พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · ปริพพาชกวรรค
๗. มหาสกุลุทายิสูตร เล่ม ๑๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๑๔–๓๕๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๐ ในปริพพาชกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ปริพพาชกวรรค มหาสกุลุทายิสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๓)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๓ หน้า ๓๐๒–๓๓๕
ในพระสมณโคดมย่อมมีผล แต่ว่าบัดนี้การที่เราทั้งหลายจะสละลาภสักการะ และความสรรเสริญเสียนั้น มิใช่ทำได้ง่าย ๆ”
สันทกปริพาชกได้ส่งบริษัทของตนไปประพฤติพรหมจรรย่ในพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยประการฉะนี้แล
จบ สันทกสูตรที่ ๖
๗. มหาสกุลุทายิสูตร
ว่าด้วยสกุลุทายิปริพาชก สูตรใหญ่
{๓๑๔}[๒๓๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้นแล ปริพาชกผู้มีชื่อเสียงจำนวนมากอาศัยอยู่ในปริพาชการามซึ่งเป็นที่ให้เหยื่อแก่นกยูง คือ อันนภารปริพาชก ๑ วรตรปริพาชก ๑ สกุลุทายีปริพาชก ๑ และ ปริพาชกผู้มีชื่อเสียงอื่น ๆครั้งนั้นเป็นเวลาเข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสกแล้วทรงถือบาตรจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครราชคฤห์ ลำดับนั้น ได้ทรงดำริว่า “เราจะเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ก่อนก็ยังเช้านัก อย่ากระนั้นเลย เราพึงเข้าไปหาสกุลุทายีปริพาชกยังปริพาชการามซึ่งเป็นที่ให้เหยื่อแก่นกยูงเถิด” จึงลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จเข้าไปยังปริพาชการามนั้นแล้ว{๓๑๕}ก็สมัยนั้น สกุลุทายีปริพาชกนั่งอยู่กับปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่ซึ่งกำลังพูดเรื่องดิรัจฉานกถาเป็นอันมากด้วยเสียงดังเซ็งแซ่ คือ พูดเรื่องพระราชา
- ๑ดิรัจฉานกถา ดูความหมายที่เชิงอรรถข้อ ๒๒๓ (สันทกสูตร) หน้า ๒๘๓ ในเล่มนี้
เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องการรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องนางกุมภทาสี เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อมอย่างนั้นอย่างนี้สกุลุทายีปริพาชกได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแต่ไกล จึงห้ามบริษัทของตนให้สงบเสียงว่า “ท่านผู้เจริญทั้งหลายจงเงียบหน่อย ท่านผู้เจริญ ทั้งหลายอย่าส่งเสียงดังกัน นี่พระสมณโคดมกำลังเสด็จมา พระองค์ ท่านโปรดเสียงเบา และตรัสสรรเสริญคุณของเสียงเบา ถ้ากระไร
พระองค์ท่านทรงทราบว่าบริษัทเสียงเบาลงแล้ว อาจจะเสด็จเข้ามาก็ได้” ลำดับนั้น พวกปริพาชกเหล่านั้นพากันนิ่งอยู่ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปหาสกุลุทายีปริพาชกแล้ว สกุลุทายีปริพาชกได้ทูลเชิญพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ เชิญพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาเถิด พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาดีแล้ว นานทีเดียวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงเยี่ยมกรายมาที่นี่ ขอเชิญพระผู้มีพระภาค เจ้าประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูถวายไว้เถิด” พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงประทับบนอาสนะที่ปูไว้แล้ว ส่วนสกุลุทายีปริพาชกถือเอาอาสนะที่ตํ่ากว่านั่ง สกุลุ ทายีปริพาชกนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามว่า
ทรงสนทนาเรื่องการเคารพครู
[๒๓๘] “ดูก่อนสกุลุทายี เมื่อกี้นี้ท่านทั้งหลายนั่งชุมนุมสนทนาอะไรกันอยู่ และเรื่องอะไรที่ท่านทั้งหลายคุยค้างไว้ในระหว่าง”
{๓๑๖}“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เรื่องที่พวกข้าพเจ้านั่งชุมนุมสนทนาเมื่อกี้นี้นั้นของดไว้ เรื่องนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจักทรงสดับในภายหลังโดยไม่ยาก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันก่อน ๆ หลายวันมาแล้ว พวกสมณพราหมณ์เจ้าลัทธิ
ต่างๆ นั่งชุมนุมกันที่กุตูหลศาลา ได้เกิดมีข้อสนทนากันขึ้นว่า ‘ท่านผู้เจริญทั้งหลาย เป็นลาภของพวกชาวอังคะและชาวมคธหนอ ชาวอังคะและ ชาวมคธ ได้ดีแล้วหนอ ที่สมณพราหมณ์ผู้เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มียศ เป็นเจ้าลัทธิ ที่คนเป็นอันมากยอมรับว่าเป็นสาธุ เข้าไปจำ พรรษายังพระนครราชคฤห์แล้ว คือ ครูปูรณกัสสปะเอย ครูมักขลิโคสาลเอย ครูอชิตเกสกัมพลเอย ครูปกุทธกัจจายนะเอย ครูสัญชัยเวลัฏฐบุตรเอย
- ๑กุฅูหลศาลา (หรือโกตูหลศาลา) ศาลาก่อให้เกิดความโกลาหลตื่นเต้น คำว่า กุตูหละ ไม่ใช่ชื่อเฉพาะของศาลานี้ เพราะไม่มีชื่อของศาลาอย่างนี้โดยเฉพาะ แต่หมายถึงศาลาที่พวกสมณพราหมณ์ในลัทธิต่าง ๆ ใช้เป็นที่วาทยุทธ์คือมากล่าวถ้อยคำเชิงแสดงลัทธิของตน ซื่งทำให้ผู้ฟัง เกิดความโกลาหลตื่นเต้นในทำนองว่า ‘เจ้าลัทธินี้แถลงถึงเรื่องอะไร เจ้าลัทธินี้ประกาศลัทธิอะไร’ ศาลานั้นจึงได้ชื่อว่ากุตูหลศาลา (ที.สี.อ. ๓๐๔, ม.ม.อ. ๑๗๓)
- ๒ยกย่องว่าเป็นสาธุ หมายถึงนับถือว่าเป็นคนดี เป็นสัตบุรุษ (ที.สี.อ. ๑๓๐, ม.มู.อ. ๒/๑๔๐)
- ๓ปูรณกัสสปะ เป็นเจ้าลัทธิที่ถือว่าสิ่งที่ทำแล้วไม่เป็นอันทำ (อกิริยวาท) ตามประวัติ เพราะเกิดมาทำให้ทาสตระกูลหนี่งเต็มจำนวนหนี่งร้อย คือเป็นคนที่หนี่งร้อยของทาสตระกูลนั้นพอดี พวกญาติจึงตั้งชื่อว่า ปูรณะ (แปลว่า ครบหรือเต็ม) และถือว่าเป็นทาสมงคล ได้ให้การเลี้ยงดูอย่างดี โดยไม่ให้ทำอะไร ปูรณะอยู่เฉย ๆ จึงเกิดความอึดอัดใจ ได้หนีออกไปอยู่ตามลำพัง ถูกพวกโจร แย่งชิงผ้า ก็ไม่รู้จักเอาอะไรมาปกปิดร่างกาย เพราะทำอะไรไม่เป็นมาก่อน จึงเปลือยกายเข้าไปหมู่บ้านแห่งหนี่ง พวกชาวบ้านพากันแตกตื่นอัศจรรย์ใจเรียกขานไปตามสามัญสำนึกว่าเป็นพระอรหันต์ แล้วให้การอุปถัมภ์บำรุง ปูรณะเห็นช่องทางสุขสบาย จึงถือเพศเป็นชีเปลือย เลี้ยงชีพแล้วตั้งลัทธิอกิริยวาทขึ้นมา มีประชาชนเลื่อมใสในลัทธิบวชเป็นศิษย์มากมาย จนได้เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ (นัย ที.สี.อ. ๑๓๐, ม.มู.อ. ๒/๑๔๐)
- ๔มักขลิโคศาล เป็นเจ้าลัทธิอเหตุกวาท คือถือว่าไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยที่ทำให้คนเราบริสุทธิ์หรือเศร้าหมอง เป็นนักบวชชีเปลือยที่เรียกตนเองว่าอาชีวก มักขลิเป็นชื่อเดิม โคศาลเป็นอีกชื่อหนี่งซื่งหมายถึงเกิดในโรงโคหรือในหมู่บ้านโคศาล มีความเป็นมาโดยครั้งหนี่งเขาแบกหม้อน้ำมันเดินไป ในบริเวณพื้นที่ลื่นแฉะเป็นโคลน เจ้านายของเขาได้พูดสำทับว่า “ตาด มา ขลิ : อย่าพลาดล้มนะ’ (มักขลิจึงแปลว่า ผู้ไม่พลาดล้ม) แต่เพราะความประมาท เขาได้พลาดล้ม กลัวจะถูกลงโทษ จึงหนีไป เจ้านายติดตามไปทันฉวยฉุดได้ที่ชายผ้า มักขลิยอมทิ้งผ้าเป็นชีเปลือยหนีไปได้ แล้ว บวชมีคติเช่นเดียวกับปูรณกัสสปะ (ที.สี.อ. ๑๓๑, ม.มู.อ. ๒/๑๔๐)
- ๕อชิตเกสกัมพล เป็นเจ้าลัทธิอุจเฉทวาท คือถือว่าตายแล้วขาดสูญ เกสกัมพล หมายถึงนักบวช ที่ชอบนุ่งห่มผ้าที่ทำด้วยผมมนุษย์ ซึ่งจัดเป็นผ้าชั้นเลวอย่างยิ่ง (ที.สี.อ. ๑๓๑, ม.มู.อ. ๒/๑๔๑)
ครูนิครนถ์นาฏบุตรเอย ตลอดจนพระสมณโคดมผู้เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มียศ เป็นเจ้าลัทธิ ที่คนเป็นอันมากยอมรับว่าเป็นสาธุ พระองค์ก็เสด็จเข้าจำพรรษายังพระนครราชคฤห์เหมือนกัน บรรดาท่านสมณพราหมณ์ผู้เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะเหล่านั้นท่านผู้ใดเล่าหนอที่สาวกทั้งหลายสักการะ เคารพ นับถือ บูชา
317}[๒๓๙] ในที่ประชุมนั้น สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ครูปูรณกัสสปะนี้ถึงจะเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มียศ เป็น เจ้าลัทธิ ที่คนเป็นอันมากยอมรับว่าเป็นสาธุ แต่สาวกทั้งหลายก็ไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือบูชา และจะได้สักการะเคารพแล้วอาลัยครูปูรณกัสสปะอยู่ ก็หาไม่ เรื่องเคยมีมาแล้ว ครูปูรณกัสสปะแสดงธรรมแก่บริษัทหลายร้อยคน ในบริษัทนั้น มีสาวกคนหนึ่งได้ส่งเสียงขึ้นว่า ‘ท่านผู้เจริญทั้งหลายอย่าถาม เนื้อความข้อนี้กะครูปูรณกัสสปะเลย ครูปูรณกัสสปะนี้ไม่รู้เนื้อความข้อนี้จริง พวกเราซิรู้เนื้อความนี้ ท่านทั้งหลายจงถามพวกเราเถิด พวกเราจักพยากรณ์ ให้ท่านฟัง, เรื่องเคยมีมาแล้ว ถึงครูปูรณกัสสปะจะยกมือทั้งสองขึ้นพูดขอร้องว่า ‘ท่านผู้เจริญทั้งหลายเงียบเสียงหน่อย อย่าส่งเสียงไปเลย ผู้คนเหล่านี้ จะถามพวกท่านไม่ได้ ต้องถามเรา เราจักพยากรณ์ให้คนเหล่านี้ฟังเอง’ ดังนี้
- ๖ปกุธกัจจายนะ เป็นเจ้าลัทธินัตถิกวาท คือถือว่าไม่มีผู้สร้าง ไม่มีผู้บันดาล เป็นผู้ปฏิเสธนํ้าเย็น หรือนํ้าดิบธรรมชาติ ถึงขนาดว่าถ่ายอุจจาระต้องใช้นํ้าต้มหรือนํ้าข้าวชำระ ขณะข้ามนํ้าหรือ เจอน้ำกลางทาง ก็จะก่อทรายเป็นสถูปอธิษฐานศีลก่อนแล้วจึงข้ามไปเพราะกลัวศีลขาด ในอรรถกถากล่าวว่านับเป็นเจ้าลัทธิที่ขาดสิริอย่างยิ่ง (ที.สี.อ. ๑๓๒, ม.มู.อ. ๒/๑๔๑)
- ๗สญชัยเวลัฎฐบุตร คำว่า เวลัฎฐบุตร หมายถึงบุตรของช่างสาน (ที.สี.อ. ๑๓๒, ม.มู.อ. ๒/๑๔๑) เป็นนักบวชที่เรียกว่า ปริพาชก เป็นเจ้าลัทธิอมราวิกเขปวาท คือลัทธิที่พูดหลบเลี่ยงดิ้นได้ไม่ตายตัว ปฏิเสธซัดส่ายลื่นไหลเหมือนปลาไหล มีชื่อเสียงอยู่ในพระนครราชคฤห์ พระสารีบุตรและพระ โมคคัลลานะเคยบวชอยู่เป็นศิษย์
- ๑นิครนถ์นาฏบุตร เป็นเจ้าลัทธิอัตตกิลมถานุโยค คือถือว่าการทรมานตนเองเป็นการเผากิเลส มักเรียกตนว่า นิครนถ์ (นิคณฺฐ) ซึ่งมีความหมายว่าผู้หมดปมกิเลส เว้นจากกิเลสเครื่องผูกพันแล้ว นาฏบุตร หมายถึงบุตรของนักฟ้อน (ที.สี.อ. ๑๓๒, ม.มู.อ. ๒/๑๔๑)
ก็ห้ามไม่ได้ อนึ่ง สาวกของครูปูรณกัสสปะเป็นอันมากพากันยกโทษว่า ‘ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ เราซิรู้ทั่วถึง ท่านจะรู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ได้อย่างไร ท่านปฏิบัติผิด เราปฏิบัติถูก ถ้อยคำของเราเป็นประโยชน์ ของท่านไม่เป็นประโยชน์ คำที่ควรจะกล่าวก่อนท่านกลับกล่าวภายหลัง คำที่ควรจะกล่าวภายหลังท่าน กลับกล่าวก่อน ข้อที่ท่านเคยช่ำชอง บัดนี้มาผันแปรไปแล้ว เราจับผิดวาทะของท่านได้แล้ว เราข่มท่านได้แล้ว ท่านจงถอนวาทะเสีย หรือ ไม่ก็จงแก้ไขเสีย ถ้าสามารถ’ ดังนี้แล้วพากันจากไป พวกสาวกไม่สักการะไม่เคารพ ไม่นับถือบูชาครูปูรณกัสสปะ และจะได้สักการะเคารพแล้วอาศัยครูปูรณกัสส ปะอยู่ก็หาไม่ ด้วยประการดังนี้ ครูปูรณกัสสปะเองก็ไม่กล้าโกรธ เพราะถูกด่าตามความจริงสมณพราหมณ์บางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า “ครูมักขลิโคสาล....”
สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า “ครูอชิตเกสกัมพล....”
สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า “ครูปกุทธกัจจายนะ....”
สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า “ครูสัญชัยเวลัฏฐบุตร....”
สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า “ครูนิครนถ์นาฏบุตรถึงจะเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มียศ เป็นเจ้าลัทธิ ที่คนเป็นอัน มากยอมรับว่าเป็นสาธุ แต่สาวกทั้งหลายก็ไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือบูชา และจะได้สักการะเคารพแล้วอาศัยครูนิครนถ์นาฏบุตรอยู่ก็หาไม่ เรื่องเคยมี มาแล้ว ครูนิครนถ์นาฏบุตรแสดงธรรมแก่บริษัทหลายร้อยคน ในบริษัทนั้น มีสาวกคนหนึ่งได้ส่งเสียงขึ้นว่า ‘ท่านผู้เจริญทั้งหลายอย่าถามเนื้อความข้อนี้ กะครูนิครนถ์นาฏบุตรเลย ครูนิครนถ์นาฏบุตรนี้ไม่รู้เนื้อความข้อนี้จริง พวกเราซิรู้เนื้อความนี้ ท่านทั้งหลายจงถามพวกเราเถิด พวกเราจักพยากรณ์ให้ ท่านฟัง’ เรื่องเคยมีมาแล้ว ถึงครูนิครนถ์นาฏบุตรจะยกมือทั้งสองขึ้นพูดขอร้องว่า ‘ท่านผู้เจริญทั้งหลายเงียบเสียงหน่อย อย่าส่งเสียงไปเลย ผู้คนเหล่านี้
จะถามพวกท่านไม่ได้ ต้องถามเรา เราจักพยากรณ์ให้คนเหล่านี้ฟังเอง’ ดังนี้ ก็ห้ามไม่ได้ อนึ่ง สาวกของครูนิครนถ์นาฏบุตรเป็นอันมากพากันยกโทษว่า ‘ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ เราซิรู้ทั่วถึง ท่านจะรู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ได้อย่างไร ท่านปฏิบัติผิด เราปฏิบัติถูก ถ้อยคำของเราเป็นประโยชน์ ของท่านไม่เป็นประโยชน์ คำที่ควรจะกล่าวก่อนท่านกลับกล่าวภายหลัง คำที่ควรจะกล่าว ภายหลังท่านกลับกล่าวก่อน ข้อที่ท่านเคยช่ำชอง บัดนี้มาผันแปรไปแล้ว เราจับผิดวาทะของท่านได้แล้ว เราข่มท่านได้แล้ว ท่านจงถอนวาทะเสีย หรือไม่ก็จงแก้ไขเสีย ถ้าสามารถ’ ดังนี้แล้วพากันจากไป พวกสาวกไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือบูชาครูนิครนถ์นาฏบุตร และจะได้สักการะเคารพแล้ว อาศัยครูนิครนถ์นาฏบุตรอยู่ก็หาไม่ ด้วยประการดังนี้ ครูนิครนถ์นาฏบุตร เองก็ไม่กล้าโกรธเพราะถูกด่าตามความจริง
ความเคารพในพระพุทธเจ้า
{๓๑๘}[๒๔๐] สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ถึงพระสมณโคดม พระองค์นี้ก็ทรงเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ ทรงเป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มียศ เป็น เจ้าลัทธิ ที่คนเป็นอันมากยอมรับว่าเป็นสาธุ แต่สาวกทั้งหลายพากันสักการะ เคารพ นับถือ บูชาพระองค์ ทั้งยังสักการะเคารพอาศัยพระองค์อยู่ เรื่องเคยมีมาแล้ว พระสมณโคดมทรงแสดงธรรมแก่บริษัทหลายร้อย ในบริษัทนั้น มีสาวกของพระสมณโคดมรูปหนึ่งไอขึ้น เพื่อนร่วมพรหมจรรย์รูปหนึ่ง จึงใช้เข่ากระตุ้นเธอเพื่อเตือนให้รู้ว่า ‘ท่านจงเบาเสียงหน่อย อย่าส่งเสียงไป พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นศาสดาของพวกเรากำลังทรงแสดงธรรมอยู่’ ใน เวลาที่พระสมณโคดมทรงแสดงธรรมแก่บริษัทหลายร้อย จะไม่มีเสียงจาม เสียงไอของสาวกพระสมณโคดมเลย หมู่มหาชนมีแต่หวังตั้งหน้าคอยเฉพาะ พระสมณโคดมว่าจะได้ฟังธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่พวกตน เปรียบเหมือนมีผู้ชายไปตีผึ้งหวี่ที่ปราศจากตัวอ่อนใกล้สี่แยกใหญ่ หมู่มหาชนก็หวัง
ตั้งหน้าคอยเฉพาะบุรุษนั้น ฉันใด ในเวลาที่พระสมณโคดมทรงแสดงธรรม แก่บริษัทหลายร้อยนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน จะไม่มีเสียงจามเสียงไอของสาวก พระสมณโคดมเลย หมู่มหาชนมีแต่หวังตั้งหน้าคอยเฉพาะพระสมณโคดมว่า จะได้ฟังธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่พวกตน แม้สาวกของพระสมณ โคดมที่บาดหมางกับเพื่อนร่วมพรหมจรรย์แล้วลาสิกขาออกไปเป็นคฤหัสถ์ ก็ยังกล่าวสรรเสริญคุณพระศาสดา พระธรรม และพระสงฆ์ มีแต่ตำหนิตนเอง ไม่ตำหนิผู้อื่นว่า ‘พวกเราเป็นคนไม่มีบุญ เป็นคนมีบุญน้อย ที่ถึงจะได้มาบวชในพระธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วอย่างนี้ ก็ยังไม่อาจ ประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์จนตลอดชีวิตได้’ สาวกของพระสมณโคดมเหล่านั้นถึงจะเป็นอารามิกก็ดี เป็นอุบาสกก็ดี ก็ยังประพฤติมั่นอยู่ใน สิกขาบท ๕ ข้อ สาวกทั้งหลายสักการะ เคารพ นับถือ บูชาพระสมณโคดม เมื่อสักการะเคารพแล้วก็อาศัยพระองค์อยู่ ด้วยประการดังนี้”
ธรรมที่มิใช่เป็นเหตุให้ทำความเคารพ ๕ ประการ
[๒๔๑] “ดูก่อนอุทายี ก็ท่านพิจารณาเห็นธรรมกี่ประการในตัวเรา อันเป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเรา เมื่อสักการะ เคารพแล้วก็อาศัยเราอยู่”
{๓๑๙}“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นธรรม ๕ ประการในพระผู้มีพระภาคเจ้า อันเป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายสักการะ เคารพ นับถือ บูชา พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อสักการะเคารพแล้วก็อาศัยพระผู้มิพระภาคเจ้าอยู่ ธรรม ๕ ประการคืออะไรบ้าง คือ
๑. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระกระยาหารน้อยและทรงสรรเสริญคุณในความเป็นผู้มิอาหารน้อย ข้าแต่พระองค์ผู้
- ๑อารามิก ผู้อาศัยอยู่ในวัด คนวัดหรือคนงานวัด กัปปิยการกหรือไวยาวัจกร
เจริญ ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นธรรมนี้ในพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นข้อที่ ๑ อันเป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายสักการะ เคารพนับถือ บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อสักการะเคารพแล้วก็อาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่
{๓๒๐}๒. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้และทรงสรรเสริญคุณฺแห่งความสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นธรรมนี้ในพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นข้อที่ ๒ อันเป็นเหตุให้สาวกทั้งหลาย สักการะ เคารพ นับถือ บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อ สักการะเคารพแล้วก็อาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่{๓๒๑}๓. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้ และทรงสรรเสริญคุณแห่งความสันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นธรรม นี้ในพระผู้มีพระภาคข้อที่ ๓ อันเป็นเหตุให้สาวก ทั้งหลายสักการะ เคารพ นับเจ้าเป็นถือ บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า และสักการะเคารพแล้วอาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่{๓๒๒}๔. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามได้ และทรงสรรเสริญคุณแห่งความสันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นธรรม นี้ในพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นข้อที่ ๔ อันเป็นเหตุให้สาวก ทั้งหลายสักการะ เคารพ นับถือ บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อสักการะเคารพแล้วก็อาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่
{๓๒๓}๕. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้สงัดและทรงสรรเสริญคุณแห่งความสงัด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นธรรม
นี้ในพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นข้อที่ ๕ อันเป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายสักการะ เคารพ นับถือ บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อสักการะเคารพแล้วก็อาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นธรรม ๕ ประการนี้แลในพระผู้มีพระภาคเจ้า อันเป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายสักการะ เคารพ นับถือ บูชา พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อสักการะเคารพแล้วก็อาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่”
{๓๒๔}[๒๔๒] “ดูก่อนอุทายี ถ้าว่าสาวกทั้งหลายจะพึงสักการะ เคารพ นับถือบูชาเรา เมื่อสักการะเคารพแล้วก็อาศัยเราอยู่ด้วยเข้าใจว่า ‘พระสมณโคดมทรง เป็นผู้มีพระกระยาหารน้อย และทรงสรรเสริญคุณในความเป็นผู้มีอาหารน้อย’ ดังนี้ แต่ที่จริงมีสาวกของเราที่มีอาหารเพียงถ้วยเดียวบ้าง ครึ่งถ้วยบ้าง เท่าผลมะตูมบ้าง เท่าครึ่งลูกมะตูมบ้าง ส่วนเราซิ บางครั้งฉันอาหารเสมอขอบปากบาตรนี้ก็มี ยิ่งกว่าก็มี ถ้าว่าสาวกทั้งหลายจะพึงสักการะ เคารพนับถือบูชาเรา เมื่อสักการะเคารพแล้วก็อาศัยเราอยู่ด้วยเข้าใจว่า ‘พระสมณโคดม ทรงเป็นผู้มีพระกระยาหารน้อยและทรงสรรเสริญคุณในความเป็นผู้มีอาหารน้อย’ ดังนี้ไซร้ เหล่าสาวกของเราที่มีอาหารเพียงถ้วยเดียวบ้าง ครึ่งถ้วยบ้าง เท่า ผลมะตูมบ้าง เท่าครึ่งลูกมะตูมบ้าง ก็จะไม่เคารพ ไม่สักการะ ไม่นับถือ บูชาเราโดยธรรมข้อนี้ จะไม่สักการะเคารพแล้วอาศัยเราอยู่เลย
{๓๒๕}ดูก่อนอุทายี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเรา เมื่อสักการะเคารพแล้วก็อาศัยเราอยู่ด้วยเข้าใจว่า ‘พระสมณโคดมทรง สันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้และทรงสรรเสริญคุณแห่งความสันโดษด้วยจีวร ตามมีตามได้’ ดังนี้ แต่ที่จริงมีสาวกของเราที่ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ใช้จีวร
- ๑ผ้าบังสุกุลคือผ้าที่เกลือกกลั้วด้วยฝุ่น ผ้าที่ได้มาจากกองฝุ่น กองหยากเยื่อ ซึ่งเขาทิ้งแล้วตลอดถึงผ้าคลุมศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า ในช่วงระยะ ๒๐ พรรษาหลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ภิกษุทั้งหลาย ต่างใช้ผ้าบังสุกุลทำเป็นจีวร ไม่มีรูปใดยินดีคฤหบดีจีวรเลย (นัย วิ.อ. ๓/๒๐๘) ปัจจุบัน มักหมายถึงผ้าที่พระภิกษุชักจากศพโดยตรงหรือจากสายโยง
เศร้าหมอง เธอเหล่านั้นเลือกเก็บผ้าที่ไม่มีชายจากป่าช้าบ้าง จากกองขยะบ้าง จากร้านตลาดบ้างมาทำเป็นผ้าสังฆาฏิใช้กัน ส่วนเราซิ บางครั้งก็ใช้ คฤหบดีจีวรที่เนื้อแน่น มีเส้นด้ายสีคลํ้า ละเอียดดังขนน้ำเต้า ดูก่อนอุทายี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงสักการะเคารพ นับถือ บูชาเรา เมื่อสักการะเคารพ แล้วก็อาศัยเราอยู่ด้วยเข้าใจว่า ‘พระสมณโคดมทรงสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้ และทรงสรรเสริญความสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้, ดังนี้ไซร้ เหล่าสาวก ของเราที่ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ใช้จีวรเศร้าหมอง เลือกเก็บผ้าที่ไม่มีชายจาก ป่าช้าบ้าง จากกองขยะบ้าง จากร้านตลาดบ้าง มาทำเป็นผ้าสังฆาฏิใช้กัน
ก็จะไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือบูชาเราโดยธรรมข้อนี้ จะไม่สักการะเคารพแล้วอาศัยเราอยู่เลย{๓๒๖}ดูก่อนอุทายี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเรา เมื่อสักการะเคารพแล้วก็อาศัยเราอยู่ด้วยเข้าใจว่า ‘พระสมณโคดมทรงสันโดษ ด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้และทรงสรรเสริญคุณแห่งความสันโดษด้วยบิณฑบาต ตามมีตามได้’ ดังนี้ แต่ที่จริงมีสาวกของเราที่ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ถือการ เที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกเป็นวัตร ยินดีในภัตตาหารทั้งดีทั้งเลว เธอเหล่านั้นเมื่อเข้าไปถึงละแวกบ้านแล้ว ถึงใครจะนิมนต์ด้วยอาสนะก็ไม่ยินดี ส่วนเราซิ บางครั้งก็ฉันในที่นิมนต์ แต่ล้วนเป็นข้าวสุกแห่งข้าวสาลีที่เขาเก็บเมล็ดดำออกแล้ว มีแกงและกับหลายอย่าง ดูก่อนอุทายี ถ้าว่าสาวกทั้งหลาย จะพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเรา เมื่อสักการะเคารพแล้วก็อาศัยเรา อยู่ด้วยเข้าใจว่า ‘พระสมณโคดมทรงสันโดษด้วยบิณฑบาต ตามมีตามได้ และทรงสรรเสริญคุณแห่งความสันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้, ดังนี้ไซร้
- ๑คำว่า สังฆาฏิ ในที่นี้เป็นคำอมความที่หมายถึงผ้า ๓ ผืนที่ทรงอนุญาตให้ภิกษุมีไว้ใช้ประจำตัว คือ (๑) อันตรวาสก ผ้านุ่งหรือเรียกสามัญในภาษาไทยว่า สบง (๒) อุตตราสงค์ ผ้าห่มหรือเรียกว่า จีวร (๓) สังฆาฏิ ผ้าทาบหรือผ้าพาดซ้อนทับจีวร (นัย วิ.อ. ๒/๑๓๙)
- ๒คฤหบดีจีวร คือจีวรหรือผ้าที่พวกชาวบ้านทั่วไปถวาย (วิ.อ. ๓/๒๐๘) ตรงข้ามกับผ้าบังสุกุล
เหล่าสาวกของเราที่ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ถือการเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับ ตรอกเป็นวัตร ยินดีในภัตตาหารทั้งดีทั้งเลว เมื่อเข้าไปยังละแวกบ้านแล้ว ถึงใครจะนิมนต์ด้วยอาสนะก็ไม่ยินดี ก็จะไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ บูชาเราโดยธรรมข้อนี้ จะไม่สักการะเคารพแล้วอาศัยเราอยู่เลย
{๓๒๗}ดูก่อนอุทายี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเรา เมื่อสักการะเคารพแล้วก็อาศัยเราอยู่ด้วยเข้าใจว่า ‘พระสมณโคดมทรงสันโดษ ด้วยเสนาสนะตามมีตามได้และทรงสรรเสริญคุณแห่งความสันโดษด้วยเสนาสนะ ตามมีตามได้, ดังนี้ แต่ที่จริงมีสาวกของเราที่ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร ถือการอยู่กลางแจ้งเป็นวัตร เธอเหล่านั้นไม่เข้าสู่ที่มุงตลอด ๘ เดือน ส่วนเราซิ บางครั้งอยู่ในเรือนยอดที่ฉาบดีทั้งข้างในทั้งข้างนอก ลมเข้าไม่ได้ มีลิ่มชนิด สนิทดี มีหน้าต่างเปิดปิดได้ ดูก่อนอุทายี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเรา เมื่อสักการะเคารพแล้วก็อาศัยเราอยู่ด้วยเข้าใจว่า
‘พระสมณโคดมทรงสันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามได้, ดังนี้ไซร้ เหล่าสาวกของเราที่ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร ถือการอยู่กลางแจ้งเป็นวัตร ไม่เข้าสู่ที่มุง ตลอด ๘ เดือน ก็จะไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือบูชาเราโดยธรรมข้อนี้ จะไม่สักการะเคารพแล้วอาศัยเราอยู่เลย{๓๒๘}ดูก่อนอุทายี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงสักการะ เคารพ นับถือบูชาเรา เมื่อ สักการะเคารพแล้วก็อาศัยเราอยู่ด้วยเข้าใจว่า‘พระสมณโคดมทรงเป็นผู้สงัดและ ทรงสรรเสริญคุณแห่งความสงัด, ดังนี้ แต่ที่จริงมีสาวกของเราที่ถือการอยู่ป่า เป็นวัตร ถือเสนาสนะคือแนวป่าอันสงัด เธอเหล่านั้นจะมาประชุมใน ท่ามกลางสงฆ์ก็เฉพาะสวดปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน ส่วนเราซิ บางครั้งก็เกลื่อน ไปด้วยภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา ราชมหาอำมาตย์ เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ ดูก่อนอุทายี ถ้าว่าสาวกทั้งหลายจะพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเรา เมื่อสักการะเคารพแล้วก็อาศัยเราอยู่ด้วยเข้าใจว่า ‘พระสมณ
โคดมเป็นผู้สงัดและทรงสรรเสริญคุณแห่งความสงัด’ ดังนี้ไซร้ เหล่าสาวก ของเราที่ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ถือเสนาสนะคือแนวป่าอันสงัด มาประชุมใน ท่ามกลางสงฆ์ก็เฉพาะเวลาสวดปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน ก็จะไม่สักการะไม่เคารพ ไม่นับถือบูชาเราโดยธรรมข้อนี้ จะไม่สักการะเคารพแล้วอาศัยเราอยู่เลยดูก่อนอุทายี สาวกทั้งหลายจะไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือบูชาเรา จะไม่สักการะเคารพแล้วอาศัยเราอยู่โดยธรรม ๕ ประการเหล่านี้ด้วย ประการฉะนี้”
ธรรมที่เป็นเหตุให้ทำความเคารพ ๕ ประการ
{๓๒๙}[๒๔๓] “ดูก่อนอุทายี มีธรรม ๕ ประการอย่างอื่น อันเป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเราสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเราแล้วอาศัยเราอยู่ ธรรม ๕ ประการคืออะไรบ้าง คือ
๑. สาวกทั้งหลายของเราในธรรมวินัยนี้ย่อมสรรเสริญในอธิศีลว่า ‘พระสมณโคดมทรงเป็นผู้มีศีล ทรงประกอบด้วยสีลขันธ์อย่างยิ่ง’ ดูก่อนอุทายี ข้อที่สาวกทั้งหลายสรรเสริญในเพราะอธิศีลว่า ‘พระสมณโคดมทรงเป็นผู้มีศีล ทรงประกอบด้วยสีลขันธ์อย่างยิ่ง’ นี้แลเป็นธรรมข้อที่ ๑ อันเป็นเหตุให้สาวก ทั้งหลายของเราสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเราแล้วอาศัยเราอยู่{๓๓๐}[๒๔๔] ๒. สาวกทั้งหลายของเราย่อมสรรเสริญในญาณทัสสนะที่แท้ จริงว่า ‘พระสมณโคดมเมื่อทรงรู้ ก็ตรัสว่ารู้ เมื่อทรงเห็น ก็ตรัสว่าเห็น ทรงแสดงธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง มิใช่เพื่อความไม่รู้ยิ่ง ทรงแสดงธรรมที่มีเหตุผล มิใช่ไม่มีเหตุผล ทรงแสดงธรรมมีความอัศจรรย์ มิใช่ไม่มีความ
- ๑อธิศีล ศีลยอดเยี่ยมระดับสูงสุด หมายถึงศีลที่ประกอบด้วยโลกุตรมรรคและโลกุตรผล (ที.สี.อ. ๒๙๖)
- ๒ญาณทัสสนะ ดูความหมายที่เชิงอรรถข้อ ๑๘๕ (จูฬวัจฉโคตตสูตร) หน้า ๒๓๙ ในเล่มนี้
อัศจรรย์ ดูก่อนอุทายี ข้อที่สาวกทั้งหลายของเราสรรเสริญในเพราะความรู้ ความเห็นที่แท้จริงว่า ‘พระสมณโคดมเมื่อทรงรู้ ก็ตรัสว่ารู้ เมื่อทรงเห็น ก็ ตรัสว่าเห็น ทรงแสดงธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง มิใช่เพื่อความไม่รู้ยิ่ง ทรงแสดงธรรมที่มีเหตุผล มิใช่ไม่มีเหตุผล ทรงแสดงธรรมมีความอัศจรรย์ มิใช่ไม่มี ความอัศจรรย์’ นี้แลเป็นธรรมข้อที่ ๒ อันเป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเรา สักการะ เคารพ นับถือ บูชาเราแล้วอาศัยเราอยู่{๓๓๑}[๒๔๕] ๓. สาวกทั้งหลายของเราย่อมสรรเสริญในอธิปัญญาว่า ‘พระสมณโคดมทรงมีปัญญา ทรงประกอบด้วยปัญญาขันธ์อย่างยิ่ง การที่ พระสมณโคดมจะไม่ทรงมองเห็นทางถ้อยคำที่ยังไม่มาถึง หรือการที่จะทรงข่ม คำโต้แย้งของศัตรูที่เกิดขึ้นให้ถูกต้องโดยมีเหตุผลไม่ได้นั้น มิใช่ฐานะที่จะมีได้’ ดูก่อนอุทายี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน สาวกทั้งหลายของเราเมื่อรู้ อย่างนี้เห็นอย่างนี้จะพึงทำให้ถ้อยคำตกไปมีบ้างไหม”“ไม่มีเลย พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนอุทายี เราจะหวังตั้งใจการพร่ำสอนสาวกทั้งหลายก็หาไม่ แต่สาวกทั้งหลายต่างหากที่หวังตั้งใจการพร่ำสอนของเราโดยแท้ ดูก่อนอุทายี ข้อ ที่สาวกทั้งหลายของเราสรรเสริญในอธิปัญญาว่า ‘พระสมณโคดมทรงมีปัญญา ทรงประกอบด้วยปัญญาขันธ์อย่างยิ่ง การที่พระสมณโคดมจะไม่ทรง มองเห็นทางถ้อยคำที่ยังไม่มาถึง หรือการที่จะทรงข่มคำโต้แย้งของฝ่ายอื่นที่ เกิดขึ้นให้ถูกต้องโดยมีเหตุผลไม่ได้นั้น มิใช่ฐานะที่จะมีได้’ นี้แลเป็นธรรมข้อ ที่ ๓ อันเป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเราสักการะเคารพ นับถือ บูชาเราแล้ว อาศัยเราอยู่
- ๑อธิปัญญา ปัญญาอันยิ่ง หมายถึงปัญญาในมรรค ๔ หรือผล ๔ (อภิ.วิ. ๓๕/๗๗๐(ข้อ) หรือ หมายถึงวิปัสสนาปัญญาและมรรคปัญญา (อภิ.วิ.อ. ๔๔๓)
{๓๓๒}[๒๔๖] ๔. สาวกทั้งหลายของเราถูกทุกข์ท่วมทับ ถูกทุกข์ครอบงำแล้ว เพราะทุกข์ใด พวกเธอเข้ามาหาเราแล้วถามถึงทุกขอริยสัจ เราถูกถามถึง ทุกขอริยสัจ ก็จะพยากรณ์แก่พวกเธอ ทำให้จิตของพวกเธอยินดีแช่มชื่นด้วย การพยากรณ์ปัญหา พวกเธอเข้ามาหาเราแล้วถามถึงทุกขสมุทยอริยสัจ.... ถาม ถึงทุกขนิโรธอริยสัจ.... ถามถึงทุกขนิโรธคามินิปฏิปทาอริยสัจ เราถูกถามถึง ทุกขนิโรธคามินิปฏิปทาอริยสัจ ก็จะพยากรณ์แก่พวกเธอ ทำให้จิตของพวก เธอยินดีแช่มชื่นด้วยการพยากรณ์ปัญหา ดูก่อนอุทายี ข้อที่สาวกทั้งหลาย ของเราถูกทุกข์ท่วมทับ ถูกทุกข์ครอบงำแล้วเพราะทุกข์ใด พวกเธอเข้ามาหาเรา แล้วถามถึงทุกขอริยสัจ
เราถูกถามถึงทุกขอริยสัจก็จะพยากรณ์แก่พวกเธอ ทำให้จิตของพวกเธอยินดีแช่มชื่นด้วยการพยากรณ์ปัญหา พวกเธอเข้ามาหาเรา แล้วถามถึงทุกขสมุทยอริยสัจ... ถามถึงทุกขนิโรธอริยสัจ...ถามถึงทุกขนิโรธคามินิปฏิปทาอริยสัจ เราถูกถามถึงทุกขนิโรธคามินิปฏิปทาอริยสัจก็จะพยากรณ์แก่พวกเธอ ทำให้จิตของพวกเธอยินดีแช่มชื่นด้วยการพยากรณ์ปัญหา นี้แลเป็นธรรมข้อที่ ๔ อันเป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเราสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเราแล้วอาศัยเราอยู่สติปัฏฐาน ๔
{๓๓๓}[๒๔๗] ๕. เราได้บอกข้อปฏิบัติแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลาย ของเราปฏิบัติตามแล้วย่อมเจริญสติปัฏฐาน ๔ คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
(๑) พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
(๒) พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
- ๑สติปัฏฐาน ๔ พึงดูความพิสดารในมหาสติปัฏฐานสูตร {ที.ม. (แปล) ๑๐/๓๗๒-๔๐๕/๓๔๑-๓๗๒, ม.มู. (แปล) ๑๒/๑๐๕-๑๓๘/๑๑๕-๑๔๔}
(๓) พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
(๔) พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
ก็แลในเพราะการปฏิบัติตามข้อปฏิบัตินั้น สาวกของเราเป็นอันมากจึง ได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
ปธาน ๔
{๓๓๔}ยังมีอีกข้อหนึ่ง อุทายี เราได้บอกข้อปฏิบัติแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้วย่อมเจริญสัมมัปปธาน๔ คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้(๑) ย่อมทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคับประคองจิตไว้ เริ่มตั้งความเพียรเพื่อยังอกุศลธรรมอันเลวทรามซึ่งยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น(๒) ย่อมทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคับประคองจิตไว้ เริ่มตั้งความเพียรเพื่อละอกุศลธรรมอันเลวทรามซึ่งเกิดขึ้นแล้ว(๓) ย่อมทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคับประคองจิตไว้ เริ่มตั้งความเพียรเพื่อยังกุศลธรรมซึ่งยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น
- ๑บารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญา หมายถึงพระอรหัตตผลซึ่งเป็นภาวะสูงสุดแห่งอภิญญา (ความรู้ยิ่งยวด ๖ อย่าง) และเป็นบารมีคือภาวะที่เต็มเปี่ยมแห่งอภิญญา (ม.ม.อ. ๑๗๗)
- ๒สัมมัปปธาน ความเพียรชอบ ความเพียรถูกตรงตามอุบายวิธี (ม.ม.อ. ๑๗๗) หมายถึง ความเพียรอันเป็นหลักใหญ่ ๔ ประการ คือ (๑) สังวรปธาน เพียรระวังหรือเพียรปิดกั้นบาป อกุศลธรรมมิให้เกิดขึ้น (๒) ปหานปธาน เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว (๓) ภาวนาปธาน เพียรเจริญกุศลธรรมให้เกิดขึ้น (๔) อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว {ดูเทียบ ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๐๖/๒๘๕}
(๔) ย่อมทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคับประคองจิตไว้ เริ่มตั้งความเพียรเพื่อความตั้งมั่น เพื่อความไม่เลือนหาย เพื่อความมียิ่งขึ้น เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์แห่งกุศลธรรมซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็แลในเพราะการปฏิบัติตามข้อปฏิบัตินั้น สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
อิทธิบาท ๔
{๓๓๕}ยังมีอีกข้อหนึ่ง อุทายี เราได้บอกข้อปฏิบัติแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้วย่อมเจริญอิทธิบาท๔ คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
(๑) เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร
(๒) เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร
(๓) เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร
(๔) เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิมังสาสมาธิปธานสังขาร
ก็แลในเพราะการปฏิบัติตามข้อปฏิบัตินั้น สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
- ๑อิทธิบาทคือธรรมเป็นบาทคือฐานรองรับฤทธิ์คือความสำเร็จ หรือธรรมเป็นเครื่องสำเร็จ มีฤทธิ์ คือเจริญ เข้าถึงภาวะสูงขึ้นแห่งสัตว์ทั้งหลาย หมายถึงกองจิตและเจตสิกอันเป็นบาท คือเป็นที่ตั้งมั่นแห่งฉันทสมาธิและปธานสังขารซึ่งสัมปยุตคือประกอบด้วยอภิญญาจิต(จิตที่รู้ยิ่ง) ที่เรียกว่าอิทธิฤทธิ์ (นัย ที.ม.อ. ๒๕๒-๒๕๓)
- ๒ฉันทสมาธิปธานสังขาร คำว่า ฉันทสมาธิ หมายถึงสมาธิ(ความตั้งใจมั่น) ที่มีฉันทะ(ความพอใจ)เป็นเหตุหรือเป็นใหญ่ ได้แก่ สมาธิที่บำเพ็ญได้มาเพราะทำกัตตุกัมยตาฉันทะ(ความพอใจ ด้วยความปรารถนาจะทำ หรือความเต็มใจทำ) ให้เป็นใหญ่ แม้คำว่า วิริยสมาธิ จิตตสมาธิ และวิมังสาสมาธิ ก็นัยนี้ คำว่า ปธานสังขาร หมายถึงสังขาร (สภาพปรุงแต่งพฤติกรรมคือการกระทำ การพูด และความคิด) อันเป็นประธานคือเป็นหลักนำ ได้แก่ การประกอบความเพียรในสัมมัปปธาน ๔ (นัย ที.ม.อ. ๒๕๒)
{๓๓๖}ยังมีอีกข้อหนึ่ง อุทายี เราได้บอกข้อปฏิบัติแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้วย่อมเจริญอินทรีย์ ๕ คือภิกษุในธรรมวินัยนี้(๑) เจริญสัทธินทรีย์ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้
(๒) เจริญวิริยินทรีย์ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้
(๓) เจริญสตินทรีย์ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้
(๔) เจริญสมาธินทรีย์ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้
(๕) เจริญปัญญินทรีย์ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้
ก็แลในเพราะการปฏิบัติตามข้อปฏิบัตินั้น สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
พละ ๕
{๓๓๗}ยังมีอีกข้อหนึ่ง อุทายี เราได้บอกข้อปฏิบัติแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้วย่อมเจริญพละ ๕ คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้(๑) เจริญสัทธาพละที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้
(๒) เจริญวิริยพละที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้
(๓) เจริญสติพละที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้
(๔) เจริญสมาธิพละที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้
(๕) เจริญปัญญาพละที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้
- ๑อินทรีย์ ในที่นี้หมายถึงธรรมที่เป็นใหญ่ในกิจของตน ได้แก่ อินทรียธรรม ๕ (๑) สัทธินทรีย์ อินทรีย์คือสัทธา(ความเชื่อ) (๒)วิริยินทรีย์ อินทรีย์คือวิริยะ(ความเพียร) (๓) สตินทรีย์ อินทรีย์ คือ สติ (ความระลึกได้) (๔) สมาธินทรีย์ อินทรีย์คือสมาธิ(ความตั้งใจมั่น) (๕) ปัญญินทรีย์ อินทรีย์คือ ปัญญา {ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๒๐/๓๒๑} สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ที่เรียกว่า อินทรีย์ เพราะมีความหมายว่าเป็นใหญ่ในการกระทำหน้าที่แต่ละอย่าง ๆ ของตน คือเป็นเจ้าการในการครอบงำเสียซื่งความไร้ศรัทธา ความเกียจคร้าน ความประมาท ความฟุ้งซ่าน และความลุ่มหลง ตามลำดับ ที่เรียกว่า พละ เพราะมีความหมายว่าเป็นพลัง ทำให้เกิดความมั่นคงโดยธรรมที่เป็นปฏิปักษ์คือความไร้ศรัทธาเป็นต้นจะเข้าครอบงำจิตมิได้
ก็แลในเพราะการปฏิบัติตามข้อปฏิบัตินั้น สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
{๓๓๘}ยังมีอีกข้อหนึ่ง อุทายี เราได้บอกข้อปฏิบัติแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวก ทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้วย่อมเจริญโพชฌงค์ ๗ คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้(๑) เจริญสติสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธน้อมไปในการสละคืน
(๒) เจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละคืน
(๓) เจริญวิริยสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละคืน
(๔) เจริญปีติสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละคืน
(๕) เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละคืน
(๖) เจริญสมาธิสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละคืน
- ๑คำว่า โพชฌงค์ หมายถึงธรรมที่เป็นองค์แห่งปัญญาเครื่อตรัสรู้ มี ๗ ประการ คือ (๑) สติสัมโพชฌงค์ องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้คือความระลึกได้ (๒) ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้คือการสอดส่องธรรม (๓) วิริยสัมโพชฌงค์ องค์แห่งปัญญา เครื่องตรัสรู้คือความเพียร (๔) ปีติสัมโพชฌงค์ องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้คือความอิ่มใจ (๕) ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้คือความสงบ (๖) สมาธิสัมโพชฌงค์ องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้คือความตั้งใจมั่น (๗) อุเบกขาสัมโพชฌงค์ องค์แห่งปัญญา เครื่องตรัสรู้คือความวางเฉย {ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๓๐/๓๔๓, ม.มู.อ. ๑/๙๑-๙๒}
- ๒ในที่นื้คำว่า วิเวก ความสงัดจากสภาพปรุงแต่งทั้งปวง วิราคะ ความปราศจากความกำหนัดในสิ่งทั้งปวง นิโรธ ความดับสนิท เป็นชื่อของพระนิพพาน (ม.มู.อ. ๑/๙๔)
(๗) เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละคืน
ก็แลในเพราะการปฏิบัติตามข้อปฏิบัตินั้น สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่อริยมรรคมีองค์ ๘
{๓๓๙}ยังมีอีกข้อหนึ่ง อุทายี เราได้บอกข้อปฏิบัติแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้วย่อมเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ภิกษุในธรรม วินัยนี้(๑) เจริญสัมมาทิฎฐิ (๒) เจริญสัมมาสังกัปปะ
(๓) เจริญสัมมาวาจา (๔) เจริญสัมมากัมมันตะ
(๕) เจริญสัมมาอาชีวะ (๖) เจริญสัมมาวายามะ
(๗) เจริญสัมมาสติ (๘) เจริญสัมมาสมาธิ
ก็แลในเพราะการปฏิบัติตามข้อปฏิบัตินั้น สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่วิโมกข์๘
{๓๔๐}[๒๔๘] ยังมีอีกข้อหนึ่ง อุทายี เราได้บอกข้อปฏิบัติแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้วย่อมเจริญวิโมกข์ ๘ คือ(๑) ผู้มีรูปฌานย่อมเห็นรูปทั้งหลาย นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๑
(๒) ผู้ถืออรูปภายในเป็นสำคัญย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๒
- ๑อริยมรรค ทางที่ห่างไกลจากกิเลสทั้งหลาย ทางที่ทำให้เป็นพระอริยบุคคล (ที.ม.อ. ๔๑๗)
- ๒วิโมกข์ ในที่นี้หมายกึงภาวะที่จิตปลอดพ้นจากสิ่งรบกวน(ปัจจนีกธรรม)และน้อมดิ่งเข้าไปในอารมณ์นั้น ๆ อย่างปล่อยตัวเต็มที่ ซึ่งเป็นไปในขั้นตอนต่าง ๆ ๘ ขั้นตอน {นัย ที.ม.อ. ๑๑๒, ม.มู.อ. ๑/๑๗๔) ดูเทียบใน ที.ม.(แปล) ๑๐/๑๒๙/๑๐๐-๑๐๑, ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๓๙/๓๖๔-๓๖๕}
(๓) ผู้ที่น้อมใจว่า ‘งาม‘ นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๓
(๔) ผู้ที่เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะปฏิฆสัญญาดับไป เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา เข้าถึงอากาสานัญจายตนะโดยมนสิการว่า ‘อนนฺโต อากาโส อากาศไม่มีที่สุด’ ดังนี้อยู่ นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๔(๕) ผู้ที่เพราะก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะโดยมนสิการว่า ‘อนนฺตํ วิญฺญาณํ วิญญาณไม่มีที่สุด’ ดังนี้อยู่ นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๕(๖) ผู้ที่เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง เข้า ถึงอากิญจัญญายตนะโดยมนสิการว่า ‘นตฺถึ กิญฺจิ ไม่มี อะไร’ ดังนี้อยู่ นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๖
(๗) ผู้ที่เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่ นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๗
(๘) ผู้ที่เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง เข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๘
ก็แลในเพราะการปฏิบัติตามข้อปฏิบัตินั้น สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
{๓๔๑}[๒๔๙] ยังมีอีกข้อหนึ่ง อุทายี เราได้บอกข้อปฏิบัติแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้วย่อมเจริญอภิภายตนะ ๘ ประการ คือ
- ๑อภิภายตนะ อายตนะคือเหตุครอบงำ หมายถึงญาณที่เกิดแก่ผู้บำเพ็ญฌานซึ่งสามารถครอบงำ ปัจจนีกธรรม(สิงที่เป็นปฏิปักษ์คือนิวรณ์ ๕) และอารมณ์ทั้งหลายได้ (นัย ที.ม.อ. ๑๖๔-๑๖๕, ม.ม.อ.๑๘๗) ดูเทียบ ใน ที.ม. (แปล) ๑๐/๑๗๓/๑๕๑-๑๕๔
(๑) ผู้ที่ถือรูปภายในเป็นสำคัญ เห็นรูปภายนอกที่เล็ก มีผิวพรรณดีและมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นทั้งหมดแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น, นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ ๑
(๒) ผู้ที่ถือรูปภายในเป็นสำคัญ เห็นรูปภายนอกที่ใหญ่ มีผิวพรรณดีและมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นทั้งหมดแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น, นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ ๒
(๓) ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญ เห็นรูปภายนอกที่เล็ก มีผิวพรรณดีและมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นทั้งหมดแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น, นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ ๓
(๔) ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญ เห็นรูปภายนอกที่ใหญ่ มีผิว พรรณดี และมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้น ทั้งหมดแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น, นี้ เป็นอภิภายตนะข้อที่ ๔
(๕) ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญ เห็นรูปภายนอกที่มีสีเขียว วรรณะก็เขียว มองเห็นก็เขียว รัศมีก็เขียว เช่น ดอกผักตบซึ่งมีสีเขียว วรรณะก็เขียว มองเห็นก็เขียว รัศมีก็เขียว หรือว่าผ้าที่มีกำเนิดในพระนครพาราณสีซึ่งเกลื้ยงเกลาทั้งสองด้าน มีสีเขียว วรรณะก็เขียว มองเห็นก็เขียว รัศมีก็เขียว แม้ฉันใด ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญก็ ฉันนั้นเหมือนกัน เห็นรูปภายนอกที่มีสีเขียว มีวรรณะก็เขียว มองเห็นก็เขียว รัศมีก็เขียว ครอบงำรูปเหล่านั้น
ทั้งหมดแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้ เป็นอภิภายตนะข้อที่ ๕
(๖) ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญ เห็นรูปภายนอกที่มีสีเหลือง วรรณะก็เหลือง มองเห็นก็เหลือง รัศมีก็เหลือง เช่น ดอกกรรณิการ์ซึ่งมีสีเหลือง วรรณะก็เหลือง มองเห็นก็เหลือง รัศมีก็เหลือง หรือว่าผ้าที่มีกำเนิดในพระนครพาราณสีซึ่ง เกลี้ยงเกลาทั้งสองด้าน มีสีเหลือง วรรณะก็เหลือง มองเห็นก็เหลือง รัศมีก็เหลือง แม้ฉันใด ผู้ที่ถืออรูปภายใน เป็นสำคัญก็ฉันนั้นเหมือนกัน เห็นรูปภายนอกที่มีสีเหลือง วรรณะก็เหลือง มองเห็นก็เหลือง รัศมีก็เหลือง ครอบงำ รูปเหล่านั้นทั้งหมดแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ ๖(๗) ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญ เห็นรูปภายนอกที่มีสีแดง
วรรณะก็แดง มองเห็นก็แดง รัศมีก็แดง เช่น ดอกหงอนไก่ซึ่งมีสีแดง วรรณะก็แดง มองเห็นก็แดง รัศมีก็แดง หรือว่าผ้าที่มีกำเนิดในพระนครพาราณสีซึ่งเกลี้ยงเกลาทั้งสองด้าน มีสีแดง วรรณะก็แดง มองเห็นก็แดง รัศมีก็แดง แม้ฉันใด ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญก็ฉันนั้นเหมือนกัน เห็นรูปภายนอกที่มีสีแดง วรรณะก็แดง มองเห็นก็แดง รัศมีก็แดง ครอบงำรูปเหล่านั้นทั้งหมดแล้ว มีความ สำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ ๗(๘) ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญเห็นรูปภายนอกที่มีสีขาว วรรณะก็ขาว มองเห็นก็ขาว รัศมีก็ขาว เช่น ดาวประกายพฤกษ์ ซึ่งมีสีขาว วรรณะก็ขาว มองเห็นก็ขาว รัศมีก็ขาว หรือว่า
ผ้าที่มีกำเนิดในพระนครพาราณสีซึ่งเกลี้ยงเกลาทั้งสองด้าน มีสีขาว วรรณะก็ขาว มองเห็นก็ขาว รัศมีก็ขาว แม้ฉันใด ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญก็ฉันนั้นเหมือนกัน เห็นรูป ภายนอกที่มีสีขาว วรรณะก็ขาว มองเห็นก็ขาว รัศมีก็ขาว ครอบงำรูปเหล่านั้นทั้งปวงแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ ๘ก็แลในเพราะการปฏิบัติตามข้อปฏิบัตินั้น สาวกของเราเป็นอันมากจึง ได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
{๓๔๒}[๒๕๐] ยังมีอีกข้อหนึ่ง อุทายี เราได้บอกข้อปฏิบัติแก่สาวกทั้งหลาย แล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้วย่อมเจริญกสิณายตนะ ๑๐ คือ
(๑) ผู้หนึ่งย่อมจำปฐวีกสิณได้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ไม่เป็นสอง หาประมาณมิได้
- ๑กสิณายฅนะ แดนแห่งกสิณ หมายถึงบ่อเกิดแห่งธรรมทั้งหลายที่มีกสิณเป็นอารมณ์ (ที.ปา.อ. ๒๔๗, ม.ม.อ. ๑๙๐) คำว่า กสิณ แปลว่า วัตถุอันจูงใจ คือ จูงใจให้เข้าไปผูกอยู่ เป็นชื่อของกัมมัฏฐานที่ใช้วัตถุสำหรับเพ่งเพื่อจูงจิตให้เป็นสมาธิ มี ๑๐ อย่าง (๑) ปฐวีกสิณ คือดิน (๒) อาโปกสิณ คือนํ้า (๓) เตโชกสิณ คือไฟ (๔) วาโยกสิณ คือลม ทั้ง ๔ อย่างนี้เรียกว่า ภูตกสิณ กสิณคือมหาภูตรูป ๔ (๕) นีลกสิณ คือสีเขียว (๖) ปีตกสิณ คือสีเหลือง (๗) โลหิตกสิณ คือสีแดง (๘) โอทาตกสิณ คือสีขาว ทั้ง ๔ อย่างนี้เรียกว่า วัณณกสิณ กสิณคือสื (๙) อากาสกสิณ คือที่ว่าง (๑๐) วิญญาณกสิณ คือวิญญาณ (คัมภีร์วิสุทธิมรรคเป็นอาโลกกสิณ คือแสงสว่าง) ดูเทียบใน ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๗๖-๓๗๗
- ๒เบื้องบน กำหนดเอาตั้งแต่ท้องฟ้าขึ้นไป เบื้องล่าง กำหดนเอาตั้งแต่พื้นดินลงไป เบื้องขวาง กำหนดถึงทิศรอบตัวต่าง ๆ ไม่เป็นสอง (อทวยะ)ในที่นี้หมายถึงไม่เป็นอย่างอื่นจากสภาวะของตน กล่าวคือเป็นดินก็เป็นดินไปตลอดแก่ผู้จำได้ เปรียบเหมือนบุคคลผู้ดำลงไปในนํ้า รอบทั้งตัวย่อม ปรากฏเป็นแต่นํ้า ไม่เป็นอย่างอื่น ฉันใดก็ฉันนั้น หาประมาณมิได้ หมายถึงไม่มีขอบเขตในการ ใช้จิตแผ่ขยายกสิณนั้น ๆ (ที.ปา.อ. ๒๔๗, ม.ม.อ. ๑๙๐)
(๒) ผู้หนึ่งย่อมจำอาโปกสิณได้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ไม่เป็นสอง หาประมาณมิได้(๓) ผู้หนึ่งย่อมจำเตโชกกสิณได้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ไม่เป็นสอง หาประมาณมิได้(๔) ผู้หนึ่งย่อมจำวาโยกสิณได้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ไม่เป็นสอง หาประมาณมิได้(๕) ผู้หนึ่งย่อมจำนีลกสิณได้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ไม่เป็นสองหาประมาณมิได้(๖) ผู้หนึ่งย่อมจำปีตกสิณได้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ไม่เป็นสอง หาประมาณมิได้(๗) ผู้หนึ่งย่อมจำโลหิตกสิณได้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ไม่เป็นสอง หาประมาณมิได้(๘) ผู้หนึ่งย่อมจำโอทาตกสิณได้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ไม่เป็นสอง หาประมาณมิได้(๙) ผู้หนึ่งย่อมจำอากาสกสิณได้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ไม่เป็นสอง หาประมาณมิได้(๑๐) ผู้หนึ่งย่อมจำวิญญาณกสิณได้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ไม่เป็นสอง หาประมาณมิได้
ก็แลในเพราะการปฏิบัติตามข้อปฏิบัตินั้น สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
ฌาน ๔
{๓๔๓}[๒๕๑] ยังมีอีกข้อหนึ่ง อุทายี เราได้บอกข้อปฏิบัติแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้วย่อมเจริญฌาน ๔ คือ
ปฐมฌาน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอทำกายนี้
แหละให้ชุ่มชื่น ซาบซ่าน เต็มอิ่ม เบาสบายด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก ไม่มีส่วนไหนแห่งสรรพางคกายของเธอที่ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกจะไม่สัมผัส ดูก่อนอุทายี เปรียบเหมือนพนักงานสรงสนานหรือลูกมือพนักงานสรงสนานผู้ชำนาญเกลี่ยผงแป้งที่ใช้ในการอาบนํ้าลงในภาชนะสำริดแล้วประพรมนํ้าไว้จน เปียกทั่ว ผงแป้งนั้นก็จะถูกยางซึมไปจับติดกันทั่วทั้งหมด ย่อมไม่กระจายออก ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่น ซาบซ่าน เต็มอิ่ม เบาสบาย ด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ ไม่มีส่วนไหนแห่งสรรพางคกายของเธอที่ ปีติและสุขเกิดแต่วิเวกจะไม่สัมผัส
ทุติยฌาน
{๓๔๔}ยังมีอีกข้อหนึ่ง อุทายี ภิกษุบรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจารเพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติ และ สุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่น ซาบซ่าน เต็มอิ่ม เบาสบายด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ ไม่มีส่วนไหนแห่งสรรพางคกายของ เธอที่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิจะไม่สัมผัส ดูก่อนอุทายี เปรียบเหมือนห้วงน้ำลึก มีนํ้าพุขึ้น ไม่มีทางที่นํ้าจะไหลไปมาได้ทั้งด้านตะวันออก ด้านตะวันตก ด้าน เหนือ ด้านใต้ ถึงฝนจะไม่หลั่งสายนํ้าลงมาตามฤดูกาล แต่กระแสน้ำเย็นก็พุขึ้นจากห้วงน้ำนั้นแล้วจะพึงทำห้วงน้ำนั้นแหละให้เอิบอาบ ซาบซ่าน เต็มอิ่ม ด้วยนํ้าเย็น ไม่มีส่วนไหนแห่งห้วงนํ้านั้นทั้งหมดที่น้ำเย็นจะไม่ถูกต้อง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่น ซาบซ่าน เต็มอิ่ม เบา สบายด้วยปีติและสุขเกิดแต่สมาธิ ไม่มีส่วนไหนแห่งสรรพางคกายของเธอที่ ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิจะไม่สัมผัส
ตติยฌาน
{๓๔๕}ยังมีอีกข้อหนี่ง อุทายี ภิกษุมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุข ด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ‘ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข’ ดังนี้อยู่ เธอทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่น ซาบซ่าน เต็มอิ่ม เบาสบายด้วยสุขอันปราศจากปีติ ไม่มีส่วนไหน แห่งสรรพางคกายของเธอที่สุขอันปรฺาศจากปีติจะไม่สัมผัส ดูก่อนอุทายี เปรียบเหมือนในกอบัวขาบ ในกอบัวหลวง หรือในกอบัวขาว ดอกบัวขาบ ดอกบัว หลวง หรือดอกบัวขาวบางเหล่าซึ่งเกิดในนํ้า เจริญในนํ้า ยังไม่พ้นนํ้า จมอยู่ในนํ้า มีนํ้าหล่อเลี้ยงไว้ ย่อมเอิบอาบ ซาบซ่าน เต็มอิ่มด้วยน้ำเย็น ตลอดยอดถึงเหง้า ไม่มีส่วนไหนแห่งดอกบัวขาบ ดอกบัวหลวง หรือดอกบัวขาวที่นํ้าเย็นจะไม่ถูกต้อง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่น ซาบซ่าน เต็มอิ่ม เบาสบายด้วยสุขอันปราศจากปีติ ไม่มีส่วนไหนแห่งสรรพางคกายของเธอที่สุขอันปราศจากปีติจะไม่สัมผัส
จตุตถฌาน
{๓๔๖}ยังมีอีกข้อหนึ่ง อุทายี ภิกษุบรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติ บริสุทธิ์เพราะอุเบกขาเพราะละสุขละทุกข์และโสมนัสโทมนัสซึ่งดับไปก่อนแล้วอยู่ เธอนั่งเข้าฌานแผ่ไปทั่วกายนี้แหละด้วยใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีส่วนไหน แห่งสรรพางคกายของเธอที่ใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้วจะไม่สัมผัส ดูก่อนอุทายี เปรียบเหมือนคนนั่งคลุมโปงด้วยผ้าขาวอยู่ ไม่มีส่วนไหนแห่งร่างกายของเขา ที่ผ้าขาวจะคลุมไม่ถูก ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เธอนั่งเข้าฌานแผ่ไปทั่วกายนี้ แหละด้วยใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีส่วนไหนแห่งสรรพางคกายของเธอที่ใจ อันบริสุทธิ์ผ่องแผ้วจะไม่สัมผัส
ก็แลในเพราะการปฏิบัติตามข้อปฏิบัตินั้น สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
๑. วิปัสสนาญาณ
{๓๔๗}[๒๕๒] ยังมีอีกข้อหนึ่ง อุทายี เราได้บอกข้อปฏิบัติแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘กายของเรานี้แลมี รูปร่างประกอบขึ้นจากมหาภูตรูป ๔ เกิดจากมารดาบิดา เติบโตขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด ไม่เที่ยง ต้องอบ ต้องนวดฟั้น มีอันทำลายกระจัดกระจาย ไปเป็นธรรมดา และวิญญาณของเรานี้ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้
ดูก่อนอุทายี เปรียบเหมือนแก้วไพฑูรย์ที่งามโชติช่วง มีแปดเหลี่ยม ถูกเจียระไนดีแล้ว สุกใสแวววาวสมส่วนทุกอย่าง มีด้ายสีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาวหรือสีนวลร้อยอยู่ข้างในนั้น คนที่ตาดีหยิบแก้วไพฑูรย์นั้นวางไวในมือก็จะพิจารณาเห็นได้ว่า ‘แก้วไพฑูรย์นี้งามโชติช่วง มีแปดเหลี่ยม ถูกเจียระไน ดีแล้ว สุกใสแวววาวสมส่วนทุกอย่าง มีด้ายสีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว หรือสีนวลร้อยอยู่ข้างในนั้น’ ฉันใด สาวกทั้งหลายของเราก็ฉันนั้นแล ปฏิบัติ ตามข้อปฏิบัติที่เราบอกแล้ว ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘กายของเรานี้แลมีรูปร่าง ประกอบขึ้นมาจากมหาภูตรูป ๔ เกิดจากมารดาบิดา เติบโตขึ้นด้วยข้าวสุก และขนมสด ไม่เที่ยง ต้องอบ ต้องนวดฟั้น มีอันทำลายและกระจัดกระจายไปเป็นธรรมดา และวิญญาณของเรานี้ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้’ก็แลในเพราะการปฏิบัติตามข้อปฏิบัตินั้น สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
- ๑วิชชา ญาณ ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ ๘ อย่าง คือ (๑) วิปัสสนาญาณ ความรู้แจ้งในวิปัสสนา หรือญาณทัสสนะ (๒) มโนมยิทธิญาณ ความรู้แจ้งด้วยฤทธิ์ทางใจ (๓) อิทธิวิธญาณ ความรู้แจ้ง ด้วยการแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ได้ (๔) ทิพพโสตธาตุญาณ ความรู้แจ้งด้วยหูทิพย์ (๕) เจโตปริยญาณ ความรู้แจ้งที่กำหนดใจผู้อื่นได้ (๖) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ความรู้แจ้งด้วยการระลึกชาติได้ (๗) ทิพพจักขุญาณ ความรู้แจ้งด้วยตาทิพย์ (๘) อาสวักขยญาณ ความรู้แจ้งที่ทำให้สิ้นอาสวะ {ดูเทียบในสามัญญผลสูตร ที.สี. (แปล) ๙/๒๓๔-๒๔๙/๑๑๑-๑๒๑}
๒. มโนมยิทธิญาณ
{๓๔๘}[๒๕๓] ยังมีอีกข้อหนึ่ง อุทายี เราได้บอกข้อปฏิบัติแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเนรมิตกายอื่นจากกายนี้ให้มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่องได้
ดูก่อนอุทายี เปรียบเหมือนคนชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง เขาพึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘นี้เป็นไส้ นี้เป็นหญ้าปล้อง หญ้าปล้องก็อย่างหนึ่ง ไส้ก็อย่างหนึ่ง ก็แต่ไส้ถูกชักออกจากหญ้าปล้องนั่นเอง’ หรือเปรียบเหมือนคนชักดาบออกจาก ฝัก เขาพึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘นี้เป็นดาบ นี้เป็นฝัก ดาบก็อย่างหนึ่ง ฝักก็อย่างหนึ่ง ก็แต่ดาบถูกชักออกจากฝักนั่นเอง’ หรือเปรียบเหมือนคนดึงงูออกจากคราบ เขาพึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘นี้เป็นงู นี้เป็นคราบ งูก็อย่างหนึ่ง คราบก็อย่างหนึ่ง ก็แต่งูถูกดึงออกจากคราบนั่นเอง’ ฉันใด สาวกทั้งหลายของเราก็ฉันนั้นแล ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติที่เราบอกแล้ว ย่อมเนรมิตกายอื่นจากกายนี้ให้มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรียัไม่บกพร่องได้ก็แลในเพราะการปฏิบัติตามข้อปฏิบัตินั้น สาวกของเราเป็นอันมากจึงบรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
๓. อิทธิวิธญาณ
{๓๔๙}[๒๕๔] ยังมีอีกข้อหนึ่ง อุทายี เราได้บอกข้อปฏิบัติแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวทำให้เป็นหลายคนก็ได้ หลายคนทำให้เป็นคนเดียวก็ได้ จะปรากฏตัวหรือหายตัว ทะลุฝา ทะลุกำแพง ทะลุภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ นั่งขัดสมาธิเหาะไปในอากาศเหมือนสกุณปักษีก็ได้ ใช้ฝ่ามือลูบคลำดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดถึงพรหมโลกก็ได้
ดูก่อนอุทายี เปรียบเหมือนช่างหม้อหรือลูกมือของช่างหม้อผู้ชำนาญ เมื่อนวดดินแล้ว พึงทำภาชนะชนิดต่าง ๆ ตามที่ตนต้องการให้สำเร็จได้ หรือ เปรียบเหมือนช่างงาหรือลูกมือของช่างงาผู้ชำนาญเมื่อแต่งงาดีแล้ว พึงทำเครื่องงาชนิดต่างๆตามที่ต้องการให้สำเร็จได้ หรือเปรียบเหมือนช่างทองหรือ ลูกมือของช่างทองผู้ชำนาญ เมื่อหลอมทองดีแล้ว พึงทำทองรูปพรรณชนิดต่าง ๆ ที่ต้องการให้สำเร็จได้ ฉันใด สาวกทั้งหลายของเราก็ฉันนั้นแล ปฏิบัติ ตามปฏิปทาที่เราบอกแล้ว ย่อมบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวทำให้เป็นหลายคนก็ได้ หลายคนทำให้เป็นคนเดียวก็ได้ จะปรากฏตัวหรือหายตัว ทะลุฝา ทะลุกำแพง ทะลุภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่โล่งก็ได้ ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในนํ้าก็ได้ เดินบนนํ้าไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ นั่งขัดสมาธิเหาะไปในอากาศเหมือนสกุณปักษีก็ได้ ใช้ฝ่ามือลูบคลำ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ซี่งมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไป ตลอดถึงพรหมโลกก็ได้ก็แลในเพราะการปฏิบัติตามข้อปฏิบัตินั้น สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
๔. ทิพพโสตญาณ
{๓๕๐}[๒๕๕] ยังมีอีกข้อหนึ่ง อุทายี เราได้บอกข้อปฏิบัติแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือ เสียง ทิพย์และเสียงมนุษย์ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ได้ด้วยทิพพโสตธาตุอันบริสุทธิ์ล่วงโสตวิสัยของมนุษย์
ดูก่อนอุทายี เปรียบเหมือนคนเป่าสังข์ผู้มีกำลังพึงเป่าให้คนรู้ทั่ว ตลอดสี่ทิศได้โดยไม่ยาก ฉันใด สาวกทั้งหลายของเราก็ฉันนั้นแล ปฏิบัติตามข้อ ปฏิบัติที่เราบอกแล้วย่อมได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือ เสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ได้ด้วยทิพพโสตธาตุอันบริสุทธิ์ล่วงโสตวิสัยของมนุษย์
ก็แลในเพราะการปฏิบัติตามข้อปฏิบัตินั้น สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
๕. เจโตปริยญาณ
{๓๕๑}[๒๕๖] ยังมีอีกข้อหนึ่ง อุทายี เราได้บอกข้อปฏิบัติแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่นของ บุคคลอื่นได้ด้วยใจ คือจิตมีราคะก็รู้วาจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะก็รู้ว่าจิต ปราศจากโทสะ จิตมีโมหะก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่านก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็น มหัคคตะก็รู้ว่าจิตเป็นมหัคคตะ หรือจิตไม่เป็นมหัคคตะก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหัคคตะ จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตไม่มี
จิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้นก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้นดูก่อนอุทายี เปรียบเหมือนหญิงสาวหรือชายหนุ่มที่ชอบการแต่งตัว เมื่อส่องดูเงาหน้าของตนในกระจกที่หมดจดหรือในภาชนะน้ำที่ใสสะอาด หน้ามี ไฝฝ้าก็รู้ว่าหน้ามีไฝฝ้า หรือหน้าไม่มีไฝฝ้าก็รู้ว่าหน้าไม่มีไฝฝ้า ฉันใด สาวกทั้งหลายของเราก็ฉันนั้นแล ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติที่เราบอกแล้ว ย่อมกำหนดรู้ ใจของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นด้วยใจ คือ จิตมีราคะก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิต ปราศจากโทสะก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหัคศตะก็รู้ว่าจิตเป็นมหัคคตะ หรือจิตไม่เป็นมหัคคตะ
- ๑-๑จิตทั้ง ๘ คู่ ดูความหมายที่เชิงอรรถข้อ ๑๙๘ (มหาวัจฉโคตตสูตร) หน้า ๒๕๘-๒๕๙ ในเล่มนี้
ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหัคคตะ จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือ จิตไม่เป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้นก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น
ก็แลในเพราะการปฏิบัติตามข้อปฏิบัตินั้น สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
๖. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
{๓๕๒}[๒๕๗] ยังมีอีกข้อหนึ่ง อุทายี เราได้บอกข้อปฏิบัติแก่สาวกทั้งหลาย แล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกชาติได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ว่า ‘ในภพโน้นเราได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติ
จากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพโน้นนั้นเราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพโน้นนั้นแล้ว จึงได้มาเกิดในภพนี้’ เธอระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมากพร้อมทั้งอาการ(คือวรรณะเป็นต้น)พร้อมทั้ง อุเทศ(คือชื่อและโคตร)ด้วยประการฉะนี้ดูก่อนอุทายี เปรียบเหมือนคนจากหมู่บ้านตนไปยังหมู่บ้านอื่น แล้วจากหมู่บ้านแม้นั้นไปยังหมู่บ้านอื่นอีก จากหมู่บ้านนั้นกลับมายังหมู่บ้านของตนตามเติม เขาพึงระลึกได้อย่างนี้ว่า ‘เราได้จากหมู่บ้านของเราไปยังหมู่บ้านโน้น
- ๑สังวัฏฏวิวัฏฏกัป ดูความหมายที่เชิงอรรถข้อ ๑๔ (กันทรกสูตร) หน้า ๒๐-๒๑ ในเล่มนี้
ในหมู่บ้านนั้นเราได้ยืนอย่างนี้ ได้นั่งอย่างนี้ ได้พูดอย่างนี้ ได้นิ่งอย่างนี้ และเราได้จากหมู่บ้านนั้นไปยังหมู่บ้านโน้น แม้ในหมู่บ้านโน้นเราก็ได้ยืนอย่างนี้ ได้นั่งอย่างนี้ ได้พูดอย่างนี้ ได้นิ่งอย่างนี้ แล้วเราก็กลับจากหมู่บ้าน นั้นมายังหมู่บ้านของตนตามเดิม, ฉันใด สาวกทั้งหลายของเราก็ฉันนั้นแล ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติที่เราบอกแล้วย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ... เธอย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมากพร้อม ทั้งอาการพร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้
ก็แลในเพราะการปฏิบัติตามข้อปฏิบัตินั้น สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
๗. ทิพพจักขุญาณ
{๓๕๓}[๒๕๘] ยังมีอีกข้อหนึ่ง อุทายี เราได้บอกข้อปฏิบัติแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุ อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมได้ว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้หนอประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ หมู่สัตว์ เหล่านั้นหลังจากตายไปจึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก, หรือว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ หมู่สัตว์เหล่านั้นหลังจากตายไปจึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์, เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุ อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้
- ๑อบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดูความหมายที่เชิงอรรถข้อ ๑๕ (กันทรกสูตร) หน้า ๒๑ ในเล่มนี้
ดูก่อนอุทายี เปรียบเหมือนเรือนสองหลังที่มีประตูร่วมกัน คนที่มีตาดี ยืนอยู่ตรงกลางที่เรือนนั้น พึงเห็นผู้คนที่กำลังเข้าไปบ้าง กำลังออกบ้างกำลังเดินวนเวียนอยู่ที่เรือนบ้างได้ ฉันใด สาวกทั้งหลายของเราก็ฉันนั้นแล ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติที่เราบอกแล้ว ย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม... ด้วยประการฉะนี้ก็แลในเพราะการปฏิบัติตามข้อปฏิบัตินั้น สาวกของเราเป็นอันมากจึง ได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
๘. อาสวักขยญาณ
{๓๕๔}[๒๕๙] ยังมีอีกข้อหนึ่ง อุทายี เราได้บอกข้อปฏิบัติแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่ง เองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่
ดูก่อนอุทายี เปรียบเหมือนสระนํ้าบนยอดเขา ใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว คนตาดียืนอยู่บนขอบสระนั้น ก็พึงมองเห็นหอยโข่งและหอยกาบบ้าง ก้อน กรวดและกระเบื้องบ้าง ฝูงปลาที่กำลังแหวกว่ายอยู่บ้าง หยุดอยู่บ้างในสระ นั้นได้ เขาพึงรู้แจ้งอย่างนี้ว่า ‘สระนํ้านี้ใสสะอาด ในสระนํ้านี้มีหอยโข่งและ หอยกาบบ้าง มีก้อนกรวดและกระเบื้องบ้าง มีฝูงปลากำลังแหวกว่ายอยู่บ้าง หยุดอยู่บ้าง’ ฉันใด สาวกทั้งหลายของเราก็ฉันนั้นแล ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติที่ เราบอกแล้ว ย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ก็แลในเพราะการปฏิบัติตามข้อปฏิบัตินั้น สาวกของเราเป็นอันมากจึง ได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
- ๑เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ ดูความหมายที่เชิงอรรถข้อ ๒๘ (เสขปฏิปทาสูตร) หน้า ๔๑ ในเล่มนี้
{๓๕๕}ดูก่อนอุทายี นี้แลเป็นธรรมข้อที่ ๕ อันเป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเรา สักการะ เคารพ นับถือ บูชาแล้วอาศัยเราอยู่
ดูก่อนอุทายี ธรรม ๕ ประการนี้แลเป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเรา สักการะ เคารพ นับถือบูชา แล้วอาศัยเราอยู่ฉะนี้”
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพุทธพจน์นี้แล้ว สกุลุทายีปริพาชก ยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล
จบ มหาสกุลุทายิสูตรที่ ๗
๘. สมณมุณฑิกสูตร
ว่าด้วยปริพาชกผู้เป็นบุตรนางสมณมุณฑิกา
{๓๕๖}[๒๖๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถื สมัยนั้นแล ปริพาชกชื่อ อุคคาหมานะผู้เป็นบุตรนางสมณมุณฑิกา พร้อมด้วยปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ อาศัยอยู่ในสวนของพระนางมัลลิกา ชื่อเอกสาลิกะ ซึ่งราย ล้อมด้วยต้นมะพลับ อันเป็นสถานที่แสดงลัทธิกัน
ครั้งนั้นแล ช่างไม้ผู้หนึ่งชื่อปัญจกังคะออกจากพระนครสาวัตถีเพื่อจะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อเวลาเที่ยงแล้ว ครั้งนั้น เขามีความดำริว่า ‘เวลา นี้ยังมิใช่เวลาที่จะเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าก่อนพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพักผ่อนอยู่ ทั้งมิใช่สมัยที่จะไปหาภิกษุทั้งหลายผู้เจริญทางใจ ภิกษุทั้งหลาย ผู้เจริญทางใจก็พักผ่อนอยู่ อย่ากระนั้นเลย เราเข้าไปหาอุคคาหมานปริพาชก ผู้เป็นบุตรนางสมณมุณฑิกาที่สวนของพระนางมัลลิกา ชื่อเอกสาลิกะ ซึ่ง รายล้อมด้วยต้นมะพลับ อันเป็นสถานที่แสดงลัทธิกันก่อนเถอะ’ ลำดับนั้น
จบ ๗. มหาสกุลุทายิสูตร