พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · คหบดีวรรค
๑. กันทรกสูตร เล่ม ๑๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑–๑๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในคหบดีวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ คหบดีวรรค กันทรกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๓)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๓ หน้า ๑–๒๔
พระไตรปิฎกภาษาไทย
พระบาลีสุตตันตปิฎก
มัชฌิมนิกาย
มัชฌิมปัณณาสก์
ฉบับเฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องในการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
พุทธศักราช ๒๕๔๙
มหาเถรสมาคม จัดพิมพ์
๑๓
พระบาลีสุตตันตปิฎก
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
๑. คหปติวรรค
หมวดว่าด้วยคฤหบดี
๑. กันทรกสูตร
ว่าด้วยปริพาชกชื่อกันทรกะ
{๑}[๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ริมสระโบกขรณีชื่อคัคครา ใกล้นครจัมปา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ครั้งนั้น บุตรนายควาญช้างชื่อ
- ๑มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ คำว่า มัชฌิมนิกาย เป็นชื่อนิกาย(หมวดหมู่พระสูตร)ที่ ๒ ในบรรดานิกาย ๕ ของพระบาลีสุตตันตปิฎก หมายถึงหมวดหรือหมู่พระสูตรที่มีเนื้อหาขนาดปานกลาง คือไม่ยาวมากเหมือนพระสูตรทั้งหลายในทีฆนิกาย และไม่สั้นมากเหมือนพระสูตรทั้งหลายในสังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย และขุททกนิกาย มีจำนวนพระสูตรทั้งหมด ๑๕๒ สูตร แบ่งเป็น ๓ หมวด หมวดละ ๕๐ สูตรซื่งเรียกว่าปัณณาสก์ (แปลว่าหมวดพระสูตร ๕๐ สูตร) รวมเป็น ๑๕๐ สูตรโดยอีก ๒ สูตรจัดพิเศษไว้ในปัณณาสก์ปลาย ชื่อปัณณาสก์ทั้ง ๓ คือ (๑) มูลปัณณาสก์ ปัณณาสก์ต้น ได้แก่ พระบาลีสุตตันตปิฎกเล่ม ๑๒ (๒) มัชฌิมปัณณาสก์ ปัณณาสก์กลาง ได้แก่ พระบาลีสุตตันตปิฎกเล่ม ๑๓ นี้ (๓) อุปริปัณณาสก์ ปัณณาสก์ปลาย ได้แก่ พระบาลีสุตตันตปิฎกเล่ม ๑๔ ซื่งแต่ละปัณณาสก์แบ่งย่อยเป็นวรรคได้ ๕ วรรค (รวม ๑๕ วรรค) วรรคละ ๑๐ สูตรยกเว้นวรรคที่ ๔ ของอุปริปัณณาสก์ซื่งมีจำนวน ๑๒ สูตร (นัย ม.มู.อ. ๑/๒)
- ๒ข้าพเจ้า ในพระสูตรนี้และพระสูตรอื่น ๆ ในพระสุตตันตปิฎก เป็นคำของท่านพระอานนท์ซื่งกล่าวเมื่อคราวทำสังคายนาครั้งที่ ๑ (นัย ที.สี.อ. ๓๐-๓๑, ม.มู.อ. ๑/๒)
เปสสะและปริพาชกชื่อกันทรกะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วนายเปสสะบุตรนายควาญช้างได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ส่วนกันทรกปริพาชกได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง เหลียวดูภิกษุสงฆ์นั่งเงียบกันอยู่ จึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “น่า อัศจรรย์นัก ท่านพระโคดม น่าแปลกใจนัก ท่านพระโคดม ที่ท่านพระโคดม จัดภิกษุสงฆ์ได้เรียบร้อยด้วยดีถึงขนาดนี้ ท่านพระโคดม แม้พระอรหันตสัมมา สัมพุทธเจ้าที่ได้มีแล้วในอดีตกาล ก็คงทรงจัดภิกษุสงฆ์ได้เรียบร้อยเป็นอย่างยิ่ง
ถึงเท่านี้มาแล้ว เหมือนกับที่ท่านพระโคดมทรงจัดแจงภิกษุสงฆ์ได้เรียบร้อยด้วยดี ในบัดนี้ แม้พระอรทันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จักมีในอนาคตกาล ก็จักทรงจัด ภิกษุสงฆ์ได้เรียบร้อยเป็นอย่างยิ่งถึงเท่านี้ เหมือนกับที่ท่านพระโคดมทรงจัด ภิกษุสงฆ์ได้เรียบร้อยด้วยดีในบัดนี้”{๒} [๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ข้อนี้เป็นอย่างนั้น กันทรกะ ข้อนี้ เป็นอย่างนั้น กันทรกะ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้มีแล้วในอดีตกาลก็ ทรงจัดภิกษุสงฆ์ได้เรียบร้อยเป็นอย่างยิ่งถึงเท่านี้ เหมือนกับที่เราจัดภิกษุสงฆ์ได้เรียบร้อย ในบัดนี้ ดูก่อนกันทรกะ แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จักมี ในอนาคตกาลก็จักทรงจัดภิกษุสงฆ์ได้เรียบร้อยเป็นอย่างยิ่งถึงเท่านี้ เหมือนกับที่เราจัดภิกษุสงฆ์ได้เรียบร้อย ในบัดนี้
ดูก่อนกันทรกะ ในหมู่ภิกษุนี้ ภิกษุผู้เป็นอรหันตขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุถึง
- ๑ปริพาชกชื่อกันทรกะ เป็นนักบวชภายนอกพระพุทธศาสนาที่นุ่งห่มผ้าขาว (ม.ม.อ. ๑)
- ๒พระอรหันตขีณาสพ พระอรหันต์ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว หมายถึงพระอริยบุคคลผู้ไม่ต้องศึกษาในไตรสิกขาอีกแล้ว (หรือเรียกว่าอเสขบุคคล) เป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา คำว่า อรหันต์ มีความหมาย ๕ อย่าง คือ (๑) ผู้ไกลจากกิเลสโดยสิ้นเชิง (๒) ผู้ทำลายข้าศึกคือ กิเลสได้หมดสิ้น (๓) ผู้หักกงกำแห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้เด็ดขาด (๔) ผู้ควรรับทักษิณาอย่างยิ่ง (๕) ผู้ไม่มีที่ลับในการทำบาป คำว่า ขีณาสพ หมายถึงละกิเลสที่ชื่อว่าอาสวะ (กิเลสที่หมักดอง
ประโยชน์ตนแล้ว มีกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพหมดสิ้นแล้ว หลุดพ้น แล้วเพราะรู้โดยชอบก็มี ภิกษุผู้ยังเป็นเสขะ มีศีลต่อเนื่อง มีความประพฤติต่อเนื่อง มีปัญญารักษาตัว มีความเป็นอยู่ด้วยปัญญารักษาตัวก็มี ซึ่งเธออยู่ในสันดาน) ๔ อย่าง คือ กามาสวะ อาสวะคือกาม ภวาสวะ อาสวะคือภพ ทิฏฐาสวะ อาสวะคือทิฏฐิ และอวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชาได้เด็ดขาดแล้ว (นัย วิ.อ. ๑/๑๐๓, ที.ปา.อ. ๔๘, ม.มู.อ. ๑/๔๖-๔๗)
- ๓อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว หมายถึงอยู่จบธรรมเป็นเครื่องอยู่ร่วมกับครู ธรรมเป็นเครื่องอยู่อันเลิศคืออริยมรรค และธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยะ ๑๐ ประการแล้ว (ม.มู.อ. ๑/๔๗)
- ๔มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว หมายถึงเป็นผู้สำเร็จกิจที่เหล่าเสขบุคคลจำต้องทำด้วยอริยมรรค ๔ แล้ว กล่าวคือไม่มีกิจที่ต้องทำเกี่ยวกับการบรรลุภาวะสิ้นทุกข์อีกแล้ว (ม.มู.อ. ๑/๔๗)
- ๕ปลงภาระได้แล้ว หมายถึงเป็นผู้วางภาระ (สิ่งที่ต้องนำพา) ๓ อย่าง คือ ขันธภาระ ภาระคือ เบญจขันธ์ กิเลสภาระ ภาระคือกิเลส และอภิสังขารภาระ ภาระคืออภิสังขาร (ได้แก่ บุญ บาป ฌานสมาบัติ) ลงได้หมดแล้ว (ม.มู.อ. ๑/๔๗)
- ๑ประโยชน์ตน ในที่นี้หมายถึงประโยชน์อย่างยิ่งของตนคือพระอรหัตตผล (ม.มู.อ. ๑/๔๗)
- ๒มีกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพหมดสิ้นแล้ว หมายถึงเป็นผู้ละกิเลสที่ชื่อว่าสังโยชน์ ๑๐ อย่าง คือ (๑) กามราคะ ความติดใจในกามคุณ (๒) ปฏิฆะ ความขัดเคืองใจ (๓) มานะ ความสำคัญตน (๔) สักกายทิฏฐิ ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน (๕) วิจิกิจฉา ความสงสัย (๖) สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรต (๗) ภวราคะ ความติดใจอยู่ในภพ (๘) อิสสา ความริษยา (๙) มัจฉริยะ ความตระหนี่ (๑๐) อวิชชา ความหลงไม่รู้สภาพจริง ได้อย่างเด็ดขาด (ม.มู.อ. ๑/๔๗) สังโยชน์ ๑๐ ในที่นี้เป็นอีกนัยหนี่ง ซื่งต่างจากสังโยชน์ในพระบาลีบางแห่ง
- ๓หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ หมายถึงเป็นผู้มีความหลุดพ้น ๒ ประการ คือ หลุดพ้นทางจิต คือ มีภาวะจิตที่หลุดพ้นจากสรรพกิเลสทั้งหลาย และหลุดพ้นทางพระนิพพาน คือมีจิตที่น้อมอยู่ใน ภาวะนิพพาน จึงชื่อว่าหลุดพ้นแล้วโดยชอบ (ม.มู.อ. ๑/๔๘)
- ๔เป็นเสขะ พระผู้ยังต้องศึกษาไตรสิกขา พระผู้ประกอบด้วยเสขธรรมมีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น ได้แก่ พระอริยบุคคล ๗ เบื้องต้นในจำนวน ๘ (นัย วิ.อ. ๑/๒๕๗, องฺ.ทุก.อ. ๒/๓๔)
- ๕มีความเป็นอยู่ด้วยปัญญารักษาตัว หมายถึงดำเนินชีวิตความเป็นภิกษุโดยไม่ไปสู่อโคจรสถาน ๖ ไม่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ ไม่แสวงหาลาภอย่างไม่เหมาะสมแก่ความเป็นสมณะ ๒๐ วิธี มีการประกอบเวชกรรมเป็นต้น ไม่ล่วงละเมิดสิกขาบทแม้เพราะเหตุแห่งชีวิต รักษาปาริสุทธิศีล ๔ อย่างเคร่งครัดแล้วเรียนพระพุทธพจน์ บำเพ็ญอริยปฏิปทา (ข้อปฏิบัติของพระอริยะ) ต่าง ๆ มีรถวินีตปฏิปทา (ข้อปฏิบัติในวินีตสูตร) เป็นต้นให้บริบูรณ์ ปลีกอยู่ลำพัง มุ่งมั่นเจริญวิปัสสนา เร่งเร้าใจระดมเพียรอยู่เสมอว่า ‘จักบรรลุอรหัตตผลวันนี้ ๆ’ (ม.ม.อ. ๔)
เหล่านั้นมีจิตตั้งมั่นในสติปัฏฐาน ๔ อยู่ สติปัฏฐาน ๔ คืออะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
๑. พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสติสัมปชัญญะ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
๒. พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสติสัมปชัญญะ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
๓. พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสติสัมปชัญญะ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
๔. พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสติสัมปชัญญะ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้”
{๓} [๓] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว นายเปสสะบุตรนายควาญช้างได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “น่าอัศจรรย์นัก พระพุทธเจ้าข้า น่า แปลกใจนัก พระพุทธเจ้าข้า ที่สติปัฏฐาน ๔ นี้พระองค์ทรงบัญญัติไว้ดีแล้ว เพื่อความบริสุทธิ์ เพื่อก้าวล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความดับทุกข์ และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานแห่งสัตว์ทั้งหลาย ที่จริง แม้พวกข้าพระองค์จะเป็นคฤหัสถ์นุ่งห่มผ้าขาวก็จะมีจิตตั้ง มั่นดีในสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้ได้ตามกาลที่สมควร ขอประทานพระวโรกาสเถิดพระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระองค์จะพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสติ มีสัมปชัญญะ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก จะพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสติ มีสัมปชัญญะ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก จะพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสติ มีสัมปชัญญะ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก จะพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสติ มีสัมปชัญญะ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก
- ๑สติปัฏฐาน ๔ พึงดูความพิสดารในมหาสติปัฏฐานสูตร ที.ม. (แปล) ๑๐/๓๗๒-๔๐๕/๓๔๑-๓๗๒, ม.มู. (แปล) ๑๒/๑๐๕-๑๓๘/๑๑๕-๑๔๔)
น่าอัศจรรย์นัก พระพุทธเจ้าข้า น่าแปลกใจนัก พระพุทธเจ้าข้า ที่ใน เมื่อความลึกลํ้า ของมนุษย์ ความเป็นกากเดนของมนุษย์ ความอวดดีของ มนุษย์ เป็นไปอยู่อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ยังทรงทราบสิ่งที่เกื้อกูลและไม่ เกื้อกูลของสัตว์ทั้งหลาย พระพุทธเจ้าข้า มนุษย์ทั้งหลายมีอัธยาสัยลึกลํ้า ส่วน ปศุสัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยตื้นเขิน
พระพุทธเจ้าข้า ด้วยว่าข้าพระองค์สามารถที่จะบังคับช้างที่พอฝึกให้ทำ ตามได้ คือ ช้างนั้นไปมาระหว่างนครจัมปาได้ตามเวลาก็ได้ แสดงท่า อวด คน แสดงมายา คู้เข่า ย่อตัวก็ได้ ส่วนมนุษย์ที่เรียกว่าทาส คนใช้ หรือ กรรมกรของข้าพระองค์ทำอย่างหนี่ง พูดอย่างหนึ่ง และคิดอีกอย่างหนึ่ง น่า อัศจรรย์นัก พระพุทธเจ้าข้า น่าแปลกใจนัก พระพุทธเจ้าข้า ที่ในเมื่อความลึกลํ้าของมนุษย์ ความเป็นกากเดนของมนุษย์ ความอวดดีของมนุษย์ เป็นไปอยู่อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ยังทรงทราบสิ่งที่เกื้อกูลและไม่เกื้อกูลของสัตว์ทั้งหลาย พระพุทธเจ้าข้า มนุษย์ทั้งหลายมีอัธยาศัยลึกลํ้า ส่วน ปศุสัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยตื้นเขิน”
บุคคล ๔ ประเภท
{๔} [๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ข้อนี้เป็นอย่างนั้น เปสสะ ข้อนี้เป็นอย่างนั้น เปสสะ มนุษย์ทั้งหลายมีอัธยาศัยลึกลํ้า ส่วนปศุสัตว์ทั้งหลายมี อัธยาศัยตื้นเขิน ดูก่อนเปสสะ บุคคล ๔ ประเภทนี้มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ ประเภทนั้นคืออะไรบ้าง คือ
๑. บุคคลบางคนในโลกนี้ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อน
๒. บุคคลบางคนในโลกนี้ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายใน การทำผู้อื่นให้เดือดร้อน
- ๑ความลึกลํ้า ในที่นี้หมายถึงความยากหยั่งถึงด้านอัธยาศัยใจคอและด้านกิเลสในจิตใจ (ม.ม.อ. ๕)
๓. บุคคลบางคนในโลกนี้ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อน และทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งยัง ขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน
๔. บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งไม่ขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อน และไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งไม่ขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน
เขาเป็นผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อนไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อนนั้น ย่อมไม่มีตัณหาดับสนิท เย็นใจ เสวยแต่ความสุข มีตนเป็นผู้ประเสริฐอยู่ในปัจจุบัน
ดูก่อนเปสสะ บรรดาบุคคล ๔ ประเภทนี้ ประเภทไหนจะยังจิตของท่านให้ยินดีได้”
{๕}นายเปสสะบุตรนายควาญช้างกราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า บุคคลผู้ ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อน ย่อมยังจิตของ ข้าพระองค์ให้ยินดีไม่ได้ แม้บุคคลผู้ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ก็ยังจิตของข้าพระองค์ให้ยินดีไม่ได้ แม้บุคคลผู้ทำ ตนให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อน และทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ก็ยังจิตของข้าพระองค์ ให้ยินดีไม่ได้ ส่วนบุคคลผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งไม่ขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อน และไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งไม่ขวนขวายในการทำผู้อื่นให้ เดือดร้อน ไม่มีตัณหา ดับสนิท เย็นใจ เสวยแต่ความสุข มีตนเป็นผู้ประเสริฐอยู่ในปัจจุบัน บุคคลนี้ย่อมยังจิตของข้าพระองค์ให้ยินดีได้”[๕] “ดูก่อนเปสสะ ก็เพราะเหตุไรเล่า บุคคลอีก ๓ ประเภทเหล่านี้ จึงยังจิตของท่านให้ยินดีไม่ได้”
- ๑ดับสนิท หมายถึงดับกิเลสทั้งปวงได้สิ้นเชิง เย็นใจ หมายถึงไม่มีกิเลสเครื่องเผาให้รุ่มร้อนใน ภายใน เสวยแต่ความสุข หมายถึงได้รับความสุขที่เกิดจากฌาน มรรคผล และนิพพาน (ม.ม.อ. ๗)
{๖} “พระพุทธเจ้าข้า บุคคลผู้ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อนนั้น เขาทำตนซึ่งรักสุขเกลียดทุกข์ให้เดือดร้อน ให้เร่าร้อนด้วยเหตุนี้ บุคคลนี้จึงยังจิตของข้าพระองค์ให้ยินดีไม่ได้
บุคคลผู้ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อนเล่า เขาก็ทำผู้อื่นซึ่งรักสุขเกลียดทุกข์ให้เดือดร้อน ให้เร่าร้อน ด้วยเหตุนี้ บุคคลนี้จึงยังจิตของข้าพระองค์ให้ยินดีไม่ได้
บุคคลผู้ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อน และทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อนเล่า เขา ก็ทำทั้งตนและผู้อื่นซึ่งรักสุขเกลียดทุกข์ให้เดือดร้อน ให้เร่าร้อน ด้วยเหตุนี้ บุคคลนี้จึงยังจิตของข้าพระองค์ให้ยินดีไม่ได้
ก็แลบุคคลผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งไม่ขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อน และไม่ทำผู้อื่นเดือดร้อน ทั้งไม่ขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน นั้น เขาเป็นผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ไม่มีตัณหา ดับสนิท เย็นใจ เสวยแต่ความสุข มีตนเป็นผู้ประเสริฐอยู่ในปัจจุบันนี้ ด้วยเหตุนี้ บุคคลนี้จึงยังจิตของข้าพระองคให้ยินดีได้ พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์จะขอทูลลาไป ณ บัดนี้ ข้าพระองค์มีกิจธุระมาก มีสิ่งที่ต้องทำมาก”“ดูก่อนเปสสะ บัดนี้ ท่านจงทราบกาลอันควรเถิด”
ลำดับนั้น นายเปสสะบุตรนายควาญช้างยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำ ประทักษิณแล้วหลีกไป
{๗} [๖] ครั้งนั้น เมื่อนายเปสสะบุตรนายควาญช้างหลีกไปไม่นาน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นาย เปสสะเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก ถ้านายเปสสะพึงนั่งอยู่สักครู่หนึ่ง ชั่วเวลาที่เราจักจำแนกบุคคล ๔ ประเภทเหล่านี้โดยพิสดาร เขาก็จักได้
ประโยชน์ใหญ่หลวง ก็แลแม้ด้วยการฟังโดยสังเขปเพียงเท่านี้ นายเปสสะ บุตรนายควาญช้างก็ยังได้ประโยชน์มาก”
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตอนนี้เป็นเวลาสมควรแล้ว ข้าแต่พระสุคตเจ้า ตอนนี้เป็นเวลาสมควรแล้ว ที่พระผู้มีพระ ภาคเจ้าจะได้ทรงจำแนกบุคคล ๔ ประเภทเหล่านี้ให้พิสดาร ภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยพิสดารแล้วจักพากันทรงจำไว้”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น เธอ ทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระ ดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า
{๘} [๗] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อนเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นอเจลก ขาดมรรยาทเลียมือ เขาเชิญให้มารับภิกษาก็ไม่มา เขาเชิญให้หยุดก็ไม่หยุด ไม่รับภิกษา ที่เขาแบ่งไว้ก่อน ไม่รับภิกษาที่เขาทำเจาะจงให้ ไม่ยินดีภิกษาที่เขาเชิญ ไม่รับภิกษาจากปากหม้อ ไม่รับภิกษาจากหม้อข้าว ไม่รับภิกษาที่คร่อมธรณีประตู ไม่รับภิกษาที่คร่อมท่อนไม้ ไม่รับภิกษาที่คร่อมสาก ไม่รับภิกษาของคน ๒ คน ที่กำลังบริโภคอยู่ไม่รับภิกษาของผู้หญิงมีครรภ์ ไม่รับภิกษาของผู้หญิงที่ กำลังให้ลูกดื่มนม ไม่รับภิกษาของผู้หญิงที่คลอเคลียผู้ชาย ไม่รับภิกษาที่นัดแนะกันทำไว้ ไม่รับภิกษาในที่เลี้ยงดูสุนัขไว้ ไม่รับภิกษาในที่มีแมลงวันไต่ ตอมเป็นกลุ่ม ๆ ไม่กินปลา ไม่กินเนื้อ ไม่ดื่มสุรา ไม่ดื่มเมรัย ไม่ดื่มยาดอง รับภิกษาที่เรือนหลังเดียว ยังชีพด้วยข้าวคำเดียวบ้าง รับภิกษาที่เรือน ๒ หลัง ยังชีพด้วยข้าว ๒ คำบ้าง รับภิกษาที่เรือน ๗ หลัง ยังชีพด้วยข้าว ๗ คำบ้าง ยังชีพด้วยภิกษาในถาดน้อยใบเดียวบ้าง ๒ ใบบ้าง ... ๗ ใบบ้าง กินอาหารที่ เก็บค้างไว้ ๑ วันบ้าง ๒ วันบ้าง ... ๗วันบ้าง เป็นผู้ขวนขวายบริโภคแต่อาหารที่เวียนมาเช่นนี้แม้นานตั้งครึ่งเดือนบ้างอยู่
บุคคลนั้นเป็นผู้มีผักดองเป็นอาหารบ้าง มีข้าวฟ่างเป็นอาหารบ้าง มีลูกเดือยเป็นอาหารบ้าง มีกากข้าวเป็นอาหารบ้าง มีสาหร่ายเป็นอาหารบ้าง มีรำเป็นอาหารบ้าง มีข้าวตังเป็นอาหารบ้าง มีกำยานเป็นอาหารบ้าง มีหญ้าเป็นอาหารบ้าง มีมูลโคเป็นอาหารบ้าง มีเหง้าและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร บริโภคผลไม้หล่นยังชีพ
บุคคลนั้นนุ่งห่มผ้าบ้านบ้าง นุ่งห่มผ้าแกมกันบ้าง นุ่งห่มผ้าห่อศพบ้าง นุ่งห่มผ้าบังสุกุลบ้าง นุ่งห่มผาเปลือกไม้บ้าง นุ่งห่มหนังเสือบ้าง นุ่งห่มหนังเสือทั้งเล็บบ้าง นุ่งห่มผ้าคากรองบ้าง นุ่งห่มผ้าเปลือกปอกรองบ้าง นุ่งห่มผ้าผลไม้กรองบ้าง นุ่งห่มผ้ากัมพลทำด้วยผมคนบ้าง นุ่งห่มผ้ากัมพลทำด้วยขนสัตว์บ้าง นุ่งห่มผ้าทำด้วยขนปีกนกเค้าบ้าง ถอนผมและหนวด คือ ขวนขวายแต่การถอนผมและหนวดบ้าง ยืนอย่างเดียวไม่ยอมนั่งบ้าง เดินกระหย่ง คือ เดินกระหย่งเหยียบพื้นไม่เต็มเท้าบ้าง นอนบนหนาม คือ นอนบนที่นอนที่มีหนามบ้าง อาบนํ้าวันละ ๓ ครั้ง คือ ขวนขวายแต่การลงแช่นํ้าบ้าง เป็นผู้ประกอบขวนขวายในการย่างและการบ่มกายมีประการมิใช่น้อย เห็นปานนี้อยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้เรากล่าวว่า ‘เป็นผู้ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อน’{๙}[๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้ทำบุคคลอื่นให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อนเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ฆ่าแกะ ฆ่าสุกร ฆ่านก และ ฆ่าเนื้อ เป็นคนเหี้ยมโหด ฆ่าปลา เป็นโจร เป็นคนฆ่าโจร เป็นผู้คุมเรือนจำ หรือบุคคลผู้ทำทารุณกรรมบางพวกอื่น ๆ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้เรากล่าวว่า ‘เป็นผู้ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน’
{๑๐}[๙] ก็บุคคลผู้ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อน และทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อนเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นพระราชามหากษัตริย์ผู้ได้มูรธาภิเษกแล้วบ้าง เป็นพราหมณมหาศาลบ้าง พระราชาหรือพราหมณ์ นั้นโปรดให้สร้างโรงบูชายัญขึ้นใหม่ทางด้านบูรพาแห่งนคร แล้วทรงจำเริญพระเกศาและพระมัสสุ ทรงนุ่งห่มหนังเสือทั้งเล็บ ทรงทาพระกายด้วยเนยใสและนํ้ามันงา ทรงเกาพระปฤษฎางค์ด้วยเขามฤค เสด็จเข้าไปยังโรงบูชายัญใหม่พร้อมด้วยพระมเหสีและพราหมณ์ปุโรหิต บรรทมบนพื้นหญ้าเขียวขจี มิได้ลาดด้วยเครื่องลาด ท้าวเธอทรงเลี้ยงพระชนมชีพด้วยนํ้านมเต้าที่ ๑ แห่งโคแม่ลูกอ่อนตัวหนึ่ง พระมเหสีทรงเลี้ยงพระชนมชีพด้วยนํ้านม เต้าที่ ๒ พราหมณ์ปุโรหิตเลี้ยงชีพด้วยนํ้านมเต้าที่ ๓ บูชาไฟด้วยนํ้านมเต้าที่ ๔ ลูกโคเลี้ยงชีพด้วยนํ้านมที่เหลือ พระราชาหรือพราหมณ์นั้นตรัสอย่างนี้ ว่า ‘จงฆ่าโคผู้เท่านี้ตัวเพื่อบูชายัญ จงฆ่าลูกโคผู้เท่านี้ตัว ลูกโคเมียเท่านี้ตัว แพะเท่านี้ตัว แกะเท่านี้ตัว (ม้าเท่านี้ตัวเพื่อบูชายัญ) จงตัดต้นไม้เท่านี้ต้น เพื่อทำเป็นเสายัญ จงเกี่ยวหญ้าเท่านี้ฟ่อนเพื่อลาดพื้น,บรรดาผู้คนที่เป็นทาสก็ดี เป็นคนใช้ก็ดี เป็นกรรมกรก็ดีของพระราชา หรือพราหมณ์นั้นถูกอาชญาคุกคาม ถูกภัยคุกคาม ต่างมีนํ้าตานองหน้า
ร้องไห้พลางทำงานตามที่เขากำหนดให้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้เรากล่าวว่า ‘เป็นผู้ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อน และ ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน,
{๑๑} [๑๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งไม่ขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อน และไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งไม่ขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน เขาเป็นผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ย่อมไม่มีตัณหา ดับสนิท เย็นใจ เสวยแต่ความสุข มีตน เป็นผู้ประเสริฐอยู่ในปัจจุบัน เป็นไฉน
- ๑ได้มูรธาภิเษก หมายถึงผู้ได้รับการโสรจสงนํ้าศักดิ์สิทธิ์เหนือพระเศียรในพิธีสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์ (ม.ม.อ. ๘)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตอุบัติมาในโลกนี้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ไปดีแล้ว รู้แจ้งโลก เป็นสารถี ฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็น
- ๑ตถาคต คือพระนามอย่างหนึ่งของพระพุทธเจ้า เป็นคำที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกหรือตรัสถึงพระองค์เอง มีความหมาย ๘ อย่าง คือ (๑) พระผู้เสด็จมาแล้วอย่างนั้น คือ เสด็จมาทรงบำเพ็ญพุทธจริยาเพื่อประโยชน์แก่ชาวโลกเป็นต้น เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ อย่างไรก็อย่างนั้น (๒) พระผู้เสด็จไปแล้วอย่างนั้น คือ ทรงประสูติแล้วทรงมีคติเสด็จดำเนินเป็นบุรพนิมิตแห่งการสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าและการทำลายอวิชชาสละปวงกิเลสไปได้เด็ดขาด เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ อย่างไรก็อย่างนั้น (๓) พระผู้เสด็จมาถึงตถลักษณะ คือ ทรงมีพระญาณหยั่งรู้เข้าถึงลักษณะอันแท้จริงของสรรพสิ่ง (๔) พระผู้ตรัสรู้ตถธรรมตามที่เป็นจริง คือ ตรัสรู้อริยสัจ ๔ และปฏิจจสมุปบาทอันเป็นธรรมที่จริงแท้แน่นอน (๕) พระผู้ทรงเห็นอย่างนั้น คือ ทรงรู้เท่าทันสรรพารมณ์ที่ปรากฎแก่หมู่สัตว์ทั้งเทพและมนุษย์ซี่งได้ประสบและพากันแสวงหาโดยทรงทราบถึงสภาพที่แท้จริง (๖) พระผู้ตรัสอย่างนั้น คือ มีพระวาจาที่แท้จริง โดยพระดำรัสทั้งปวงที่ตรัสนับแต่ตรัสรู้จนถึงเสด็จดับขันธปรินิพพานล้วนแต่เป็นจริง ถูกต้องไม่เป็นอย่างอื่น (๗) พระผู้ทำอย่างนั้น คือ ตรัสอย่างใด ทรงทำอย่างนั้น ทรงทำอย่างใด ก็ตรัสอย่างนั้น (๘) พระผู้เป็นเจ้าหรือพระอภิภู คือ ทรงเป็นผู้ใหญ่ยิ่งเหนือกว่าสรรพสัตว์ ตลอดถึงพรหมโลกที่สูงสุด เป็นผู้เห็นถ่องแท้ ทรงพุทธานุภาพ เป็นเทพแห่งเทพ เป็นอินทร์เหนือพระอินทร์ เป็นพรหมหนือประดาพรหม ไม่มีใครจะอาจวัดหรือจะทัดเทียมพระองค์ได้ ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ (นัย ที.สี.อ. ๕๙-๖๖, ม.มู.อ. ๑/๕๐-๕๖)
- ๒พระพุทธคุณทั้ง ๙ บทนี้มีความหมายแต่ละบทที่ควรทราบ ดังนี้
- ๑ทรงเป็นพระอรหันต์ (อรหํ) มีความหมาย ๕ ประการ คือ (๑) ผู้ไกลจากกิเลสโดยสิ้นเชิง (๒) ผู้ทำลายข้าศึกคือกิเลสได้หมดสิ้น (๓) ผู้หักกงกำแห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้เด็ดขาด (๔) ผู้ควรรับทักษิณาอย่างยิ่ง (๕) ผู้มีพฤติกรรมโปร่งใส คือไม่มีที่ลับในการทำบาป
- ๒ตรัสรู้เองโดยชอบ (สมฺมาสมฺพุทฺโธ) คือ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้สรรพสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง ควรกำหนดรู้ ควรละ ควรทำให้แจ่มแจ้ง และควรเจริญให้เกิดมีได้อย่างถูกต้องโดย ชอบด้วยพระองค์เอง กล่าวโดยสรุป คือ ตรัสรู้อริยสัจ ๔ โดยชอบด้วยพระองค์เอง
- ๓. ทรงสมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ (วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน) ดำว่า วิชชา หมายถึงญาณคือความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ จำแนกเป็นวิชชา ๓ คือ (๑) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ความรู้แจ้ง ด้วยการระลึกชาติได้ (๒) จุตูปปาตญาณ ความรู้แจ้งจุติและอุบัติของสรรพสัตว์ (๓) อาสวักขยญาณ ความรู้แจ้งที่ทำให้สิ้นอาสวะ และวิชชา ๘ คือ (๑) วิปัสสนาญาณ ความรู้แจ้งวิปัสสนาหรือญาณทัสสนะ (๒) มโนมยิทธิญาณ ความรู้แจ้งด้วยฤทธิ์ทางใจ(๓)อิทธิวิธญาณ ความรู้แจ้ง
ผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม ตถาคตนั้นทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลกมารโลก พรหมโลกด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้วสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้ง
ด้วยการแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ได้ (๔) ทิพพโสตธาตุญาณ ความรู้แจ้งด้วยหูทิพย์ (๕) เจโตปริยญาณ ความรู้แจ้งที่กำหนดใจผู้อื่นได้ (๖) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ความรู้แจ้งด้วยการระลึกชาติได้ (๗) ทิพพจักขุญาณ ความรู้แจ้งด้วยตาทิพย์ (๘) อาสวักขยญาณ ความรู้แจ้งที่ทำให้สิ้นอาสวะ คำว่า จรณะ หมายถึงคุณธรรมเครื่องประพฤติปฏิบัติให้ลุถึงวิชชาหรือนิพพาน มี ๑๕ คือ (๑) สีลสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยศีล (๒) อินทรียสังวร การสำรวมอินทรีย์ (๓) โภชเนมัตตัญญุตา ความรู้จักประมาณในการบริโภค (๔) ชาคริยานุโยค การหมั่นประกอบความเพียร (๕) มีศรัทธา (๖) มีหิริ (๗) มีโอตตัปปะ (๘) เป็นพหูสูต (๙) ปรารภความเพียร (๑๑) มีสติมั่นคง (๑๑) มีปัญญา (๑๒) ปฐมฌาน (๑๓) ทุติยฌาน (๑๔) ตติยฌาน (๑๕) จตุตถฌาน ความสมบูรณ์ด้วยวิชชาทำให้พระสัพพัญญุตญาณของพระองค์มีประสิทธิภาพเต็มเปี่ยม กล่าวคือทรงทราบชัดว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์และมิใช่ ประโยชน์ต่อสรรพสัตว์ ความสมบูรณ์ด้วยจรณะทำให้พระองค์ทรงเปี่ยมล้นด้วยพระมหากรุณาต่อสรรรพสัตว์ กล่าวคือทรงละเว้นไม่สอนสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ทรงแนะนำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์
๔. เสด็จไปดีแล้ว (สุคโต : พระสุคต) มีความหมาย ๔ ประการ คือ (๑) เสด็จไปอย่างสง่างามด้วยอริยมรรค (๒) เสด็จไปสู่อมตสถานที่ดีงามกล่าวคือพระนิพพาน (๓) เสด็จรุดหน้าไปดีโดยชอบ กล่าวคือทรงดำเนินรุดหน้าไม่หวนกลับคืนมาสู่กิเลสที่ละได้แล้ว ทรงดำเนินสู่ผลสำเร็จ ไม่ถอยหลัง ทรงดำเนินในทางอันถูกต้องคือมัชฌิมาปฏิปทา ไม่เฉเชือนเบือนไปในทางผิดสุดโต่ง เช่นสัสสตทิฏฐิ อุจเฉททิฏฐิ กามสุขัลลิกานุโยค และอัตตกิลมถานุโยค เสด็จไปที่ได ก็ทรงทำประโยชน์ให้แก่มหาชนในที่นั้น (๔) ทรงมีพระวาจาดี กล่าวคือทรงเปล่งพระวาจาโดยชอบ ตรัสแต่คำจริงแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ ในกาลที่ควรตรัส และแก่บุคคลที่ควรตรัส
๕. ทรงรู้แจ้งโลก (โลกวิทู) มีความหมาย ๒ ประการ คือ (๑) ทรงรู้แจ้งโลกภายในคือร่างกาย ที่ยาวเพียงวาซึ่งมีสัญญา มีใจครองนี้ โดยทรงรู้ถึงสภาวะ เหตุเกิดขึ้น ความดับ และวิธีปฏิบัติให้ลุถึงความดับอย่างถ่องแท้ (๒) ทรงรู้แจ้งโลกภายนอกทั้ง ๓ คือ ๑) สังขารโลก โลกคือสังขารซึ่ง ได้แก่สภาวธรรมทั้งปวงที่มีการปรุงแต่งตามเหตุปัจจัย เช่น สรรพสัตว์ดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร ๒) สัตวโลก โลกคือหมู่สัตว์ซึ๋งแยกเป็นมนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก ๓) โอกาสโลก โลกที่กำหนด ด้วยโอกาส คือโลกอันมีในอวกาศจักรวาลโดยทรงรู้แจ้งด้วยพระพุทธญาณอันกว้างไกลหาที่สุดมิได้
๖. ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า (อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ) หมายถึง พระองค์ทรงทำหน้าที่ดุจสารถีฝึกฝนผู้ที่ควรฝึกหรือผู้ที่ไม่ได้ฝึกก็ควรให้ได้รับการฝึกทั้งเทวดามนุษย์ อมนุษย์ และสัตว์ดิรัจฉานโดยถ้วนหน้าด้วยอุบายแห่งการฝึกฝนต่าง ๆ ตามสมควรแก่อัธยาศัย ของแต่ละบุคคลได้อย่างยอดเยี่ยม
๗. ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย (สตุถา เทวมนุสฺสานํ) หมายถึงพระองค์ ทรงทำหน้าที่เป็นครูคือสั่งสอนบุคคลทั้งชั้นสูงและชั้นต่ำด้วยพระมหากรุณาหวังให้ได้รับความรู้
สมณพราหมณ์เทพและมนุษย์ให้รู้ตามด้วยแสดงธรรมอันงามใน เบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์ พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริบูรณ์ครบถ้วน
และประโยชน์ที่พึงได้รับอย่างแท้จริง ทั้งประโยชน์ในโลกนี้ ประโยชน์ในโลกหน้า และประโยชน์อย่างสูงสุดคือพระนิพพาน อีกความหมายหนึ๋ง พระองค์ทรงเป็นดุจสัตถวาหะคือหัวหน้ากองเกวียนที่ปรีชาสามารถพาบริวารคือหมู่สัตว์ทุกระดับข้ามทางกันดารคือทุกข์ในการเวียนว่ายตาย เกิดให้ลุถึงทางอันเกษมไปได้
๘. ทรงเป็นผู้เบิกบานแล้ว (พุทฺโธ) หมายถึงทรงสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าอย่างสมบูรณ์ เพราะทรงรู้สรรพสิ่งที่ควรรู้ทั้งหมดและทรงสอนผู้อื่นให้รู้ตาม
๙. ทรงเป็นผู้จำแนกแจกธรรม (ภควา) หมายถึงทรงได้รับพระนามว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า อันเป็นเนมิตกนาม ซึ๋งมีความหมาย ดังนี้ คือ (๑) ทรงเป็นผู้มีโชค เช่นทรงหวังพระโพธิญาณก็ได้สมหวัง ซึ่งเป็นผลจากพระบารมีที่ทรงบำเพ็ญมา (๒) ทรงเป็นผู้ทำลายสรรพกิเลสและสรรพมารลงได้อย่างราบคาบ (๓) ทรงมีภคธรรม ๖ ประการ (คือ ความมีอำนาจเหนือจิต, โลกุตตรธรรม, พระเกียรติยศที่ปรากฏขจรไกลในโลกทั้ง ๓, พระสิริที่สง่างามครบทุกส่วนชวนให้บันเทิงใจแก่ผู้ขวนขวายใคร่เห็น, ความสำเร็จประโยชน์ทุกอย่างตามที่ทรงมุ่งหวัง, ความเพียรชอบที่เป็นเหตุให้ ได้รับความเคารพแก่ชาวโลกทั้งมวล) (๔) ทรงเป็นผู้จำแนกแจกธรรม
คือพระองค์ทรงเป็นวิภัชชวาทีในการแสดงธรรมโดยทรงแยะแยะจำแนกแจกแจงประเภทออกไป อย่างละเอียดวิจิตรพิสดารหลายแง่หลายมุมให้เห็นว่า สิ่งทั้งหลายมีทั้งด้านที่เป็นคุณและด้านที่เป็นโทษอย่างไร เรื่องนั้นๆ มีข้อเท็จข้อจริงอย่างไร เป็นต้น เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจสิ่งนั้นเรื่องนั้นอย่างชัดเจน มองเห็นสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริง ไม่มองอย่างตีคลุมหรีอเห็นแต่ด้านเดียว (๕) ทรงเสพอริยธรรม คือทรงยินดีอยู่ในอริยวิหารธรรม วิเวก วิโมกข์ และอุตตริมนุสสธรรมอย่างสม่ำเสมอ (๖) ทรงคายตัณหาใน ภพทั้ง ๓ ได้แล้ว (นัย วิ.อ. ๑/๑๐๓-๑๑๘)
- ๑มารโลก โลกของมารหมายถึงกามาพจรสวรรค์ชั้นที่ ๖ อันเป็นเทวโลกชั้นสูงสุด เรียกว่าปรนิมมีตวสวัตตี ซึ่งมีเทพยิ่งใหญ่ระดับสูงสุดนามว่าวสวัตตี ชื่อว่าเป็นมารเพราะเป็นนิมิตหมายแห่งความขัดข้องคอยขัดขวางเหนี่ยวรั้งบุคคลไว้มิให้ล่วงพ้นจากแดนอำนาจครอบงำของตน โดยชักให้ห่วงพะวงอยู่ในกามสุข (นัย วิ.อ. ๑/๑๑๘, ที.สี.อ. ๑๕๗, ม.มู.อ. ๒/๑๐๙)
- ๒สมณพราหมณ์ หมายถึงนักบวชทั้งในและนอกพระพุทธศาสนา (ที.สี.อ. ๑๕๗, ม.มู.อ. ๒/๑๐๙)
- ๓คำว่า เทพ ในที่นี้หมายถึงสมมติเทพ เทวดาโดยสมมติ ได้แก่ พระเจ้าแผ่นดิน พระอัครมเหสี และพระราชโอรส (นัย ที.สี.อ. ๑๕๗, ม.มู.อ. ๒/๑๐๙)
- ๔แสดงธรรมงาม....ในที่สุด หมายถึงทรงแสดงศีลเป็นเบื้องต้น อริยมรรคเป็นหลักปฏิบัติท่ามกลาง และจบด้วยการทำที่สุดแห่งทุกข์คือนิพพาน (นัย ที.สี.อ. ๑๕๙, ม.มู.อ. ๒/๑๑๐-๑๑๑)
คฤหบดี บุตรคฤหบดี หรือผู้เกิดมาภายหลังในตระกูลใดตระกูลหนึ่งได้ฟังธรรมนั้นเข้า ครั้นฟังแล้วได้ศรัทธาในตถาคต เพราะได้ศรัทธาเขา ย่อมเห็นตระหนักว่า ‘ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง การที่บุคคลผู้อยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด มิใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวดนุ่งห่มผ้าย้อมฝาดออกบวชเป็นบรรพชิต’สมัยต่อมา เขาละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ ละเครือญาติน้อยใหญ่ ปลงผมและหนวดนุ่งห่มผ้าย้อมฝาดออกบวชเป็นบรรพชิตแล้ว
ความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสิกขาและสาชีพ
{๑๒} [๑๑] เขาบวชอย่างนี้แล้ว เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสิกขาและสาชีพของภิกษุทั้งหลาย คือ
- ๔คำว่า พรหมจรรย์ ความประพฤติประเสริฐ ในที่นี้หมายถึงศาสนธรรมทั้งสิ้นที่ย่อลงไว้ด้วยไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา (ที.สี.อ. ๑๖๐, ม.มู.อ. ๒/๑๑๑)
- ๑ฆราวาสคับแคบ หมายถึงการอยู่ครองเรือนเป็นเรื่องคับแคบอึดอัดเพราะไม่มีเวลาว่างเทำกุศลกรรม แม้เรือนจะมีเนื้อที่กว้างขวาง มีบริเวณภายในบ้านกว้างใหญ่ มีผู้อยู่อาศัยเพียง ๒ คนคือสามีกับภรรยา ก็ชื่อว่าคับแคบอึดอัดเพราะมีความห่วงกังวลซึ่งกันและกัน (ที.สี.อ. ๑๖๓, ม.มู.อ. ๒/๑๑๒)
- ๒บรรพชาปลอดโปร่ง หมายถึงการบวชเป็นบรรพชิตแม้จะอยู่ในเรือนยอด ปราสาทแก้ว และเทพวิมาน ซื่งมีประตูหน้าต่างปิดมิดชิด ก็ยังชื่อว่าปลอดโปร่งกว่าฆราวาส เพราะบรรพชิตไม่มีความยึดติดในสิ่งใด ๆ นั่นเอง (ที.สี.อ. ๑๖๓, ม.มู.อ. ๒/๑๑๒)
- ๓สิกขาและสาชีพ คำว่า สิกขา หมายถึงข้อที่จะต้องศึกษา ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรม มี ๓ อย่าง ซื่งเรียกว่าไตรสิกขา คือ อธิสีลสิกขา การศึกษาในอธิศีล อธิจิฅตสิกขา การศึกษาในอธิจิต อธิปัญญาสิกขา การศึกษาในอธิปัญญา แต่ในที่นื้หมายเฉพาะอธิสีลสิกขา คือข้อปฏิบัติสำหรับ ฝึกอบรมในทางความประพฤติชั้นสูง ซื่งได้แก่ ปาติโมกขสังวรศีล ศีลคือความสำรวมในพระปาติโมกข์ เว้นข้อที่พระพุทธเจ้าทรงห้าม ทำตามข้อที่ทรงอนุญาต จัดเป็นศีลที่ยิ่งกว่าสูงกว่า ศีลทั่วไป เพราะนอกจากพระพุทธเจ้าแล้วไม่มีใครสามารถบัญญัติได้ คำว่า สาชีพ หมายถึง แบบแผนแห่งความประพฤติที่ทำให้มีชีวิตร่วมเป็นวิถีเดียวกัน ได้แก่ สิกขาบททั้งหมดที่ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้อันทำให้ภิกษุทั้งหลายผู้มาจากถิ่นฐานชาติตระกูลที่ต่างกันมีความเป็นอยู่เสมอเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นคำคู่กับสิกขา (นัย วิ.อ. ๑/๒๕๙-๒๖๑, ม.มู.อ. ๒/๑๑๓)
อริยสีลขันธ์
๑. เป็นผู้ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางอาชญา วางศัสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณาหวัง ประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่
๒. เป็นผู้ละการสักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่เป็นขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่
๓. เป็นผู้ละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล เว้นขาดจากเมถุนอันเป็นกิจของชาวบ้าน
๔. เป็นผู้ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่คำสัตย์ ดำรงรักษาคำสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลักฐาน ควรเชื่อได้ ไม่พูดลวงโลก
๕. เป็นผู้ละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด ฟังความจากข้างนี้แล้วไม่ไปบอกข้างโน้น เพื่อให้คนพวกนี้แตกกัน หรือฟัง ความจากข้างโน้นแล้วไม่มาบอกข้างนี้ เพื่อให้คนพวกโน้นแตกกัน สมานคนที่แตกกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชื่นชม ยินดี เพลิดเพลินต่อคนที่สมัครสมาน สามัคคีกัน กล่าวแต่คำที่ทำให้คนสามัคคีกัน
- ๑คำว่า สัตว์ ในที่นี้โดยความหมายสูงสุด ได้แก่ สิ่งมีชีวิตทั้งหมด (ที.สี.อ. ๖๘)
- ๒คำว่า อาชญา ในที่นี้หมายถึงท่อนไม้หรือเครื่องทำร้ายร่างกายที่นอกจากศัตรา (ที.สี.อ. ๖๘)
- ๓ประพฤติพรหมจรรย์ หมายถึงดำเนินชีวิตอย่างประเสริฐ ในที่นี้ได้แก่ เมถุนวิรัติ การครองชีวิตที่เว้นจากการเสพกามอย่างชาวบ้าน (นัย ที.สี.อ. ๗๐, ม.มู.อ. ๒/๑๑๔)
- ๔คำว่า เมถุน หมายถึงกิจของคนคู่ การกระทำของคนที่เป็นคู่ ๆ ด้วยอำนาจความกำหนัดยินดีต่อกัน ได้แก่ การร่วมสังวาส การร่วมประเวณี (ที.สี.อ. ๗๐, ม.มู.อ. ๒/๑๑๔)
- ๕มีถ้อยคำเป็นหลักฐาน หมายถึงมีความมั่นคงในคำพูด แม้จะถูกตัดเศียรก็ไม่เปลี่ยนคำพูดเป็นสอง (ที.สี.อ. ๗๑, ม.มู.อ. ๒/๑๑๔)
๖. เป็นผู้ละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ ไพเราะหู ชวนให้รัก จับใจ เป็นคำของชาวเมือง คนส่วนมาก รักใคร่พอใจ๗. เป็นผู้ละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูด แต่คำที่เป็นจริง พูดอิงอรรถ อิงธรรม อิงวินัย พูดแต่คำมี หลักฐาน มีที่อ้างอิง มีที่กำหนดประกอบด้วยประโยชน์ ตามกาลอันควร๘. เป็นผู้เว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม
๙. เป็นผู้ฉันหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดจากการฉันในเวลา วิกาล
๑๐. เป็นผู้เว้นขาดจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดู การเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล
๑๑. เป็นผู้เว้นขาดจากการทัดทรง ประดับและตบแต่งร่างกาย ด้วยดอกไม้ ของหอม และเครื่องประทินผิวอันเป็นลักษณะ แห่งการแต่งตัว
- ๑เป็นคำของชาวเมือง หมายถึงเป็นคำเหมาะสมสำหรับคนชาวเมือง มีมาตฐานเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป (นัย ที.สี.อ. ๗๓, ม.มู.อ. ๒/๑๑๕)
- ๒พืชคาม คือ พืชพันธุ์ที่แม้จะถูกพรากจากที่แล้ว ก็ยังจะเป็นคืองอกงามได้อีก มี ๕ ชนิด คือ (๑) พืชเกิดจากเหง้า ใช้เหง้าเพาะ เช่น ขมิ้น (๒) พืชเกิดจากลำต้น ตอนออกได้จากไม้ต้นทั้งหลาย เช่น ไม้โพ (๓) พืชเกิดจากข้อลำ ใช้ข้อปลูก ได้แก่ ไม้ลำ เช่น อ้อย ไม้ไผ่ (๔) พืชเกิดจากยอด ใช้ยอดปลูกก็เป็น ได้แก่ ผักต่าง ๆ มีผักชีล้อม ผักบุ้ง เป็นต้น (๕) พืช เกิดจากเมล็ด ใช้เมล็ดเพาะ ได้แก่ ถั่ว งา ข้าว เป็นต้น ภูตคาม คือ ของเขียวหรือ พืชพันธุ์อันขึ้นอยู่กับที่ ทั้งสองนี้เป็นคำใช้คู่กัน (ที.สี.อ. ๗๔,๗๘, ม.มู.อ. ๒/๑๑๖)
- ๓เวลาวิกาล คือ เวลาที่ไม่เหมาะกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ในที่นี้หมายถึงเวลาตั้งแต่เที่ยงวันไปจนถึงอรุณขึ้นของวันใหม่ (ที.สี.อ. ๗๕, ม.มู.อ. ๒/๑๑๖)
- ๔อันเป็นข้าศึกแก่กุศล หมายถึงขัดต่อหลักพระพุทธศาสนาที่เน้นให้คลายความกำหนัดยินดีในกามคุณ ๕ (นัย ที.สี.อ. ๗๕, ม.มู.อ. ๒/๑๑๖)
๑๒. เป็นผู้เว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่
๑๓. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับทองและเงิน
๑๔. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ
๑๕. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ
๑๖. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารี
๑๗. เป็นผู้เว้นขาดจากุการรับทาสหญิงและทาสชาย
๑๘. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับแพะและแกะ
๑๙. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับไก่และสุกร
๒๐. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา
๒๑. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับไร่นาและที่สวน
๒๒. เป็นผู้เว้นขาดจากการเป็นตัวแทนและการสื่อสาร
๒๓. เป็นผู้เว้นขาดจากการซื้อการขาย
๒๔. เป็นผู้เว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง การโกงด้วยของปลอม และ การโกงด้วยเครื่องตวงวัด๒๕. เป็นผู้เว้นขาดจากการตลบตะแลง การฉ้อโกง การล่อลวง และ การปลอมแปลง๒๖. เป็นผู้เว้นขาดจากการตัด การฆ่า การจองจำ การตีชิง การ ปล้น และการข่มขู่
- ๑รับทองและเงิน คำว่า รับ หมายรวมถึงทั้งรับเอง ให้ผู้อื่นรับ หรือยินดีเก็บฝากไว้ (ที.สี.อ. ๗๕, ม.มู.อ. ๒/๑๑๗)
- ๒ธัญญาหารดิบ อาหารคือข้าวดิบ มี ๗ ชนิด คือ ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ข้าวเหนียว หญ้ากับแก้ ข้าวละมาน ข้าวฟ่าง และลูกเดือย (ที.สี.อ. ๗๕, ม.มู.อ. ๒/๑๑๗)
- ๓เว้นขาดจากการตัด คำว่า ตัด หมายถึงตัดอวัยวะต่าง ๆ มีมือเป็นต้นของผู้อื่น (ที.สี.อ. ๗๗, ม.มู.อ. ๒/๑๑๙)
สันโดษ
ภิกษุนั้นเป็นผู้สันโดษ ด้วยจีวรพอคุ้มกาย ด้วยบิณฑบาตพออิ่มท้องเป็นผู้จะไปไหนมาไหนก็นำไปเท่านั้น สกุณปักษีจะบินไปไหนมาไหน ก็มี ภาระเพียงปีกของตัวบินไป ฉันใด ภิกษุนั้นก็ฉันนั้นแล เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรพอคุ้มกาย ด้วยบิณฑบาตพออิ่มท้อง เธอจะไปไหนมาไหนก็นำไปเท่านั้น ภิกษุ นั้นประกอบด้วยอริยสีลขันธ์เช่นนี้ ย่อมได้เสวยสุขอันปราศจากโทษในภายใน
อริยอินทรียสังวร
[๑๒] ภิกษุนั้นเห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่รวบถือรวม ๆ ไม่แยกถือเป็นส่วน ๆ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุ ให้บาปธรรมอันเป็นอกุศลคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ชื่อว่ารักษา จักขุนทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ เธอฟังเสียงด้วยโสตะ ... ดม กลิ่นด้วยฆานะ... ลิ้มรสด้วยชิวหา ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้วไม่รวบถือรวม ๆ ไม่แยกถือเป็นส่วน ๆ เธอย่อมปฏิบัติ เพื่อสำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุให้บาปธรรมอันเป็นอกุศลคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ชื่อว่ารักษามนินทริย์ ชื่อว่าสำรวม ในมนินทริย์ ภิกษุนั้นประกอบด้วยอริยอินทรีย์สังวรเช่นนี้ ย่อมได้เสวยสุขอันไม่ระคนด้วยกิเลสในภายใน
- ๑เป็นผู้สันโดษ หมายถึงเป็นผู้ยินดีพอใจในปัจจัย ๔ คือ จีวร (ผ้านุ่งผ้าห่ม) บิณฑบาต (อาหาร) เสนาสนะ (ที่อยู่อาศัย) และคิลานปัจจัยเภสัชชบริขาร (ยารักษาโรค) ด้วยหลักสันโดษ ๓ คือ (๑) ยถาลาภสันโดษ ยินดีตามที่ได้ (๒) ยถาพลสันโดษ ยินดีตามกำลัง (๓) ยถาสารุปปสันโดษ ยินดีตามสมควร (นัย ที.สี.อ. ๑๖๔,๑๘๔-๑๘๕, ม.มู.อ. ๒/๔๘-๕๐)
- ๒จักษุ ในทีนี้หมายถึงจักขุวิญญาณ หรือจักษุประสาท คือตาเห็นรูป (ที.สี.อ. ๑๖๕, ม.มู.อ. ๒/๑๒๑)
อริยสติสัมปชัญญะ
ภิกษุนั้นย่อมทำความรู้สึกตัวในการก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ในการทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง
การละนิวรณ์
{๑๓} [๑๓] ภิกษุนั้นประกอบด้วยอริยสีลขันธ์ อริยอินทรียสังวร และอริยสติสัมปชัญญะเช่นนี้แล้ว พักอาศัยเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถํ้า ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง เธอกลับจากบิณฑบาตหลังฉันภัตตาหารแล้ว นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอละ อภิชฌาความเพ่งเล็งในโลกแล้ว ย่อมมีใจปราศจากอภิชฌาอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌาได้ ละความประทุษร้ายคือพยาบาทแล้ว ย่อมไม่คิด พยาบาท มีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความประทุษร้ายคือพยาบาทได้ ละถีนมิทธะแล้ว ย่อมเป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ มีความกำหนดหมายอยู่ที่แสงสว่าง มีสติสัมปชัญญะอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะได้ ละอุทธัจจกุกกุจจะแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบในภายในอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะได้ ละวิจิกิจฉาแล้ว ย่อมเป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉาได้ ไม่มีความคลางแคลงในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉาได้
ฌาน ๔
{๑๔}ภิกษุนั้นละนิวรณ์ ๕ ประการนี้ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต อันเป็นเครื่องทอนกำลังปัญญาได้แล้ว สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่
บรรลุทุติยฌาน ที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจารเพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่
มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ‘ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขามีสติ อยู่เป็นสุข’ ดังนี้อยู่
บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาเพราะละสุขละทุกข์ได้และเพราะโสมนัสโทมนัสดับไปก่อนแล้วอยู่
ปุพเพนิวาสานุสติญาณ
{๑๕} [๑๔] ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจาก อุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อม จิตไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้) เธอย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกชาติได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้างว่า ‘ในภพโน้น เราได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตร
- ๑สังวัฏฏวิวัฏฏกัป คำว่า กัป ในที่นี้หมายถึงกำหนดระยะเวลาที่ยาวนานมาก หรือกำหนดระยะเวลาที่โลกคือสกลจักรวาลประลัยครั้งหนี่งนับเป็นกัปหนึ่ง ซึ่งจัดแบ่งเป็น ๔ ช่วงระยะ หรือ ๔ อสงไขยกัป (ช่วงระยะเวลาที่นานนับไม่ได้) คือ (๑) สังวัฏฏกัป กัปฝ่ายเสื่อม ช่วงระยะเวลา ที่โลกคือสกลจักรวาลกำลังประลัยเสื่อมพินาศเพราะเหตุ ๓ อย่าง นํ้า ไฟ และลม อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งกินระยะเวลานานนับเป็น ๑ อสงไขย (๒) สังวัฏฏัฏฐายีกัป กัปที่ดำรงความเสื่อมอยู่ ช่วงระยะเวลาที่โลกจักรวาลผ่านพ้นช่วงประลัยและมืดมิดอยู่นานแสนนานนับเป็น ๑ อสงไขย (๓) วิวัฏฏกัป กัปฝ่ายเจริญ ช่วงระยะเวลาที่โลกจักรวาลกำลังวิวัฒน์ตัวก้าวสู่ความเจริญด้วย สรรพสิ่งเหมือนช่วงก่อนประลัย ซึ่งก็ใช้เวลานานมากจนนับเป็น ๑ อสงไขย (๔) วิวัฏฏัฏฐายีกัป กัปที่ดำรงความเจริญอยู่ ช่วงระยะเวลาที่โลกมีวิวัฒนาการอย่างสมบูรณ์เต็มที่จน สรรพลัตว์สามารถอาศัยอยู่ได้ ซึ่งก็วิวัฒนาการอยู่อย่างยืนนานมากจนนับเป็น ๑ อสงไขย โลกปัจจุบันจัดอยู่
อย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพ โน้นนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจาก ภพโน้นนั้นแล้วจึงได้มาเกิดในภพนี้’ เธอระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมากพร้อมทั้งอาการ (คือวรรณะเป็นต้น) พร้อมทั้งอุเทศ (คือชื่อและโคตร) ด้วยประการฉะนี้
จุตูปปาตญาณ
{๑๖} [๑๕] ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจาก อุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อม จิตไปเพื่อญาณเครื่องรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย (จุตูปปาตญาณ) เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมได้ว่า‘หมู่สัตว์เหล่านี้หนอประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำ ด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ หมู่สัตว์เหล่านั้นหลังจากตายไปจึงเข้าถึงอบาย
ทุคติ วินิบาต นรก’ หรือว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริตในอสงไขยกัปนี้ เมื่อหมุนเวียนจนครบ ๔ อสงไขยกัป นับเป็น ๑ มหากัป (ดูรายละเอียดในคัมภีร์วิสุทธิมรรค (วิสุทธิ. ๒/๕๕) อนึ่ง เกี่ยงกับเรื่องมหากัปนี้ ในอรรถกถาได้เปรียบให้เข้าใจความนานของระยะเวลาด้วยอุปมาว่า มีสระนํ้าใหญ่แห่งหนึ่งเต็มไปด้วยนํ้า บุคคลเอาปลายใบหญ้า คาจุ่มลงไปนำหยดน้ำออกมา ๑๐๐ ปีต่อ ๑ ครั้ง จนน้ำในสระนั้นแห้ง กระทำเช่นนี้ไปจนครบ ๗ ครั้ง นั่นคือระยะเวลา ๑ มหากัป (ที.สี.อ. ๑๔๘)
- ๑อบาย ทุคติ วินิบาต นรก คำว่า อบาย หมายถึงภาวะหรือที่อันปราศจากความเจริญ ทุคติ หมายถึงภาวะหรือที่ซี่งมีแต่ความทุกข์ วินิบาต หมายถึงภาวะหรือที่ซี่งสัตว์มีแต่ความพินาศ มีอวัยวะบกพร่อง และปราศจากความสุข นรก หมายถึงภาวะหรือที่อันไม่มีความสุขความเจริญ มีแต่ความเร่าร้อนกระวนกระวาย สามคำแรกเป็นไวพจน์ (คำใช้แทน) ของคำว่า นรก อีกนัยหนึ่ง อบาย หมายถึงกำเนิดสัตว์เดรัจฉาน ทุคติ คือแดนเปรต วินิบาต ได้แก่ พวกอสุรกาย นรก ก็คือ นรกขุมต่าง ๆ เช่นอเวจีมหานรกเป็นต้น (นัย วี.อ. ๑/๑๖๗, ที.ม.อ. ๙๔,๑๔๖)
มโนสุจริต ไม่ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ หมู่สัตว์เหล่านั้นหลังจากตายไปจึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์’ เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมได้ ด้วยประการฉะนี้
อาสวักขยญาณ
{๑๗} [๑๖] ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้ม น้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ (ญาณที่ทำให้สิ้นอาสวะ) เธอย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินิปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามีนิปฏิปทา’ เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จาก อวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ย่อมรู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มีได้มีอีก’
- ๑ทุกข์ ได้แก่ ขันธ์ ๕ (คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ในภูมิทั้ง ๓ (คือ กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ) ยกเว้นตัณหา(ซื่งรวมอยู่ในสังขาร) ทุกขสมุทัย เหตุให้ทุกข์เกิด ได้แก่ ตัณหา ทุกขนิโรธ ความดับทุกข์ ได้แก่ นิพพาน ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ (ที.สี.อ. ๒๐๒,๓๑๒, ม.มู.อ. ๑/๑๓๗) อาสวะ อาสวสมุทัย อาสวนิโรธ อาสวนิโรธคามินิปฏิปทา ก็พึงเทียบตามนัยนี้
- ๒ชาติสิ้นแล้ว คำว่า ชาติ ในทีนี้หมายถึงรูปกายของสัตว์ที่เกิดอยู่ในภพที่มีขันธ์ ๑ (อสัญญีสัตว์) ขันธ์ ๔ (อรูปพรหม) และขันธ์ ๕ (สัตว์ที่เกิดในอบายภูมิ มนุษย์ เทพ รูปพรหม) ไม่ได้หมายถึงชาติก่อน ชาติหน้า ชาติปัจจุบัน (ที.สี.อ. ๒๐๒-๒๐๓)
- ๓พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว คำว่า พรหมจรรย์ ในที่นี้หมายถึงมรรค คือสำเร็จมรรคผล เป็นพระอรหันตขีณาสพแล้ว (ที.สี.อ. ๑/๑๖๙)
- ๔กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว คำว่า กิจ ในที่นี้หมายถึงกิจในอริยสัจ ๔ คือ (๑) ปริญญากิจ กิจ คือการกำหนดรู้ทุกข์ (๒) ปหานกิจ กิจคือการละเหตุเกิดแห่งทุกข์ (๓) สัจฉิกิริยากิจ กิจคือ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้เรากล่าวว่า ‘ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งไม่ขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อน และไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งไม่ขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน บุคคลนั้นเป็นผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ไม่มีตัณหา ดับสนิท เย็นใจ เสวยแต่ความสุข มีตน เป็นผู้ประเสริฐอยู่ในปัจจุบัน’พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นยินดี ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล
จบ กันทรกสูตรที่ ๑
๒. อัฏฐกนาครสูตร
ว่าด้วยคฤหบดีชาวเมืองอัฏฐกะ
พระอานนท์แสดงธรรมโปรดทสมคฤหบดีชาวเมืองอัฏฐกะ
{๑๘} [๑๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ที่หมู่บ้านเวฬุวคาม ใกล้พระนครเวสาลี ก็สมัยนั้น คฤหบดีชาวเมืองอัฏฐกะชื่อทสมะเดินทางยังเมืองปาตลีบุตรด้วย กรณียกิจบางอย่าง ครั้งนั้น ทสมคฤหบดีชาวเมืองอัฏฐกะได้เข้าไปหาภิกษุรูป
การทำให้แจ้งซึ่งความดับทุกข์ (๔) ภาวนากิจ กิจคือการอบรมอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้เจริญซี่งกิจ ทั้ง ๔ นี้แต่ละอย่างประกอบในมรรค ๔ จึงรวมเป็นกิจ ๑๖ อย่าง (ที.สี.อ. ๒๐๓)
- ๕กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก หมายถึงไม่มีกิจหรีอหน้าที่ในการบำเพ็ญมรรคญาณเพื่อความหมดสิ้นแห่งกิเลสอีกต่อไป เพราะการบรรลุอรหัตตผลถือว่าเป็นจุดสิ้นสุดแห่งทุกข์และเป็นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา (ที.สี.อ. ๒๐๓)
- ๑ไวยากรณภาษิต คือ พระพุทธพจน์ที่ตรัสเป็นความร้อยแก้วล้วน ๆ กล่าวคือ พระสูตรนี้ไม่มีคาถา หรือลักษณะของนวังคสัตถุศาสน์อื่น ๆ เจือปน เรียกว่า เวยยากรณะ หรือไวยากรณ์ ซี่งเป็นองค์หนึ่งในบรรดานวังคสัตถุศาสน์ หรือองค์แห่งคำสอนของพระศาสดา ๙ (ที.สี.อ.๑๒๐, ที.สี.ฏี. ๒๗๘)
จบ ๑. กันทรกสูตร