภิกษุนั้นไม่ได้คิลานปัจจัยเภสัชบริขารอันประณีต เธอก็จะโกรธไม่พอใจ เพราะ คิดว่า ‘ภิกษุอื่นได้คิลานปัจจัยเภสัชบริขารอันประณีต เราไม่ได้คิลานปัจจัย เภสัชบริขารอันประณีต’ ความโกรธและความไม่พอใจทั้งสองนี้ ชื่อว่าอังคณะดูก่อนท่านผู้มีอายุ คำว่า ‘อังคณะ’ นี้ เป็นชื่อของอิจฉาวจรที่เป็นบาป อกุศลเหล่านี้แล

อิจฉาวจรที่เป็นบาปอกุศลอันภิกษุยังละไม่ได้

{๗๐} [๖๑] ดูก่อนท่านผู้มีอายุอิจฉาวจรที่เป็นบาปอกุศลเหล่านี้อันภิกษุ รูปใดรูปหนึ่งยังละไม่ได้ เขายังเห็นกันอยู่และได้ยินกันอยู่ แม้เธอจะเป็นผู้ อยู่ป่า มีเสนาสนะอันสงัด ถือบิณฑบาตเป็นวัตร เที่ยวบิณฑบาตตาม

หน้า ๖๑

ลำดับตรอก ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ครองจีวรเศร้าหมองอยู่ ถึงอย่างนั้น เพื่อนร่วมพรหมจรรย์ทั้งหลายก็จะไม่สักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุอะไรเพราะอิจฉาวจรที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นอันท่านผู้มีอายุนั้นยังละไม่ได้ เขายังเห็นกันอยู่และได้ยินกันอยู่

เปรียบเหมือนภาชนะสำริดที่บุคคลนำมาจากร้านตลาดหรือจากสกุลช่างทอง เป็นของที่หมดจด ผ่องใส ภาชนะสำริดนั้นเจ้าของใส่ซากศพงู ซากศพสุนัข หรือซากศพมนุษย์เข้าไว้จนเต็ม ปิดด้วยภาชนะสำริดใบอื่น แล้วนำไปร้านตลาด ผู้คนเห็นภาชนะสำริดนั้นเข้าพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ สิ่งที่ท่านนำไปนี้คืออะไร ดูเหมือนจะน่ารู้น่าสนใจนะ, พึงลุกขึ้น เปิดภาชนะสำริดนั้นดู พร้อม ๆ กับการเห็นซากศพนั้นความไม่พอใจ ความเป็นของปฏิกูล และความรังเกียจจะพึงเกิดขึ้นแม้คนที่หิวอยู่แล้ว ก็ยังไม่ปรารถนาจะบริโภคเลย ไม่ต้องกล่าวถึงคนที่บริโภคอิ่มแล้ว ฉันใด อิจฉาวจรที่เป็นบาปอกุศลเหล่านี้ก็ฉันนั้นอันภิกษุรูปใดรูปหนี่งยังละไม่ได้ เขายังเห็นกันอยู่และได้ยินกันอยู่ แม้เธอจะเป็นผู้อยู่ป่า มีเสนาสนะอันสงัด ถือบิณฑบาตเป็นวัตร เที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอก ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ครองจีวรเศร้าหมองอยู่ ถึงอย่างนั้นเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ทั้งหลาย ก็จะไม่สักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะ อิจฉาวจรที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นอันท่านผู้มีอายุนั้นยังละไม่ได้เขาเห็นกันอยู่และได้ยินกันอยู่

อิจฉาวจรที่เป็นบาปอกุศลอันภิกษุละได้แล้ว

{๗๑} [๖๒] ดูก่อนท่านผู้มีอายุ อิจฉาวจรที่เป็นบาปอกุศลเหล่านี้อันภิกษุรูปใดรูปหนี่งละได้แล้ว เขาเห็นกันอยู่และได้ยินกันอยู่ แม้เธอจะเป็นผู้อยู่ใน เสนาสนะใกล้บ้าน รับนิมนต์ ครองคหบดีจีวร ถึงอย่างนั้น เพื่อนร่วม พรหมจรรย์ทั้งหลายก็จะสักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุนั้น ข้อนั้น

หน้า ๖๒

เพราะเหตุอะไรเพราะอิจฉาวจรที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นอันท่านผู้มี อายุนั้นละได้แล้ว เขาเห็นกันอยู่และได้ยินกันอยู่

เปรียบเหมือนภาชนะสำริดที่บุคคลนำมาจากร้านตลาดหรือจากสกุลช่างทอง เป็นของที่หมดจด ผ่องใส ภาชนะสำริดนั้น เจ้าของใส่ข้าวสุก แห่งข้าวสาลีที่เลือกเอาเมล็ดดำออกแล้ว แกงและกับหลายอย่างจนเต็ม ปิดด้วยภาชนะสำริดใบอื่นแล้วนำไปยังร้านตลาด ผู้คนเห็นภาชนะสำริดนั้น แล้วพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ สิ่งที่ท่านนำไปนี้คืออะไร ดูเหมือน จะน่ารู้น่าสนใจนะ, พึงลุกขึ้นเปิดภาชนะสำริดนั้นดู พร้อมกับการเห็นข้าว สุกแห่งข้าวสาลีขาวสะอาดมีแกงและกับหลายอย่างนั้น ความพอใจ ความ ไม่ปฏิกูลและความไม่รังเกียจก็จะเกิดขึ้นแม้คนที่บริโภคอิ่มแล้วก็ยัง ปรารถนาจะบริโภค ไม่ต้องกล่าวถึงคนที่หิวอยู่แล้ว ฉันใด อิจฉาวจรที่ เป็นบาปอกุศลเหล่านี้ก็ฉันนั้นอันภิกษุรูปใดรูปหนึ่งละได้แล้วเขาเห็นกันอยู่และได้ยินกันอยู่ แม้เธอจะเป็นผู้อยู่ในเสนาสนะใกล้บ้าน รับนิมนต์ ครองคฤหบดีจีวร ถึงอย่างนั้น เพื่อนร่วมพรหมจรรย์ทั้งหลายก็จะสักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะอิจฉาวจรที่ เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นอันท่านผู้มีอายุนั้นละได้แล้วเขาเห็นกันอยู่และ ได้ยินกันอยู่”

อุปมาด้วยช่างทำรถ

{๗๒} [๖๓] เมื่อท่านพระสารีบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตรดังนี้ว่า “ท่านสารีบุตร อุปมาย่อมแจ่มแจ้งแก่กระผม”

ท่านพระสารีบุตรจึงกล่าวว่า “ท่านพระมหาโมคคัลลานะ อุปมาจงแจ่มแจ้งเฉพาะท่านเถิด”

หน้า ๖๓

“ดูก่อนท่านผู้มีอายุ สมัยกาลครั้งหนี่ง กระผมอยู่ที่พระนครราชคฤห์ ซึ่งเป็นคอกเขา ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า กระผมนุ่งแล้วถือบาตรจีวรเข้าไปยัง พระนครราชคฤห์เพื่อบิณฑบาต ก็สมัยนั้น บุตรช่างทำรถชื่อสมีติถากกงรถอยู่ อาชีวก ชื่อปัณฑุบุตรผู้เป็นบุตรช่างทำรถเก่าได้เข้าไปยืนอยู่ใกล้นายสมีตินั้น ครั้งนั้น อาชีวกปัณฑุบุตรผู้เป็นบุตรช่างทำรถเก่าเกิดความคิดขึ้นในใจอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ บุตรช่างทำรถชื่อสมีตินี้พึงถากส่วนโค้ง ส่วนคด และส่วนที่เสียเช่นกระพี้และปมตรงนี้แห่งกงนี้ออกเสีย เมื่อเป็นเช่นนี้ กงนี้ก็จะสิ้นโค้ง สิ้นคด สิ้นส่วนที่เสีย พึงเหลือแต่แก่นล้วน ๆ อาชีวกปัณฑุ

บุตรผู้เป็นบุตรช่างทำรถเก่ามีความดำริในใจอย่างใด ๆ นายสมีติบุตร ช่างทำรถก็ถากส่วนที่โค้ง ส่วนที่คด และส่วนที่เสียเช่นกระพี้และปมแห่งกงนั้นอย่างนั้น ๆ ครั้งนั้น อาชีวกปัณฑุบุตรผู้เป็นบุตรช่างทำรถเก่าดีใจเปล่ง วาจาแสดงความดีใจว่า ‘นายสมีติบุตรช่างทำรถถากเหมือนจะรู้ใจด้วยใจ’ ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกันแหละ ท่านผู้มีอายุ บุคคลทั้งหลายเหล่าใดไม่มีศรัทธา มุ่งแต่จะเลี้ยงชีวิต ออกจากเรือนมาบวซเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา หามิได้ เป็นผู้มักโอ้อวด เจ้ามายา หลอกลวง ฟุ้งซ่าน ถือตัว กลับกลอก ปากกล้า มีวาจาเคลือบแคลง ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ไม่รู้ ประมาณในโภชนะ ไม่ประกอบความเพียร ไม่มีความเพ่งเล็งในสามัญญคุณ ไม่มีความเคารพอย่างแรงกล้าในสิกขา เป็นผู้มักมาก ย่อหย่อน เป็น

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ซึ่งเป็นคอกเขา หมายถึงสถานที่ตั้งของพระนครราชคฤห์นี้มีอาณาบริเวณดุจคอกเขา เพราะ ถูกล้อมรอบด้วยภูเขา มีภูเขาเป็นกำแพงกั้น (ม.มู.อ. ๑/๑๖๓) รู้กันว่าพระนครราชคฤห์ มีภูเขาล้อมรอบถึง ๕ ลูกมีภูเขาคิชฌกูฏเป็นต้น จึงมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า เบญจคีรีนคร
  2. ๒อาชีวก นักบวชเปลือยนอกพระพุทธศาสนา (ม.มู.อ. ๑/๑๖๓)
  3. ๓ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย หมายถึงไม่สำรวมกาย วาจา ใจในอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ (ม.มู.อ. ๑/๑๖๔)
  4. ๔ไม่มีความเพ่งเล็งในสามัญญคุณ หมายถึงไม่สนใจในสมณธรรม คือเป็นผู้เว้นจากการปฏิบัติ ธรรมอันสมควรแก่ธรรม (ม.มู.อ. ๑/๑๖๔)
หน้า ๖๔

ผู้นำในการท้อถอย ทอดธุระในความสงัด เกียจคร้าน มีความเพียรต่ำ มี สติฟั่นเฟือน ไม่มีสัมปชัญญะ มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตหมุนไปผิด ด้อยปัญญา เป็นดังคนใบ้ ใจของบุคคลเหล่านั้นดูเหมือนท่านพระสารีบุตรจะรู้ด้วยใจ จึงถากอยู่ด้วยธรรมปริยายนี้

อนึ่ง กุลบุตรเหล่าใดมีศรัทธาออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิต ไม่เป็นคนโอ้อวด ไม่มีมายา ไม่หลอกลวง ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ถือตัว ไม่กลับกลอก ไม่ปากกล้า ไม่มีวาจาเคลือบแคลง คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้ ประมาณในโภชนะ ประกอบความเพียรมีความเพ่งเล็งในสามัญญคุณ มีความเคารพอย่างแรงกล้าในสิกขา ไม่เป็นผู้มักมาก ไม่ย่อหย่อน ทอดธุระในการท้อถอย เป็นผู้นำในความสงัด ปรารภความเพียร มีจิตมุ่งพระ นิพพาน มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ มีจิตมั่นคง มีจิตแน่วแน่ มีปัญญา ไม่เป็นดุจคนใบ้ กุลบุตรเหล่านั้นฟังธรรมปริยายของท่านพระสารีบุตรนี้แล้ว เหมือนหนึ่งว่าจะดื่มจะกลืนไว้ด้วยวาจาและใจว่า ‘ดีทีเดียวหนอ

ท่านผู้เจริญ ที่ท่านพระสารีบุตรผู้เป็นเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ทำให้เราทั้งหลายออกจากอกุศล ให้ตั้งอยู่ในกุศล’เปรียบเหมือนหญิงสาวหรือชายหนุ่มที่ชอบแต่งตัวชำระสระเกล้าแล้ว ได้ดอกอุบล ดอกมะลิ หรือดอกลำดวน ประคองด้วยมือทั้งสองยกขึ้นตั้ง ไว้บนเศียรเกล้า ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกัน กุลบุตรทั้งหลายผู้มีศรัทธาออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิต ไม่เป็นคนโอ้อวด ไม่มีมายา ไม่หลอกลวง ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ถือตัว ไม่กลับกลอก ไม่ปากกล้า ไม่มีวาจาเคลือบแคลง คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้ประมาณในโภชนะ ประกอบความเพียร มีความเพ่งเล็งในสามัญญคุณ มีความเคารพอย่างแรงกล้าในสิกขา ไม่เป็น ผู้มักมาก ไม่ย่อหย่อน ทอดธุระในการท้อถอย เป็นผู้นำในความสงัด ปรารภ ความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพาน มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ มีจิตมั่นคง มีจิตแน่วแน่มีปัญญาไม่เป็นดุจคนใบ้กุลบุตรเหล่านั้นฟัง

หน้า ๖๕

ธรรมปริยายของท่านพระสารีบุตรนี้แล้วเหมือนหนึ่งว่าจะดื่มจะกลืนไว้ ด้วยวาจาและใจว่า ‘ดีทีเดียวหนอ ท่านผู้เจริญ ที่ท่านพระสารีบุตรผู้เป็น เพื่อนร่วมพรหมจรรย์ทำให้เราทั้งหลายออกจากอกุศล ให้ตั้งอยู่ในกุศล”

พระมหานาคทั้งสอง นั้นต่างยินดีชื่นชมสุภาษิตของกันและกันด้วย

ประการฉะนี้แล

จบ อนังคณสูตรที่ ๕

๖. อากังเขยยสูตร

ว่าด้วยข้อที่พึงหวังได้ ๑๗ อย่าง

{๗๓} [๖๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูล รับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์ดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์มีปาติโมกข์สมบูรณ์อยู่เถิด จงเป็นผู้สำรวมในปาติโมกขสังวรศีล ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรอยู่เถิด จงเป็นผู้มีปกติเห็นภัยในโทษผิดแม้เพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลายเถิด

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พระมหานาคทั้งสอง ในที่นี้หมายถึงพระอัครสาวกทั้งสอง คือ พระสารีบุตรและพระมหา โมคคัลลานะ คำว่า นาค มีความหมายเฉพาะคำ ๓ ความหมาย คือ ผู้ไม่ลุอำนาจอคติ ๔ มีฉันทาคติเป็นต้น ผู้ไม่หวนกลับสู่เหล่ากิเลสที่ละได้แล้วด้วยอริยมรรคนั้นๆ และผู้ไม่กระทำ ความชั่วนานัปการ โดยปริยายเป็นคำเรียกพระอรหันตขีณาสพ พระสารีบุตรและพระมหา โมคคัลลานะเป็นผู้ที่พระอรหันตขีณาสพอื่นๆ ยกย่อง จึงชื่อว่ามหานาค (ม.มู.อ. ๑/๑๖๕)

จบ ๕. อนังคณสูตร