พระสุตตันตปิฎก · ทีฆนิกาย
๓. มหาปรินิพพานสูตร เล่ม ๑๐
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๗–๑๖๒ (ฉบับหลวง)มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปรินิพพานสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๐)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๐ หน้า ๑๐๒–๒๑๙
๓. มหาปรินิพพานสูตร
ว่าด้วยพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพาน
พระเจ้าอชาตศัตรูดำริปราบแคว้นวัชชี
{๖๗} [๑๓๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้ พระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้นแล พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่าอชาตศัตรู เวเทหิบุตรทรงประสงค์จะยาตราทัพไปย่ำยีพวกเจ้าวัชชี ท้าวเธอได้ตรัส อย่างนี้ว่า “เราจักตัดพวกเจ้าวัชชีผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้มีอานุภาพมากอย่างนี้ ให้ขาดสูญ ให้พินาศ ให้ถึงความย่อยยับไป”
[๑๓๒] ครั้งนั้นแล พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่าอชาตศัตรูเวเทหิ บุตรจึงตรัสเรียกวัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธมาปรึกษาว่า “มาเถิด ท่านพราหมณ์ เชิญท่านเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วจงถวายบังคมพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า ตามคำของเรา จงกราบทูลถามถึงความเป็นผู้มีพระอาพาธน้อย มีพระโรค เบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า ทรงมีพระกำลัง ทรงพระสำราญว่า ‘ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่าอชาตศัตรูเวเทหิบุตรทรง ประสงค์จะยาตราทัพไปย่ำยีชาววัชชี ท้าวเธอตรัสอย่างนี้ว่า ‘เราจักตัดพวก เจ้าวัชชีผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ให้ขาดสูญ ให้พินาศ ให้ ถึงความย่อยยับไป’ ดังนี้ ท่านจงสำเหนียกพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพยากรณ์นั้นไว้ให้ดีแล้วมาบอกแก่เรา พระตถาคตเจ้าทั้งหลายจะไม่ ทรงมีพระดำรัสที่คลาดเคลื่อนจากความจริงเลย”
- ๑ผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้มีอานุภาพมากอย่างนี้ คำว่า มีฤทธิ์มาก หมายถึงว่าพวกเจ้าวัชชีเป็นผู้มี ความสมัครสมานสามัคคีกันอย่างแน่นแฟ้น คำว่า มีอานุภาพมาก หมายถึงว่าพวกเจ้าวัชชี ได้รับการศึกษาฝึกฝนศิลปศาสตร์ต่างๆ เช่น ศิลปะเรื่องช้าง เป็นต้น มาอย่างดี (นัยที.ม.อ.๑๑๕)
เรื่องวัสสการพราหมณ์
[๑๓๓] วัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธ รับพระราช กระแสพระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่าอชาตศัตรูเวเทหิบุตร แล้วเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระเจ้า แผ่นดินมคธพระนามว่าอชาตศัตรูเวเทหิบุตรถวายบังคมพระบาทของพระ โคดมผู้เจริญด้วยเศียรเกล้า ทรงกราบทูลถึงความเป็นผู้มีพระอาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า ทรงมีพระกำลัง ทรงพระสำราญ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่าอชาตศัตรูเวเทหิ บุตรทรงประสงค์จะยาตราทัพไปย่ำยีพวกเจ้าวัชชี ท้าวเธอตรัสอย่างนี้ว่า ‘เราจักตัดพวกเจ้าวัชชีผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ให้ขาดสูญ ให้พินาศ ให้ถึงความย่อยยับไป”อปริหานิยธรรม ๗ ของเจ้าวัชชี
{๖๘} [๑๓๔] ก็สมัยนั้นแล ท่านพระอานนท์ยืนถวายงานพัดอยู่ ณ เบื้อง พระปฤษฎางค์พระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามท่านพระอานนท์ว่า “ดูก่อน อานนท์ เธอได้สดับมาแล้วมิใช่หรือว่า พวกเจ้าวัชชีหมั่นประชุมกัน เนืองนิตย์ หมั่นประชุมกันมาก”
ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ ได้สดับมาอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
- ๑เรียกว่า ราชอปริหานิยธรรม ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม เป็นไปเพื่อความเจริญฝ่าย เดียว สำหรับกษัตริย์ ชนชั้นผู้ปกครอง หรือผู้บริหารบ้านเมือง มี ๗ ประการ
“ดูก่อนอานนท์ พวกเจ้าวัชชีจักประชุมกันเนืองนิตย์ หมั่นประชุม กันมากอยู่เพียงใด พวกเจ้าวัชชีพึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มีความ เสื่อมเพียงนั้น (๑)
ดูก่อนอานนท์ เธอสดับมาแล้วมิใช่หรือว่าพวกเจ้าวัชชีเมื่อประชุมก็ พร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิกประชุม ก็พร้อมเพรียงกันเลิก พร้อมเพรียง ช่วยกันทำกิจที่ควรทำ”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาแล้วว่าพวกเจ้าวัชชี เมื่อประชุม ก็พร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิกประชุม ก็พร้อมเพรียงกันเลิก พร้อมเพรียงช่วยกันทำกิจที่ควรทำ พระพุทธเจ้าข้า”“ดูก่อนอานนท์ พวกเจ้าวัชชีเมื่อประชุม ก็พร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิกประชุม ก็พร้อมเพรียงกันเลิก พร้อมเพรียงช่วยกันทำกิจที่ควร ทำเพียงใด พวกเจ้าวัชชีพึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มีความเสื่อม เพียงนั้น (๒)ดูก่อนอานนท์ เธอได้สดับมาแล้วมิใช่หรือว่าพวกเจ้าวัชชีไม่บัญญัติ สิ่งที่ยังมิได้บัญญัติ ไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว ประพฤติมั่นอยู่ ในวัชชีธรรมซึ่งเป็นของเก่า ตามที่ท่านบัญญัติไว้”
- ๑วัชชีธรรมซึ่งเป็นของเก่า หมายถึงกฎบัญญัติเกี่ยวกับการลงอาชญาแก่ผู้ทำความผิดที่สืบต่อกัน มานานจนเป็นโบราณราชประเพณีอันดียิ่งของพวกเจ้าวัชชี เช่น ในกรณีมีผู้ต้องสงสัยว่ามี พฤติกรรมเป็นโจร พวกเจ้าวัชชีจะไม่สั่งให้จับผู้นั้นไปลงโทษทันที แต่จะให้เจ้าหน้าที่ พิจารณาสืบสวนดูให้แน่ก่อน เมื่อทราบผลพิจารณาว่าผู้นั้นไม่ใช่โจร ก็จะสั่งให้ปล่อยทันที แต่หากผลพิจารณาว่าเป็นโจร ก็จะไม่ตรัสคำพูดใด ๆ แต่จะส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กับคดีความระดับสูงขึ้นไปพิจารณาตามลำดับขั้น จนถึงระดับสูงสุดคือพวกเจ้าวัชชีเอง ถ้า ปรากฏว่าผู้นั้นเป็นโจรจริง ก็จะให้อ่านคัมภีร์ประมวลกฎบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดที่ สืบทอดปฏิบัติมา (ปเวณีโปตถกะ) แล้วลงโทษผู้นั้นตามสมควรแก่ความผิด (นัย ที.ม.อ. ๑๑๘)
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาแล้วว่าพวกเจ้าวัชชี ไม่บัญญัติสิ่งที่ยังมิได้บัญญัติ ไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว ประพฤติมั่นอยู่ ในวัชชีธรรมซึ่งเป็นของเก่าตามที่ท่านบัญญัติไว้ พระพุทธเจ้าข้า”“ดูก่อนอานนท์ พวกเจ้าวัชชีจักไม่บัญญัติสิ่งที่ยังมิได้บัญญัติ ไม่เพิก ถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว จักประพฤติมั่นอยู่ในวัชชีธรรมซึ่งเป็นของเก่าตาม ที่ท่านบัญญัติไว้เพียงใด พวกเจ้าวัชชีพึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มี ความเสื่อมเพียงนั้น (๓)ดูก่อนอานนท์ เธอได้สดับมาแล้วมิใช่หรือว่าพวกเจ้าวัชชียังสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเจ้าวัชชีผู้ใหญ่ทั้งหลายอยู่ และย่อมสำคัญถ้อยคำแห่ง
ท่านเหล่านั้นว่าเป็นถ้อยคำอันตนต้องเชื่อฟัง”“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาแล้วว่าพวกเจ้าวัชชียัง สักการะ เคารพ นับถือ บูชาเจ้าวัชชีผู้ใหญ่ทั้งหลายอยู่ และย่อมสำคัญ ถ้อยคำแห่งท่านเหล่านั้นว่าเป็นถ้อยคำอันตนต้องเชื่อฟัง พระพุทธเจ้าข้า”“ดูก่อนอานนท์ พวกเจ้าวัชชียังสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเจ้า วัชชีผู้ใหญ่ทั้งหลายอยู่ และยังสำคัญถ้อยคำแห่งท่านเหล่านั้นว่าเป็นถ้อย คำอันตนต้องเชื่อฟังเพียงใด พวกเจ้าวัชชีพึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มี ความเสื่อมเพียงนั้น (๔)ดูก่อนอานนท์ เธอได้สดับมาแล้วมิใช่หรือว่าพวกเจ้าวัชชีจักไม่ข่มขืน บังคับสตรีในตระกูลและกุมารีในตระกูลให้อยู่ร่วมด้วย”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาแล้วว่าพวกเจ้าวัชชีจัก ไม่ข่มขืนบังคับสตรีในตระกูลและกุมารีในตระกูลให้อยู่ร่วมด้วยพระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนอานนท์ พวกเจ้าวัชชีจักไม่ข่มขืนบังคับสตรีในตระกูลและ กุมารีในตระกูลเพียงใด พวกเจ้าวัชชีพึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มี ความเสื่อมเพียงนั้น (๕)
ดูก่อนอานนท์ เธอได้สดับมาแล้วมิใช่หรือว่าพวกเจ้าวัชชียังสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเจติยสถานของชาววัชชีทั้งภายในและภายนอก และไม่ลบล้างพลีกรรมอันชอบธรรมซึ่งเคยให้เคยทำแก่เจติยสถานเหล่านั้น”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาแล้วว่าพวกเจ้าวัชชียัง สักการะ เคารพ นับถือ บูชาเจติยสถานของชาววัชชีทั้งภายในและภายนอก และไม่ลบล้างพลีกรรมอันชอบธรรมซึ่งเคยให้เคยทำแก่เจติยสถานเหล่านั้น พระพุทธเจ้าข้า”“ดูก่อนอานนท์ พวกเจ้าวัชชียังสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเจติย สถานของชาววัชชีทั้งภายในและภายนอก และยังไม่ลบล้างพลีกรรม อันชอบธรรมซึ่งเคยให้เคยทำแก่เจติยสถานเหล่านั้นเพียงใด พวกเจ้าวัชชี พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มีความเสื่อมเพียงนั้น (๖)ดูก่อนอานนท์ เธอได้สดับมาแล้วมิใช่หรือว่าพวกเจ้าวัชชีถวายความ อารักขา ความคุ้มครอง ความป้องกันโดยชอบธรรมในพระอรหันต์ทั้งหลาย
เป็นอย่างดีด้วยหวังว่า “ไฉนหนอพระอรหันต์ทั้งหลายที่ยังไม่มาพึงมาสู่ แว่นแคว้น และที่มาแล้วพึงอยู่เป็นสุขในแว่นแคว้น”“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาแล้วว่าพวกเจ้าวัชชี จักถวายความอารักขา ความคุ้มครอง ความป้องกันโดยชอบธรรม ในพระอรหันต์ทั้งหลายเป็นอย่างดีด้วยหวังว่า ‘ไฉนหนอพระอรหันต์ทั้งหลาย ที่ยังไม่มาพึงมาสู่แว่นแคว้น และที่มาแล้วพึงอยู่เป็นสุขในแว่นแคว้น พระพุทธเจ้าข้า”“ดูก่อนอานนท์ พวกเจ้าวัชชียังถวายความอารักขา ความคุ้มครอง ความป้องกันโดยชอบธรรมในพระอรหันต์ทั้งหลายเป็นอย่างดีด้วยหวังว่า
- ๑เจติยสถาน ในที่นี้หมายถึงสถานที่สถิตของอมนุษย์คือยักษ์ซึ่งพวกเจ้าวัชชีสร้างไว้อย่างวิจิตร สวยงาม เป็นเจติยสถานประจำแคว้นที่พิชิตชัยได้ (ที.ม.อ. ๑๑๙)
“ไฉนหนอพระอรหันต์ทั้งหลายที่ยังไม่มาพึงมาสู่แว่นแคว้น และที่มาแล้ว พึงอยู่เป็นสุขในแว่นแคว้นเพียงใด พวกเจ้าวัชชีพึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มีความเสื่อมเพียงนั้น” (๗)
{๖๙} [๑๓๕] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะวัสสการพราหมณ์ มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธว่า “ดูก่อนพราหมณ์ สมัยหนึ่ง เราอยู่ ณ สารันททเจดีย์ ใกล้พระนครเวสาลี ณ ที่นั้นเราได้แสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้แก่พวกเจ้าวัชชีไว้ ดูก่อนพราหมณ์ อปริหานิยธรรม ๗ ประการ นี้จักดำรงอยู่ในพวกเจ้าวัชชี และพวกเจ้าวัชชียังปรากฏอยู่ในอปริหานิย ธรรม ๗ ประการนี้เพียงใด พวกเจ้าวัชชีพึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มี ความเสื่อมเพียงนั้น”วัสสการพราหมณ์กราบทูลว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พวกเจ้า วัชชีประกอบด้วยอปริหานิยธรรมแม้แต่ละอย่าง ก็พึงหวังความเจริญ ได้แน่นอน ไม่มีความเสื่อม จะกล่าวไปใย ถึงพวกเจ้าวัชชีผู้ประกอบด้วย อปริหานิยธรรม ๗ ประการเล่า อนึ่งเล่า พวกเจ้าวัชชีอันพระจ้าแผ่นดิน มคธพระนามว่าอชาตศัตรูเวเทหิบุตรไม่พึงทำการต่อยุทธด้วยได้ เว้นเสีย จากการเจรจาปรองดอง เว้นเสียจากการยุยงให้แตกกัน ข้าแต่พระโคดม ผู้เจริญ ข้าพระองค์มีกิจมาก มีกรณียะมาก ขอถวายบังคมลาไป ณ บัดนี้”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนพราหมณ์ ท่านจงรู้กาลที่ควร ในบัดนี้เถิด”
ลำดับนั้น วัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธยินดีชื่นชม พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ลุกจากอาสนะแล้วกลับไป
- ๑สารันททเจดีย์ เป็นชื่อวิหารคือที่ประทับแห่งหนึ่งของพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งพวกเจ้าวัชชี สร้างไว้ในบริเวณซึ่งเคยเป็นเจดียสถานที่อยู่ของยักษ์ชื่อว่าสารันนททะในอดีตกาล (ที.ม.อ. ๑๒๑)
อปริหานิยธรรม ๗ ของภิกษุ
{๗๐} [๑๓๖] ลำดับนั้น เมื่อวัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์ในมคธรัฐกลับ ไปไม่นาน พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ เธอจงไปสั่งให้ภิกษุทุกรูปซึ่งอยู่อาศัยพระนครราชคฤห์ให้มาประชุมกัน ในอุปัฏฐานศาลา”
ท่านพระอานนท์รับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว สั่งให้ ภิกษุทุกรูปซึ่งอยู่อาศัยในพระนครราชคฤห์ให้ประชุมกันในอุปัฏฐานศาลา แล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วถวาย บังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นท่านพระ อานนท์นั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุสงฆ์ ประชุมกันแล้ว ขอพระองค์ทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด”ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงลุกจากอาสนะเสด็จเข้าไปยัง อุปัฏฐานศาลา แล้วประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ ครั้นประทับนั่งแล้ว ได้ รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการแก่พวกเธอ พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง”
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มี พระภาคเจ้าได้ตรัสว่า
๑. ภิกษุทั้งหลายจักหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์เพียงใด พึงหวัง ความเจริญได้แน่นอน ไม่มีความเสื่อมเพียงนั้น
๒. ภิกษุทั้งหลายเมื่อประชุม ก็พร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อ เลิกประชุม ก็พร้อมเพรียงกันเลิก จักพร้อมเพรียงช่วย กันทำกิจที่สงฆ์พึงทำเพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มีความเสื่อมเพียงนั้น
- ๑ความเจริญ ในที่นี้หมายถึงความเจริญด้วยคุณธรรมทั้งหลายมีศีลเป็นต้น (นัย ที.ม.อ. ๑๒๖)
๓. ภิกษุทั้งหลายจักไม่บัญญัติสิ่งที่ยังไม่ได้บัญญัติ จักไม่เพิก ถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว จักประพฤติมั่นอยู่ในสิกขาบท ตามที่บัญญัติไว้แล้วเพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มีความเสื่อมเพียงนั้น
๔. ภิกษุทั้งหลายจักสักการะ เคารพ นับถือ บูชาท่านผู้เป็น เถระ เป็นรัตตัญญู บวชมานาน เป็นสังฆบิดร เป็น สังฆปริณายก และจักสำคัญถ้อยคำแห่งท่านเหล่านั้นว่า เป็นถ้อยคำอันตนต้องเชื่อฟังเพียงใด พึงหวังความเจริญ ได้แน่นอน ไม่มีความเสื่อมเพียงนั้น๕. ภิกษุทั้งหลายไม่ตกอยู่ในอำนาจตัณหาอันเป็นเหตุให้เกิดในภพ ต่อไปที่เกิดขึ้นแล้วเพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มีความเสื่อมเพียงนั้น
๖. ภิกษุทั้งหลายจักมีความพอใจในเสนาสนะป่าเพียงใด พึง หวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มีความเสื่อมเพียงนั้น
๗. ภิกษุทั้งหลายจักเข้าไปตั้งสติไว้เฉพาะตนว่า ‘ไฉนหนอ เพื่อนร่วมพรหมจรรย์ผู้มีศีลเป็นที่รักที่ยังไม่มาก็พึงมา และ ที่มาแล้วพึงอยู่เป็นสุข’ เพียงใด พึงหวังความเจริญได้ แน่นอน ไม่มีความเสื่อมเพียงนั้นดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ จักตั้งอยู่ในภิกษุ ทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลายยังปรากฏอยู่ในอปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้เพียงใด ภิกษุทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มีความเสื่อมเพียงนั้น”
- ๑เป็นเถระ หมายถึงเป็นผู้ถึงความมั่นคงในพระพุทธศาสนา ประกอบด้วยคุณธรรมที่เป็นเหตุ ให้เป็นเถระต่างๆ เป็นรัตตัญญู (ผู้รู้ราตรีนาน) หมายถึงเป็นผู้มีประสบการณ์มาก่อน เช่น บวชมาก่อน รู้แจ้งธรรมวินัยก่อน เป็นสังฆบิดร หมายถึงเป็นผู้ดำรงอยูในฐานะเป็นประมุข สงฆ์ เป็นสังฆปริณายก หมายถึงเพราะเป็นสังฆบิดร จึงเป็นผู้มีความสามารถประพฤติ เป็นแบบอย่างหรือนำสงฆ์ให้ประพฤติตามหลักไตรสิกขา (ที.ม.อ. ๑๒๖)
อปริหานิยธรรม ๗ ของภิกษุอีกหมวดหนึ่ง
{๗๑} [๑๓๗] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ อีก หมวดหนึ่งแก่พวกเธอ พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ภิกษุ เหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสว่า๑. ภิกษุทั้งหลายจักไม่ชอบการงาน ไม่ยินดีในการงาน ไม่ ประกอบเนือง ๆ ซึ่งความเป็นผู้ชอบการงานอยู่เพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มีความเสื่อมเพียงนั้น
๒. ภิกษุทั้งหลายจักไม่ชอบการคุย ไม่ยินดีในการคุย ไม่ ประกอบเนือง ๆ ซึ่งความเป็นผู้ชอบคุยอยู่เพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มีความเสื่อมเพียงนั้น
๓. ภิกษุทั้งหลายจักไม่ชอบการหลับ ไม่ยินดีในการหลับ ไม่ ประกอบเนืองๆ ซึ่งความเป็นผู้ชอบการหลับอยู่เพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มีความเสื่อมเพียงนั้น
๔. ภิกษุทั้งหลายจักไม่ชอบการคลุกคลีด้วยหมู่ ไม่ยินดีในการ คลุกคลีด้วยหมู่ ไม่ประกอบเนือง ๆ ซึ่งความเป็นผู้ชอบการ
- ๑ไม่ชอบการงาน หมายถึงไม่ชอบคือไม่หลงเพลินทำการงานรองต่าง ๆ เช่น การจัดการทำจีวร การจัดการทำเครื่องอุปโภคบริโภคอื่น ๆ เป็นต้น ซึ่งทำให้เสียการงานหลักของภิกษุคือการ บำเพ็ญสมณธรรม แต่ในกรณีรู้จักแบ่งเวลาถูกต้อง เช่นทำการงานรองเหล่านั้นให้เสร็จสรรพ เมื่อถึงเวลาเรียนก็เรียนอย่างสม่ำเสมอ ถึงเวลาสาธยาย ก็สาธายายอย่างเต็มที่ ไม่ให้เสียการ งานในด้านบำเพ็ญสมณธรรม เช่นนี้ไม่จัดว่าเป็นผู้ชอบการงาน (นัย ที.ม.อ. ๑๒๘)
- ๒ไม่ชอบการคุย หมายถึงไม่ชอบพูดคุยเรื่องไร้สาระนอกธรรมนอกวินัยอันทำให้เสียเวลาเปล่า เช่น เรื่องของหญิงเรื่องของชาย เป็นต้น ยกเว้นกรณีคุยเรื่องธรรม (นัย ที.ม.อ. ๑๒๘)
- ๓ไม่ชอบการหลับ หมายถึงไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด ก็สามารถข่มความง่วงเหงาหาวนอนไว้ได้ ไม่ประพฤติหลับร่ำไป หากหลับก็หลับอย่างมีสติ ยกเว้นกรณีอาพาธ (นัย ที.ม.อ. ๑๒๘-๑๒๙)
คลุกคลีด้วยหมู่อยู่เพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มีความเสื่อมเพียงนั้น
๕. ภิกษุทั้งหลายจักไม่มีความอยากอันต่ำทราม ไม่ลุอำนาจ แก่ความอยากอันต่ำทรามอยู่เพียงใด พึงหวังความเจริญ ได้แน่นอน ไม่มีความเสื่อมเพียงนั้น
๖. ภิกษุทั้งหลายจักไม่มีมิตรชั่ว ไม่มีสหายชั่ว ไม่คล้อยตาม คนชั่วอยู่เพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มี ความเสื่อมเพียงนั้น
๗. ภิกษุทั้งหลายจักไม่ถึงความหยุดเสียในระหว่างเพราะการ บรรลุคุณวิเศษเพียงขั้นตํ่าอยู่เพียงใด พึงหวังความเจริญ ได้แน่นอน ไม่มีความเสื่อมเพียงนั้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้จักยังดำรงอยู่ในภิกษุ ทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลายจักยังปรากฏอยู่ในอปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้เพียง ใด ภิกษุทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มีความเสื่อมเพียงนั้น”{๗๒} [๑๓๘] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ อีก หมวดหนึ่งแก่พวกเธอ พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ภิกษุ เหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสว่า
๑. ภิกษุทั้งหลายจักเป็นผู้มีศรัทธา ...
๒. ภิกษุทั้งหลายจักเป็นผู้มีหิริ...
- ๑ศรัทธา (ความเชื่อ ความเชื่อมั่น ความมั่นใจในสิงที่ดีงาม) จำแนกตามลักษณะเป็น ๔ ประการ
- คือ (๑) อาคมนียศรัทธา ความเชื่อว่าจะตรัสรู้แน่นอน ได้แก่ ศรัทธาของพระโพธิสัตว์ผู้
- บำเพ็ญบารมีเพื่อตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ (๒) อธิคมศรัทธา ความเชื่อในการตรัสรู้ ได้แก่
- ศรัทธาของพระอริยบุคคลทั้งหลาย (๓) ปสาทศรัทธา ความเชื่อด้วยความเลื่อมใส ได้แก่
- ศรัทธาในพระรัตนตรัยของคนทั่วไป (๔) โอกัปปนศรัทธา ความเชื่ออย่างปักใจแน่วแน่ ได้แก่
- ศรัทธาเหมือนในข้อ ๓ ในที่นี้หมายถึงศรัทธา ๒ ข้อหลัง (นัย ที.ม.อ. ๑๒๙-๑๓๐)
๓. ภิกษุทั้งหลายจักเป็นผู้มีโอตตัปปะ...
๔. ภิกษุทั้งหลายจักเป็นพหูสูต...
๕. ภิกษุทั้งหลายจักปรารภความเพียร…
๖. ภิกษุทั้งหลายจักเป็นผู้มีสติ...
๗. ภิกษุทั้งหลายจักเป็นผู้มีปัญญาเพียงใด ภิกษุทั้งหลาย พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มีความเสื่อมเพียงนั้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้จักยังดำรงอยู่ ในภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลายจักยังปรากฏอยู่ในอปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้เพียงใด ภิกษุทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มีความ เสื่อมเพียงนั้น”{๗๓} [๑๓๙] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ อีก หมวดหนึ่งแก่พวกเธอ พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ภิกษุ เหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสว่า
๑. ภิกษุทั้งหลายจักเจริญสติสัมโพชฌงค์ ...
๒. ภิกษุทั้งหลายจักเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ...
- ๑พหูสูต (ผู้ได้ยินได้ฟังมามาก ผู้ศึกษาเล่าเรียนหรือปฏิบัติจนแตกฉาน) มี ๒ ประเภท คือ (๑) ปริยัตติพหูสูต ผู้แตกฉานในพระปริยัติธรรมคือพระไตรปิฎก (๒) ปฏิเวธพหูสูต ผู้บรรลุ เข้าถึงสัจจธรรม ในที่นี้หมายถึงพหูสูตประเภทที่ ๑ (นัย ที.ม.อ. ๑๓๐)
- ๒ปรารภความเพียร หมายถึงริเริ่มลงมือทำความเพียรทั้งทางกายทั้งทางจิตอย่างเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ในลักษณะระดมความเพียร กล่าวคือ ทำความเพียรทางกายโดยลดละความอยู่คลุกคลี เป็นอยู่ผู้เดียวด้วยอารัมภวัตถุ (เหตุปรารภความเพียร) ๘ ทำความเพียรทางจิตโดยบรรเทาจิต ที่ฟุ้งซ่านแล้วสำรวมเป็นหนึ่งเดียวอยู่ด้วยสมาบัติ ๘ (นัย ที.ม.อ. ๑๓๐)
- ๓ปัญญา ในที่นี้หมายถึงความรู้ชัดแจ้งที่สามารถกำหนดรู้ถึงความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่ง ขันธ์ ๕ ได้อย่างละเอียด (นัย ที.ม.อ. ๑๓๑)
- ๔คำว่า สัมโพชฌงค์ หมายถึงธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้มี ๗ ประการ คือ (๑) สติสัมโพชฌงค์
๓. ภิกษุทั้งหลายจักเจริญวิริยสัมโพชฌงค์…
๔. ภิกษุทั้งหลายจักเจริญปีติสัมโพชฌงค์...
๕. ภิกษุทั้งหลายจักเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์...
๖. ภิกษุทั้งหลายจักเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์...
๗. ภิกษุทั้งหลายจักเจริญอุเปกขาสัมโพชฌงค์อยู่เพียงใด ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มีความ เสื่อมเพียงนั้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้จักยังดำรงอยู่ใน ภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลายจักยังปรากฏอยู่ในอปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้เพียงใด ภิกษุทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มีความ เสื่อมเพียงนั้น”{๗๔} [๑๔๐] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ อีก หมวดหนึ่งแก่พวกเธอ พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ภิกษุ เหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสว่า
๑. ภิกษุทั้งหลายจักเจริญอนิจจสัญญา ...
๒. ภิกษุทั้งหลายจักเจริญอนัตตสัญญา ...
- ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือสติ (ความระลึกได้ชัด) (๒) ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ธรรมที่เป็น องค์แห่งการตรัสรู้คือธัมมวิจยะ (ความสอดส่องเลือกเฟ้นธรรม) (๓) วิริยสัมโพชฌงค์ ธรรมที่ เป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือวิริยะ (ความเพียรประคองจิต) (๔) ปีติสัมโพชฌงค์ ธรรมที่เป็นองค์ แห่งการตรัสรู้คือปีติ (ความมีจิตแผ่ซ่าน) (๕) ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ธรรมที่เป็นองค์แห่งการ ตรัสรู้คือปัสสัทธิ (ความสงบกายสงบใจ) (๖) สมาธิสัมโพชฌงค์ ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คือสมาธิ (ความมีจิตตั้งมั่น) (๗) อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้คืออุเบกขา (ความมีจิตเป็นกลางเพราะพิจารณาเห็นตามเป็นจริง) [นัย ที.ม.อ. ๑๓๑]
- ๑คำว่า สัญญา หมายถึงความกำหนดหมาย แนวความคิดความเข้าใจสำหรับใช้กำหนดพิจารณา ในการเจริญกรรมฐาน ในที่นี้แสดงไว้ ๗ ประการ (มีทั้งหมด ๑๐) คือ (๑) อนิจจสัญญา
๓. ภิกษุทั้งหลายจักเจริญอสุภสัญญา...
๔. ภิกษุทั้งหลายจักเจริญอาทีนวสัญญา...
๕. ภิกษุทั้งหลายจักเจริญปหานสัญญา...
๖. ภิกษุทั้งหลายจักเจริญวิราคสัญญา...
๗. ภิกษุทั้งหลายจักเจริญนิโรธสัญญาอยู่เพียงใด ภิกษุ ทั้งหลายพึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มีความเสื่อม เพียงนั้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้จักยังดำรงอยู่ ในภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลายจักยังปรากฏอยู่ในอปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้เพียงใด ภิกษุทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มีความ เสื่อมเพียงนั้น”
{๗๕} [๑๔๑] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๖ อีก หมวดหนึ่งแก่พวกเธอ พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ภิกษุ เหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
- ความกำหนดหมายในความไม่เที่ยงแห่งสังขาร (๒) อนัตตสัญญา ความกำหนดหมายใน ความเป็นอนัตตาแห่งธรรมทั้งปวง (๓) อสุภสัญญา ความกำหนดหมายในความไม่งามแห่งกาย (๔) อาทีนวสัญญา ความกำหนดหมายในโทษทุกข์ของกายอันมีความเจ็บไข้ต่าง ๆ (๕) ปหานสัญญา ความกำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตกและบาปธรรมทั้งหลาย (๖) วิราคสัญญา ความกำหนดหมายวิราคะคือความสำรอกกามว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต (๗) นิโรธสัญญา ความกำหนดหมายนิโรธคือความดับกิเลสว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต (ดู สัญญา ๑๐ ใน พระบาลีสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรคเล่ม ๑๑ และอังคุตตรนิกาย ทสกนิกบาต เล่ม ๒๔)
- ๑เรียกอีกอย่างว่า สาราณียธรรม ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึง ธรรมเป็นเหตุให้ระลึก ถึงกัน หลักการอยู่ร่วมกัน (นัย ที.ม.อ. ๑๓๓-๑๓๔)
๑. ภิกษุทั้งหลายจักเข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ในเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ทั้งหลายทั้งต่อหน้าและลับหลัง อยู่เพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มีความ เสื่อมเพียงนั้น
๒. ภิกษุทั้งหลายจักเข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ในเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ทั้งหลายทั้งต่อหน้าและลับหลัง อยู่เพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มีความ เสื่อมเพียงนั้น
๓. ภิกษุทั้งหลายจักเข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ในเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ทั้งหลายทั้งต่อหน้าและลับหลัง อยู่เพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มีความเสื่อมเพียงนั้น
๔. ภิกษุทั้งหลายจักไม่หวงกันลาภอันประกอบด้วยธรรม ได้ มาแล้วโดยธรรมโดยที่สุดแม้เพียงอาหารในบาตรไว้บริโภค แบ่งปันกันฉันกับเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ผู้มีศีลทั้งหลายอยู่ เพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มีความเสื่อม เพียงนั้น๕. ภิกษุทั้งหลายจักถึงความเป็นผู้มีศีลเสมอกันกับเพื่อนร่วม พรหมจรรย์ทั้งหลายทั้งต่อหน้าและลับหลังในศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท อันวิญณูชนสรรเสริญ อันกิเลสไม่จับต้อง เป็นไปเพื่อสมาธิอยู่เพียงใด พึงหวัง ความเจริญได้แน่นอน ไม่มีความเสื่อมเพียงนั้น
- ๑เป็นไท ในที่นี้หมายถึงพ้นจากความเป็นทาสของตัณหา (ที.ม.อ. ๑๓๗)
- ๒อันกิเลสไม่จับต้อง หมายถึงไม่ถูกกิเลสที่สำคัญคือตัณหา (ความอยาก) และทิฏฐิ (ความเห็น ผิด) ครอบงำจิต (นัย ที.ม.อ. ๑๓๘)
๖. ภิกษุทั้งหลายจักถึงความเป็นผู้มีทิฏฐิ เสมอกันกับเพื่อน ร่วมพรหมจรรย์ทั้งหลายทั้งต่อหน้าและลับหลังในทิฏฐิซึ่ง ประเสริฐ เป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากทุกข์ นำไปเพื่อ ความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่ผู้ทำตามคำสอนอยู่เพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มีความเสื่อมเพียงนั้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ๖ ประการนี้จักยังดำรงอยู่ ในภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลายจักยังปรากฏอยู่ในอปริหานิยธรรม ๖ ประการนี้อยู่เพียงใด ภิกษุทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มี ความเสื่อมเพียงนั้น”
[๑๔๒] ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่แม้ที่ภูเขาคิชฌกูฎ ใกล้พระนครราชคฤห์นั้นก็ทรงทำธรรมีกถานี้แหละเป็นอันมากแก่พวกภิกษุว่า “ศีลเป็นดังนี้ สมาธิเป็นดังนี้ ปัญญาเป็นดังนี้ สมาธิอันศีลอบรมแล้วย่อม มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้วย่อมมีผลมาก มี อานิสงส์มาก จิตอันปัญญาอบรมแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะ คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ โดยชอบทีเดียว”
- ๑คำว่า ทิฎฐิ ในที่นี้หมายถึงสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบที่ประกอบด้วยอริยมรรค (ที.ม.อ. ๑๓๘)
- ๒คำว่า สิกขา หมายถึงข้อที่จะต้องศึกษา ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรม ๓ อย่าง คือ (๑) ศีล ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกกอบรมกายและวาจาให้ตั้งอยู่ในความดีงาม (ในที่นี้) ได้แก่ ปาริสุทธิศีล ๔ (๒) สมาธิ ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมจิตให้ตั้งมั่น แน่วแน่อยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งโดย เฉพาะ (๓) ปัญญา การฝึกกอบรมปัญญาให้เกิดความเห็นแจ้งรู้ชัดภาวะของสิ่งตั้งหลายตามที่ มันเป็นของมันเอง (นัย ที.ม.อ. ๑๓๘)
- ๓คำว่า อาสวะ หมายถึงกิเลสที่ไหลซึมซ่านไปย้อมใจเมื่อประสบอารมณ์ต่าง ๆ สภาวะอัน หมักดองสันดาน หรือที่มอมพื้นจิต มี ๓ คือ (๑) กามาสวะ อาสวะคือกาม (๒) ภวาสวะ อาสวะคือภพ (๓) อวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชา ในคัมภีร์วิภังค์แห่งพระบาลีอภิธรรมปิฎก เพิ่ม ทิฏฐาสวะ อาสวะคือทิฏฐิ เข้ามาเป็น ๔
{๗๖} [๑๔๓] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระนครราชคฤห์ ตามความพอพระทัยแล้ว ได้ตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า “ดูก่อน อานนท์ มาไปกันเถิด เราจักไปยังพระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกากัน” ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ได้เสด็จถึงพระราชอุทยาน อัมพลัฏฐิกาแล้ว ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับแรมใกล้พระ ตำหนักหลวงในพระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา แม้ที่พระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา นั้น
พระองค์ก็ทรงทำธรรมีกถาอันนี้แหละเป็นอันมากแก่พวกภิกษุว่า “ศีล เป็นดังนี้ สมาธิเป็นดังนี้ ปัญญาเป็นดังนี้ สมาธิอันศีลอบรมแล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก จิต อันปัญญาอบรมแล้วย่อมหลุดพ้นจากอาสวะ คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ โดยชอบทีเดียว”{๗๗} [๑๔๔] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระราชอุทยาน อัมพลัฏฐิกาตามความพอพระทัยแล้ว ได้ตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า “ดูก่อนอานนท์ มาไปกันเถิด เราจักไปยังบ้านนาฬันทคามกัน” ท่านพระ อานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ลำดับนั้น พระผู้มีพระ ภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ได้เสด็จถึงบ้านนาฬันทคามแล้ว ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ปาวาริกอัมพวัน ในบ้านนาฬันทคามนั้น
[๑๔๕] ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง เมื่อท่านพระสารีบุตรนั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลว่า
- ๑ปาวาริกอัมพวัน สวนมะม่วงของปาวาริกเศรษฐี
- ๒บันลือสีหนาท หมายถึงวาจาที่เปล่งด้วยท่าทีองอาจดุจพญาราชสีห์ ไม่เคอะเขิน ไม่สะทก สะท้านหวั่นเกรงผู้ใด เพราะมั่นใจในสิ่งที่กล่าวนั้นว่าเป็นจริง
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า ‘สมณะหรือพราหมณ์อื่นใด ที่จะรู้เกินไปกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าในทาง พระสัมโพธิญาณมิได้มีแล้วในอดีต จักไม่มีในอนาคต และไม่มีอยู่ในบัดนี้”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนสารีบุตร เธอกล่าววาจาอันอง อาจยิ่งนี้ เธอถือเอาส่วนเดียวได้บันลือสีหนาทแล้วว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า ‘สมณะหรือ พราหมณ์อื่นใดที่จะรู้เกินไปกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าในทางพระสัมโพธิญาณ มิได้มีแล้วในอดีต จักไม่มีในอนาคต และไม่มีอยู่ในบัดนี้ ดูก่อนสารีบุตร เธอกำหนดรู้วาระจิตของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ซึ่งได้มีแล้วในอดีตว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ๆ ทรงมีศีลอย่างนี้ มีธรรมอย่างนี้ มีพระปัญญาอย่างนี้ มีวิหารธรรมอย่างนี้ มีวิมุตติอย่างนี้ ได้กระนั้นหรือ”“กำหนดมิได้อย่างนั้นหรอก พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนสารีบุตร เธอกำหนดรู้วาระจิตของพระผู้มีพระภาคอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ซึ่งจักมีในอนาคตกาลว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ๆ จักทรงมีศีลอย่างนี้ จักมีธรรมอย่างนี้ จักมีพระปัญญาอย่างนี้ จักมีวิหารธรรมอย่างนี้ จักมีวิมุตติอย่างนี้’ ได้กระนั้นหรือ”
“กำหนดมิได้อย่างนั้นหรอก พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนสารีบุตร เธอกำหนดรู้วาระจิตของเราผู้เป็นอรหันตสัมมา สัมพุทธเจ้าในบัดนี้ว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีศีลอย่างนี้ มีธรรมอย่างนี้ มีปัญญาอย่างนี้ มีวิหารธรรมอย่างนี้ มีวิมุตติอย่างนี้ ได้กระนั้นหรือ”
“กำหนดมิได้อย่างนั้นหรอก พระพุทธเจ้าข้า”
- ๑วิหารธรรม ดูเชิงอรรถ ๓ หน้า ๑๑ ในเล่มนี้
“ดูก่อนสารีบุตร ก็ในเรื่องนี้ เธอไม่มีเจโตปริยญาณในพระอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งมีในอดีต อนาคต และปัจจุบัน เมื่อเป็นเช่นนั้น ในบัดนี้เหตุไฉนเธอจึงได้กล่าววาจาอันองอาจยิ่งนี้ เธอถือเอาส่วนเดียวได้ บันลือสีหนาทแล้วว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้ มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า ‘สมณะหรือพราหมณ์อื่นใดที่จะรู้เกินไปกว่าพระผู้ มีพระภาคเจ้าในทางพระสัมโพธิญาณมิได้มีแล้วในอดีต จักไม่มีในอนาคต และไม่มีอยู่ในบัดนี้”
[๑๔๖] “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถึงว่าข้าพระองค์จะไม่มีเจโตปริยญาณ ในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งมีในอดีต อนาคต และปัจจุบัน ก็จริง แต่ข้าพระองค์ก็ทราบนัยที่เป็นไปตามกระแสธรรมได้ เปรียบเหมือนเมือง ชายแดนของพระราชามีป้อมแน่นหนา มีกำแพงและหอรบมั่นคง มีประตู เดียว คนยามเฝ้าประตูที่เมืองนั้นเป็นบัณฑิต เฉียบแหลม มีปัญญา คอย ห้ามคนที่ตนไม่รู้จัก ยอมให้แต่คนที่รู้จักเข้าไปเขาเที่ยวตรวจตูตามแนว กำแพงรอบๆ เมืองนั้น ไม่เห็นที่ต่อหรือช่องกำแพง โดยที่สุดแม้พอที่แมว จะลอดออกมาได้ จึงคิดว่า ‘สัตว์ที่มีร่างใหญ่จะเข้าออกเมืองนี้ สัตว์ ทั้งหมดนั้นจะต้องเข้าออกทางประตูนี้เท่านั้น ฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ก็ทราบนัยที่เป็นไปตามกระแสของธรรมได้ ฉันนั้น พระผู้มี พระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งได้มีแล้วในอดีตทั้งสิ้นล้วนทรงละ นิวรณ์ ๕ อันเป็นเครื่องทำใจให้เศร้าหมอง อันเป็นตัวทอนกำลังปัญญา ล้วนมีพระมนัสตั้งมั่นแล้วในสติปัฏฐาน ๔ ทรงเจริญสัมโพชฌงค์ ๗
- ๑เจโตปริยญาณ ความรู้แจ้งที่กำหนดใจผู้อื่นได้ด้วยใจ เช่น จิตมีราคะก็รู้ว่าจิตมีราคะ เป็นต้น จัดเป็นข้อที่ ๕ แห่งวิชชา ๘ {ดู ที.สี. แปล ๙/๒๔๒-๒๔๓/๑๑๔-๑๑๕}
- ๒นิวรณ์ สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม ๕ อย่าง คือ (๑) กามฉันทะ ความพอใจในกาม (๒) พยาบาท ความคิดร้าย (๓) ถีนมิทธะ ความหดหู่และเชื่องซึม (๔) อุทธัจจกุกกุจจะ ความ ฟุ้งซ่านและกลุ้มกังวล (๕) วิจิกิจฉา ความลังเลไม่แน่ใจในกุศลธรรม
- ๓สติปัฎฐาน ๔ ดูรายละเอียดในสูตรที่ ๙ ของเล่มนี้
- ๔สัมโพชฌงค์ ๗ ดูเชิงอรรถ ๔ หน้า ๑๑๒-๑๑๓ ในเล่มนี้
ตามเป็นจริง จึงได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ แม้พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งจักมีในอนาคตทั้งสิ้นก็จักต้องทรงละนิวรณ์ ๕ อันเป็นเครื่องทำใจให้เศร้าหมอง อันเป็นตัวทอนกำลังปัญญา จักมีพระมนัส ตั้งมั่นแล้วในสติปัฏฐาน ๔ ทรงเจริญสัมโพชฌงค์ ๗ ตามเป็นจริง จึงจะได้ ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ถึงแม้พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา สัมพุทธเจ้า ณ บัดนี้ก็ทรงละนิวรณ์ ๕ อันเป็นเครื่องทำใจให้เศร้าหมอง อันเป็นตัวทอนกำลังปัญญา มีพระมนัสตั้งมั่นแล้วในสติปัฏฐาน ๔ ทรงเจริญ สัมโพชฌงค์ ๗ ตามเป็นจริง จึงได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ”[๑๔๗] ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อประทับอยู่ที่ปาวาริกอัมพวัน ในบ้านนาฬันทคามนั้น ก็ทรงกระทำธรรมีกถานี้แหละเป็นอันมากแก่ พวกภิกษุว่า “ศีลเป็นดังนี้ สมาธิเป็นดังนี้ ปัญญาเป็นดังนี้ สมาธิอันศีล อบรมแล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้ว ย่อมมี ผลมาก มีอานิสงส์มาก จิตอันปัญญาอบรมแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะ คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ โดยชอบทีเดียว”
เสด็จบ้านปาฏลิคาม
{๗๘} [๑๔๘] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่บ้านนาฬันทคาม ตามความพอพระทัยแล้ว ได้ตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า “ดูก่อน อานนท์ มาไปกันเถิด เราจักไปยังบ้านปาฏลิคามกัน” ท่านพระอานนท์ทูล รับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ได้เสด็จถึงบ้านปาฏลิคามแล้ว พวกอุบาสก ชาวปาฏลิคามได้สดับข่าวว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงปาฏลิคามแล้ว จึง พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคม พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นนั่งเรียบร้อย แล้ว พวกอุบาสกชาวปาฏลิคามได้กราบทูลว่า “ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า
พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ทรงโปรดรับอาคารพักแรมของพวกข้าพระพุทธเจ้า ด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับโดยดุษณีภาพ
ครั้นอุบาสกอุบาสิกาชาวบ้านปาฏลิคามทราบการทรงรับของพระผู้มี พระภาคเจ้าแล้ว จึงลุกจากที่นั่งถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า กระทำ ประทักษิณแล้วพากันเดินไปทางอาคารพักแรม ปูลาดดาดเพดานทั่วอาคาร พักแรมทุกแห่ง จัดอาสนะ ตั้งหม้อนํ้า ตามประทีปนํ้ามัน แล้วพากัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มี พระภาคเจ้าแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พวกเขายืนอยู่ ณ ที่สมควร ข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า พวก ข้าพระพุทธเจ้าปูลาดดาดเพดานอาคารพักแรมทุกแห่ง จัดอาสนะ ตั้ง หม้อนํ้า ตามประทีปนํ้ามันไว้แล้ว ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบกาล อันควรในบัดนี้เถิด
พระพุทธเจ้าข้า”ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสก ทรงถือบาตรจีวร เสด็จไปทางอาคารพักแรมพร้อมกับภิกษุสงฆ์ ทรงชำระพระบาทยุคลแล้ว เสด็จเข้าสู่อาคารพักแรม ประทับนั่งพิงเสากลางผินพระพักตร์ไปทางทิศ ตะวันออก แม้ภิกษุสงฆ์ก็ล้างเท้าแล้วเข้าสู่อาคารพักแรม นั่งพิงฝาด้านทิศ ตะวันตกผินหน้าไปทางทิศตะวันออกให้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์เดียว ประทับอยู่ข้างหน้า แม้อุบาสกอุบาสิกาชาวบ้านปาฏลิคามก็ล้างเท้าแล้ว เข้าสู่อาคารพักแรม นั่งพิงฝาด้านทิศตะวันออกผินหน้าไปทางทิศตะวันตก ให้พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ข้างหน้าเหมือนกัน{๗๙} [๑๔๙] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเทศนาโปรดอุบาสกอุบาสิกา ชาวบ้านปาฏลิคามดังต่อไปนี้
โทษแห่งศีลวิบัติ ๕ ประการ
“ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย โทษแห่งศีลวิบัติของคนทุศีลมี ๔ ประการ เหล่านี้ ๔ ประการคืออะไรบ้าง คือ
ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย คนทุศีลผู้มีศีลวิบัติ ในโลกนี้ย่อมเข้าถึงความ เสื่อมแห่งโภคทรัพย์ใหญ่หลวงเพราะเหตุแห่งความประมาท นี้เป็นโทษ ประการที่ ๑ แห่งศีลวิบัติของคนทุศีล
โทษอย่างอื่นยังมีอีก คฤหบดีทั้งหลาย คือ ชื่อเสียงอันเลวทราม ของคนทุศีลผู้มีศีลวิบัติย่อมฟุ้งขจรไป นี้เป็นโทษประการที่ ๒ แห่งศีลวิบัติ ของคนทุศีล
โทษอย่างอื่นยังมีอีก คฤหบดีทั้งหลาย คือ คนทุศีลผู้มีศีลวิบัติ เข้าไปยังบริษัทใดๆ ไม่ว่าจะเป็นขัตติยบริษัทก็ตาม พราหมณบริษัทก็ตาม คฤหบดีบริษัทก็ตาม สมณบริษัทก็ตาม ย่อมเป็นผู้ไม่แกล้วกล้า ขวยเขิน เข้าไปยังบริษัทนั้นๆ นี้เป็นโทษประการที่ ๓ แห่งศีลวิบัติของคนทุศีลโทษอย่างอื่นยังมีอีก คฤหบดีทั้งหลาย คือ คนทุศีลผู้มีศีลวิบัติ ย่อมเป็นผู้หลงทำกาละ นี้เป็นโทษประการที่ ๔ แห่งศีลวิบัติของคนทุศีล
โทษอย่างอื่นยังมีอีก คฤหบดีทั้งหลาย คือ คนทุศีลผู้มีศีลวิบัติหลังจาก ตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก นี้เป็นโทษประการที่ ๕ แห่ง ศีลวิบัติของคนทุศีล
ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย โทษแห่งศีลวิบัติของคนทุศีลมี ๕ ประการนี้แล
อานิสงส์แห่งศีลสมบัติ ๕ ประการ
{๘๐} [๑๕๐] ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย อานิสงส์แห่งศีลสมบัติของคนมีศีลมี ๕ ประการเหล่านี้ ๕ ประการคืออะไรบ้าง คือ
ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย คนมีศีลผู้ถึงพร้อมด้วยศีลในโลกนี้ย่อมได้กอง โภคทรัพย์ใหญ่หลวงเพราะเหตุแห่งความไม่ประมาท นี้เป็นอานิสงส์ประการ ที่ ๑ แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล
- ๑คนทุศีล คือคนไม่มีศีล คนไร้ศีล ผู้มีสีลวิบัติ หมายถึงผู้เสียศีล ผู้ขาดความสำรวมในศีล (ที.ม.อ. ๑๓๙)
อานิสงส์อย่างอื่นยังมีอีก คฤหบดีทั้งหลาย คือ ชื่อเสียงอันดีงาม ของคนมีศีลผู้ถึงพร้อมด้วยศีลย่อมฟุ้งขจรไป นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๒ แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล
อานิสงส์อย่างอื่นยังมีอีก คฤหบดีทั้งหลาย คือ คนมีศีลผู้ถึงพร้อม ด้วยศีล เข้าไปยังบริษัทใดๆ ไม่ว่าจะเป็นขัตติยบริษัทก็ตาม พราหมณบริษัท ก็ตาม คฤหบดีบริษัทก็ตาม สมณบริษัทก็ตาม ย่อมเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ ขวยเขินเข้าไปยังบริษัทนั้นๆ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๓ แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล
อานิสงส์อย่างอื่นยังมีอีก คฤหบดีทั้งหลาย คือ คนมีศีลผู้ถึงพร้อม ด้วยศีลย่อมเป็นผู้ไม่หลงทำกาละ นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๔ แห่งศีล สมบัติของคนมีศีล
อานิสงส์อย่างอื่นยังมีอีก คฤหบดีทั้งหลาย คือ คนมีศีลผู้ถึงพร้อม ด้วยศีลหลังจากตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๕ แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล
ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย อานิสงส์แห่งศีลสมบัติของคนมีศีลมี ๕ ประการนี้แล”
{๘๑} [๑๕๑] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงอุบาสกอุบาสิกาชาว บ้านปาฏลิคามให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา จนดึกดื่นแล้วทรงส่งกลับด้วยรับสั่งว่า “ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย ราตรีจวน สว่างแล้ว บัดนี้พวกท่านจงรู้กาลที่จะกลับเถิด” อุบาสกอุบาสิกาชาวบ้าน ปาฏลิคามรับสนองพระพุทธดำรัสแล้วลุกจากที่นั่ง ถวายบังคมพระผู้มีพระ ภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วกลับไป ครั้นอุบาสกอุบาสิกาชาวบ้านปาฏลิคาม กลับไปไม่ทันนาน พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จเข้าสุญญาคาร แล้ว
- ๑สุญญาคาร แปลว่า เรือนว่าง หรือสถานที่ว่าง อรรถกถากล่าวว่า ไม่มีสุญญาคารที่เป็น สถานที่แยกเฉพาะ เสด็จเข้าสุญญาคาร โดยปริยายหมายถึงทรงสำเร็จสีหไสยาสน์คือเสด็จ บรรทมพักอิริยาบถ (นัย ที.ม.อ. ๑๔๑)
การสร้างเมืองปาฏลีบุตร
{๘๒} [๑๕๒] ก็โดยสมัยนั้นแล มหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐ ชื่อสุนีธะกับ วัสสการะ กำลังจัดสร้างพระนครอยู่ที่บ้านปาฏลิคามเพื่อป้องกันชาววัชชี ก็สมัยนั้น เทวดาเป็นอันมากนับเป็นพัน ๆ ยึดถือพื้นที่ในบ้านปาฏลิคามอยู่ คือ ในภูมิประเทศส่วนใดพวกเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ยึดถือพื้นที่ไว้ พวกเจ้า และราชมหาอำมาตย์ผู้มีศักดิ์สูง ๆ ต่างก็น้อมจิตไปเพื่อสร้างนิเวศน์ลงใน ภูมิประเทศส่วนนั้น ในภูมิประเทศส่วนใดพวกเทวดาที่มีศักดิ์ชั้นกลางยึดถือ พื้นที่ไว้ พวกเจ้าและราชมหาอำมาตย์ที่มีศักดิ์ชั้นกลาง ๆ ต่างก็น้อมจิตไป เพื่อสร้างนิเวศน์ลงในภูมิประเทศส่วนนั้น ในภูมิประเทศส่วนใดพวกเทวดา ที่มีศักดิ์ชั้นต่ำยึดถือพื้นที่ไว้ พวกเจ้าและราชมหาอำมาตย์ที่มีศักดิ์ชั้นต่ำ ๆ ต่างก็น้อมจิตไปเพื่อสร้างนิเวศน์ลงในภูมิประเทศส่วนนั้น พระผู้มีพระภาค เจ้าได้ทรงเห็นเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นนับเป็นพัน ๆ ยึดพื้นที่ในบ้าน ปาฏลิคามอยู่ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี แล้วตรัสเรียกพระอานนท์มารับสั่งถามว่า “ดูก่อนอานนท์ คนเหล่านั้นเป็น ใคร ที่กำลังสร้างนครที่บ้านปาฏลิคามกันอยู่”
พระอานนท์กราบทูลว่า “มหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐ ชื่อสุนีธะกับ วัสสการะ กำลังจัดสร้างพระนครที่บ้านปาฏลิคามเพื่อป้องกันชาววัชชีกันอยู่ พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนอานนท์ สุนีธะกับวัสสการะมหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐจัด สร้างนครลงในบ้านปาฏลิคามกันอยู่เพื่อป้องกันชาววัชชีเหมือนได้ปรึกษากับ พวกเทพเจ้าชั้นดาวดึงส์แล้วฉะนั้น อานนท์ เราก็ได้เล็งทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ เห็นพวกเทวดาเป็นอันมากยึดถือพื้นที่ในบ้าน ปาฏลิคามอยู่ คือ ในภูมิประเทศส่วนใดพวกเทวดาที่มีศักดิ์สูง ๆ ยึดถือ พื้นที่ไว้ พวกเจ้าและราชมหาอำมาตย์ที่มีศักดิ์สูง ๆ ต่างก็น้อมจิตไปเพื่อ สร้างนิเวศน์ลงในภูมิประเทศส่วนนั้น ในภูมิประเทศส่วนใดเทวดาที่มีศักดิ์
ชั้นกลาง ๆ ยึดถือพื้นที่ไว้ พวกเจ้าและราชมหาอำมาตย์ที่มีศักดิ์ ชั้นกลาง ๆ ต่างก็น้อมจิตไปเพื่อสร้างนิเวศน์ลงในภูมิประเทศส่วนนั้น ในภูมิประเทศส่วนใดเทวดาที่มีศักดิ์ชั้นต่ำ ๆ ยึดถือพื้นที่ไว้ พวกเจ้าและ ราชมหาอำมาตย์ที่มีศักดิ์ชั้นต่ำ ๆ ต่างก็น้อมจิตไปเพื่อสร้างนิเวศน์ลงใน ภูมิประเทศส่วนนั้น อานนท์ พระนครนี้จักเป็นพระนครชั้นเอก เป็นทำเล ค้าขาย ตลอดถึงเป็นย่านชุมนุมแห่งอารยชนและเป็นทางค้าขาย ชื่อ ปาฏลีบุตร และเมืองปาฏลีบุตรจักมีอันตราย ๓ ประการ คือ จากไฟ ๑ จากน้ำ ๑ จากภายในคือความแตกสามัคคีกัน ๑{๘๓} [๑๕๓] ครั้งนั้นแล ท่านสุนีธะและท่านวัสสการะมหาอำมาตย์แห่ง มคธรัฐพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ
ครั้นแล้วได้ทูล ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิง เป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูล อาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ขอท่านพระโคดมพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ โปรดรับนิมนต์ฉันภัตตาหารของข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเพื่อเจริญบุญกุศล และปีติปราโมทย์ในวันนี้ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรับอาราธนาโดยดุษณีภาพ ครั้นสุนีธะและวัสสการะมหาอำมาตย์แห่ง มคธรัฐทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับอาราธนาแล้วลุกจากที่นั่งกลับไปต่อจากนั้น สุนีธะและวัสสการะมหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐได้ให้ตกแต่ง ของเคี้ยวของฉันอันประณีตแล้วให้เจ้าหน้าที่มากราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระ ภาคเจ้าว่า “ถึงเวลาแล้วท่านพระโคดม ภัตตาหารเสร็จแล้ว พระเจ้าข้า”
ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสก ทรง ถือบาตรจีวร เสด็จไปทางสถานที่อังคาสของสุนีธะและวัสสการะมหาอำมาตย์
- ๑ทรงครองอันตรวาสก หมายถึงทรงผลัดเปลี่ยนสบงหรือขยับสบงที่นุ่งให้กระชับพร้อมทั้งรัด ประคดเอวให้มั่นตามวัตรปฏิบัติในการเข้าไปในหมู่บ้าน ทรงถือบาตรและจีวร หมายถึงทรง ถือบาตรและจีวรให้แนบพระวรกาย ทำนองห่มจีวรอุ้มบาตรนั่นเอง (วิ.อ. ๑/๑๘๐, ที.ม.อ. ๑๕๓)
แห่งมคธรัฐ ครั้นถึงแล้วประทับนั่งเหนือพระพุทธอาสน์ที่เขาจัดถวายพร้อม ด้วยภิกษุสงฆ์ จึงสองมหาอำมาตย์อังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็น ประมุขด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยมือของตน จนพระผู้มีพระ ภาคเจ้าเสวยเสร็จทรงนำพระหัตถ์ออกจากบาตรให้ห้ามภัตแล้ว จึงนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุโมทนาแก่สุนีธะและ วัสสการะมหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐด้วยพระคาถาเหล่านี้ว่า
{๘๔}บัณฑิตชนอยู่ในภูมิประเทศใด พึงเลี้ยงดูท่านผู้มีศีล ผู้สำรวม ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ในภูมิประเทศนั้น
และพึงอุทิศทักษิณา แก่เหล่าเทวดาผู้สถิตอยู่ในสถาน ที่นั้น เทวดาเหล่านั้นได้รับบูชาแล้ว ย่อมบูชาบัณฑิต ชนนั้นตอบได้รับนับถือแล้วย่อมนับถือบัณฑิตชนนั้นตอบ
ต่อจากนั้นย่อมอนุเคราะห์บัณฑิตชนนั้น ดุจมารดา อนุเคราะห์บุตรผู้เกิดแต่อกฉะนั้น คนที่เทวดาอนุเคราะห์ แล้วย่อมพบเห็นแต่สิ่งที่เจริญทุกเมื่อ
{๘๕}ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุโมทนาแก่สุนีธะและวัสสการะมหา อำมาตย์แห่งมคธรัฐด้วยพระคาถาเหล่านี้แล้ว ทรงลุกจากพระพุทธอาสน์ เสด็จกลับ
[๑๕๔] ก็สมัยนั้น สุนีธะและวัสสการะมหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐตาม ส่งเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าไปทางเบื้องพระปฤษฎางค์ด้วยความประสงค์ว่า “วันนี้พระสมณโคดมเสด็จออกทางประตูด้านใด ประตูด้านนั้นจักชื่อว่า
- ๑คาถาอนุโมทนาทักษิณาที่อุทิศแก่เหล่าเทวดา
- ๒พึงอุทิศทักษิณา หมายถึงพึงให้ส่วนบุญโดยเจาะจงหรือระบุชื่อ (นัย ที.ม.อ. ๑๔๓)
ประตูพระโคดม จักเสด็จข้ามแม่นํ้าคงคาทางท่าใด ท่านั้นจักชื่อว่า ท่าพระโคดม” ต่อมาประตูที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จพระดำเนินผ่านไปนั้น ได้ปรากฏชื่อว่าประตูพระโคดม
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จพระดำเนินไปทางแม่น้ำคงคา ก็ใน เวลานั้นแม่นํ้าคงคามีนํ้าเต็มเปี่ยม เสมอตลิ่ง พอกาดื่มกินได้ คนทั้งหลาย ประสงค์จะข้ามจากฝั่งนี้ไปฝั่งโน้น บ้างก็หาเรือ บ้างก็หาแพ บ้างก็ผูกทุ่น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นคนเหล่านั้นซึ่งบ้างก็หาเรือ บ้างก็ หาแพ บ้างก็ผูกทุ่น ประสงค์จะข้ามจากฝั่งนี้ไปฝั่งโน้นกันอยู่ ครั้นแล้ว พร้อมกับภิกษุสงฆ์ได้ทรงอันตรธานพระองค์จากฝั่งนี้ไปปรากฏพระองค์ที่ฝั่งโน้น เหมือนบุรุษที่แข็งแรงเหยียดแขนที่คู้ออกหรือคู้แขนที่เหยียดเข้าฉะนั้นครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความข้อนี้แล้ว จึงทรงเปล่ง พระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
ชนเหล่าใดประสงค์จะข้ามแม่นํ้าคือตัณหาที่ทั้งลึก ทั้งกว้าง ชนเหล่านั้นต้องสร้างสะพานคืออริยมรรค แล้ว ละเปือกตมอันเป็นที่ลุ่มเต็มด้วยนํ้าเสียจึงข้ามได้ ก็คนที่ ประสงค์จะข้ามน้ำเพียงเล็กน้อยก็ต้องผูกแพจึงข้ามไปได้ แต่พวกคนมีปัญญาเว้นแพเสียก็ข้ามไปได้
จบ ภาณวารที่ ๑
ทรงแสดงอริยสัจ ๔ ณ บ้านโกฏิคาม
{๘๖} [๑๕๕] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพระอานนท์มารับสั่ง ว่า “ดูก่อนอานนท์ มาไปกันเถิด เราจักไปยังบ้านโกฏิคามกัน” ท่านพระ อานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ลำดับนั้น พระผู้มี พระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ได้เสด็จถึงโกฏิคามแล้วทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ บ้านโกฏิคามนั้น
{๘๗}ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เราและพวกเธอเร่ร่อนท่องเที่ยวไปตลอดกาลนานนี้อย่างนี้ เพราะไม่ได้ตรัสรู้ไม่ได้แทงตลอดอริยสัจ ๔ อริยสัจ ๔ คืออะไรบ้าง ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เราและพวกเธอเร่ร่อนท่องเที่ยวไปตลอดกาลนานนี้อย่างนี้ เพราะไม่ได้ตรัสรู้ไม่ได้แทงตลอดทุกขอริยสัจ ... ทุกขสมุทัยอริยสัจ ... ทุกข นิโรธอริยสัจ... ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทุกข อริยสัจ ทุกขสมุทัยอริยสัจ ทุกขนิโรธอริยสัจ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ นี้นั้นอันเราและพวกเธอได้ตรัสรู้แล้ว ได้แทงตลอดแล้ว ตัดตัณหาในภพได้ ขาดแล้ว ตัณหาที่จะนำไปเกิดก็สิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มีต่อไปอีก”
“เพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔ ตามเป็นจริง เราและ พวกเธอจึงต้องท่องเที่ยวไปในชาตินั้นๆ ตลอดกาลนาน
อริยสัจเหล่านั้นนั่นเราและพวกเธอได้เห็นแล้ว ตัณหาที่จะนำไปเกิดเราและพวกเธอได้ถอนขึ้นแล้ว ราก แห่งทุกข์เราและพวกเธอก็ได้ตัดขาดแล้ว บัดนี้ภพใหม่ ไม่มีต่อไปอีก”
- ๑คำว่า อริยสัจ หมายถึงสัจธรรมคือความจริงอันทำคนให้เป็นพระอริยะ (ที.ม.อ. ๑๔๔) ความ จริงอย่างประเสริฐ หรือความจริงของพระอริยะ มี ๔ คือ (๑) ทุกขอริยสัจ อริยสัจคือทุกข์ ได้แก่ ขันธ์ ๕ (คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ในภูมิทั้ง ๓ (คือ กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ) ยกเว้น ตัณหา (ซึ่งรวมอยู่ในสังขาร) (๒) ทุกขสมุทัยอริยสัจ ...เหตุให้ทุกข์เกิด ได้แก่ ตัณหา (๓) ทุกขนิโรธอริยสัจ ...ความดับทุกข์ ได้แก่ นิพพาน (๔) ทุกขนิโรธคามินิปฏิปทาอริยสัจ ... ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๔ (นัย ที.สี.อ. ๒๐๒,๓๑๒)
- ๒ตัณหาที่จะนำไปเกิด (ภวเนตติ) หมายถึงตัณหาที่เป็นประดุจเชือกซึ่งสามารถชักลากสัตว์จาก ภพนี้ไปสู่ภพโน้น คือให้เกิดอยู่ร่ำไป (นัย ที.ม.อ. ๑๔๔)
- ๓นิคมคาถา คาถายํ้าความหรือสรุปความที่กล่าวเพื่อเน้นประเด็นให้เด่นชัด
{๘๘}ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่แม้ที่บ้านโกฏิคามนั้น ก็ ทรงกระทำธรรมีกถานี้แหละเป็นอันมากแก่พวกภิกษุว่า “ศีลเป็นดังนี้ สมาธิ เป็นดังนี้ ปัญญาเป็นดังนี้ สมาธิอันศีลอบรมแล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก จิตอันปัญญา อบรมแล้วย่อมหลุดพ้นจากอาสวะ คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ โดยชอบทีเดียว”
ทรงพยากรณ์คติของสาวก
{๘๙} [๑๕๖] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ บ้านโกฏิคาม ตามความพอพระทัยแล้ว ได้ตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า “ดูก่อน อานนท์ มาไปกันเถิด เราจักไปบ้านนาทิกคามกัน” ท่านพระอานนท์ทูล รับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ได้เสด็จถึงบ้านนาทิกคามแล้ว ได้ยินว่า พระผู้ มีพระภาคเจ้าประทับพักแรมอยู่ในที่พักซึ่งก่อด้วยอิฐที่บ้านนาทิกคามนั้น
ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ข้างหนึ่ง ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มี พระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุชื่อสาฬหะมรณภาพที่บ้าน นาทิกคาม คติและสัมปรายภพของเธอเป็นอย่างไร ภิกษุณีชื่อนันทา ก็มรณภาพที่บ้านนาทิกคาม คติและสัมปรายภพของเธอเป็นอย่างไร อุบาสก ชื่อสุทัตตะ... อุบาสิกาชื่อสุชาดา... อุบาสกชื่อกอุธะ... อุบาสกชื่อการฬิมภะ... อุบาสกชื่อนิกฏะ... อุบาสกชื่อกฏิสสหะ... อุบาสกชื่อตุฏฐะ... อุบาสกชื่อ สันตุฏฐะ... อุบาสกชื่อภฏะ... อุบาสกชื่อสุภฎะก็ถึงแก่กรรมที่บ้านนาทิกคาม คติและสัมปรายภพของเขาเป็นอย่างไร”
- ๑คติและสัมปรายภพ หมายถึงสถานที่ไปเกิดและโลกหน้า
[๑๕๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนอานนท์ ภิกษุชื่อ สาฬหะกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้เพราะ อาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน ภิกษุณีชื่อนันทาเป็น โอปปาติกะเพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป ปรินิพพานในภพนั้น มี อันไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา อุบาสกชื่อสุทัตตะเป็นสกทาคามี เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป และเพราะราคะ โทสะ โมหะเบาบาง กลับมายัง โลกนี้อีกคราวเดียวเท่านั้น แล้วจักทำที่สุดแท่งทุกข์ได้ อุบาสิกาชื่อสุชาดา เป็นโสดาบันเพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป มีความเป็นผู้ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า อุบาสกชื่อกกุธะเป็นโอปปาติกะ เพราะ สังโยชน์เบื้องตํ่า ๕ สิ้นไป ปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้น
- ๑เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ ดูเชิงอรรถ ๒ หน้า ๑๐๑ ในเล่มนี้
- ๒โอปปาติกะ ผู้ที่ผุดเกิดขี้นโตเต็มตัวในที่นี้หมายถึงภพกำเนิดของพระอนาคามี(ผู้ไม่เวียนกลับมา อีก) ซึ่งเมื่อสิ้นชีวิตแล้วก็จะไปเกิดเป็นพรหม (เรียกว่าเป็นโอปปาติกะ) อยู่ในชั้นสุทธาวาสและ จะปรินิพพานในที่นั้นโดยไม่ต้องกลับมาเกิดในมนุษยโลกอีก (นัย องฺ.ติก.อ. ๒/๒๘๒-๒๘๓)
- ๓สังโยชน์ กิเลสที่ผูกมัดเหล่าสัตว์ไว้ในรถที่สำเร็จขึ้นจากวัฏฏทุกข์ (ที.สี.อ. ๒๘๐) มี ๑๐ อย่าง โดยแบ่งเป็นเบื้องต่ำ (โอรัมภาคิยสังโยชน์) และเบื้องสูง (อุทธัมภาคิยสังโยชน์) อย่างละ ๕ คือ (๑) สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวตน (๒) วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย (๓) สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรต (๔) กามราคะ ความติดใจในกามคุณ (๔) ปฏิฆะ ความขัดเคืองใจ นี้จัดเป็น สังโยชน์เบื้องตํ่า ๕ (๖) รูปราคะ ความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน (๗) อรูปราคะ ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน (๘) มานะ ความสำคัญตน (๙) อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน (๑๐) อวิชชา ความไม่รู้จริง นี้จัดเป็น สังโยชน์เบื้องสูง ๕
- ๔สกทาคามี ผู้กลับมาเกิดอีกครั้งเดียวก็นิพพาน เป็นพระอริยบุคคลชั้นที่สองในพระพุทธศาสนา เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป หมายถึงละสังโยชน์ได้ ๓ อย่าง คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส เหมือนกับพระโสดามัน ต่างตรงที่ทำราคะ โทสะ และโมหะให้เบาบางกว่า
- ๕โสดาบัน ผู้เข้าถึงกระแสแห่งมรรคที่จะนำไปสู่นิพพาน (ที.สี.อ. ๒๘๑) จัดเป็นพระอริยบุคคล ชั้นแรกสุดในพระพุทธศาสนา มี ๓ ประเภท คือ เอกพีชี เกิดอีกครั้งเดียวก็นิพพาน โกลังโกละ เกิดอีก ๒-๓ ครั้ง และ สัตตักขัตตุปรมะ เกิดอีก ๗ ครั้งเป็นอย่างมาก
- ๖มีความเป็นผู้ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา หมายถึงไม่มีอันต้องไปเกิดในอบายภูมิ ๔ คือ สัตว์นรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน แดนเปรต และพวกอสุรกาย (ที.สี.อ. ๒๘๑, ที.ม.อ. ๑๔๕)
เป็นธรรมดา อุบาสกชื่อการฬิมภะ อุบาสกชื่อนิกฏะ อุบาสกชื่อกฏิสสหะ อุบาสกชื่อตุฏฐะ อุบาสกชื่อสันตุฏฐะ อุบาสกชื่อภฏะ อุบาสกชื่อสุภฏะ ก็เป็นโอปปาติกะเพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป ปรินิพพานในภพนั้น มี อันไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
ดูก่อนอานนท์ พวกอุบาสกในบ้านนาทิกคามผู้ถึงแก่กรรมแล้วเกิน กว่า ๕๐ คน เป็นโอปปาติกะเพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป ปรินิพพาน ในภพนั้น มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา พวกอุบาสกในบ้าน นาทิกคามผู้ถึงแก่กรรมแล้ว ๙๖ คน เป็นสกทาคามีเพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป และเพราะราคะ โทสะ โมหะเบาบาง กลับมายังโลกนี้อีกคราวเดียวเท่านั้น แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ดูก่อนอานนท์ พวกอุบาสกในบ้านนาทิกคาม ผู้ถึงแก่กรรมแล้ว ๕๑๐ คนเป็นโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป มีความ เป็นผู้ไม่ตกตํ่าเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า”
[๑๕๘] “ดูก่อนอานนท์ ข้อที่ผู้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วพึงถึงแก่กรรมไป นั้นไม่เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ เมื่อผู้นั้น ๆ ถึงแก่กรรมแล้ว พวกเธอจักเข้าไป เฝ้าตถาคตแล้วทูลถามเนื้อความนั้น อันนี้แหละจะเป็นความลำบากแก่ ตถาคต ดูก่อนอานนท์ เพราะฉะนั้น เราจักแสดงธรรมปริยายชื่อธัมมาทาส ที่อริยสาวกผู้ประกอบแล้ว เมื่อต้องการอยู่ ก็พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ ว่า ‘เรามีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีปิตติวิสัยสิ้นแล้ว มี
- ๑คำว่า ธัมมาทาส (ธรรมาทาส) แปลว่า แว่นธรรม แว่นที่สำเร็จด้วยธรรม (ที.ม.อ. ๑๔๖) หมายถึงธรรมเป็นเครื่องส่องดูตนเองจนสามารถพยากรณ์ตนได้โดยไม่ต้องอาศัยผู้อื่นพยากรณ์
- ๒นรก หมายถึงภาวะหรือที่อันไม่มีความสุขความเจริญ มีแต่ความเร่าร้อน (วิ.อ. ๑/๑๖๗)
- ๓ปิตติวิสัย หมายถึงแดนเปรตคือสัตว์จำพวกหนึ่งซึ่งได้รับความทุกข์ทรมานต่าง ๆ เพราะไม่มี อาหารจะกิน แม้เมื่อมีก็กินไม่ได้ หรือกินได้โดยยาก ด้วยบาปกรรมคือความตระหนี่ของตน
อบาย ทุคติ วินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นโสดาบัน มีความเป็นผู้ไม่ตกต่ำเป็น ธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า’
[๑๕๙] ดูก่อนอานนท์ ก็ธรรมปริยายชื่อธัมมาทาสที่อริยสาวกผู้ ประกอบแล้ว เมื่อต้องการอยู่ ก็พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า ‘เรามี นรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีปิตติวิสัยสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ วินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นโสดาบัน มีความเป็นผู้ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็น ผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า’ นั้นเป็นไฉนดูก่อนอานนท์ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ประกอบด้วยความเลื่อมใส อันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นทรงเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ทรงถึงพร้อมด้วย วิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทรงเป็นผู้เบิกบานแล้ว ทรงเป็นผู้จำแนกธรรม’
- ๑คำว่า อบาย หมายถึงภาวะหรือที่อันปราศจากความเจริญ ทุคติ หมายถึงภาวะหรือที่ซึ่งมีแต่ ทุกข์ วินิบาต หมายถึงภาวะหรือที่ซึ่งสัตว์ผู้ทำชั่วตกไปหมดกำลังมีแต่ความพินาศ มีอวัยวะ บกพร่อง ทั้งสามคำนี้เป็นคำที่ใช้แทนคำว่า นรก (วิ.อ. ๑/๑๖๗, ที.ม.อ. ๑๔๖)
- ๒พระพุทธคุณทั้ง ๙ บทนี้มีความหมายแต่ละบทที่ควรทราบ ดังนี้
- ๑ทรงเป็นพระอรหันต์ (อรหํ) มีความหมาย ๕ ประการ คือ (๑) ผู้ไกลจากกิเลสโดย สิ้นเชิง (๒) ผู้ทำลายข้าศึกคือกิเลสได้หมดสิ้น (๓) ผู้หักกงกำแห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้เด็ด ขาด (๔) ผู้ควรรับทักษิณาอย่างยิ่ง (๕) ผู้มีพฤติกรรมโปร่งใส คือไม่มีที่ลับในการทำบาป
- ๒ตรัสรู้เองโดยชอบ (สมฺมาสมฺพุทฺโธ) คือเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้สรรพสิ่งที่ ควรรู้ยิ่ง ควรกำหนดรู้ ควรละ ควรทำให้แจ่มแจ้ง และควรเจริญให้เกิดมีได้อย่างถูกต้อง โดยชอบด้วยพระองค์เอง กล่าวโดยสรุป คือตรัสรู้อริยสัจ ๔ โดยชอบด้วยพระองค์เอง
- ๓. ทรงสมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ (วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน) คำว่า วิชชา หมายถึง ญาณ คือความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ จำแนกเป็น วิชชา ๓ คือ (๑) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ความรู้แจ้งด้วยการระลึกชาติได้ (๒) จุตูปปาตญาณ ความรู้แจ้งจุติและอุบัติของสรรพสัตว์ (๓) อาสวักขยญาณ ความรู้แจ้งที่ทำให้สิ้นอาสวะ และวิชชา ๘ คือ (๑) วิปัสสนาญาณ ความ
ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า ‘พระธรรม อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว อันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบ ด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน’
-----
รู้แจ้งวิปัสสนาหรือญาณทัสสนะ (๒) มโนมยิทธิญาณ ความรู้แจ้งด้วยฤทธิ์ทางใจ (๓) อิทธิ วิธญาณ ความรู้แจ้งด้วยการแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ได้ (๔) ทิพพโสตธาตุญาณ ความรู้แจ้งด้วย หูทิพย์ (๕) เจโตปริยญาณ ความรู้แจ้งที่กำหนดใจผู้อื่นได้ (๖) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ความรู้แจ้งด้วยการระลึกชาติได้ (๗) ทิพพจักขุญาณ ความรู้แจ้งด้วยตาทิพย์ (๘) อาสวัก ขยญาณ ความรู้แจ้งที่ทำให้สิ้นอาสวะ คำว่า จรณะ หมายถึงคุณธรรมเครื่องประพฤติปฏิบัติ ให้ลุถึงวิชชาหรือนิพพาน มี ๑๕ คือ (๑) สีลสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยศีล (๒) อินทรียสังวร การสำรวมอินทรีย์ (๓) โภชเนมัตตัญญุตา ความรู้จักประมาณในการบริโภค (๔)
ชาคริยานุโยค การหมั่นประกอบความเพียร (๕) มีศรัทธา (๖) มีหิริ (๗) มีโอตตัปปะ (๘) เป็นพหูสูต (๙) ปรารภความเพียร (๑๐) มีสติมั่นคง (๑๑) มีปัญญา (๑๒) ปฐมฌาน (๑๓) ทุติยฌาน (๑๔) ตติยฌาน (๑๕) จตุตถฌาน ความสมบูรณ์ด้วยวิชชาทำให้พระสัพพัญญุตญาณ ของพระพุทธองค์มีประสิทธิภาพเต็มเปี่ยม กล่าวคือทรงทราบชัดว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์และ มิใช่ประโยชน์ต่อสรรพสัตว์ ความสมบูรณ์ด้วยจรณะทำให้พระพุทธองค์ทรงเปี่ยมล้นด้วยพระ มหากรุณาต่อสรรพสัตว์ กล่าวคือทรงละเว้นไม่สอนสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ทรงแนะนำแต่สิ่ง ที่เป็นประโยชน์
๔. เสด็จไปดีแล้ว (สุคโต : พระสุคต) มีความหมาย ๔ ประการ คือ (๑) เสด็จไปอย่างสง่า งามด้วยอริยมรรค (๒) เสด็จไปสู่อมตสถานที่ดีงามกล่าวคือพระนิพพาน (๓) เสด็จรุดหน้าไปดี โดยชอบกล่าวคือทรงดำเนินรุดหน้าไม่หวนกลับคืนมาสู่กิเลสที่ละได้แล้ว ทรงดำเนินสู่ผลสำเร็จ ไม่ถอยหลัง ทรงดำเนินในทางอันถูกต้องคือมัชฌิมาปฏิปทา ไม่เฉเชือนเบือนไปในทางผิดสุด โต่ง เช่นสัสสตทิฏฐิ อุจเฉททิฏฐิ กามสุขัลลิกานุโยค และอัตตกิลมถานุโยค เสด็จไปที่ใด ก็ ทรงทำประโยชน์ให้แก่มหาชนในที่นั้น (๔) ทรงมีพระวาจาดี กล่าวคือทรงเปล่งพระวาจาโดย ชอบ ตรัสแต่คำจริงแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ ในกาลที่ควรตรัส และแก่บุคคลที่ควรตรัส
๕. ทรงรู้แจ้งโลก (โลกวิทู) มีความหมาย ๒ ประการ คือ (๑) ทรงรู้แจ้งโลกภายในคือ ร่างกายที่ยาวเพียงวาซึ่งมีสัญญา มีใจครองนี้ โดยทรงรู้ถึงสภาวะ เหตุเกิดขึ้น ความดับ และ วิธีปฏิบัติให้ลุถึงความดับอย่างถ่องแท้ (๒) ทรงรู้แจ้งโลกภายนอกทั้ง ๓ คือ ๑) สังขารโลก โลก คือสังขารซึ่งได้แก่สภาวธรรมทั้งปวงที่มีการปรุงแต่งตามเหตุปัจจัย เช่น สรรพสัตว์ดำรงอยู่ได้ เพราะอาหาร ๒) สัตวโลก โลกคือหมู่สัตว์ซึ่งแยกเป็นมนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก ๓) โอกาสโลก โลกอันกำหนดด้วยโอกาส คือโลกอันมีในอวกาศ จักรวาล โดยทรงรู้แจ้งด้วย พระพุทธญาณอันกว้างไกลหาที่สุดมิได้
ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า ‘พระสงฆ์ สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติดีแล้ว ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเป็นธรรม ปฏิบัติ สมควร คือ คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ เป็นบุรุษบุคคล ๘ พระสงฆ์สาวกของพระผู้ มีพระภาคเจ้านี้ควรแก่ของบูชา ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควร แก่การทำอัญชลี เป็นนาบุญของชาวโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า’
-----
๖. ทรงเป็นสารถีแก่บุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า (อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ) หมายถึง พระองค์ทรงทำหน้าที่ดุจสารถีฝึกฝนผู้ที่ควรฝึกหรือผู้ที่ไม่ได้ฝึกก็ควรให้ได้รับการฝึกทั้งเทวดามนุษย์ อมนุษย์ และสัตว์ดิรัจฉานโดยถ้วนหน้าด้วยอุบายแห่งการฝึกฝนต่าง ๆ ตามสมควรแก่ อัธยาศัยของแต่ละบุคคลได้อย่างยอดเยี่ยม
๗. ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย (สตฺถา เทวมนุสฺสานํ) หมายถึง พระองค์ทรงทำหน้าที่เป็นครูคือสั่งสอนบุคคลทั้งชั้นสูงและชั้นต่ำด้วยพระมหากรุณาหวังให้ได้ รับความรู้และประโยชน์ที่พึงได้รับอย่างแท้จริง ทั้งประโยชน์ในโลกนี้ประโยชน์ในโลกหน้า และ ประโยชน์อย่างสูงสุดคือพระนิพพาน อีกความหมายหนึ่ง พระองค์ทรงเป็นดุจสัตถวาหะคือ หัวหน้ากองเกวียนที่ปรีชาสามารถพาบริวารคือหมู่สัตว์ทุกระดับข้ามทางกันดารคือทุกข์ในการ เวียนว่ายตายเกิดให้ลุถึงทางอันเกษมไปได้
๘. ทรงเป็นผู้เบิกบานแล้ว (พุทฺโธ) หมายถึงทรงสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าอย่างสมบูรณ์ เพราะทรงรู้สรรพสิ่งที่ควรรู้ทั้งหมดและทรงสอนผู้อื่นให้รู้ตาม
๙. ทรงเป็นผู้จำแนกแจกธรรม (ภควา) หมายถึงทรงได้รับพระนามว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า อันเป็นเนมิตกนาม ซึ่งมีความหมาย ดังนี้ คือ (๑) ทรงเป็นผู้มีโชค เช่นทรงหวังพระโพธิญาณ ก็ได้สมหวัง ซึ่งเป็นผลจากพระบารมีที่ทรงบำเพ็ญมา (๒) ทรงเป็นผู้ทำลายสรรพกิเลสและ สรรพมารลงได้อย่างราบคาบ (๓) ทรงมีภคธรรม ๖ ประการ (คือ ความมีอำนาจเหนือจิต, โลกุตตรธรรม, พระเกียรติยศที่ปรากฏขจรไกลในโลกทั้ง ๓, พระสิริที่สง่างามครบทุกส่วนชวน ให้บันเทิงใจแก่ผู้ขวนขวายใคร่เห็น, ความสำเร็จประโยชน์ทุกอย่างตามที่ทรงมุ่งหวัง, ความ เพียรชอบที่เป็นเหตุให้ได้รับความเคารพจากชาวโลกทั้งมวล) (๔) ทรงเป็นผู้จำแนกแจกธรรม
คือพระองค์ทรงเป็นวิภัชชวาทีในการแสดงธรรมโดยทรงแยกแยะจำแนกแจกแจงประเภทออกไป อย่างละเอียดวิจิตรพิสดารหลายแง่หลายมุมให้เห็นว่า สิ่งทั้งหลายมีทั้งด้านที่เป็นคุณและด้าน ที่เป็นโทษอย่างไร เรื่องนั้น ๆ มีข้อเท็จข้อจริงอย่างไร เป็นต้น เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจสิ่งนั้น เรื่องนั้น อย่างชัดเจน มองเห็นสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริง ไม่มองอย่างตีคลุมหรือเห็นแต่ด้านเดียว (๕) ทรงเสพอริยธรรม คือทรงยินดีอยู่ในอริยวิหารธรรม วิเวก วิโมกข์ และอุตตริมนุสสธรรม อย่างสม่ำเสมอ (๖) ทรงคายตัณหาในภพทั้ง ๓ ได้แล้ว (นัย วิ.อ. ๑/๑๐๓-๑๑๘)
- ๑อนึ่ง พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ พึงดูรายละเอียดในคัมภีร์วิสุทธิมรรค
ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่ พร้อย เป็นไท อันวิญญูชนสรรเสริญ อันกิเลสไม่จับต้อง เป็นไปเพื่อสมาธิ
ดูก่อนอานนท์ อันนี้แลคือธรรมบรรยายชื่อว่าธัมมาทาสที่อริยสาวกผู้ ประกอบแล้ว เมื่อต้องการอยู่ ก็พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า ‘เรามี นรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีปิตติวิสัยสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ วินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นโสดาบัน มีความเป็นผู้ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า”
ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในที่พักแรมซึ่งก่อด้วยอิฐใน บ้านนาทิกคามนั้น ทรงทำธรรมีกถานี้แหละเป็นอันมากแก่พวกภิกษุว่า “ศีล เป็นดังนี้ สมาธิเป็นดังนี้ ปัญญาเป็นดังนี้ สมาธิอันศีลอบรมแล้วย่อม มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้วย่อมมีผลมาก มี อานิสงส์มาก จิตอันปัญญาอบรมแล้วย่อมหลุดพ้นจากอาสวะ คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ โดยชอบทีเดียว”
ว่าด้วยสติปัฏฐาน ๔
{๙๐} [๑๖๐] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในบ้านนาทิกคาม ตามความพอพระทัยแล้ว ได้ตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า “ดูก่อน อานนท์ มาไปกันเถิด เราจักไปยังพระนครเวสาลีกัน” ท่านพระอานนท์ ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จถึงพระนครเวสาลีแล้ว ได้ยินว่า พระผู้มี พระภาคเจ้าประทับอยู่ในอัมพปาลีวัน ใกล้พระนครเวสาลีนั้น
- ๑ศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ความจริง แม้ศีล ๕ ก็เป็นที่รักเป็นที่ชอบใจคือเคร่งครัดในการที่จะ รักษาของพระอริยสาวกทั้งหลายในที่นี้กล่าวโดยสรุปหมายถึงความสำรวมทุกชนิด (ที.ม.อ.๑๔๖)
- ๒ดูเชิงอรรถ ๑, ๒ ตามลำดับ หน้า ๑๑๕ ในเล่มนี้
- ๓อัมพปาลีวัน คือสวนมะม่วงของหญิงคณิกาชื่ออัมพปาลี (ที.ม.อ. ๑๔๖)
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมารับสั่งว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะอยู่ นี้เป็นอนุสาสนี ของเราสำหรับเธอ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อย่างไรเล่าภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้มีสติ คือ ภิกษุ ในธรรมวินัยนี้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ เป็นผู้มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ อย่างนี้แล ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้มีสติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อย่างไรเล่าภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วย สัมปชัญญะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมทำความรู้สึกตัว ในการก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการ เหยียดออก ในการทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวร ในการฉัน การดื่ม การ เคี้ยว การลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง อย่างนี้แลภิกษุจึงชื่อว่า เป็นผู้ประกอบด้วยสัมปชัญญะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเป็นผู้มี สติสัมปชัญญะอยู่ นี้เป็นอนุสาสนีของเราสำหรับเธอ
เรื่องนางอัมพปาลีหญิงคณิกา
{๙๑} [๑๖๑] นางอัมพปาลีหญิงคณิกาได้ทราบข่าวว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จถึงพระนครเวสาลีแล้ว ประทับอยู่ ณ อัมพวันของเราที่พระนครเวสาลี” จึงให้จัดยานพาหนะชั้นดีเยี่ยม แล้วขึ้นยานพาหนะชั้นดีเยี่ยมออกไปจาก พระนครเวสาลีด้วยยานพาหนะชั้นดีเยี่ยมเพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ไป ด้วยยานพาหนะตลอดพื้นที่เท่าที่ยานพาหนะจะไปได้แล้ว ลงจากยานพาหนะ
- ๑ดูความพิสดารในสูตรที่ ๙ (มหาสติปัฏฐานสูตร) ของเล่มนี้
เดินด้วยเท้าเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวาย บังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่งอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พระผู้มีพระ ภาคเจ้าทรงชี้แจงนางให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วย ธรรมีกถาแล้ว
ครั้นนางอัมพปาลีคณิกาอันพระผู้มีพระภาคเจ้าให้เห็นแจ้งให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้ว่า “ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ทรงพระกรุณา โปรดรับนิมนต์ฉันภัตตาหารของหม่อมฉันเพื่อเจริญบุญกุศลและปีติปราโมทย์ ในวันพรุ่งนี้ด้วยเถิด” พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับอาราธนาโดยดุษณีภาพ ครั้นนางทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับอาราธนาแล้วจึงได้ลุกจากที่นั่ง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า กระทำประทักษิณแล้วกลับไป
เรื่องพวกเจ้าลิจฉวี
{๙๒}พวกเจ้าลิจฉวีชาวพระนครเวสาลีได้ทรงสดับข่าวว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จมาโดยลำดับถึงพระนครเวสาลีแล้วประทับอยู่ณอัมพวันพระนครเวสาลี จึงให้จัดยานพาหนะชั้นดีเยี่ยมแล้วขึ้นยานพาหนะชั้นดีเยี่ยม เสด็จออกไป จากพระนครเวสาลีด้วยยานพาหนะชั้นดีเยี่ยมเพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เจ้าลิจฉวีบางพวกเขียวล้วน คือ มีพระฉวีเขียว ทรงวัตถาลังการเขียว บาง พวกเหลืองล้วน คือ มีพระฉวีเหลือง ทรงวัตถาลังการเหลือง บางพวก แดงล้วน คือ มีพระฉวีแดง ทรงวัตถาลังการแดง บางพวกขาวล้วน คือ มีพระฉวีขาว ทรงวัตถาลังการขาวขณะนั้น นางอัมพปาลีคณิกาทำให้งอนรถกระทบงอนรถ แอกกระทบ แอก เพลากระทบเพลาของพวกเจ้าลิจฉวีหนุ่ม ๆ จึงเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นได้ ตรัสถามนางว่า “แม่อัมพปาลี เหตุไฉนเธอจึงได้ทำให้งอนรถกระทบงอนรถ แอกกระทบแอก เพลากระทบเพลาของเจ้าลิจฉวีหนุ่ม ๆ ของพวกเราเล่า”
“ข้าแต่พระลูกเจ้า จริงอย่างนั้น เพราะหม่อมฉันได้นิมนต์ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขเพื่อฉันภัตตาหารในวันพรุ่งนี้ไว้แล้ว”
“แม่อัมพปาลี เธอจงให้ภัตตาหารมื้อนี้แก่พวกฉันด้วยราคาแสน กษาปณ์เถิด”
“ข้าแต่พระลูกเจ้า แม้ว่าฝ่าพระบาทจะพึงประทานพระนครเวสาลี พร้อมทั้งชนบทแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันก็ถวายภัตตาหารมื้อนั้นให้ไม่ได้”
จึงเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นได้ทรงดีดพระองคุลีตรัสว่า “เจ้าข้าเอ๋ย พวกเรา แพ้ผู้หญิงเสียแล้วหนอ เจ้าข้าเอ๋ย พวกเราแพ้ผู้หญิงเสียแล้วหนอ” แล้ว พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตร เห็นเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นกำลังเสด็จมาแต่ไกล ครั้นแล้วทรงรับสั่งพระภิกษุ ทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดไม่เคยเห็นเทพเจ้าชั้น ดาวดึงส์ ก็จงดูหมู่เจ้าลิจฉวี จงพิจารณาดู จงเทียบเคียงดูหมู่เจ้าลิจฉวีกับ พวกเทพเจ้าชั้นดาวดึงส์เถิด”
ครั้งนั้น เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นได้เสด็จไปด้วยยานพาหนะตลอดพื้นที่เท่าที่ ยานพาหนะจะไปได้ เสด็จลงจากยานพาหนะแล้วทรงดำเนินด้วยพระบาท เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มี พระภาคเจ้าแล้วประทับนั่งอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง ชี้แจงเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นให้ทรงเห็นแจ้ง ให้ทรงสมาทาน ให้ทรงอาจหาญ ให้ทรงร่าเริงด้วยธรรมีกถา จึงเจ้าสิจฉวีเหล่านั้นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ ทรงเห็นแจ้ง ให้ทรงสมาทาน ให้ทรงอาจหาญ ให้ทรงร่าเริงด้วยธรรมีกถา แล้วได้กราบทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ขอพระองค์พร้อมด้วย ภิกษุสงฆ์ทรงพระกรุณาโปรดรับนิมนต์ฉันภัตตาหารของพวกข้าพระพุทธเจ้า เพื่อเจริญบุญกุศลและปีติปราโมทย์ในวันพรุ่งนี้ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนเจ้าลิจฉวีทั้งหลาย อาตมารับ นิมนต์ฉันภัตตาหารของนางอัมพปาลีคณิกาในวันพรุ่งนี้ไว้เสียแล้ว”
เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นทรงดีดองคุลีแล้วตรัสในทันใดนั้นว่า “เจ้าข้าเอ๋ย พวกเราแพ้ผู้หญิงเสียแล้วหนอ เจ้าข้าเอ๋ย พวกเราแพ้ผู้หญิงเสียแล้วหนอ” และได้ทรงเพลิดเพลินยินดีตามพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จ ลุกจากที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทำประทักษิณแล้ว เสด็จกลับ
นางอัมพปาลีคณิกาถวายอัมพปาลีวัน
[๑๖๒] ครั้งนั้นแล นางอัมพปาลีคณิกาสั่งให้คนตกแต่งของเคี้ยวของ ฉันอันประณีตในสวนของตนตลอดทั้งคืนนั้น เสร็จแล้วให้คนไปกราบทูล ภัตกาลแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ถึงเวลาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ภัตตาหาร เสร็จแล้ว”
ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตรจีวรเสด็จไปยังสถานที่อังคาสของนางอัมพปาลีคณิกา ครั้นถึง แล้วได้ประทับนั่งเหนือพระพุทธอาสน์ที่เขาจัดถวายพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จึง นางอัมพปาลีคณิกาอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขให้อิ่มหนำ เพียงพอด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยมือของตน จนพระผู้มีพระ ภาคเจ้าเสวยเสร็จทรงนำพระหัตถ์ออกจากบาตรให้ห้ามภัตแล้ว จึงนั่งเฝ้า อยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง นั่งแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “หม่อม ฉันขอถวายสวนอัมพวันนี้แต่พระภิกษุสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับเป็นสังฆารามแล้ว ครั้นแล้วพระองค์ทรง ชี้แจงนางอัมพปาลีให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วย ธรรมีกถา เสด็จลุกจากพระพุทธอาสน์แล้วเสด็จหลีกไป
ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ อัมพปาลีวัน พระนครเวสาลี นั้น ทรงทำธรรมีกถานี้แหละเป็นอันมากแก่พวกภิกษุว่า “ศีลเป็นดังนี้ สมาธิ
เป็นดังนี้ ปัญญาเป็นดังนี้ สมาธิอันศีลอบรมแล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์ มาก ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก จิตอัน ปัญญาอบรมแล้วย่อมหลุดพ้นจากอาสวะ คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ โดยชอบทีเดียว”
เสด็จเข้าจำพรรษาที่เวฬุวคาม
{๙๓} [๑๖๓] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่อัมพปาลีวันตาม ความพอพระทัยแล้ว ได้ตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า “ดูก่อน อานนท์ มาไปอันเถิด เราจักไปยังบ้านเวฬุวคามกัน” ท่านพระอานนท์ ทูลรับพระดำรัสของผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมภิกษุ สงฆ์หมู่ใหญ่ได้เสด็จถึงบ้านเวฬุวคามแล้ว ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จประทับอยู่ในบ้านเวฬุวคามนั้นณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า “มาเถิด ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเข้าจำพรรษากันตามมิตร ตามสหาย ตามพวก รอบ ๆ พระนครเวสาลีเถิด ถึงเราก็จะเข้าจำพรรษาที่เวฬุวคามนี้ เหมือนกัน” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเข้า
จำพรรษากันตามมิตร ตามสหาย ตามพวก รอบ ๆ พระนครเวสาลี ส่วน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าจำพรรษาที่เวฬุวคามนั้นแหละ[๑๖๔] ครั้งนั้นแล เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าจำพรรษาแล้ว ทรงประชวรอย่างหนัก เกิดเวทนาอย่างแรงถึงใกล้จะปรินิพพาน ได้ยินว่า ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำรงพระสติสัมปชัญญะ ทรงอดกลั้น ไม่พรั่นพรึง ครั้งนั้นแล พระองค์ทรงดำริว่า “การที่เรายังไม่บอกภิกษุ ผู้อุปัฏฐาก ยังไม่อำลาภิกษุสงฆ์ แล้วปรินิพพานเสียนั้น หาสมควรแก่เราไม่ ไฉนหนอเราพึงขับไล่อาพาธนี้เสียด้วยวิริยะ แล้วดำรงชีวิตสังขารอยู่ต่อไป”
- ๑วิริยะ ความเพียร ในที่นี้ได้แก่ ปุพพภาควิริยะ ความเพียรส่วนเบื้องต้นคือการบริกรรม ผลสมาบัติ และ ผลสมาปัตติวิริยะ ความเพียรในผลสมาบัติ (ที.ม.อ. ๑๔๙, ที.ม.ฏี. ๑๗๘)
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงขับไล่พระประชวรนั้นด้วยวิริยะ แล้ว ทรงดำรงชีวิตสังขารอยู่ ครั้งนั้นแล พระประชวรของพระผู้มีพระภาคเจ้า ระงับไปแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหายจากพระประชวรแล้ว ทรงหาย จากพระประชวรได้ไม่นาน ได้ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ในร่มพระวิหาร
ลำดับนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระสำราญแล้ว ข้าพระองค์เห็น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังพระอัตภาพให้เป็นไปแล้ว กายของข้าพระองค์ ประหนึ่งจะงอมระงมไปด้วย แม้ทิศทั้งหลายก็ไม่ปรากฏแก่ข้าพระองค์ แม้ ธรรมทั้งหลาย ก็ไม่แจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์เพราะความประชวรของพระผู้มี พระภาคเจ้า แต่ข้าพระองค์มาเบาใจอยู่หน่อยหนึ่งว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า จักยังไม่เสด็จปรินิพพาน จนกว่าจะทรงปรารภภิกษุสงฆ์แล้วตรัสพระพุทธ พจน์อย่างใดอย่างหนึ่งก่อน”[๑๖๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ ก็บัดนี้ภิกษุสงฆ์ จะยังมาหวังอะไรในเราเล่า ธรรมเราก็แสดงแล้ว ทำจนไม่ให้มีภายใน ไม่ให้มีภายนอก กำมือของอาจารย์ในธรรมทั้งหลายก็ไม่มีสำหรับตถาคต
- ๑ธรรมทั้งหลาย หมายถึงธรรมคือสติปัฏฐานเป็นต้นและตันติธรรมอื่น ๆ (ที.ม.อ. ๑๔๙)
- ๒ทำจนไม่ให้มีภายใน ไม่ให้มีภายนอก หมายความว่า ในการแสดงธรรม พระองค์ไม่ทรงแยก ประเภทธรรมและบุคคลให้เป็นสองฝ่าย คือฝ่ายในและฝ่ายนอกเหมือนศาสดาทั่วไป ตัวอย่าง ในการแยกประเภทธรรม เช่น เมื่อคิดว่าจักไม่แสดงธรรมประมาณนี้แก่บุคคลอื่น ชื่อว่าทำธรรม ให้มีภายใน เมื่อคิดว่าจักแสดงธรรมประมาณนี้แก่บุคคลอื่น ชื่อว่าทำธรรมให้มีภายนอก ตัวอย่าง ในการแยกประเภทบุคคล เช่น เมื่อคิดว่าจักแสดงแก่บุคคลนี้ ชื่อว่าทำบุคคลให้มีในภายใน เมื่อ คิดว่าจักไม่แสดงธรรมแก่บุคคลนี้ ชื่อว่าทำบุคคลให้มีภายนอก พระองค์ไม่ทรงแสดงธรรม ด้วยพระทัยอย่างนั้น (นัย ที.ม.อ. ๑๔๙-๑๕๐)
- ๓กำมือของอาจารย์ (อาจริยมุฏฐิ) ใช้เรียกวิชาเด็ดหรือไม้ตายของอาจารย์เจ้าลัทธินอกพระพุทธ ศาสนาบางท่านซึ่งหวงวิชาไม่ยอมบอกสาวกขณะที่ตนเองยังมีกำลังถ่ายทอดได้ แต่จะบอกแก่ สาวกคนโปรดในขณะที่ตนเองจวนหมดลมหายใจ พระองค์ไม่ทรงทำเช่นนั้น (นัย ที.ม.อ. ๑๕๐)
ผู้ใดจะพึงมีความดำริฉะนี้ว่า ‘เราจักบริหารภิกษุสงฆ์’ หรือว่า ‘ภิกษุสงฆ์ จะเชิดชูเรา’ ดังนี้ ผู้นั้นจะพึงปรารภภิกษุสงฆ์แล้วกล่าวคำอย่างใดอย่าง หนึ่งแน่นอน ดูก่อนอานนท์ ตถาคตมิได้มีความดำริอย่างนี้ว่า ‘เราจัก บริหารภิกษุสงฆ์’ หรือว่า ‘ภิกษุสงฆ์จะเชิดชูเรา’ ดังนี้ ตถาคตนั้น จักปรารภภิกษุสงฆ์แล้วกล่าวคำอย่างใดอย่างหนึ่งทำไมอีกเล่า ก็บัดนี้แล เราก็แก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับแล้ว วัยของเรา เวียนมาถึง ๘๐ ปีแล้ว อานนท์เอ๋ย เกวียนเก่ายังจะใช้ไปได้ก็เพราะการ ซ่อมแซม ด้วยไม้ไผ่ ฉันใด กายของตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยังเป็นไป ได้อยู่เหมือน เกวียนเก่าที่ซ่อมแซมแล้วด้วยไม้ไผ่ฉะนั้น
ทรงแสดงเรื่องพึ่งตน พึ่งธรรม
ดูก่อนอานนท์ สมัยใด ตถาคตเข้าเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต เพราะ ไม่ใส่ใจถึงนิมิตทั้งปวง เพราะดับเวทนาบางอย่างอยู่ สมัยนั้น กายของ ตถาคตย่อมผาสุก ดูก่อนอานนท์ เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายจงมีตน เป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ จงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่กันเถิด
ดูก่อนอานนท์ ก็อย่างไรเล่า ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ มีตน เป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มี สิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย มี ความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกอยู่ ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา ... ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิต ... ย่อม พิจารณาเห็นธรรมในธรรม มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัด อภิชฌาและโทมนัสในโลกอยู่ อย่างนี้แล อานนท์ ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีตน
- ๑เจโตสมาธิ ภาวะที่จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
- ๒เวทนาบางอย่าง หมายถึงเวทนา(ความรู้สึกอารมณ์)ที่เป็นโลกิยะ (ที.ม.อ. ๑๕๐)
เป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรม เป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่
ดูก่อนอานนท์ ก็ภิกษุเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่มีในบัดนี้ก็ดี ในเวลาที่เรา ล่วงไปแล้วก็ดี จักเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง บรรดาภิกษุ เหล่านั้น ภิกษุผู้ใคร่ต่อการศึกษาจักเป็นผู้เลิศที่สุด”
จบ ภาณวารที่ ๒
{๙๔} [๑๖๖] ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสก แล้ว ทรงถือบาตรจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครเวสาลี ครั้นเสด็จ เที่ยวบิณฑบาตแล้วเสด็จกลับจากบิณฑบาตในเวลาหลังฉันภัตตาหารได้ ตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า “ดูก่อนอานนท์ เธอจงถือผ้านิสีทนะ เราจะเข้าไปยังปาวาลเจดีย์เพื่อพักกลางวันกัน” ท่านพระอานนท์ทูลรับ พระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วถือผ้านิสีทนะตามเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ไปทางเบื้องพระปฤษฎางค์ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปยังปาวาลเจดีย์ ประทับนั่ง บนอาสนะที่ท่านพระอานนท์ปูลาดถวาย ส่วนท่านพระอานนท์ถวายบังคม พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง
[๑๖๗] ครั้นท่านพระอานนท์นั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ พระนครเวสาลีเป็นที่น่ารื่นรมย์ อุเทนเจดีย์ก็เป็น
- ๑นิมิตโอภาส การตรัสถึงนิมิต หมายถึงการตรัสข้อความทางอ้อมเป็นเชิงเปิดโอกาสให้ พระอานนท์ทูลอาราธนาเพื่อดำรงพระชนม์อยู่ต่อไป
- ๒ผ้านิสีทนะ คือ ผ้าปูนั่งหรือผ้ารองนั่ง
ที่น่ารื่นรมย์ โคตมกเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ สัตตัมพเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ พหุปุตตกเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ สารันททเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ ปาวาล เจดีย์ก็เป็นที่รื่นรมย์ อิทธิบาท ๔ อันผู้ใดก็ตามเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภ ดีแล้ว ผู้นั้นเมื่อจำนงอยู่ พึงดำรงชีวิตอยู่ได้กัปหนึ่งหรือเกินกว่ากัปหนึ่ง ดูก่อนอานนท์ อิทธิบาท ๔ อันตถาคตเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้ เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ตถาคตนั้นเมื่อจำนงอยู่ พึงดำรงชีวิตอยู่ได้กัปหนึ่งหรือเกินกว่ากัปหนึ่ง”แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำนิมิตที่ชัดแจ้ง
ทรงทำโอภาสที่ชัด แจ้งถึงอย่างนี้ ท่านพระอานนท์ก็ไม่อาจจะรู้ทัน จึงมิได้ทูลอาราธนาพระผู้ มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำรง พระชนม์อยู่ตลอดกัปหนึ่งเถิด ขอพระสุคตเจ้าจงทรงดำรงพระชนม์อยู่ ตลอดกัปหนึ่งเถิด เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุข แก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย” เหมือนกับถูกมารเข้าดลใจพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท่านพระอานนท์เป็นครั้งที่ ๒ ... เป็น ครั้งที่ ๓ ว่า “ดูก่อนอานนท์ พระนครเวสาลีเป็นที่น่ารื่นรมย์ อุเทนเจดีย์ ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ โคตมกเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ สัตตัมพเจดีย์ก็เป็นที่น่า รื่นรมย์ พหุปุตตกเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ สารันททเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ ปาวาลเจดีย์ก็เป็นที่รื่นรมย์ อิทธิบาท ๔ อันผู้ใดก็ตามเจริญแล้ว ทำให้มาก
- ๑อิทธิบาท ๔ คือ (๑) ฉันทสมาธิปธานสังขาร หรือฉันทะ (๒) วิริยสมาธิปธานสังขาร หรือวิริยะ (๓) จิตตสมาธิปธานสังขาร หรือจิตตะ (๔) วิมังสาสมาธิปธานสังขาร หรือวิมังสา (ดูราย ละเอียด(เชิงอรรถ)ในชนวสภสูตร ข้อ ๒๘๗ หน้า ๒๕๙-๒๖๐ ในเล่มนี้)
- ๒คำว่า กัป ในที่นี้หมายถึงอายุกัป (ที.ม.อ. ๑๕๗) คือช่วงกำหนดอายุของมนุษย์แต่ละยุคสมัย ซึ่งมากบ้าง น้อยบ้าง ในยุคสมัยแห่งพระพุทธเจ้าของเรา อายุกัปของมนุษย์เท่ากับ ๑๐๐ ปี
แล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ผู้นั้นเมื่อจำนงอยู่ พึงดำรงชีวิตอยู่ได้กัปหนึ่งหรือเกินกว่ากัป หนึ่ง ดูก่อนอานนท์ อิทธิบาท ๔ อันตถาคตเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้ เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ตถาคตนั้นเมื่อจำนงอยู่ พึงดำรงชีวิตอยู่ได้กัปหนึ่งหรือเกินกว่ากัปหนึ่ง”
แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำนิมิตที่ชัดแจ้ง ทรงทำโอภาสที่ชัด แจ้งถึงอย่างนี้ ท่านพระอานนท์ก็ไม่อาจจะรู้ทัน จึงมิได้ทูลอาราธนาพระผู้ มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำรง พระชนม์อยู่ตลอดกัปหนึ่งเถิด ขอพระสุคตเจ้าจงทรงดำรงพระชนม์อยู่ ตลอดกัปหนึ่งเถิด เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุข แก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย” เหมือนกับถูกมารเข้าดลใจลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า “เธอ ไปเถิด อานนท์ เธอจงรู้กาลอันควรในบัดนี้เถิด”
ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วลุกจาก อาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วไปนั่งที่โคนไม้ แห่งหนึ่งในที่ไม่ไกลจากพระผู้มีพระภาคเจ้า
เรื่องมารทูลอาราธนาให้ปรินิพพาน
{๙๕} [๑๖๘] ครั้งนั้น มารผู้มีใจบาป เมื่อท่านพระอานนท์หลีกไปแล้วไม่ นาน ได้เข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วยืน ณ ที่ สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้ เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตเจ้าจง ปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้ว ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เคยตรัสพระดำรัสนี้ไว้ว่า ‘ดูก่อนมารผู้มีใจ
บาป เราจักยังไม่ปรินิพพาน ตราบเท่าที่ภิกษุสาวกของเราจักยังไม่ฉลาด ยังไม่ได้รับแนะนำอย่างดี ไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ไม่ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรม เรียน กับอาจารย์ตนแล้วยังบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำ ให้ง่ายไม่ได้ ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ข่มขี่ปรัปวาทที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อย โดยสหธรรมไม่ได้’ ดังนี้
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็บัดนี้ภิกษุสาวกของ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ฉลาดแล้ว ได้รับแนะนำอย่างดีแล้ว แกล้วกล้า เป็นพหูสูต ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติ ตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของตนแล้วบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ายได้ แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ข่มขี่ปรัปวาทที่เกิด ขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรมได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาค เจ้าจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตเจ้าจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้ เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เคยตรัสพระดำรัสนี้ ไว้ว่า ‘ดูก่อนมารผู้มีใจบาป เราจะยังไม่ปรินิพพาน ตราบเท่าที่ภิกษุณีสาวิกา ของเราจักยังไม่ฉลาด ... ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็บัดนี้ภิกษุณีสาวิกาของ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ฉลาดแล้ว... แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ข่มขี่ปรัปวาท ที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรมได้ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มี พระภาคเจ้าจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตเจ้าจงปรินิพพานในบัดนี้ เถิด บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
- ๑แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ คือแสดงธรรมชัดเจนจนถึงขั้นนำออกจากทุกข์ได้ (ที.ม.อ. ๑๕๘)
- ๒ปรัปวาท หมายถึงวาทะหรือลัทธิอื่น ๆ นอกพระพุทธศาสนา (ที.ม.ฏี. ๓๗๕)
- ๓สหธรรม ในที่นี้หมายถึงวาทะหรือหลักการที่ประกอบด้วยเหตุผล (ที.ม.อ. ๑๕๘)
- ๔ทรงธรรม หมายถึงมีความแตกฉานในปริยัตธรรมและบรรลุปฏิเวธธรรม (ที.ม.อ. ๑๕๘)
- ๕ปฏิบัติธรรมสมควรแค่ธรรมหมายถึงปฏิบัติธรรมคือวิปิสสนา (การฝึกอบรมปัญญาให้เห็น แจ้ง)อันเอื้อประโยชน์แก่อริยธรรม (ที.ม.อ. ๑๕๘)
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เคยตรัสพระดำรัสนี้ไว้ ว่า ‘ดูก่อนมารผู้มีใจบาป เราจักยังไม่ปรินิพพาน ตราบเท่าที่อุบาสกสาวก ของเราจักยังไม่เป็นผู้ฉลาด... ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็บัดนี้อุบาสกสาวกของ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ฉลาดแล้ว ... แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ข่มขี่ปรัปวาท ที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรมได้’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มี พระภาคเจ้าจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตเจ้าจงปรินิพพานในบัดนี้ เถิด บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เคยตรัสพระดำรัสนี้ไว้ ว่า ‘ดูก่อนมารผู้มีใจบาป เราจักยังไม่ปรินิพพาน ตราบเท่าที่อุบาสิกาสาวิกา ของเราจักยังไม่เป็นผู้ฉลาด ยังไม่ได้รับแนะนำอย่างดี ไม่แกล้วกล้า ไม่เป็น พหูสูต ไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของตนแล้วยังบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ายไม่ได้ ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ข่มขี่ ปรัปวาทที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรมไม่ได้’
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ บัดนี้ อุบาสิกาสาวิกาของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ฉลาดแล้ว ได้รับแนะนำ อย่างดีแล้ว แกล้วกล้า เป็นพหูสูต ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของตนแล้วบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนกทำให้ง่ายได้ แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ข่ม ขี่ปรัปวาทที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรมได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตเจ้าจงปรินิพพาน ในบัดนี้เถิด บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เคยตรัสพระดำรัสนี้ ไว้ ว่า ‘ดูก่อนมารผู้มีใจบาป เราจักยังไม่ปรินิพพาน ตราบเท่าที่พรหมจรรย์
- ๑พรหมจรรย์ ในที่นี้หมายถึงศาสนพรหมจรรย์ คือ คำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา ทั้งมวลที่ประมวลไว้ในไตรสิกขา (ที.ม.อ. ๑๕๙)
ของเรานี้จักยังไม่เจริญ แพร่หลาย กว้างขวาง ยังไม่รู้กันโดยมาก ยังไม่ เป็นปึกแผ่น จนกระทั่งพวกเทวดาและมนุษย์ประกาศได้ดีแล้ว’ ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ก็บัดนี้พรหมจรรย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเจริญแพร่หลาย กว้างขวาง รู้กันโดยมาก เป็นปึกแผ่น จนกระทั่งพวกเทวดาและมนุษย์ ประกาศได้ดีแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตเจ้าจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้ เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว”เมื่อมารกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า “ดูก่อน มารผู้มีใจบาป ท่านจงมีความขวนขวายน้อยเถิด การปรินิพพานแห่ง ตถาคตจักมีในไม่ช้า แต่นี้ล่วงไปอีก ๓ เดือน ตถาคตจักปรินิพพาน”
[๑๖๙] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำรงพระสติสัมปชัญญะ ทรงปลงอายุสังขารแล้ว ณ ปาวาลเจดีย์ และเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง ปลงอายุสังขารแล้ว ได้เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง และเกิดขนพองสยอง เกล้า น่าสะพรึงกลัว ทั้งกลองทิพย์ก็บันลือลั่น
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้วทรงเปล่ง พระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
{๙๖} “พุทธมนีเมื่อพิจารณาเห็นนิพพานและภพ จึงได้ปลง กรรมอันปรุงแต่งภพเสีย ยินดีแล้วในภายใน มีจิต ตั้งมั่นแล้ว ได้ทำลายเครือข่ายกิเลสอันเกิดในตนเสีย เหมือนทหารทำลายเกราะฉะนั้น
- ๑ปลงอายุสังขาร แปลว่า สลัดลงซึ่งปัจจัยเครื่องปรุงแต่งอายุ หมายถึงทรงตกลงพระทัยว่าจะ ปรินิพพาน หรือทรงกำหนดพระทัยเกี่ยวกับการที่จะปรินิพพาน
- ๒หมายถึงฟ้าฝนคำราม คือมีฟ้าแลบ ฝนตกชั่วขณะ (นัย ที.ม.อ. ๑๕๙)
เหตุปัจจัยที่ทำให้แผ่นดินไหวรุนแรง ๘ ประการ
{๙๗} [๑๗๐] ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้มีความสงสัยดังนี้ว่า “แผ่นดิน ไหวครั้งนี้รุนแรงจริงหนอ และแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงนี้น่าขนพองสยอง เกล้าน่าสะพรึงกลัว ทั้งกลองทิพย์ก็บันลือลั่น อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง”
ลำดับนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึง ที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แผ่นดินไหวครั้งนี้รุนแรงจริงหนอ และแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงนี้น่าขนพอง สยองเกล้า น่าสะพรึงกลัว ทั้งกลองทิพย์ก็บันลือลั่น อะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง”{๙๘} [๑๗๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ เหตุปัจจัยแห่ง การเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงมี ๘ ประการนี้ เหตุปัจจัย ๘ ประการคืออะไร บ้าง คือ
เพราะแผ่นดินใหญ่นี้ตั้งอยู่บนนํ้า นํ้าตั้งอยู่บนลม ลมตั้งอยู่บนอากาศ ดูก่อนอานนท์ มีสมัยหนึ่งที่ลมพายุพัดจัด ลมพายุพัดจัดทำให้นํ้าไหว นํ้า ที่ไหวแล้วทำให้แผ่นดินไหว นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งการเกิดแผ่นดินไหว รุนแรงประการที่ ๑
อีกประการหนึ่ง อานนท์ สมณะหรือพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์บรรลุความ ชำนาญทางจิตหรือเทวดาผู้มีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากเจริญปฐวีสัญญา เล็กน้อย แต่เจริญอาโปสัญญาหาประมาณมิได้ จึงทำแผ่นดินนี้ให้สะเทือนสะท้าน หวั่นไหว นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงประการที่ ๒
- ๑ปฐวีสัญญา ความกำหนดหมายว่าเป็นดิน อาโปสัญญา ความกำหนดหมายว่าเป็นนํ้า
อีกประการหนึ่ง อานนท์ เมื่อใด พระโพธิสัตว์จุติจากชั้นดุสิตมีสติ สัมปชัญญะลงสู่พระครรภ์พระมารดา เมื่อนั้น แผ่นดินนี้ย่อมสะเทือนสะท้าน หวั่นไหว นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงประการที่ ๓อีกข้อหนึ่ง อานนท์ เมื่อใด พระโพธิสัตว์มีสติสัมปชัญญะประสูติ จากพระครรภ์พระมารดา เมื่อนั้น แผ่นดินนี้ย่อมสะเทือนสะท้านหวั่นไหว นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงประการที่ ๔อีกข้อหนึ่ง อานนท์ เมื่อใด ตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เมื่อนั้น แผ่นดินนี้ย่อมสะเทือนสะท้านหวั่นไหว นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่ง การเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงประการที่ ๕อีกข้อหนึ่ง
อานนท์ เมื่อใด ตถาคตทรงประกาศธรรมจักรอันยอด เยี่ยม เมื่อนั้นแผ่นดินนี้ย่อมสะเทือนสะท้านหวั่นไหว นี้เป็นเหตุ เป็นปัจจัยแห่งการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงประการที่ ๖อีกข้อหนึ่ง อานนท์ เมื่อใด ตถาคตดำรงสติสัมปชัญญะปลง อายุสังขาร เมื่อนั้น แผ่นดินนี้ย่อมสะเทือนสะท้านหวั่นไหว นี้เป็นเหตุ เป็นปัจจัยแห่งการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงประการที่ ๗อีกข้อหนึ่ง อานนท์ เมื่อใด ตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสส นิพพานธาตุ เมื่อนั้น แผ่นดินนี้ย่อมสะเทือนสะท้านหวั่นไหว นี้เป็นเหตุ เป็นปัจจัยแห่งการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงประการที่ ๘ดูก่อนอานนท์ เหตุปัจจัยแห่งการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงมี ๘ ประการ นี้แล”
บริษัท ๘
{๙๙} [๑๗๒] “ดูก่อนอานนท์ บริษัทมี ๘ ประเภทเหล่านี้แล บริษัท ๘ ประเภทคืออะไรบ้าง คือ ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คฤหบดีบริษัท สมณบริษัท จาตุมหาราชิกบริษัท ดาวดึงสบริษัท มารบริษัท พรหมบริษัท
ดูก่อนอานนท์ เรายังจำได้ว่า ‘เราเข้าไปยังขัตติยบริษัทหลายร้อย แห่ง ทั้งเราเคยนั่ง เคยปราศรัย เคยเข้าสนทนาในขัตติยบริษัทนั้น วรรณะ ของกษัตริย์เหล่านั้นเป็นเช่นใด ของเราก็เป็นเช่นนั้น เสียงของกษัตริย์ เหล่านั้นเป็นเช่นใด ของเราก็เป็นเช่นนั้น เราชี้แจงกษัตริย์เหล่านั้นให้เห็น แจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา เมื่อเราพูดอยู่ ก็ไม่มีใครรู้ว่า ‘ผู้นี้คือใครหนอกำลังพูดอยู่ เป็นเทวดาหรือมนุษย์กันแน่’ ครั้นเราชี้แจงกษัตริย์เหล่านั้นให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้วก็หายตัวไป เมื่อเราหายตัวไปแล้ว ก็ไม่มีใครรู้ว่า ‘ผู้นี้คือใครหนอหายตัวไปแล้ว เป็นเทวดาหรือมนุษย์กันแน่’
ดูก่อนอานนท์ เรายังจำได้ว่า ‘เราเข้าไปยังพราหมณบริษัทหลาย ร้อยแห่ง... เข้าไปยังคฤหบดีบริษัทหลายร้อยแห่ง... เข้าไปยังสมณบริษัท หลายร้อยแห่ง... เข้าไปยังจาตุมหาราชิกบริษัทหลายร้อยแห่ง ... เข้าไปยัง ดาวดึงสบริษัทหลายร้อยครั้ง... เข้าไปยังมารบริษัทหลายร้อยครั้ง... เข้าไป ยังพรหมบริษัทหลายร้อยแห่ง ทั้งเราเคยนั่ง เคยปราศรัย เคยเข้าสนทนา ในพรหมบริษัทนั้น วรรณะของพรหมเหล่านั้นเป็นเช่นใด ของเราก็เป็นเช่น นั้น เสียงของพรหมเหล่านั้นเป็นเช่นใด ของเราก็เป็นเช่นนั้น เราชี้แจง พรหมเหล่านั้นให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา เมื่อเราพูดอยู่ ก็ไม่มีใครรู้ว่า ‘ผู้นี้คือใครหนอกำลังพูดอยู่ เป็นเทวดาหรือ มนุษย์กันแน่’ ครั้นเราชี้แจงพรหมเหล่านั้นให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้วก็หายตัวไป เมื่อเราหายตัวไปแล้ว ก็ไม่มีใครรู้ว่า ‘ผู้นี้คือใครหนอหายตัวไปแล้ว เป็นเทวดาหรือมนุษย์กันแน่’ดูก่อนอานนท์ บริษัทมี ๘ ประเภทเหล่านี้แล
อภิภายตนะ ๘
{๑๐๐} [๑๗๓] ดูก่อนอานนท์ อภิภายตนะมี ๘ ประการเหล่านี้แล อภิภายตนะ ๘ ประการคืออะไรบ้าง คือ
๑. ผู้ที่ถือรูปภายในเป็นสำคัญเห็นรูปภายนอกที่เล็ก มีผิวพรรณดี และมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นทั้งหมดแล้วมีความ สำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ ๑
๒. ผู้ที่ถือรูปภายในเป็นสำคัญเห็นรูปภายนอกที่ใหญ่ มีผิวพรรณดี และมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นทั้งหมดแล้วมีความ สำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ ๒
๓. ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญเห็นรูปภายนอกที่เล็ก มีผิวพรรณดี และมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นทั้งหมดแล้วมีความ สำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ ๓
๔. ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญเห็นรูปภายนอกที่ใหญ่ มีผิวพรรณดี และมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นทั้งหมดแล้วมีความ สำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ ๔
๕. ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญเห็นรูปภายนอกที่มีสีเขียว วรรณะ ก็เขียว มองเห็นก็เขียว รัศมีก็เขียว เช่น ดอกผักตบซึ่งมีสีเขียว วรรณะก็เขียว มองเห็นก็เขียว รัศมีก็เขียว หรือว่าผ้าที่มี กำเนิดในพระนครพาราณสีซึ่งเกลี้ยงเกลาทั้งสองด้าน มีสีเขียว วรรณะก็เขียว มองเห็นก็เขียว รัศมีก็เขียว แม้ฉันใด ผู้ที่ถือ อรูปภายในเป็นสำคัญก็ฉันนั้นเหมือนกัน เห็นรูปภายนอกที่มีสี เขียว วรรณะก็เขียว มองเห็นก็เขียว รัศมีก็เขียว ครอบงำรูป เหล่านั้นทั้งหมดแล้วมีความสำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้ เป็นอภิภายตนะข้อที่ ๕
- ๑อภิภายตนะ อายตนะคือเหตุครอบงำ หมายถึงญาณที่เกิดแก่ผู้บำเพ็ญฌานซึ่งสามารถครอบงำ ปัจจนีกธรรม (สิ่งที่เป็นปฏิปักษ์คือนิวรณ์ ๕) และอารมณ์ทั้งหลายได้ (นัย ที.ม.อ. ๑๖๔-๑๖๕)
๖. ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญเห็นรูปภายนอกที่มีสีเหลือง วรรณะ ก็เหลือง มองเห็นก็เหลือง รัศมีก็เหลือง เช่น ดอกกรรณิการ์ ซึ่งมีสีเหลือง วรรณะก็เหลือง มองเห็นก็เหลือง รัศมีก็เหลือง หรือว่าผ้าที่มีกำเนิดในพระนครพาราณสีซึ่งเกลี้ยงเกลาทั้งสองด้าน มีสีเหลือง วรรณะก็เหลือง มองเห็นก็เหลือง รัศมีก็เหลือง แม้ฉันใด ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญก็ฉันนั้นเหมือนกัน เห็น รูปภายนอกที่มีสีเหลือง วรรณะก็เหลือง มองเห็นก็เหลือง รัศมี ก็เหลือง ครอบงำรูปเหล่านั้นทั้งหมดแล้วมีความสำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ ๖๗. ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญเห็นรูปภายนอกที่มีสีแดง
วรรณะ ก็แดง มองเห็นก็แดง รัศมีก็แดง เช่น ดอกหงอนไก่ซึ่งมีสีแดง วรรณะก็แดง มองเห็นก็แดง รัศมีก็แดง หรือว่าผ้าที่มีกำเนิด ในพระนครพาราณสีซึ่งเกลี้ยงเกลา ทั้งสองด้าน มีสีแดง วรรณะ ก็แดง มองเห็นก็แดง รัศมีก็แดง แม้ฉันใด ผู้ที่ถืออรูปภายใน เป็นสำคัญก็ฉันนั้นเหมือนกัน เห็นรูปภายนอกที่มีสีแดง วรรณะ ก็แดง มองเห็นก็แดง รัศมีก็แดง ครอบงำรูปเหล่านั้นทั้งหมด แล้วมีความสำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้เป็นอภิภาย ตนะข้อที่ ๗๘. ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญเห็นรูปภายนอกที่มีสีขาว วรรณะ ก็ขาว มองเห็นก็ขาว รัศมีก็ขาว เช่น ดาวประกายพฤกษ์ ซึ่งมีสีขาว วรรณะก็ขาว มองเห็นก็ขาว รัศมีก็ขาว หรือว่าผ้า ที่มีกำเนิดในพระนครพาราณสีซึ่งเกลี้ยงเกลาทั้งสองด้าน มีสีขาว วรรณะก็ขาว มองเห็นก็ขาว รัศมีก็ขาว แม้ฉันใด ผู้ที่ถืออรูป ภายในเป็นสำคัญก็ฉันนั้นเหมือนกัน เห็นรูปภายนอกที่มีสีขาว วรรณะก็ขาว มองเห็นก็ขาว รัศมีก็ขาว ครอบงำรูปเหล่านั้น
ทั้งหมดแล้วมีความสำคัญอย่างนี้ว่า‘เรารู้เราเห็น’ นี้ เป็นอภิภายตนะข้อที่ ๘
ดูก่อนอานนท์ อภิภายตนะมี ๘ ประการเหล่านี้แล”
วิโมกข์ ๘
{๑๐๑} [๑๗๔] “ดูก่อนอานนท์ วิโมกข์มี ๘ ประการนี้ วิโมกข์ ๘ ประการ คืออะไรบ้าง คือ
๑. ผู้ได้รูปฌานย่อมเห็นรูป นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๑
๒. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปในภายในย่อมเห็นรูปในภายนอก นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๒
๓. ผู้ที่น้อมใจเชื่อว่ากสิณเป็นของงาม นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๓
๔. ผู้ที่เพราะล่วงเสียซึ่งรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะ ปฏิฆสัญญาดับไป เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา ย่อม เข้าถึงอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า ‘อนนฺโต อากาโส อากาศไม่มีที่สุด’ ดังนี้อยู่ นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๔๕. ผู้ที่เพราะล่วงเสียซึ่งอากาสานิญจายตนะโดยประการทั้ง ปวง ย่อมเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะด้วยมนสิการว่า ‘อนนฺตํ วิญฺญาณํ วิญญาณไม่มีที่สุด’ ดังนี้อยู่ นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๕๖. ผู้ที่เพราะล่วงเสียซึ่งวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง ย่อมเข้าถึงอากิญจัญญายตนะด้วยมนสิการว่า ‘นตฺถิ กิญฺจิ ไม่มีอะไร’ ดังนี้อยู่ นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๖
- ๑วิโมกข์ ๘ ในส่วนของอรรถ พึงดูข้อ ๑๒๙ หน้า ๑๐๐-๑๐๑ ในเล่มนี้
๗. ผู้ที่เพราะล่วงเสียซึ่งอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง ย่อมเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่ นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๗
๘. ผู้ที่เพราะล่วงเสียซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการ ทั้งปวง ย่อมเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ นี้เป็นวิโมกข์ ข้อที่ ๘
ดูก่อนอานนท์ วิโมกข์มี ๘ ประการนี้แล”
พระพุทธองค์ทรงเล่าเรื่องมาร
{๑๐๒} [๑๗๕] “ดูก่อนอานนท์ สมัยหนึ่ง เราแรกตรัสรู้พักอยู่ที่ต้นอชปาล นิโครธ ริมฝั่งแม่นํ้าเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลา ครั้งนั้น มารผู้มีใจบาปได้เข้า มาหาเราถึงที่อยู่ ครั้นแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กล่าวกะเราว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตเจ้าจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของ พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว’ เมื่อมารกล่าวอย่างนี้แล้ว เราได้ตอบว่า ‘ดูก่อน มารผู้มีใจบาป เราจักยังไม่ปรินิพพาน ตราบเท่าที่ภิกษุสาวกของเราจักยัง ไม่ฉลาด ยังไม่ได้รับแนะนำอย่างดี ไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ตนแล้วยังบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ายไม่ได้ ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ข่มขี่ปรัปวาทที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อย โดยสหธรรมไม่ได้’ดูก่อนมารผู้มีใจบาป เราจักยังไม่ปรินิพพาน ตราบเท่าที่ภิกษุณี สาวิกาของเราจักยังไม่ฉลาด... ข่มขี่ปรัปวาทที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดย สหธรรมไม่ได้’
- ๑อชปาลนิโครธ ควงไม้ไทรที่พวกคนเลี้ยงแพะมักมานั่งที่ร่มเงาเป็นประจำ (วิ.อ. ๓/๘)
ดูก่อนมารผู้มีใจบาป เราจักยังไม่ปรินิพพาน ตราบเท่าที่อุบาสก สาวกของเราจักยังไม่ฉลาด ... ข่มขี่ปรัปวาทที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดย สหธรรมไม่ได้’
ดูก่อนมารผู้มีใจบาป เราจักยังไม่ปรินิพพาน ตราบเท่าที่อุบาสิกา สาวิกาของเราจักยังไม่ฉลาด... ข่มขี่ปรัปวาทที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดย สหธรรมไม่ได้’
ดูก่อนมารผู้มีใจบาป เราจักยังไม่ปรินิพพาน ตราบเท่าที่พรหมจรรย์ ของเรานี้จักยังไม่เจริญ แพร่หลาย กว้างขวาง ยังไม่รู้กันโดยมาก ยังไม่ เป็นปึกแผ่น จนกระทั่งพวกเทวดาและมนุษย์ประกาศได้ดีแล้ว’
[๑๗๖] ดูก่อนอานนท์ วันนี้เมื่อกี้นี้เอง มารผู้มีใจบาปได้เข้ามาหา เราที่ปาวาลเจดีย์ ครั้นแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กล่าวกะเราว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอ พระสุคตเจ้าจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของ พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เคยตรัสพระดำรัสนี้ไว้ว่า ‘ดูก่อนมารผู้มีใจบาป เราจักยังไม่ปรินิพพาน ตราบเท่าที่ภิกษุสาวกของเรา จักยังไม่ฉลาด ... ภิกษุณีสาวิกาของเราจักยังไม่ฉลาด ... อุบาสกสาวกของ เราจักยังไม่ฉลาด ... อุบาสิกาสาวิกาของเราจักยังไม่ฉลาด... พรหมจรรย์ ของเรานี้จักยังไม่เจริญ แพร่หลาย กว้างขวาง ยังไม่รู้กันโดยมาก ยังไม่ เป็นปึกแผ่น จนกระทั่งพวกเทวดาและมนุษย์ประกาศได้ดีแล้ว’ ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ก็บัดนี้พรหมจรรย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเจริญแพร่หลาย กว้างขวาง รู้กันโดยมาก เป็นปึกแผ่น จนกระทั่งพวกเทวดาและมนุษย์ ประกาศได้ดีแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจง ปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตเจ้าจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้เป็น เวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว’
[๑๗๗] ดูก่อนอานนท์ เมื่อมารกราบทูลอย่างนี้แล้ว เราได้ตอบว่า “ดูก่อนมารผู้มีใจบาป ท่านจงมีความขวนขวายน้อยเถิด การปรินิพพาน แห่งตถาคตจักมีในไม่ช้า แต่นี้ล่วงไปอีก ๓ เดือน ตถาคตจักปรินิพพาน ดูก่อนอานนท์ วันนี้เมื่อกี้นี้เอง ตถาคตมีสติสัมปชัญญะปลงอายุสังขาร แล้วที่ปาวาลเจดีย์”
พระอานนท์ทูลอาราธนาให้ดำรงอยู่ตลอดกัป
[๑๗๘] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ได้ กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดดำรง พระชนม์อยู่ตลอดกัปหนึ่งเถิด ขอพระสุคตได้โปรดดำรงพระชนม์อยู่ตลอด กัปหนึ่งเถิด เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชน เป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อ ความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ เวลานี้อย่าเลย อย่า ขอร้องตถาคตเลย บัดนี้มิใช่เวลาที่จะมาขอร้องตถาคต”
ท่านพระอานนท์ก็ได้กราบทูลเป็นครั้งที่ ๒ ... เป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดดำรงพระชนม์อยู่ตลอดกัป หนึ่งเถิด ขอพระสุคตได้โปรดดำรงพระชนม์อยู่ตลอดกัปหนึ่งเถิด เพื่อ ประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อ อนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ เธอเชื่อความตรัสรู้ของ ตถาคตหรือไม่”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เชื่อ”
“ดูก่อนอานนท์ เมื่อเชื่อ ไฉนเธอจึงแค่นไค้ตถาคตถึง ๓ ครั้งเล่า”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะพระพักตร์ พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ‘ดูก่อนอานนท์ อิทธิบาท ๔ อันผู้ใดก็ตามเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสม แล้ว ปรารภดีแล้ว ผู้นั้นเมื่อจำนงอยู่ พึงดำรงชีวิตอยู่ได้กัปหนึ่งหรือเกิน กว่ากัปหนึ่ง ดูก่อนอานนท์ อิทธิบาท ๔ อันตถาคตเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล้วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภ ดีแล้ว ตถาคตนั้นเมื่อจำนงอยู่ พึงดำรงชีวิตอยู่ได้กัปหนึ่ง’ ดังนี้”
“ดูก่อนอานนท์ เธอเชื่อหรือ”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เชื่อ”
“ดูก่อนอานนท์ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้เป็นการทำไม่ดี เป็นความผิด พลาดของเธอเอง ที่เมื่อตถาคตทำนิมิตที่ชัดแจ้ง ทำโอภาสที่ชัดแจ้งอย่างนี้ เธอก็มิอาจจะรู้ทัน จึงมิได้ขอร้องตถาคตว่า ‘ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรด ดำรงพระชนม์อยู่ตลอดกัปหนึ่งเถิด ขอพระสุคตได้โปรดดำรงพระชนม์อยู่ ตลอดกัปหนึ่งเถิด เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อ ความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเถิด’ ถ้าเธอขอร้องตถาคต ตถาคต จะพึงห้ามวาจาเธอเสีย ๒ ครั้งเท่านั้น ครั้นครั้งที่ ๓ ตถาคตก็จะต้องรับ เพราะฉะนั้นแหละ อานนท์ เรื่องนี้จึงเป็นการทำไม่ดี เป็นความผิดพลาด ของเธอเอง”
พระพุทธองค์ทรงแสดงอานุภาพอิทธิบาท ๔
{๑๐๓} [๑๗๙] “ดูก่อนอานนท์ สมัยหนึ่ง เราอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนคร ราชคฤห์ แม้ ณ ที่นั้น เราก็เรียกเธอมาบอกว่า ‘ดูก่อนอานนท์ พระนคร
- ๑พระองค์ตรัสดังนี้เพื่อบรรเทาความเศร้าโศกและยกโทษแก่ท่านพระอานนท์ มิใช่ตรัสเพื่อทรง ตำหนิ (นัย ที.ม.อ. ๑๖๗)
ราชคฤห์เป็นที่น่ารื่นรมย์ ภูเขาคิชฌกูฏก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ อิทธิบาท ๔ อันผู้ใดก็ตามเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ผู้นั้นเมื่อจำนงอยู่ พึงดำรง ชีวิตอยู่ได้กัปหนึ่งหรือเกินกว่ากัปหนึ่ง ดูก่อนอานนท์ อิทธิบาท ๔ อันตถาคตเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ตถาคตนั้นเมื่อจำนงอยู่ พึงดำรงชีวิตอยู่ได้กัปหนึ่ง’ เมื่อตถาคตทำนิมิตที่ชัดแจ้ง ทำโอภาสที่ชัด แจ้งอย่างนี้ เธอก็มิอาจจะรู้ทัน จึงมิได้ขอร้องตถาคตว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดดำรงพระชนม์อยู่ตลอดกัปหนึ่งเถิด
ขอพระ สุคตได้โปรดดำรงพระชนม์อยู่ตลอดกัปหนึ่งเถิด เพื่อประโยชน์เกื้อกูล แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย’ ถ้าเธอขอร้องตถาคต ตถาคตจะพึงห้ามวาจาเธอเสีย ๒ ครั้งเท่านั้น ครั้น ครั้งที่ ๓ ตถาคตก็จะต้องรับ เพราะฉะนั้นแหละ อานนท์ เรื่องนี้จึงเป็น การทำไม่ดี เป็นความผิดพลาดของเธอเอง{๑๐๔} [๑๘๐] ดูก่อนอานนท์ สมัยหนึ่ง เราอยู่ที่โคตมนิโครธ ใกล้พระนคร ราชคฤห์นั้น... เราอยู่ที่เหวเป็นที่ทิ้งโจร ใกล้พระนครราชคฤห์นั้น ... เรา อยู่ที่ถํ้าสัตตบรรณคูหา ข้างภูเขาเวภารบรรพต ใกล้พระนครราชคฤห์นั้น
... เราอยู่ที่กาฬศิลา ข้างภูเขาอิสิคิลิ ใกล้พระนครราชคฤห์นั้น ... เราอยู่ที่ เงื้อมชื่อสัปปโสณฑิก ณ สีตวัน ใกล้พระนครราชคฤห์นั้น ... เราอยู่ที่ ตโปทาราม ใกล้พระนครราชคฤห์นั้น ... เราอยู่ที่เวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน ใกล้พระนครราชคฤห์นั้น ... เราอยู่ที่ชีวกัมพวันใกล้พระนครราชคฤห์นั้น ... เราอยู่ที่มัททกุจฉิมฤคทายวัน ใกล้พระนครราชคฤห์นั้น แม้ ณ ที่นั้น เราก็ เรียกเธอมาบอกว่า ‘ดูก่อนอานนท์ พระนครราชคฤห์เป็นที่น่ารื่นรมย์ ภูเขา คิชฌกูฏก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ โคตมนิโครธ เหวที่ทิ้งโจร ถํ้าสัตตบรรณคูหาข้าง
ภูเขาเวภารบรรพต กาฬศีลาข้างภูเขาอิสิคิลิ เงื้อมชื่อว่าสัปปโสณฑิกสีตวัน ตโปทาราม เวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน ชีวกัมพวัน มัททกุจฉิมฤคทายวัน ต่างก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ อิทธิบาท ๔ อันผู้ใดก็ตามเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้งให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ผู้นั้นเมื่อจำนงอยู่ พึงดำรงชีวิตอยู่ได้กัปหนึ่งหรือเกินกว่ากัปหนึ่ง ดูก่อน อานนท์ อิทธิบาท ๔ อันตถาคตเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ตถาคตนั้น เมื่อจำนงอยู่ พึงดำรงชีวิตอยู่ได้กัปหนึ่งหรือเกินกว่ากัปหนึ่ง’ เมื่อตถาคตทำ
นิมิตที่ชัดแจ้ง ทำโอภาสที่ชัดแจ้งอย่างนี้ เธอก็มิอาจจะรู้ทัน จึงมิได้ขอร้อง ตถาคตว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดดำรงพระชนม์ อยู่ตลอดกัปหนึ่งเถิด ขอพระสุคตได้โปรดดำรงพระชนม์อยู่ตลอดกัปหนึ่งเถิด เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อ อนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย’ ถ้าเธอขอร้องตถาคต ตถาคตจะพึงห้ามวาจาเธอเสีย ๒ ครั้งเท่านั้น ครั้นครั้งที่ ๓ ตถาคตก็จะต้องรับ เพราะฉะนั้นแหละ อานนท์ เรื่องนี้จึงเป็นการทำไม่ดี เป็นความผิดพลาดของเธอเอง{๑๐๕} [๑๘๑] ดูก่อนอานนท์
สมัยหนึ่ง เราอยู่ที่อุเทนเจดีย์ ใกล้พระนคร เวสาลีนี้เอง แม้ ณ ที่นั้น เราก็เรียกเธอมาบอกว่า ‘ดูก่อนอานนท์ เมือง เวสาลีเป็นที่น่ารื่นรมย์ อุเทนเจดีย์เป็นที่น่ารื่นรมย์ อิทธิบาท ๔ อันผู้ใด ก็ตามเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ผู้นั้นเมื่อจำนงอยู่ พึงดำรง ชีวิตอยู่ได้กัปหนึ่งหรือเกินกว่ากัปหนึ่ง ดูก่อนอานนท์ อิทธิบาท ๔ อันตถาคตเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ตถาคตนั้นเมื่อจำนงอยู่ พึงดำรงชีวิตอยู่ได้กัปหนึ่งหรือเกินกว่ากัปหนึ่ง’ เมื่อตถาคตทำนิมิตที่ชัดแจ้ง
ทำโอภาสที่ชัดแจ้งอย่างนี้ เธอก็มิอาจจะรู้ทัน จึงมิได้ขอร้องตถาคตว่า ‘ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดดำรงพระชนม์อยู่ตลอดกัป หนึ่งเถิด ขอพระสุคตได้โปรดดำรงพระชนม์อยู่ตลอดกัปหนึ่งเถิด เพื่อ ประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อ อนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย’ ถ้าเธอขอร้องตถาคต ตถาคตจะพึงห้ามวาจาเธอเสีย ๒ ครั้งเท่านั้น ครั้นครั้งที่ ๓ ตถาคตก็จะต้องรับ เพราะฉะนั้นแหละ อานนท์ เรื่องนี้จึงเป็นการทำไม่ดี เป็นความผิดพลาดของเธอเอง
{๑๐๖} [๑๘๒] ดูก่อนอานนท์ สมัยหนึ่ง เราอยู่ที่โคตมกเจดีย์ ใกล้พระนคร เวสาลีนี้เอง... เราอยู่ที่สัตตัมพเจดีย์ ใกล้พระนครเวสาลีนี้เอง... เราอยู่ที่ พหุปุตตเจดีย์ ใกล้พระนครเวสาลีนี้เอง... เราอยู่ที่สารันททเจดีย์ ใกล้ พระนครเวสาลีนี้เอง... วันนี้เมื่อกี้นี้เอง เราบอกเธอที่ปาวาลเจดีย์ว่า ‘ดูก่อน อานนท์ พระนครเวสาลีเป็นที่น่ารื่นรมย์ อุเทนเจดีย์ โคตมกเจดีย์ สัตตัมพเจดีย์ พหุปุตตเจดีย์ สารันททเจดีย์ ปาวาลเจดีย์ ต่างก็เป็นที่น่า รื่นรมย์ อิทธิบาท ๔ อันผู้ใดก็ตามเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็น ดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ผู้นั้น
เมื่อจำนงอยู่ พึงดำรงชีวิตอยู่ได้กัปหนึ่งหรือเกินกว่ากัปหนึ่ง ดูก่อนอานนท์ อิทธิบาท ๔ อันตถาคตเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้ เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ตถาคตนั้นเมื่อ จำนงอยู่ พึงดำรงชีวิตอยู่ได้กัปหนึ่งหรือเกินกว่ากัปหนึ่ง’ เมื่อตถาคตทำ นิมิตที่ชัดแจ้ง ทำโอภาสที่ชัดแจ้งอย่างนี้ เธอก็มิอาจจะรู้ทัน จึงมิได้ขอร้อง ตถาคตว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดดำรง พระชนม์อยู่ตลอดกัปหนึ่งเถิดขอพระสุคตได้โปรดดำรงพระชนม์อยู่ตลอดกัป หนึ่งเถิด เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย’ ถ้าเธอขอร้องตถาคต ตถาคตจะพึงห้าม วาจา เธอเสีย ๒ ครั้งเท่านั้น ครั้นครั้งที่ ๓ ตถาคตก็จะต้องรับ เพราะฉะนั้นแหละ อานนท์ เรื่องนี้จึงเป็นการทำไม่ดี เป็นความผิดพลาดของเธอเอง
[๑๘๓] ดูก่อนอานนท์ เราได้บอกเธอไว้ก่อนแล้วไม่ใช่หรือว่า ‘ความ เป็นต่าง ๆ ความพลัดพราก ความเป็นอย่างอื่นจากสัตว์และสังขารที่รักที่ ชอบใจทั้งสิ้นทีเดียวย่อมมี เพราะฉะนั้น จะพึงได้ในสัตว์และสังขารนั้น แต่ที่ไหน สิ่งใดเกิดแล้ว มีแล้ว อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความแตกสลาย ไปเป็นธรรมดา การปรารถนาว่า ‘ขอสิ่งนั้นอย่าได้สลายไปเลย’ ดังนี้ มิใช่ ฐานะที่จะมีได้ ก็สิ่งใดที่ตถาคตสละแล้ว คายแล้ว ปล่อยแล้ว ละแล้ว วางแล้ว อายุสังขารก็ปลงแล้ว วาจาก็กล่าวไว้โดยเด็ดขาดว่า ‘การ ปรินิพพานแห่งตถาคตจักมีในไม่ช้า แต่นี้ล่วงไปอีก ๓ เดือน ตถาคตก็จัก ปรินิพพาน’ การที่ตถาคตจะย้อนกลับคืนสิ่งนั้นอีกเพราะเหตุแห่งชีวิต นั้น มิใช่ฐานะที่จะมีได้ มาไปกันเถิด อานนท์ เราจักเข้าไปยังกูฏาคารสาลา ป่ามหาวันกัน” พระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยท่านพระอานนท์เสด็จเข้าไป ยังกูฏาคารสาลาป่ามหาวัน ครั้นแล้วรับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า “ไปเถิด อานนท์ เธอจงให้ภิกษุทุกรูปเท่าที่อาศัยอยู่ที่พระนครเวสาลีมาประชุมที่ อุปัฏฐานศาลา”
ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จึงให้ ภิกษุทุกรูปเท่าที่อาศัยอยู่ที่พระนครเวสาลีมาประชุมที่อุปัฏฐานศาลา แล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ภิกษุสงฆ์ประชุมกันแล้ว ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบกาล อันควรในบัดนี้เถิด”
ว่าด้วยอภิญญาเทสิตธรรม สังเวชนียธรรม
{๑๐๗} [๑๘๔] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปยังอุปัฏฐานศาลา ประทับนั่งบนอาสนะที่จัดถวายไว้ ครั้นแล้วได้รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่าใดเราแสดงไว้แล้วเพื่อความรู้ยิ่ง ธรรม เหล่านั้นพวกเธอพึงเรียนรู้แล้วซ่องเสพ ทำให้เจริญ ทำให้มากด้วยดี โดย ประการที่พรหมจรรย์นี้จะพึงยั่งยืนดำรงอยู่ได้นานเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อ ประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ก็ธรรม ที่เราแสดงแล้วเพื่อความรู้ยิ่ง ซึ่งพวกเธอพึงเรียนรู้แล้วซ่องเสพ ทำให้เจริญ ทำให้มากด้วยดี
โดยประการที่พรหมจรรย์นี้จะพึงยั่งยืนดำรงอยู่ได้นานเพื่อ ประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อ อนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย เป็นไฉน คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้แลเราแสดงแล้วเพื่อความรู้ยิ่ง ซึ่งพวกเธอพึงเรียนรู้แล้ว ซ่องเสพ ทำให้เจริญ ทำให้มากด้วยดี โดยประการที่พรหมจรรย์นี้จะพึง ยั่งยืนดำรงอยู่ได้นานเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุข แก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย”
- ๑อภิญญาเทสิตธรรม คือธรรมที่ทรงแสดงไว้แล้วเพื่อความรู้ยิ่ง หรือธรรมที่ทรงแสดงด้วย พระปัญญาอันยิ่ง หมายถึงโพธิปักขิยธรรม (ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้) ๓๗ ประการ คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ (ผู้ต้องการวินิจฉัยโดยละเอียดเกี่ยวกับโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการนี้ พึงศึกษาได้ในปฏิปทา ญาณทัสสนวิสุทธินิทเทส แห่งคัมภีร์วิสุทธิมรรค : นัย ที.ม.อ. ๑๖๘) สังเวชนียธรรม คือธรรม อันเป็นที่ตั้งแห่งความสังเวช (สังเวชในทางธรรมหมายถึงความกระตุ้นให้คิด ความรู้สึกสลด ใจที่ทำให้คิดได้) ในที่นี้ได้แก่ ข้อความในข้อ ๑๘๕
[๑๘๕] ต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนพวกเธอ สังขารทั้งหลายมีความ เสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม การปรินิพพาน แห่งตถาคตจักมีในไม่ช้า แต่นี้ล่วงไปอีก ๓ เดือน ตถาคตก็จักปรินิพพาน”พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดาครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
{๑๐๘} ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนโง่ทั้งคนฉลาด ทั้งมั่งมี ทั้งยากจน ล้วนบ่ายหน้าไปหาความตายทั้งสิ้น
ชีวิตของสัตว์โลกทั้งหลายล้วนมีความแตกดับเป็นที่สุด เปรียบเหมือนภาชนะดินทุกชนิดที่ช่างหม้อปั้นไว้ ทั้งเล็ก ทั้งใหญ่ ทั้งสุกทั้งดิบ ในที่สุดก็ต้องแตกไป
พระศาสดาได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
วัยของเราแก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเราเหลือน้อยแล้ว เราจะต้องจากพวกเธอไป เราทำที่พึ่งแก่ตนไว้แล้ว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ มีศีลอันดีเถิด จงเป็นผู้มีความดำริตั้งมั่นดีแล้ว ตามรักษาจิตของตนเถิด
ผู้ใดเป็นผู้ไม่ประมาทในธรรมวินัยนี้อยู่ ผู้นั้นจักละ ชาติสงสารแล้วทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
จบ ภาณวารที่ ๓
- ๑ชาติสงสาร การท่องเที่ยวเวียนเกิด (เวียนตาย) อยู่ในภพ กำเนิดต่าง ๆ
ทรงเหลียวดูพระนครเวสาลีเป็นนาคาวโลก
ทรงแสดงอริยธรรม ๔
{๑๐๙} [๑๘๖] ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสก แล้ว ทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปยังพระนครเวสาลีเพื่อบิณฑบาต เสด็จ เที่ยวบิณฑบาตในพระนครเวสาลี หลังฉันภัตตาหารแล้ว เสด็จกลับจาก บิณฑบาต ทอดพระเนตรพระนครเวสาลีเป็นนาคาวโลกแล้ว ทรงรับสั่ง กะท่านพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ การเห็นพระนครเวสาลีของตถาคต ครั้งนี้จักเป็นครั้งสุดท้าย มาไปกันเถิด อานนท์ เราจักไปยังบ้านภัณฑุคาม กัน” ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จถึงบ้าน ภัณฑุคามแล้ว นัยว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ บ้านภัณฑุคามนั้น ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เราและพวกเธอเร่ร่อนท่องเที่ยวไปตลอดกาลนานนี้ อย่างนี้เพราะไม่ได้ตรัสรู้ ไม่ได้แทงตลอดธรรม ๔ ประการ {๑๑๐} ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ เราและ
- ๑เป็นนาคาวโลก เป็นอาการอย่างช้างเหลียว เพราะเหตุที่พระอัฐิก้านพระศอของพระพุทธเจ้า ทั้งหลายต่างจากของคนทั่วไป กล่าวคือตั้งติดเนื่องเป็นอันเดียวกันดุจแท่งทอง ฉะนั้นในเวลา ทรงเหลียวมองข้างหลัง จึงไม่อาจจะเอี้ยวพระศอได้ ต้องทรงหันกลับทั้งพระวรกายเหมือน อาการเหลียวมองข้างหลังของพญาช้างซึ่งต้องหันหลังกลับมองทั้งตัว จึงชื่อว่าทรงเหลียวดู เป็นนาคาวโลก แต่จะไม่เหมือนกับพญาช้างนัก เพราะทรงมีพระพุทธานุภาพ พอเมื่อ พระองค์ประทับยืนที่ประตูพระนครเกิดพระทัยจะเหลียวมองพระนครเวสาลี แผ่นดินนี้ก็พลัน พลิกหมุนเหมือนแป้นจักร ทำพระนครเวสาลีให้ปรากฏตรงพระพักตร์ของพระองค์ ซึ่งความ จริงการทรงเหลียวดูสถานที่ใด ๆ เช่น พระนครสาวัตถีเป็นต้น ในเวลาเสด็จจากไปของ พระองค์ก็มีลักษณะเช่นนี้ แต่ไม่จัดเป็นนาคาวโลกเหมือนในที่นี้ เพราะนี้เป็นการเหลียวดู พระนครเวสาลีเป็นครั้งสุดท้าย อีกประการหนึ่ง พวกเจ้าเวสาลี (พวกเจ้าวัชชี) ก็จวนพินาศ ภายใน ๓ ปี พระองค์จึงทรงอนุเคราะห์พวกเจ้าวัชชีเหล่านั้นซึ่งได้พากันสร้างเจดีย์ชื่อว่า นาคา ปโลกิตะ (การทรงเหลียวดูเป็นนาคาวโลก) ไว้เป็นอนุสรณ์สถานใกล้ประตูพระนครพร้อมทำ การสักการบูชาซึ่งจะอำนวยผลให้เกิดประโยชน์สุขต่อไปภายหน้าตลอดกาลนาน (นัย ที.ม.อ.๑๖๘)
พวกเธอเร่ร่อนท่องเที่ยวไปตลอดกาลนานนี้อย่างนี้ เพราะไม่ได้ตรัสรู้ไม่ได้ แทงตลอดอริยศีล ...อริยสมาธิ ... อริยปัญญา ...อริยวิมุตติ ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย อริยศีล อริยสมาธิ อริยปัญญา อริยวิมุตติ อันเราและ พวกเธอได้ตรัสรู้แล้ว ได้แทงตลอดแล้ว ตัดตัณหาในภพได้ขาดแล้ว ตัณหา ที่จะนำไปเกิดก็สิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มีต่อไปอีก”พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดาครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ธรรมเหล่านี้ คือ อริยศีล อริยสมาธิ อริยปัญญา และ อริยวิมุตติ พระโคดมผู้เรืองยศได้ตรัสรู้แล้ว
พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ธรรมด้วยพระปัญญาอันยิ่งเอง ฉะนี้แล้ว ได้ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย พระบรม ศาสดาผู้ทรงทำที่สุดแห่งทุกข์ ผู้ทรงมีพระจักษุ ได้ เสด็จปรินิพพานแล้ว
{๑๑๑}ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ บ้านภัณฑุคามนั้น ทรง ทำธรรมีกถานี้แหละเป็นอันมากแก่พวกภิกษุว่า “ศีลเป็นดังนี้ สมาธิเป็นดังนี้ ปัญญาเป็นดังนี้ สมาธิอันศีลอบรมแล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก จิตอันปัญญา อบรมแล้วย่อมหลุดพ้นจากอาสวะ คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ โดยชอบทีเดียว”
มหาปเทส ๔
{๑๑๒} [๑๘๗] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่บ้านภัณฑุคามตาม ความพอพระทัยแล้ว ได้ตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า “มาไปกันเถิด อานนท์ เราจักไปยังบ้านหัตถีคาม อัมพคาม ชัมพุคาม และโภคนครกัน” ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จถึง โภคนครแล้ว ได้ยินว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ อานันทเจดีย์ ใน โภคนครนั้น
ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เราจักแสดงมหาปเทส ๔ เหล่านี้ พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า
{๑๑๓} [๑๘๘] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็มหาปเทส ๔ เป็นไฉน คือ ภิกษุ ในธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนอาวุโส ข้อนี้ข้าพเจ้าได้สดับมา ได้รับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ‘นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายไม่พึงยินดี ไม่พึงคัดค้านคำกล่าวของภิกษุนั้น ครั้นแล้วพึงเรียนบทพยัญชนะเหล่านั้น ให้ดี แล้วพึงเทียบเคียงในสูตร พึงสอบดูในวินัย ถ้าเมื่อเทียบเคียงในสูตร สอบดูในวินัยอยู่ บทพยัญชนะเหล่านั้นเทียบเคียงกันไม่ได้ในสูตร สอบดู ไม่ได้ในวินัย ในข้อนี้พึงสันนิษฐานได้ว่า ‘นี้มิใช่คำของพระผู้มีพระภาคเจ้า
- ๑มหาปเทส มติใหญ่ หรือข้ออ้างสำคัญ หมายถึงหลักฐานสำหรับเทียบเคียงซึ่งกล่าวอ้างบุคคล สำคัญ ๆ มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นลดหลั่นลงไปตามลำดับ (ที.ม.อ. ๑๖๙) ในที่นี้ เป็นมหาปเทส ในฝ่ายพระสูตร โดยสรุปคือ ข้อที่ ๑ พุทธาปเทส ยกพระพุทธเจ้าขึ้นอ้าง ข้อที่ ๒ สังฆาปเทส ยกคณะสงฆ์ขึ้นอ้าง ข้อที่ ๓ สัมพหุลัตเถราปเทส ยกพระเถระจำนวนมากขึ้นอ้างข้อที่ ๔ เอกเถราปเทส ยกพระเถระรูปใดรูปหนึ่งขึ้นอ้าง
- ๒อรรถกถาแก้เป็น ปทพฺยญฺชนานีติ ปทสงฺขาตานิ พยญฺชนานิ : คำว่า บทพยัญชนะ ได้ แก่พยัญชนะทั้งหลายกล่าวคือบท (ที.ม.อ. ๑๖๙) บางฉบับใช้ว่า บทและพยัญชนะ
- ๓ครั้นแล้วพึงเรียนบทพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี หมายถึงกำหนดรู้ว่า ข้อความตรงนี้ท่านกล่าว พระบาลีไว้ ตรงนี้กล่าวอรรถาธิบายไว้ เป็นต้น (ที.ม.อ. ๑๖๙)
- ๔พึงเทียบเคียงในสูตร พึงสอบดูในวินัย คำว่า สูตร ในที่นี้หมายถึงพระพุทธพจน์คือ พระไตรปิฎก คำว่า วินัย หมายถึงเหตุเป็นเครื่องกำจัดกิเลสมีราคะเป็นต้น (ที.ม.อ. ๑๗๐)
แน่แท้ และภิกษุนี้รับมาผิดแล้ว’ เธอทั้งหลายพึงทิ้งคำนี้เสียทีเดียว ถ้าเมื่อเทียบเคียงในสูตร สอบดูในวินัยอยู่ บทพยัญชนะเหล่านั้นเทียบเคียง กันได้ในสูตร สอบดูได้ในวินัย ในข้อนี้พึงสันนิษฐานได้ว่า ‘นี้เป็นคำของ พระผู้มีพระภาคเจ้าแน่แท้ และภิกษุนี้รับมาดีแล้ว’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาปเทสข้อที่ ๑ นี้พวกเธอพึงทรงจำกันไว้
{๑๑๔} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘สงฆ์ อยู่ในอาวาสชื่อโน้น มีทั้งพระเถระทั้งหัวหน้า ข้าพเจ้าได้สดับมา ได้รับ มาเฉพาะหน้าสงฆ์นั้นว่า ‘นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของ พระศาสดา’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายไม่พึงยินดี ไม่พึงคัดค้าน คำกล่าวของสงฆ์นั้น ครั้นแล้วพึงเรียนบทพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี แล้วพึง เทียบเคียงในสูตร พึงสอบดูในวินัย ถ้าเมื่อเทียบเคียงในสูตร สอบดู ในวินัยอยู่ บทพยัญชนะเหล่านั้นเทียบเคียงกันไม่ได้ในสูตร สอบดูไม่ได้ ในวินัย ในข้อนี้พึงสันนิษฐานได้ว่า ‘นี้มิใช่คำของพระผู้มีพระภาคเจ้าแน่แท้ และสงฆ์นั้นรับมาผิดแล้ว’
เธอทั้งหลายพึงทิ้งคำนี้เสียทีเดียว ถ้าเมื่อเทียบ เคียงในสูตร สอบดูในวินัยอยู่ บทพยัญชนะเหล่านั้น เทียบเคียง กันได้ในสูตร สอบดูได้ในวินัย ข้อนี้พึงสันนิษฐานได้ว่า ‘นี้เป็นคำของ พระผู้มีพระภาคเจ้าแน่แท้ และสงฆ์นั้นรับมาดีแล้ว’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาปเทสข้อที่ ๒ นี้พวกเธอพึงทรงจำกันไว้{๑๑๕} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ภิกษุ ผู้เป็นเถระมากด้วยกันอยู่ในอาวาสชื่อโน้น เป็นพหูสูต ชำนาญในนิกาย ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา ข้าพเจ้าได้สดับมา ได้รับมาเฉพาะหน้า พระเถระเหล่านั้นว่า ‘นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระ ศาสดา’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายไม่พึงยินดี ไม่พึงคัดค้านคำ กล่าวของภิกษุนั้น ครั้นแล้วพึงเรียนบทพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี แล้วพึง เทียบเคียงในสูตร พึงสอบดูในวินัย ถ้าเมื่อเทียบเคียงในสูตร สอบดู
ในวินัยอยู่ บทพยัญชนะเหล่านั้นเทียบเคียงกันไม่ได้ในสูตร สอบดูไม่ได้ ในวินัย ในข้อนี้พึงสันนิษฐานได้ว่า ‘นี้มิใช่คำของพระผู้มีพระภาคเจ้าแน่แท้ และพระเถระเหล่านั้นรับมาผิดแล้ว’ เธอทั้งหลายพึงทิ้งคำนี้เสียทีเดียว ถ้า เมื่อเทียบเคียงในสูตรสอบดูในวินัยอยู่ บทพยัญชนะเหล่านั้นเทียบเคียงกัน ได้ในสูตร สอบดูได้ในวินัย ข้อนี้พึงสันนิษฐานได้ว่า ‘นี้เป็นคำของพระผู้มี พระภาคเจ้าแน่แท้ และพระเถระเหล่านั้นรับมาดีแล้ว’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาปเทสข้อที่ ๓ นี้พวกเธอพึงทรงจำกันไว้
{๑๑๖} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ภิกษุ ผู้เป็นเถระรูปหนึ่งอยู่ในอาวาสชื่อโน้น เป็นพหูสูต ชำนาญในนิกาย ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา ข้าพเจ้าได้สดับมา ได้รับมาเฉพาะหน้า พระเถระรูปนั้นว่า ‘นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายไม่พึงยินดี ไม่พึงคัดค้านคำกล่าวของภิกษุ นั้น ครั้นแล้วพึงเรียนบทพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี แล้วพึงเทียบเคียงในสูตร พึงสอบดูในวินัย ถ้าเมื่อเทียบเคียงในสูตร สอบดูในวินัยอยู่ บทพยัญชนะ เหล่านั้นเทียบเคียงกันไม่ได้ในสูตร สอบดูไม่ได้ในวินัย ในข้อนี้ พึงสันนิษฐานได้ว่า ‘นี้มิใช่คำของพระผู้มีพระภาคเจ้าแน่แท้ พระเถระรูปนั้น รับมาผิดแล้ว’ เธอทั้งหลายพึงทิ้งคำนี้เสียทีเดียว ถ้าเมื่อเทียบเคียงในสูตร สอบดูในวินัยอยู่ บทพยัญชนะเหล่านั้นเทียบเคียงกันได้ในสูตร สอบดูได้ ในวินัย ข้อนี้พึงสันนิษฐานได้ว่า ‘นี้เป็นคำของพระผู้มีพระภาคเจ้าแน่แท้ และเถระรูปนั้นรับมาดีแล้ว’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาปเทสข้อที่ ๔ นี้ พวกเธอพึงทรงจำกันไว้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาปเทสทั้ง ๔ ข้อนี้ พวกเธอพึงทรงจำกันไว้ ฉะนี้แล”
ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ อานันทเจดีย์ในโภคนคร นั้น ทรงทำธรรมีกถานี้แหละเป็นอันมากแก่พวกภิกษุว่า “ศีลเป็นดังนี้
สมาธิเป็นดังนี้ ปัญญาเป็นดังนี้ สมาธิอันศีลอบรมแล้วย่อมมีผลมาก มี อานิสงส์มาก ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก จิต อันปัญญาอบรมแล้วย่อมหลุดพ้นจากอาสวะ คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ โดยชอบทีเดียว”
เรื่องนายจุนทกัมมารบุตร
{๑๑๗} [๑๘๙] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในโภคนครตามความ พอพระทัยแล้ว ได้ตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า “มาไปกันเถิด อานนท์ เราจักไปยังเมืองปาวากัน” ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของ พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุ สงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จถึงเมืองปาวาแล้ว ได้ยินว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ อัมพวันของนายจุนทกัมมารบุตร ในเมืองปาวานั้น
ครั้งนั้น นายจุนทกัมมารบุตรได้สดับข่าวว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จถึงเมืองปาวาประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของเราในเมืองปาวา” จึงเข้า ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระ ภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงนาย จุนทกัมมารบุตรผู้นั่งเรียบร้อยแล้วให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ลำดับนั้น นายจุนทกัมมารบุตรผู้อันพระผู้มีพระ ภาคเจ้าทรงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา แล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้ มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ทรงพระกรุณาโปรดรับนิมนต์ฉัน ภัตตาหารของข้าพระองค์ เพื่อเจริญบุญกุศลและปีติปราโมทย์ในวันพรุ่งนี้ ด้วยเถิด” พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับอาราธนาโดยดุษณีภาพ ลำดับนั้น นายจุนทกัมมารบุตรทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับอาราธนาแล้วจึงลุก จากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า กระทำประทักษิณแล้วกลับไป
นายจุนทกัมมารบุตรให้ตระเตรียมของเคี้ยวของฉันอันประณีตและ สูกรมัททวะเป็นอันมาก ในนิเวศน์ของตน โดยตลอดราตรีนั้น แล้วให้ คนไปกราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้เวลาแล้ว ภัตตาหารสำเร็จแล้ว”
ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตรและจีวรพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของนาย จุนทกัมมารบุตร ประทับนั่งเหนืออาสนะที่เขาจัดถวาย ครั้นแล้วได้รับสั่ง กะนายจุนทกัมมารบุตรว่า “ดูก่อนจุนทะ ท่านจงอังคาสเราด้วยสูกรมัททวะ ที่ท่านตระเตรียมไว้ จงอังคาสภิกษุสงฆ์ด้วยของเคี้ยวของฉันอย่างอื่นที่ท่าน ตระเตรียมไว้”
นายจุนทกัมมารบุตรทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จึง อังคาสพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยสูกรมัททวะที่ตระเตรียมไว้ อังคาสภิกษุสงฆ์ ด้วยของเคี้ยวของฉันอย่างอื่นที่ตระเตรียมไว้ ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า รับสั่งกะนายจุนทกัมมารบุตรว่า “ดูก่อนจุนทะ ท่านจงฝังสูกรมัททวะที่ยัง เหลือเสียในหลุม นอกจากตถาคตแล้ว เรายังไม่เห็นผู้ใดในโลก ตลอดทั้ง เทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทพดา และมนุษย์ผู้บริโภคสูกรมัททวะนั้นแล้วจะพึงให้ย่อยตามปกติได้” นายจุนท กัมมารบุตรทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จึงฝังสูกรมัททวะ
- ๑สูกรมัททวะ หมายถึงเนื้อสันของสุกรที่เจริญเติบโตอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งกล่าวกันว่าอ่อนนุ่ม และอุดมด้วยไขมัน ได้รับการจัดแจงปรุงรสอย่างดี มีมติของอาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า “คำว่า ‘สูกรมัททวะ’ หมายถึงชื่อของวิธีปรุงนํ้าซุปเบญจโครสผสมด้วยข้าวสุกนุ่ม” นอกจากนี้ ยังมีเกจิอาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า “ชื่อว่าสูกรมัททวะ ได้แก่ วิธีปรุงยาบำรุงกำลัง (รสายนวิธี) ชนิดหนึ่งซึ่งนายจุนทะตั้งใจปรุงเป็นพิเศษด้วยหวังว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าจะไม่พึงปรินิพพาน” อนึ่ง ในสูกรมัททวะนั้น เหล่าเทวดาในมหาทวีปทั้ง ๔ ซึ่งมีทวีปเล็กจำนวน ๒,๐๐๐ ทวีปเป็นบริวาร ต่างพากันใส่โอชารสเข้าไป (นัย ที.ม.อ. ๑๗๒)
- ๒อังคาส หมายถึงถวายอาหารเลี้ยงดูอย่างดีเลิศ
ที่ยังเหลือเสียในหลุม แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นแล้วได้ถวาย บังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาค เจ้าทรงชี้แจงนายจุนทกัมมารบุตรผู้นั่งเรียบร้อยแล้วให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา แล้วทรงลุกจากอาสนะเสด็จกลับ
[๑๙๐] ลำดับนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยภัตตาหารของนาย จุนทกัมมารบุตรแล้วก็เกิดอาพาธอย่างร้ายแรง มีเวทนากล้าเกิดแต่การ ประชวรลงพระโลหิต ถึงใกล้จะปรินิพพาน นัยว่า ในครั้งนั้นพระผู้มีพระ ภาคเจ้าทรงมีพระสติสัมปชัญญะ ทรงอดกลั้นเวทนาเหล่านั้นไว้มิได้ทรง พรั่นพรึง ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า “มาไปกันเถิด อานนท์ เราจักไปยังเมืองกุสินารากัน” ท่านพระอานนท์ทูลรับ พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว{๑๑๘} ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรง พระปรีชาเสวยภัตตาหารของนายจุนทกัมมารบุตรแล้ว ทรงพระประชวรอย่างหนัก ถึงใกล้ปรินิพพาน
เมื่อพระศาสดาเสวยสูกรมัททวะแล้ว ได้เกิด ประชวรอย่างหนักขึ้น พระผู้มีพระภาคเจ้าลงพระบังคน พลางตรัสว่า เราจะไปยังเมืองกุสินารา
(คาถานี้พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้เมื่อคราวทำสังคายนา)
- ๑ปักขันทิกาพาธ ในที่นี้คือ โลหิตปักขันทิกาพาธ พระอาการประชวรลงพระโลหิตอย่างแรง คือ ทำให้พระองค์ทรงถ่าย (ลงพระบังคนหนัก) เป็นเลือดบ่อย ๆ (นัย ที.ม.อ. ๑๗๓)
- ๒พระสังคีติกาจารย์ พระอาจารย์ผู้ร้อยกรองพระธรรมวินัย ในที่นี้หมายถึงพระเถระผู้เป็น พระอรหันต์จำนวน ๕๐๐ รูป มีพระมหากัสสปะเป็นประธาน ซึ่งร่วมทำสังคายนาครั้งแรก
โปรดให้พระอานนท์นำนํ้ามาถวาย
{๑๑๙} [๑๙๑] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จแวะจากหนทางแล้วเสด็จ เข้าไปยังโคนไม้ต้นหนึ่ง รับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ เธอช่วยปูผ้าสังฆาฏิซ้อนกันเป็นสี่ชั้นให้เรา เราเหนื่อย จักนั่งพัก” ท่าน พระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ปูผ้าสังฆาฏิซ้อน กันเป็นสี่ชั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะที่พระอานนท์ปูถวาย แล้ว ครั้นประทับนั่งแล้วได้รับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ เธอช่วยนำนํ้ามาให้เรา เรากระหาย จักดื่มนํ้า”เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ได้กราบทูล ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อกี้นี้เอง เกวียนประมาณ ๕๐๐ เล่มเพิ่ง ข้ามไป ธารน้ำนั้นมีขนาดเล็กถูกล้อเกวียนบดทับจนขุ่นมัวไหลไป แม่นํ้า กกุธานทีนี้อยู่ไม่ไกล มีนํ้าใส เย็นสนิท สะอาด มีท่าขึ้นลงสะดวก น่า รื่นรมย์ พระผู้มีพระภาคเจ้าจักทรงดื่มนํ้าและจักทรงสรงสนานพระองค์ให้ เย็นสบายได้ที่แม่นํ้านี้”พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับสั่งท่านพระอานนท์เป็นครั้งที่ ๒ ว่า “ดูก่อน อานนท์ เธอช่วยนำน้ำมาให้เรา เรากระหาย จักดื่มนํ้า”
แม้ครั้งที่ ๒ ท่านพระอานนท์ก็ได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อกี้นี้เอง เกวียนประมาณ ๕๐๐ เล่มเพิ่งข้ามไป ธารน้ำนั้นมีขนาด เล็กถูกล้อเกวียนบดทับจนขุ่นมัวไหลไป แม่น้ำกกุธานทีนี้อยู่ไม่ไกล มีนํ้าใส เย็นสนิท สะอาด มีท่าขึ้นลงสะดวก น่ารื่นรมย์ พระผู้มีพระภาคเจ้า จักทรงดื่มนํ้าและจักทรงสรงสนานพระองค์ให้เย็นสบายได้ที่แม่น้ำนี้”
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับสั่งท่านพระอานนท์เป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ดูก่อน อานนท์ เธอช่วยนำนํ้ามาให้เรา เรากระหาย จักดื่มน้ำ” ท่านพระอานนท์ ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วถือบาตรไปยังแม่นํ้านั้น
ทันทีนั้นเอง แม่น้ำขนาดเล็กที่ถูกล้อเกวียนบดทับจนขุ่นมัวไหลไปอยู่ เมื่อท่านพระอานนท์เข้าไปใกล้ ๆ กลับใสสะอาด ไม่ขุ่นมัวไหลไปอยู่ ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์จึงคิดว่า “เจ้าข้าเอ๋ย น่าอัศจรรย์จริงหนอ เจ้าข้าเอ๋ย น่าแปลกใจจริงหนอ ที่พระตถาคตทรงเป็นผู้มีฤทธิ์มาก มี อานุภาพมาก ขนาดแม่นํ้าขนาดเล็กที่ถูกล้อเกวียนบดทับจนขุ่นมัวไหลไปอยู่ เมื่อเราเข้าไปใกล้ ๆ กลับใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว ไหลไปอยู่ได้”
พระอานนท์ทูลเหตุอัศจรรย์
ท่านพระอานนท์ตักนํ้าด้วยบาตรแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ‘พระพุทธเจ้าข้า น่าอัศจรรย์จริง พระพุทธเจ้าข้า น่าแปลกใจจริง ที่พระตถาคตเป็นผู้มีฤทธิ์มากมีอานุภาพ มาก เมื่อกี้นี้เอง แม่นํ้าขนาดเล็กที่ถูกล้อเกวียนบดทับจนขุ่นมัวไหลไปอยู่ เมื่อข้าพระองค์เข้าไปใกล้ ๆ กลับใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว ไหลไปแล้ว ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงเสวยนํ้าเถิด ขอพระสุคตจงเสวยน้ำเถิด” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสวยนํ้าแล้ว
เรื่องปุกกุสมัลลบุตร
{๑๒๐} [๑๙๒] ก็สมัยนั้น โอรสเจ้ามัลละนามว่าปุกกุสะ เป็นสาวกของ อาฬารดาบสกาลามโคตร ออกจากเมืองกุสินาราเดินทางไกลไปยังเมือง ปาวา ปุกกุสมัลลบุตรได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่โคนไม้ต้นหนึ่ง จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้ มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้วได้ กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์นัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าแปลกใจนัก พวกบรรพชิตอยู่กันด้วยวิหารธรรม อันสงบจริงหนอ เรื่องเคยมีมาแล้ว อาฬารดาบสกาลามโคตรเดินทางไกล แวะจากหนทางนั่งพักกลางวันที่โคนไม้ต้นหนึ่งในที่ไม่ไกล ขณะนั้นมีเกวียน
ประมาณ ๕๐๐ เล่มได้ผ่านอาฬารดาบสกาลามโคตรติด ๆ กันไป ชายคนหนึ่ง ซึ่งเดินทางตามหลังหมู่เกวียนมา เข้าไปหาอาฬารดาบสกาลามโคตรถึงที่พัก ครั้นแล้วได้ถามท่านอาฬารดาบสกาลามโคตรว่า ‘ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่าน ได้เห็นเกวียนประมาณ ๕๐๐ เล่มผ่านไปบ้างไหม”ท่านอาฬารดาบสตอบว่า ‘เรามิได้เห็นเลย คุณ’
‘ก็ท่านไม่ได้ยินเสียงหรือ’
‘เราไม่ได้ยิน’
‘ท่านหลับหรือ’
‘เราไม่ได้หลับ’
‘ท่านยังมีสัญญาอยู่หรือ’
‘อย่างนั้น คุณ’
‘ท่านยังมีสัญญา ตื่นอยู่ แต่ไม่ได้เห็น และก็ไม่ได้ยินเสียงเกวียน ประมาณ ๕๐๐ เล่มซึ่งผ่านติดๆ กันไป ก็ผ้าสังฆาฏิของท่านเปื้อนฝุ่นบ้างไหม’
‘อย่างนั้น คุณ’
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ลำดับนั้น ชายผู้นั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เจ้าข้าเอ๋ย น่าอัศจรรย์จริง เจ้าข้าเอ๋ย น่าแปลกใจจริง พวกบรรพชิต ย่อมอยู่กันด้วยวิหารธรรมอันสงบหนอ ซึ่งเป็นผู้ยังมีสัญญา ตื่นอยู่ แต่ไม่ได้เห็นและก็ไม่ได้ยินเสียงเกวียนประมาณ ๕๐๐ เล่มซึ่งผ่านติด ๆ กันไป’ ชายผู้นั้นประกาศความเลื่อมใสอย่างยิ่งในอาฬารดาบสกาลามโคตร แล้วหลีกไป”[๑๙๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามปุกกุสมัลลบุตรว่า “ดูก่อน ปุกกุสะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน อย่างไหนจะทำได้ยากกว่ากัน หรือให้เกิดขึ้นได้ยากกว่ากัน คือ ผู้ยังมีสัญญา ตื่นอยู่ แต่ไม่เห็นและก็ไม่ ได้ยินเสียงเกวียนประมาณ ๕๐๐ เล่มซึ่งผ่านติด ๆ กันไป กับผู้ที่ยังมีสัญญา
ตื่นอยู่ เมื่อฝนตกทั้งตกอย่างหนักอยู่ ฟ้าร้องคำรามอยู่ ฟ้าผ่าอยู่ แต่มิได้
เห็นและไม่ได้ยินเสียง”
ปุกกุสมัลลบุตรกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เกวียน ๕๐๐ เล่ม ๖๐๐ เล่ม ๗๐๐ เล่ม ๘๐๐ เล่ม ๑,๐๐๐ เล่ม ๑๐,๐๐๐ เล่ม ๑๐๐,๐๐๐ เล่ม จักกระทำอะไรได้ การที่ผู้ที่ยังมีสัญญา ตื่นอยู่ เมื่อฝนตกทั้งตกอย่างหนักอยู่ ฟ้าร้องคำรามอยู่ ฟ้าผ่าอยู่ แต่มิได้เห็นและไม่ได้ยินเสียง อย่างนี้แหละ ทำได้ยากกว่าและให้เกิดขึ้นได้ยากกว่า”
{๑๒๑} “ดูก่อนปุกกุสะ สมัยหนึ่ง เราอยู่ในโรงกระเดื่องที่เมืองอาตุมา สมัยนั้น เมื่อฝนตกทั้งตกอย่างหนักอยู่ ฟ้าร้องคำรามอยู่ ฟ้าผ่าอยู่ ชาวนา สองคนพี่น้องและโคผู้สี่ตัวถูกฟ้าผ่าในที่ใกล้โรงกระเดื่อง ลำดับนั้น หมู่ มหาชนในเมืองอาตุมาพากันออกมาแล้วเข้าไปหาชาวนาสองคนพี่น้องและ โคผู้สี่ตัวซึ่งถูกฟ้าผ่านั้น ดูก่อนปุกกุสะ สมัยนั้น เราออกจากโรงกระเดื่อง จงกรมอยู่กลางแจ้งใกล้ประตูโรงกระเดื่อง ครั้งนั้น ชายผู้หนึ่งออกมาจาก หมู่มหาชนนั้นเข้ามาหาเรา ครั้นอภิวาทเราแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง เราได้กล่าวกะชายผู้นั้นว่า ‘ดูก่อนท่านผู้มีอายุ หมู่มหาชนนั้นชุมนุมกัน ทำไมหนอ’ ชายผู้นั้นตอบว่า ‘ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อกี้นี้ เมื่อฝนตกทั้งตกอย่าง หนักอยู่ ฟ้าร้องคำรามอยู่ ฟ้าผ่าอยู่ ชาวนาสองคนพี่น้องและโคผู้สี่ตัวถูก ฟ้าผ่า หมู่มหาชนชุมนุมกันเพราะเหตุนี้ ก็ท่านอยู่ในที่ไหนเล่า’
‘เราอยู่ในที่นี้เอง’
‘ก็ท่านไม่เห็นหรือ’
‘เราไม่ได้เห็น’
‘ก็ท่านไม่ได้ยินเสียงหรือ’
‘เราไม่ได้ยิน’
‘ก็ท่านหลับหรือ’
‘เราไม่ได้หลับ’
‘ก็ท่านยังมีสัญญาหรือ’
‘อย่างนั้น คุณ’
‘ก็ท่านยังมีสัญญา ตื่นอยู่ เมื่อฝนตกทั้งตกอย่างหนักอยู่ ฟ้าร้อง คำรามอยู่ ฟ้าผ่าอยู่ แต่ไม่ได้เห็นและไม่ได้ยินเสียงหรือ’
‘อย่างนั้น คุณ’
ดูก่อนปุกกุสะ ต่อจากนั้นชายผู้นั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เจ้าข้าเอ๋ย น่าอัศจรรย์จริง เจ้าข้าเอ๋ย น่าแปลกใจจริง พวกบรรพชิตย่อมอยู่กันด้วย วิหารธรรมอันสงบหนอ ซึ่งเป็นผู้ยังมีสัญญา ตื่นอยู่ เมื่อฝนตกทั้งตก อย่างหนักอยู่ ฟ้าร้องคำรามอยู่ ฟ้าผ่าอยู่ แต่ไม่ได้เห็นและไม่ได้ยินเสียง’ ชายผู้นั้นประกาศความเลื่อมใสอย่างยิ่งในเรา ทำประทักษิณแล้วหลีกไป”
ปุกกุสมัลลบุตรประกาศตนเป็นพุทธมามกะ
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ปุกกุสมัลลบุตรได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอโปรยความ เลื่อมใสในอาฬารดาบสกาลามโคตรไปในพายุใหญ่ หรือขอลอยไปในแม่นํ้า ซึ่งมีกระแสเชี่ยว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้ง นัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระผู้มี พระภาคเจ้าทรงประกาศพระธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือน บุคคลหงายของที่ควํ่า เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่อง ประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ ฉะนั้น ข้าพระองค์นี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิต ถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป”
[๑๙๔] ลำดับนั้น ปุกกุสมัลลบุตรสั่งบุรุษคนหนึ่งว่า “พนาย ท่าน จงช่วยนำผ้าสิงคิวรรณเนื้อละเอียดคู่หนึ่งซึ่งเป็นผ้าทรงของเรามา” บุรุษ นั้นรับคำปุกกุสมัลลบุตรแล้วนำผ้าสิงคิวรรณเนื้อละเอียดคู่หนึ่งซึ่งเป็นผ้าทรง ของปุกกุสมัลลบุตรมาแล้ว ลำดับนั้น ปุกกุลมัลลบุตรน้อมคู่ผ้าสิงคิวรรณ เนื้อละเอียดซึ่งเป็นผ้าทรงนั้นเข้าไปถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อม กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คู่ผ้าสิงคิวรรณเนื้อละเอียดนี้เป็นผ้าทรง ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงอาศัยความอนุเคราะห์ทรงรับคู่ผ้านั้นของข้า
พระองค์ด้วยเถิด”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนปุกกุสะ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงให้ เราครองผืนหนึ่ง ให้อานนท์ครองผืนหนึ่ง” ปุกกุสมัลลบุตรรับพระดำรัส ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองผืนหนึ่ง ถวาย ท่านพระอานนท์ครองผืนหนึ่ง ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจง ปุกกุสมัลลบุตรให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา แล้ว ปุกกุสมัลลบุตรผู้อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้วลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มี พระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วหลีกไป{๑๒๒} [๑๙๕] ครั้งนั้น เมื่อปุกกุสมัลลบุตรหลีกไปแล้วไม่นาน ท่านพระ อานนท์ได้น้อมคู่ผ้าสิงคิวรรณเนื้อละเอียดซึ่งเป็นผ้าทรงนั้นเข้าไปยังพระวรกาย ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผ้าที่ท่านพระอานนท์น้อมเข้าไปยังพระวรกายของ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นปรากฏดังถ่านไฟที่ปราศจากเปลว ลำดับนั้น ท่าน พระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่า อัศจรรย์จริง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าแปลกใจจริง พระฉวีวรรณของ พระตถาคตบริสุทธิ์ผุดผ่องยิ่งนัก คู่ผ้าสิงคิวรรณเนื้อละเอียดซึ่งเป็นผ้าทรงนี้
- ๑ผ้าสิงคิวรรณ คือ ผ้ามีสีดังทองสิงคี หรือผ้าสีทอง (ที.ม.อ. ๑๗๔)
ข้าพระองค์น้อมเข้าไปยังพระวรกายของพระผ้มีพระภาคเจ้า แล้วปรากฏ ดังถ่านไฟที่ปราศจากเปลว”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ข้อนี้เป็นอย่างนั้น อานนท์ ในสองเวลา กายของตถาคตย่อมบริสุทธิ์ ผิวพรรณย่อมผุดผ่องยิ่งนัก สองเวลาไหนบ้าง คือ ในราตรีที่ตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ๑ ในราตรีที่ตถาคต ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ๑ ดูก่อนอานนท์ ในสองเวลานี้แล กายของตถาคตย่อมบริสุทธิ์ ผิวพรรณย่อมผุดผ่องยิ่งนัก ดูก่อนอานนท์ ใน ปัจฉิมยามแห่งราตรีวันนี้แล การปรินิพพานของตถาคตจักมีในระหว่างไม้ สาละทั้งคู่ ในสาลวันอันเป็นที่เสด็จประพาสของมัลลกษัตริย์ทั้งหลาย ในเมืองกุสินารา มาไปกันเถิด อานนท์ เราจะไปยังแม่นํ้ากกุธานทีกัน’ ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว{๑๒๓} ปุกกุสะนำคู่ผ้าสิงคิวรรณเนื้อละเอียดเข้าไปถวาย พระศาสดาทรงครองคู่ผ้านั้นแล้ว มีพระวรรณะดังทอง งดงามแล้ว
เสด็จไปสู่กกุธานที
{๑๒๔} [๑๙๖] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษสงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จ ไปยังแม่นํ้ากกุธานที ครั้นแล้วเสด็จลงแม่นํ้ากกุธานที ทรงสรงและเสวย นํ้าแล้วเสด็จขึ้นไปยังอัมพวัน ตรัสเรียกท่านพระจุนทกะมารับสั่งว่า “ดูก่อน จุนทกะ เธอช่วยปูผ้าสังฆาฏิซ้อนกันเป็นสี่ชั้นให้เรา เราเหนื่อย จักนอนพัก” ท่านพระจุนทกะทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ปูผ้าสังฆาฏิ ซ้อนกันเป็นสี่ชั้น ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสำเร็จสีหไสยาโดย พระปรัศว์เบื้องขวา ทรงซ้อนพระบาทเหลื่อมพระบาท ทรงมีพระ สติสัมปชัญญะ ทรงมนสิการอุฏฐานสัญญา ส่วนท่านพระจุนทกะนั่งเฝ้าอยู่ เบื้องพระพักตรของพระผู้มีพระภาคเจ้าในที่นั้นแหละ
{๑๒๕}พระพุทธเจ้าผู้ศาสดาตถาคต หาผู้เปรียบมิได้ในโลก ทรงเหน็ดเหนื่อยมาก เสด็จไปแม่น้ำกกุธานที ซึ่งมีน้ำใส จืดสนิท สะอาด แล้วเสด็จลง
ทรงสรงและเสวยน้ำแล้วเสด็จขึ้น มีหมู่ภิกษุ แวดล้อมเสด็จไปในท่ามกลาง พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ ศาสดาผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ทรงประกาศพระ ธรรมไว้ในพระศาสนานี้ เสด็จถึงอัมพวันแล้ว ทรง รับสั่งกะภิกษุชื่อจุนทกะว่า ‘เธอจงช่วยปูผ้าสังฆาฏิซ้อน กันเป็นสี่ชั้นให้เป็นที่นอนของเรา’
พระจุนทกะนั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้อบรม พระองค์ทรงเตือนแล้ว รีบปูผ้าสังฆาฏิซ้อนกันเป็นสี่ชั้น ถวาย พระศาสดาบรรทมแล้ว ทรงหายเหน็ดเหนื่อย ฝ่ายพระจุนทกะนั่งเฝ้าอยู่เฉพาะพระพักตร์ในที่นั้น
ผลแห่งบิณฑบาต ๒ คราว
{๑๒๖} [๑๙๗] ต่อมา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่ง ว่า “ดูก่อนอานนท์ อาจจะมีบางคนทำให้นายจุนทกัมมารบุตรเกิดความ เดือดร้อนใจว่า ‘ท่านจุนทะ มิใช่ลาภของท่าน ท่านได้ไม่ดีแล้ว ที่พระ ตถาคตเสวยบิณฑบาตของท่านเป็นครั้งสุดท้ายแล้วเสด็จปรินิพพาน’ เธอพึง ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนใจของนายจุนทกัมมารบุตรเสียอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อน ท่านจุนทะ เป็นลาภของท่าน ท่านได้ดีแล้ว ที่พระตถาคตเสวยบิณฑบาต ของท่านเป็นครั้งสุดท้ายแล้วเสด็จปรินิพพาน เรื่องนี้เราได้ฟังมาได้รับมา เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ‘บิณฑบาต ๒ คราวนี้มีผลเสมอกัน มีวิบากเสมอกัน มีผลมากกว่ามีอานิสงส์มากกว่าบิณฑบาตอื่น ๆ ยิ่งนัก บิณฑบาต ๒ คราวคืออะไรบ้าง คือ บิณฑบาตที่พระตถาคตเสวยแล้วได้
ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณอย่างหนึ่ง กับบิณฑบาตที่พระตถาคตเสวย แล้วเสด็จปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุอย่างหนึ่ง บิณฑบาต ๒ คราวนี้มีผลเสมอกัน มีวิบากเสมอกัน มีผลมากกว่า มีอานิสงส์มากกว่า บิณฑบาตอื่นๆ ยิ่งนัก ท่านจุนทกัมมารบุตรได้สั่งสมกรรมที่เป็นเหตุให้มี อายุ ให้มีวรรณะ ให้มีความสุข ให้มียศศักดิ์ ให้บังเกิดในสวรรค์ ให้ เป็นใหญ่ยิ่งไว้แล้ว’ ดูก่อนอานนท์ เธอพึงช่วยบรรเทาความเดือดร้อนใจ ของนายจุนทกัมมารบุตรตามที่กล่าวมานี้”
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบข้อความนั้นแล้วทรงเปล่ง พระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
{๑๒๗} ผู้ให้ทาน บุญย่อมเจริญ ผู้สำรวมระวัง เวร ย่อมไม่ก่อขึ้น และคนฉลาดย่อมละบาปได้ เพราะราคะ โทสะ โมหะ สิ้นไป เขาจึงนิพพานแล้ว
จบ ภาณวารที่ ๔
ว่าด้วยต้นสาละคู่
{๑๒๘} [๑๙๘] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ มาไปกันเถิด เราจักไปยังแม่นํ้าหิรัญญวดีฝั่งโน้น ไปเมือง กุสินารา และสาลวันอันเป็นที่เสด็จประพาสของพวกเจ้ามัลละกัน” ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จไปยังฝั่งโน้นแห่งแม่นํ้า หิรัญญวดี เมืองกุสินารา และสาลวันอันเป็นที่เสด็จประพาสของพวกเจ้า มัลละ ครั้นแล้วรับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ เธอจงตั้ง เตียงให้เรา หันศีรษะไปทางทิศอุดร ระหว่างต้นสาละทั้งคู่ เราเหนื่อย จักนอนพัก” ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
ตั้งเตียงหันพระเศียรไปทางทิศอุดร ระหว่างต้นสาละทั้งคู่ พระผู้มี พระภาคเจ้าทรงสำเร็จสีหไสยาโดยพระปรัศว์เบื้องขวา ทรงซ้อนพระบาท เหลื่อมพระบาท ทรงมีพระสติสัมปชัญญะ
ว่าด้วยการบูชาพระพุทธองค์
{๑๒๙} สมัยนั้น ต้นสาละทั้งคู่เผล็ดดอกบานสะพรั่งนอกฤดูกาลไปทั้งต้น ดอกไม้เหล่านั้นร่วงหล่นโปรยปรายลงมายังพระสรีระของพระตถาคตเพื่อ บูชา แม้ดอกมณฑารพอันเป็นของทิพย์ก็ตกลงมาจากอากาศ ดอก มณฑารพเหล่านั้นร่วงหล่นโปรยปรายลงมายังพระสรีระของพระตถาคตเพื่อ บูชา แม้จุรณจันทน์อันเป็นของทิพย์ก็ตกลงมาจากอากาศ จุรณจันทน์ เหล่านั้นร่วงหล่นโปรยปรายลงมายังพระสรีระของพระตถาคตเพื่อบูชา ดนตรี อันเป็นทิพย์เล่าก็ประโคมอยู่ในอากาศเพื่อบูชาพระตถาคต แม้สังคีต อันเป็นทิพย์ก็เป็นไปในอากาศเพื่อบูชาพระตถาคต
[๑๙๙] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกท่านพระอานนท์มา รับสั่งว่า “ดูก่อนอานนท์ ต้นสาละทั้งคู่เผล็ดดอกบานสะพรั่งนอกฤดูกาล ไปทั้งต้น ดอกไม้เหล่านั้นร่วงหล่นโปรยปรายลงมายังสรีระของตถาคตเพื่อ บูชา แม้ดอกมณฑารพอันเป็นของทิพย์ก็ตกลงมาจากอากาศ ดอก มณฑารพเหล่านั้นร่วงหล่นโปรยปรายลงมายังสรีระของตถาคตเพื่อบูชา แม้ จุรณจันทน์อันเป็นของทิพย์ก็ตกลงมาจากอากาศ จุรณจันทน์เหล่านั้นร่วง หล่นโปรยปรายลงมายังสรีระของตถาคตเพื่อบูชา ดนตรีอันเป็นทิพย์เล่าก็ ประโคมอยู่ในอากาศเพื่อบูชาตฤาคต แม้สังคีตอันเป็นทิพย์ก็เป็นไป ในอากาศเพื่อบูชาตถาคต ดูก่อนอานนท์ ตถาคตจะชื่อว่าเป็นผู้ที่บริษัท สักการะ เคารพ นับถือ บูชา หรือนอบน้อมแล้วด้วยเครื่องสักการะ ประมาณเท่านี้ก็หามิได้ ดูก่อนอานนท์ ผู้ใดแลจะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรืออุบาสิกาก็ตาม เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติ ตามธรรมอยู่ ผู้นั้นย่อมชื่อว่าสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม
ตถาคตด้วยการบูชาอย่างยิ่ง เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ พวกเธอพึง สำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘เราจักเป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติ ชอบ ประพฤติตามธรรมอยู่’ ดังนี้”
เรื่องพระอุปวาณเถระ
{๑๓๐} [๒๐๐] สมัยนั้น ท่านพระอุปวาณะยืนถวายงานพัดพระผู้มีพระภาคเจ้า เบื้องหน้าพระพักตร์อยู่ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงขับท่านพระ อุปวาณะว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอจงหลีกไป อย่ายืนตรงหน้าเรา”
ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ได้มีความดำริว่า “ท่านอุปวาณะรูปนี้ เป็นอุปัฏฐากอยู่ใกล้ชิดพระผู้มีพระภาคเจ้ามาช้านาน ก็แลเมื่อเป็นเช่นนั้น ในครั้งสุดท้าย พระผู้มีพระภาคเจ้ากลับทรงขับท่านอุปวาณะว่า ‘ดูก่อนภิกษุ เธอจงหลีกไป อย่ายืนตรงหน้าเรา’ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระผู้มี พระภาคเจ้าทรงขับท่านอุปวาณะว่า ‘ดูก่อนภิกษุ เธอจงหลีกไป อย่ายืน ตรงหน้าเรา’
ครั้นแล้วท่านพระอานนท์จึงได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านอุปวาณะรูปนี้เป็นอุปัฏฐากอยู่ใกล้ชิด พระผู้มีพระภาคเจ้ามาช้านาน ก็แลเมื่อเป็นเช่นนั้น ในกาลสุดท้าย พระผู้ มีพระภาคเจ้ากลับทรงขับท่านอุปวาณะว่า ‘ดูก่อนภิกษุ เธอจงหลีกไป อย่ายืนตรงหน้าเรา’ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงขับท่านอุปวาณะว่า ‘ดูก่อนภิกษุ เธอจงหลีกไป อย่ายืนตรงหน้าเรา’ พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ เทวดาในหมื่นโลกธาตุ โดยมากมาชุมนุมกันเพื่อจะเห็นตถาคต อานนท์ ถึงเมืองกุสินาราและ สาลวันอันเป็นที่ประพาสของพวกเจ้ามัลละวัดโดยรอบได้ถึง ๑๒ โยชน์ ตลอดที่เพียงเท่านี้ก็ยังไม่มีส่วนที่เทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ไม่ถูกต้องแล้วแม้เท่าปลาย ขนทรายจรดลง พวกเทวดายกโทษอยู่ว่า ‘พวกเรามาแต่ที่ไกลเพื่อจะเห็น
พระตถาคต ในกาลบางครั้งบางคราวพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงจะเสด็จอุบัติในโลก ในปัจฉิมยามแห่งราตรีในวันนี้แหละ พระตถาคต ก็จักปรินิพพาน ก็ภิกษุผู้มีศักดิ์ใหญ่รูปนี้กลับมายืนบังอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์ พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกเราจึงไม่ได้เห็นพระตถาคตในกาลเป็นครั้งสุดท้าย”[๒๐๑] “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พวกเทวดาเป็นอย่างไร กระทำไว้ ในใจอย่างไร”
“ดูก่อนอานนท์ มีเทวดาบางพวกสำคัญอากาศว่าเป็นแผ่นดิน สยาย ผม ประคองแขนทั้งสองคร่ำครวญอยู่ ล้มลงกลิ้งเกลือกไปมาเหมือนมีเท้า ขาดแล้ว พลางรำพันว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้าจักเสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก พระสุคตจักเสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก พระผู้มีพระจักษุในโลกจักอันตรธาน เสียเร็วนัก’ดูก่อนอานนท์ มีเทวดาบางพวกสำคัญแผ่นดินว่าเป็นแผ่นดิน สยาย ผม ประคองแขนทั้งสองคร่ำครวญอยู่ ล้มกลิ้งเกลือกไปมาเหมือนมีเท้า ขาดแล้ว พลางรำพันว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้าจักเสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก พระสุคตจักเสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก พระผู้มีพระจักษุในโลกจักอันตรธาน เสียเร็วนัก’ส่วนเทวดาพวกที่ปราศจากราคะแล้ว ก็มีสติสัมปชัญญะอดกลั้นได้ โดยธรรมสังเวชว่า ‘สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เพราะฉะนั้น เหล่าสัตว์ จะพึงได้ในสังขารนี้แต่ที่ไหน”
ว่าด้วยสังเวชนียสถาน ๔ แห่ง
{๑๓๑} [๒๐๒] พระอานนท์กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อก่อน พวกภิกษุผู้อยู่จำพรรษาในทิศทั้งหลาย ย่อมมาเฝ้าพระตถาคตกัน พวก ข้าพระองค์ย่อมได้เห็นย่อมได้เข้าไปนั่งใกล้ภิกษุผู้ให้เจริญใจเหล่านั้น ก็โดย กาลล่วงไปแห่งพระผู้มีพระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์จักไม่ได้เห็น จักไม่ได้เข้าไปนั่งใกล้พวกภิกษุผู้ให้เจริญใจต่อไป”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ สังเวชนียสถานอันเป็น ที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาควรจะเห็นมี ๔ แห่งเหล่านี้ ๔ แห่งคือที่ไหนบ้าง คือ๑. สังเวชนียสถานอันเป็นที่ที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาควรจะเห็นว่า ‘พระตถาคตประสูติ ณ ที่นี้
๒. สังเวชนียสถานอันเป็นที่ที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาควรจะเห็นว่า ‘พระตถาคตตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ณ ที่นี้’๓. สังเวชนียสถานอันเป็นที่ที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาควรจะเห็นว่า ‘พระตถาคตทรงยังอนุตตรธรรมจักรให้เป็นไป ณ ที่นี้’๔. สังเวชนียสถานอันเป็นที่ที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาควรจะเห็นว่า ‘พระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพาน ธาตุ ณ ที่นี้’สังเวชนียสถาน ๔ แห่งนี้แลเป็นที่ที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาควรจะเห็น
ดูก่อนอานนท์ พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาจักมากัน ด้วยความเชื่อว่า ‘พระตถาคตประสูติ ณ ที่นี้’ บ้าง ‘พระตถาคตตรัสรู้ พระอนุตตร สัมมาสัมโพธิญาณ ณ ที่นี้’ บ้าง ‘พระตถาคตทรงยังอนุตตร ธรรมจักรให้เป็นไป ณ ที่นี้’ บ้าง ‘พระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้วด้วย อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ณ ที่นี้’ บ้าง ก็ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งเที่ยวจาริกไป ยังเจดียสถาน มีจิตเลื่อมใสแล้วทำกาละไป ชนเหล่านั้นทั้งหมดหลังจาก ตายไปจักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์”
พระอานนท์ทูลถามข้อปฏิบัติ
วิธีปฏิบัติในมาตุคาม
{๑๓๒} [๒๐๓] “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์จะพึงปฏิบัติใน มาตุคามอย่างไร”
“ไม่เห็นเสีย อานนท์”
“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะต้องเห็น จะพึงปฏิบัติอย่างไร” “ไม่เจรจาด้วย อานนท์”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อจะต้องเจรจา จะพึงปฏิบัติอย่างไร” “พึงตั้งสติไว้ อานนท์”
วิธีปฏิบัติในพระพุทธสรีระ
{๑๓๓} [๒๐๔] “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์จะพึงปฏิบัติใน พระสรีระของพระตถาคตอย่างไร”
“ดูก่อนอานนท์ พวกเธอไม่ต้องขวนขวายเพื่อบูชาสรีระตถาคตดอก จงสืบต่อประโยชน์ของตน จงประกอบประโยชน์ของตน จงเป็นผู้ไม่ ประมาทในประโยชน์ของตน มีความเพียร มีจิตมุ่งตรงต่อนิพพานอยู่กัน เถิด กษัตริย์ผู้เป็นบัณฑิตก็ดี พราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตก็ดี คฤหบดีผู้เป็น บัณฑิตก็ดี ผู้เลื่อมใสยิ่งในตถาคตมีอยู่ เขาทั้งหลายจักกระทำการบูชา สรีระตถาคตเอง”[๒๐๕] “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ท่านเหล่านั้นจะพึงปฏิบัติใน พระสรีระของพระตถาคตอย่างไร”
“ดูก่อนอานนท์ พึงปฏิบัติในสรีระตถาคตเหมือนที่เขาปฏิบัติกันใน พระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิ”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เขาปฏิบัติในพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิกัน อย่างไร”
- ๑พึงตั้งสติไว้ ในที่นี้หมายถึงพึงปฏิบัติตามพระโอวาทที่ตรัสไว้ในภารทวาชสูตร สฬายตนวรรค พระบาลีสังยุตตนิกาย (เล่ม ๑๘) ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงตั้งจิตว่าเป็นมารดา ในสตรีปูนมารดา จงตั้งจิตว่าเป็นพี่สาวน้องสาวในสตรีปูนพี่สาวน้องสาว จงตั้งจิตว่าเป็นธิดา ในสตรีปูนธิดา” ดังนี้เป็นต้น (นัย ที.ม.อ. ๑๘๙-๑๙๐)
“ดูก่อนอานนท์ เขาห่อพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิด้วยผ้าใหม่แล้ว ซับด้วยสำลี แล้วห่อด้วยผ้าใหม่ เขาห่อพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิด้วยผ้า ๕๐๐ คู่ โดยวิธีนี้ แล้วอัญเชิญพระสรีระลงในรางน้ำมันทองคำ ครอบด้วย รางทองคำอื่น แล้วกระทำจิตกาธานด้วยไม้หอมล้วน ถวายพระเพลิงพระ สรีระพระเจ้าจักรพรรดิ สร้างสถูปของพระเจ้าจักรพรรดิไว้ที่หนทางใหญ่ สี่แยก เขาปฏิบัติในพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิกันอย่างนี้แล อานนท์ พวก กษัตริย์ผู้เป็นบัณฑิตเป็นต้นก็พึงปฎิบัติในสรีระตถาคตเหมือนที่เขาปฏิบัติกัน ในพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิ พึงสร้างสถูปของตถาคตไว้ที่หนทางใหญ่ สี่แยก ชนเหล่าใดยกมาลัย ของหอม หรือจุรณขึ้นที่สถูปนั้น หรืออภิวาท กราบไหว้ หรือทำจิตให้เลื่อมใสในสถูปนั้น การกระทำเช่นนั้นจักเป็นไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเหล่านั้นสิ้นกาลนาน”
ว่าด้วยถูปารหบุคคล ๔
{๑๓๔} [๒๐๖] “ดูก่อนอานนท์ ถูปารหบุคคลผู้สมควรแก่สถูปมี ๔ ประเภท เหล่านี้ ถูปารหบุคคล ๔ ประเภทคืออะไรบ้าง คือ พระตถาคตอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นถูปารหบุคคลประเภทหนึ่ง พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเป็น ถูปารหบุคคลประเภทหนึ่ง สาวกของพระตถาคตเป็นถูปารหบุคคลประเภท หนึ่ง พระเจ้าจักรพรรดิเป็นถูปารหบุคคลประเภทหนึ่ง
ดูก่อนอานนท์ เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร พระตถาคต อรหันตลัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเป็นถูปารหบุคคล คือ ชนเป็นอันมากย่อมทำ จิตให้เลื่อมใสว่า ‘นี้เป็นสถูปของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น’ พวกเขาทำจิตให้เลื่อมใสในสถูปนั้นแล้ว หลังจากตายไป ย่อม เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์ข้อนี้แล พระตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเป็นถูปารหบุคคล
ดูก่อนอานนท์ เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร พระปัจเจก สัมพุทธเจ้าจึงเป็นถูปารหบุคคล คือ ชนเป็นอันมากย่อมทำจิตให้เลื่อมใส
ว่า ‘นี้เป็นสถูปของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น’ พวกเขาทำจิตให้ เลื่อมใสในสถูปนั้นแล้ว หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะ อาศัยอำนาจประโยชน์ข้อนี้แล พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าจึงเป็นสูปารหบุคคล
ดูก่อนอานนท์ เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร สาวกของพระ ตถาคตจึงเป็นถูปารหบุคคล คือ ชนเป็นอันมากย่อมทำจิตให้เลื่อมใสว่า ‘นี้ เป็นสถูปของสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น’ พวกเขาทำจิตให้เลื่อมใสในสถูปนั้นแล้ว หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์ข้อนี้แล สาวกของพระตถาคต จึงเป็นถูปารหบุคคลดูก่อนอานนท์ เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร พระเจ้าจักรพรรดิ จึงเป็นถูปารหบุคคล คือ ชนเป็นอันมากย่อมทำจิตให้เลื่อมใสว่า ‘นี้เป็น สถูปของพระธรรมราชาผู้ทรงธรรมพระองค์นั้น’ พวกเขาทำจิตให้เลื่อมใส ในสถูปนั้นแล้ว หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะอาศัย อำนาจประโยชน์ข้อนี้แล พระเจ้าจักรพรรดิจึงเป็นถูปารหบุคคล ดูก่อน อานนท์ ถูปารหบุคคลมี ๔ ประเภทนี้แล”
ธรรมที่น่าอัศจรรย์ในพระอานนท์
{๑๓๕} [๒๐๗] ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปยังวิหารยืนเหนี่ยวสลักประตู ร้องไห้อยู่ว่า “เรายังเป็นเสขบุคคล มีกิจที่จะต้องทำอยู่ แต่พระศาสดา ของเราซึ่งเป็นผู้อนุเคราะห์เราก็จักปรินิพพานเสีย”
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งถามพวกภิกษุว่า “ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย อานนท์ไปไหน” พวกภิกษุกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านอานนท์นั้นเข้าไปยังวิหารยืนเหนี่ยวสลักประตูร้องไห้อยู่ว่า ‘เรายังเป็น เสขบุคคล มีกิจที่จะต้องทำอยู่ แต่พระศาสดาของเราซึ่งเป็นผู้อนุเคราะห์ เราก็จักปรินิพพานเสีย”
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงรับสั่งกะภิกษุรูปหนึ่งว่า “มานี่แน่ะ ภิกษุ เธอ จงบอกอานนท์ตามคำของเราว่า ‘ท่านอานนท์ พระศาสดารับสั่งหา ท่าน’ ภิกษุนั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเข้าไปหาท่าน พระอานนท์ถึงที่พัก ครั้นแล้วได้บอกว่า “ท่านอานนท์ พระศาสดารับสั่ง หาท่าน” ท่านพระอานนท์รับคำภิกษุนั้นแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่ง ณ ที่ สมควรข้างหนึ่ง
ครั้นท่านพระอานนท์นั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งว่า “อย่าเลยอานนท์ เธออย่าเศร้าโศก อย่าร่ำพิไรไปเลย เราได้บอกไว้ก่อน แล้วไม่ใช่หรือว่า ‘ความเป็นต่างๆ ความพลัดพราก ความเป็นอย่างอื่น จากสัตว์และสังขารที่รักที่ชอบใจทั้งสิ้นต้องมี เพราะฉะนั้น จะพึงได้ใน สัตว์และสังขารนี้แต่ที่ไหน สิ่งใดเกิดแล้ว มีแล้ว อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความแตกสลายไปเป็นธรรมดา การปรารถนาว่า ‘ขอสิ่งนั้นอย่าได้สลาย ไปเลย’ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ดูก่อนอานนท์ เธอได้อุปัฏฐากตถาคต ด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมอันประกอบด้วยเมตตา ซึ่งเป็น ประโยชน์เกื้อกูล เป็นความสุข ไม่มีสอง หาประมาณมิได้มาช้านาน เธอ ได้ทำบุญไว้แล้วอานนท์จงประกอบความเพียรเถิด เธอจักเป็นผู้ไม่มี อาสวะโดยฉับพลัน”[๒๐๘]
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายที่ได้มีแล้วใน อดีตกาล ภิกษุผู้เป็นอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายนั้นเป็นอย่าง ยิ่งก็เหมือนอานนท์ของเรา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายที่จักมีใน อนาคตกาล ภิกษุผู้เป็นอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายนั้นเป็น อย่างยิ่งก็เหมือนอานนท์ของเรา อานนท์เป็นบัณฑิตย่อมรู้ว่า ‘นี้เป็นเวลา ที่จะเข้าเฝ้าพระตถาคต นี้เป็นเวลาของพวกภิกษุ นี้เป็นเวลาของพวกภิกษุณี
นี้เป็นเวลาของพวกอุบาสก นี้เป็นเวลาของพวกอุบาสิกา นี้เป็นเวลาของ พระราชา นี้เป็นเวลาของราชมหาอำมาตย์ นี้เป็นเวลาของพวกเดียรถีย์ นี้เป็นเวลาของพวกสาวกเดียรถีย์”{๑๓๖} [๒๐๙] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อัพภูตธรรมที่น่าอัศจรรย์ในอานนท์ มีอยู่ ๔ ประการนี้ อัพภูตธรรม ๔ ประการคืออะไรบ้าง คือ
๑. ถ้าภิกษุบริษัทเข้าไปเยี่ยมอานนท์ ภิกษุบริษัทนั้นย่อมมีใจ ยินดีแม้ด้วยการได้เข้าเยี่ยม ถ้าอานนท์กล่าวธรรม ในบริษัทนั้น ภิกษุบริษัทนั้นย่อมมีใจยินดีแม้ด้วยคำที่กล่าว ภิกษุบริษัทนั้นจะไม่เบื่อเลย ถึงแม้อานนท์จะนิ่งเฉย๒. ถ้าภิกษุณีบริษัทเข้าไปเยี่ยมอานนท์ ภิกษุณีบริษัทนั้นย่อม มีใจยินดีแม้ด้วยการได้เข้าเยี่ยม ถ้าอานนท์กล่าวธรรม ในบริษัทนั้น ภิกษุณีบริษัทนั้นย่อมมีใจยินดีแม้ด้วยคำที่กล่าว ภิกษุณีบริษัทนั้นจะไม่เบื่อเลย ถึงแม้อานนท์จะนิ่งเฉย๓. ถ้าอุบาสกบริษัทเข้าไปเยี่ยมอานนท์ อุบาสกบริษัทนั้น ย่อมมีใจยินดีแม้ด้วยการได้เข้าเยี่ยม ถ้าอานนท์กล่าว ธรรมในบริษัทนั้น อุบาสกบริษัทนั้นย่อมมีใจยินดีแม้ด้วย คำที่กล่าว อุบาสกบริษัทนั้นจะไม่เบื่อเลย ถึงแม้อานนท์ จะนิ่งเฉย๔. ถ้าอุบาสิกาบริษัทเข้าไปเยี่ยมอานนท์ อุบาสิกาบริษัทนั้น ย่อมมีใจยินดีแม้ด้วยการได้เข้าเยี่ยม ถ้าอานนท์กล่าว ธรรมในบริษัทนั้น อุบาสิกาบริษัทนั้นย่อมมีใจยินดีแม้ ด้วยคำที่กล่าว อุบาสิกาบริษัทนั้นจะไม่เบื่อเลย ถึงแม้ อานนท์จะนิ่งเฉยดูก่อนภิกษุทั้งหลายอัพภูตธรรมที่น่าอัศจรรย์ในอานนท์มีอยู่ ๔ ประการนี้แล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อัพภูตธรรมที่น่าอัศจรรย์ในพระเจ้าจักรพรรดิมี อยู่ ๔ ประการ อัพภูตธรรม ๔ ประการคืออะไรบ้าง คือ
๑. ถ้าขัตติยบริษัทเข้าไปเฝ้าพระเจ้าจักรพรรดิ ขัตติยบริษัท นั้นย่อมมีพระทัยยินดีแม้ด้วยการเข้าเฝ้า ถ้าพระเจ้า จักรพรรดิดำรัสในที่ประชุมนั้น ขัตติยบริษัทนั้น ย่อมมี พระทัยยินดีแม้ด้วยพระดำรัส ขัตติยบริษัทนั้นจะไม่เบื่อ เลย ถึงแม้พระเจ้าจักรพรรดิจะทรงนิ่งเฉย๒. ถ้าพราหมณบริษัทเข้าไปเฝ้าพระเจ้าจักรพรรดิ พราหมณ บริษัทนั้นย่อมมีใจยินดีแม้ด้วยการได้เข้า ถ้าพระเจ้า จักรพรรดิดำรัสในที่ประชุมนั้น พราหมณบริษัทนั้น ย่อม มีใจยินดีแม้ด้วยพระดำรัส พราหมณบริษัทนั้นจะไม่เบื่อ เลย ถึงแม้พระเจ้าจักรพรรดิจะทรงนิ่งเฉย๓. ถ้าคฤหบดีบริษัทเข้าไปเฝ้าพระเจ้าจักรพรรดิ คฤหบดี บริษัทนั้นย่อมมีใจยินดีแม้ด้วยการได้เข้าเฝ้า
ถ้าพระเจ้า จักรพรรดิดำรัสในที่ประชุมนั้น คฤหบดีบริษัทนั้น ย่อมมี ใจยินดีแม้ด้วยพระดำรัส คฤหบดีบริษัทนั้นจะไม่เบื่อเลย ถึงแม้พระเจ้าจักรพรรดิจะทรงนิ่งเฉย๔. ถ้าสมณบริษัทเข้าไปเฝ้าพระเจ้าจักรพรรดิ สมณบริษัทนั้น ย่อมมีใจยินดีแม้ด้วยการได้เข้าเฝ้า ถ้าพระเจ้าจักรพรรดิ ดำรัสในที่ประชุมนั้น สมณบริษัทนั้น ย่อมมีใจยินดี แม้ด้วยพระดำรัส สมณบริษัทนั้นจะไม่เบื่อเลย ถึงแม้ พระเจ้าจักรพรรดิจะทรงนิ่งเฉยดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อัพภูตธรรมที่น่าอัศจรรย์ในพระเจ้าจักรพรรดิ มีอยู่ ๔ ประการนี้แล
ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย อัพภูตธรรมที่น่าอัศจรรย์ในอานนท์ ก็มีอยู่ ๔ ประการ อัพภูตธรรม ๔ ประการคืออะไรบ้าง คือ
๑. ถ้าภิกษุบริษัทเข้าไปเยี่ยมอานนท์ ภิกษุบริษัทนั้นย่อมมีใจ ยินดีแม้ด้วยการได้เข้าเยี่ยม ถ้าอานนท์กล่าวธรรม ในบริษัทนั้น ภิกษุบริษัทนั้นย่อมมีใจยินดีแม้ด้วยคำที่กล่าว ภิกษุบริษัทนั้นจะไม่เบื่อเลย ถึงแม้อานนท์จะนิ่งเฉย
๒. ถ้าภิกษุณีบริษัท ...
๓. ถ้าอุบาสกบริษัท ...
๔. ถ้าอุบาสิกาบริษัทเข้าไปเยี่ยมอานนท์ อุบาสิกาบริษัทนั้น ย่อมมีใจยินดีแม้ด้วยการได้เข้าเยี่ยม ถ้าอานนท์กล่าว ธรรมในบริษัทนั้น อุบาสิกาบริษัทนั้นย่อมมีใจยินดี แม้ด้วยคำที่กล่าว อุบาสิกาบริษัทนั้นจะไม่เบื่อเลย ถึงแม้ อานนท์จะนิ่งเฉย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อัพภูตธรรมที่น่าอัศจรรย์ในอานนท์ ๔ ประการ นี้แล”
ทรงแสดงเรื่องพระเจ้ามหาสุทัสสนะ
เรื่องเมืองกุสาวดี และเรื่องแจ้งข่าวมัลลกษัตริย์
{๑๓๗} [๒๑๐] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ได้ กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่าเสด็จ ปรินิพพานในเมืองเล็ก เมืองดอน กิ่งเมืองนี้เลย เมืองใหญ่อื่น ๆ ก็มีอยู่ เช่น เมืองจัมปา เมืองราชคฤห์ เมืองสาวัตถี เมืองสาเกต เมืองโกสัมพี เมืองพาราณสี ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานในเมืองเหล่านี้เถิด กษัตริย์มหาศาล พราหมณมหาศาล คฤหบดีมหาศาลที่เลื่อมใสอย่างยิ่งใน พระตถาคตก็มีอยู่มากในเมืองเหล่านี้ ท่านเหล่านั้นจักทำการบูชาพระสรีระ ของพระตถาคตกันได้”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนอานนท์ เธออย่าได้กล่าว อย่างนี้ เธออย่าได้กล่าวอย่างนี้ว่า ‘เมืองเล็ก เมืองดอน กิ่งเมือง’ ดังนี้ เลย ดูก่อนอานนท์ แต่ปางก่อน ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิทรงพระนามว่า มหาสุทัสสนะ ผู้ทรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชนะแล้ว มีราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ ด้วยแก้ว ๗ ประการ เมืองกุสินารานี้มีนามว่ากุสาวดี เป็นราชธานีของ พระเจ้ามหาสุทสสนะ โดยยาว ด้านทิศบูรพาและทิศประจิม ๑๒ โยชน์ โดย กว้าง ด้านทิศทักษิณและทิศอุดร ๗ โยชน์ กุสาวดีราชธานีเป็นเมืองที่มั่งคั่ง รุ่งเรือง มีผู้คนมาก มีผู้คนหนาแน่น และมีข้าวปลาหาได้ง่ายดูก่อนอานนท์
อาลกมันทาราชธานีแห่งเทพทั้งหลายเป็นเมืองที่มั่งคั่ง รุ่งเรือง มีผู้คนมาก มียักษ์หนาแน่น และมีข้าวปลาหาได้ง่าย ฉันใด กุสาวดีราชธานีก็เป็นเมืองที่มั่งคั่ง รุ่งเรือง มีผู้คนมาก มีผู้คนหนาแน่น และมีข้าวปลาหาได้ง่าย ฉันนั้นเหมือนกัน กุสาวดีราชธานีมิได้เงียบจาก เสียงทั้ง ๑๐ ประการทั้งกลางวันและกลางคืน คือ เสียงช้าง เสียงม้า เสียงรถ เสียงกลอง เสียงตะโพน เสียงพิณ เสียงขับร้อง เสียงสังข์ เสียงกังสดาล และเสียงที่ ๑๐ คือเสียงฆ้องมือว่า ‘จงบริโภค จงดื่ม จงเคี้ยว’ดูก่อนอานนท์ เธอไปเถิด จงเข้าไปใน เมืองกุสินาราแล้วแจ้งข่าว แก่พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า ‘ดูก่อนวาสิฏฐะทั้งหลาย พระตถาคต จักเสด็จปรินิพพานในปัจฉิมยามแห่งราตรีในวันนี้ พวกท่านจงรีบออกไปกัน เถิด ๆ พวกท่านอย่าได้มีความร้อนใจในภายหลังว่า ‘พระตถาคตได้ปรินิพพาน ในคามเขตของพวกเรา พวกเรากลับไม่ได้เฝ้าพระตถาคตในกาลเป็นครั้ง สุดท้าย”
ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วครองผ้า อันตรวาสกถือบาตรและจีวรเข้าไปในเมืองกุสินาราลำพังผู้เดียว
การถวายบังคมของพวกเจ้ามัลละ
[๒๑๑] สมัยนั้น พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารากำลังประชุมกันด้วย กรณียกิจบางอย่างอยู่ที่ท้องพระโรง ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปยัง ท้องพระโรงของพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารา ครั้นแล้วได้ถวายพระพรพวก เจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า “ดูก่อนวาสิฏฐะทั้งหลาย พระตถาคตจักเสด็จ ปรินิพพานในปัจฉิมยามแห่งราตรีในวันนี้แหละ พวกท่านจงรีบออกไป เถิด ๆ พวกท่านอย่าได้มีความร้อนใจในภายหลังว่า ‘พระตถาคตได้ ปรินิพพานในคามเขตของพวกเรา พวกเรากลับไม่ได้เฝ้าพระตถาคตในกาล เป็นครั้งสุดท้าย”พวกเจ้ามัลละกับพระโอรส พระสุณิสา และพระชายาได้สดับข่าวนี้ จากท่านพระอานนท์แล้วก็เป็นทุกข์ เสียพระทัย เปี่ยมไปด้วยความทุกข์ใจ
บางเหล่าสยายพระเกศา ประคองพระหัตถ์ทั้งสองคร่ำครวญอยู่ ล้มลง กลิ้งเกลือกไปมาเหมือนมีพระบาทขาดแล้ว ทรงรำพันว่า “พระผู้มี พระภาคเจ้าจักเสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก พระสุคตจักเสด็จปรินิพพาน เสียเร็วนัก พระผู้มีพระจักษุในโลกจักอันตรธานเสียเร็วนัก”ต่อมา พวกเจ้ามัลละกับพระโอรส พระสุณิสา และพระชายาผู้เป็น ทุกข์ เสียพระทัย เปี่ยมไปด้วยความทุกข์ใจ เสด็จเข้าไปยังสาลวันอันเป็น ที่เสด็จประพาสของเจ้ามัลละทั้งหลาย เสด็จเข้าไปหาท่านพระอานนท์แล้ว
ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ได้มีความดำริว่า “ถ้าเราจักให้พวกเจ้า มัลละเมืองกุสินาราถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าทีละองค์ ๆ พวกเจ้า มัลละเมืองกุสินาราจักมิได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าทั่วถึงกัน ราตรีนี้ จักสว่างเสีย ถ้ากระไร เราควรจะจัดให้พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราถวาย บังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยลำดับสกุล ๆ พร้อมกราบทูลว่า ‘ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ เจ้ามัลละพระนามนี้พร้อมด้วยพระโอรส พระชายา บริษัท และอำมาตย์ ขอถวายบังคมพระบาทยุคลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วย
เศียรเกล้า” จึงท่านพระอานนท์ได้จัดให้พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราถวาย บังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยลำดับสกุล พร้อมกราบทูลว่า “ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ เจ้ามัลละพระนามนี้พร้อมด้วยพระโอรส พระชายา บริษัท และอำมาตย์ขอถวายบังคมพระบาทยุคลของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย เศียรเกล้า” ด้วยอุบายเช่นนี้แล ท่านพระอานนท์จัดให้พวกเจ้ามัลละเมือง กุสินาราได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าเสร็จโดยปฐมยามเท่านั้น
{๑๓๘} [๒๑๒] ก็สมัยนั้น ปริพาชกชื่อว่าสุภัททะอาศัยอยู่ในเมืองกุสินารา ได้สดับข่าวว่าพระสมณโคดมจักปรินิพพานในปัจฉิมยามแห่งราตรีในวันนี้แหละ จึงได้มีความคิดอย่างนี้ “ก็เราได้สดับถ้อยคำที่พวกปริพาชกผู้เฒ่าผู้แก่ซึ่ง เป็นอาจารย์และปาจารย์กล่าวไว้ว่า ‘ในกาลบางครั้งบางคราวพระตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงจะเสด็จอุบัติในโลก’ ดังนี้ พระสมณโคดม จักปรินิพพานในปัจฉิมยามแห่งราตรีในวันนี้แหละ และเราก็มีความสงสัย ซึ่งเกิดขึ้นอยู่ เราเลื่อมใสในพระสมณโคดมอย่างนี้ว่า ‘พระสมณโคดม ย่อมสามารถที่จะแสดงธรรมแก่เราอย่างที่เราจะพึงละความสงสัยนี้ได้”ลำดับนั้น สุภัททปริพาชกเข้าไปยังสาลวันอันเป็นที่เสด็จประพาส ของพวกเจ้ามัลละ เข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่พัก ครั้นแล้วได้กล่าวว่า “ข้าแต่ท่านพระอานนท์ ข้าพเจ้าได้สดับถ้อยคำที่พวกปริพาชกผู้เฒ่าผู้แก่ซึ่ง เป็นอาจารย์และปาจารย์กล่าวไว้ว่า ‘ในกาลบางครั้งบางคราวพระตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงจะเสด็จอุบัติในโลก’ ดังนี้ พระสมณโคดมจัก ปรินิพพานในปัจฉิมยามแห่งราตรีในวันนี้แหละ และข้าพเจ้าก็มีความสงสัย ซึ่งเกิดขึ้นอยู่ ข้าพเจ้าเลื่อมใสในพระสมณโคดมอย่างนี้ว่า ‘พระสมณโคดม
- ๑สุภัททปริพาชก เป็นปริพาชกประเภทนิยมนุ่งห่มผ้า (ฉันนปริพาชก) ออกบวชจากตระกูล พราหมณ์มหาศาลซึ่งมีชื่อเสียง (ที.ม.อ. ๑๙๕)
ย่อมสามารถที่จะแสดงธรรมแก่เราอย่างที่เราจะพึงละความสงสัยนี้ได้’ ข้าแต่ท่านพระอานนท์ ขอโอกาสเถิด ข้าพเจ้าควรได้เฝ้าพระสมณโคดม” เมื่อสุภัททปริพาชกกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ได้กล่าวตอบสุภัทท ปริพาชกว่า ‘อย่าเลย สุภัททะ ท่านอย่าเบียดเบียนพระตถาคตเลย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเหน็ดเหนื่อย”
สุภัททปริพาชกได้ขอร้องเป็นครั้งที่ ๒ ... เป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ข้าแต่ท่าน อานนท์ ข้าพเจ้าได้สดับถ้อยคำที่พวกปริพาชกผู้เฒ่าผู้แก่ซึ่งเป็นอาจารย์ และปาจารย์กล่าวไว้ว่า ‘ในกาลบางครั้งบางคราว พระตถาคตอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้าจึงจะเสด็จอุบัติในโลก’ ดังนี้ พระสมณโคดมจักปรินิพพาน ในปัจฉิมยามแห่งราตรีในวันนี้แหละ และข้าพเจ้าก็มีความสงสัยซึ่งเกิดขึ้นอยู่ ข้าพเจ้าเลื่อมใสในพระสมณโคดมอย่างนี้ว่า ‘พระสมณโคดมย่อมสามารถ ที่จะแสดงธรรมแก่เราอย่างที่เราจะพึงละความสงสัยนี้ได้’ ข้าแต่ท่าน พระอานนท์ ขอโอกาสเถิด ข้าพเจ้าควรได้เฝ้าพระสมณโคดม”แม้ครั้งที่ ๓ ท่านพระอานนท์ก็ได้กล่าวตอบสุภัททปริพาชกว่า “อย่าเลย สุภัททะ ท่านอย่าเบียดเบียนพระตถาคตเลย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง เหน็ดเหนื่อย”
[๒๑๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงได้ยินถ้อยคำสนทนากันของท่านพระ อานนท์กับสุภัททปริพาชกจึงตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า “อย่าเลย อานนท์ เธออย่าห้ามสุภัททะเลย สุภัททะจงได้เฝ้าตถาคตเถิด สุภัททะ จักถามปัญหาข้อใดกะเรา ก็จักถามปัญหานั้นทั้งหมดมุ่งความรู้เท่านั้น หาได้มุ่งเบียดเบียนไม่ และเราถูกถามแล้วจักตอบข้อความใดแก่สุภัททะนั้น สุภัททะนั้นจักรู้ทั่วถึงข้อความนั้นได้โดยฉับพลันทีเดียว”
ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ได้บอกสุภัททปริพาชกว่า “ไปเถิด สุภัททะ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้โอกาสแก่ท่าน” จึงสุภัททปริพาชกได้ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วได้ปราศรัยกับ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ สมณพราหมณ์เหล่านี้ คือ ปูรณกัสสปะ มักขลิโคสาล อชิตเกสกัมพล ปกุธกัจจายนะ สญชัยเวลัฏฐบุตร นิครนถ์นาฏบุตร เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ คนเป็นอันมากรู้กัน ว่าเป็นสาธุ สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดได้ตรัสรู้ตามปฏิญญาของตน ๆ หรือว่าทั้งหมดไม่ได้ตรัสรู้ หรือว่าบางพวกได้ตรัสรู้ บางพวกไม่ได้ตรัสรู้”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “อย่าเลย สุภัททะ ข้อที่ท่านถามว่า ‘สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดได้ตรัสรู้ตามปฏิญญาของตน ๆ หรือว่า ทั้งหมดไม่ได้ตรัสรู้ หรือว่าบางพวกได้ตรัสรู้ บางพวกไม่ได้ตรัสรู้’ ดังนี้นั้น งดไว้เถิด ดูก่อนสุภัททะ เราจักแสดงธรรมแก่ท่าน ท่านจงตั้งใจฟังธรรมนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” สุภัททปริพาชกทูลรับพระดำรัสของพระผู้ มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า
ทรงแสดงเรื่องสมณะ ๔
[๒๑๔] “ดูก่อนสุภัททะ ในธรรมวินัยใดไม่มีอริยมรรคประกอบด้วย องค์ ๘ ในธรรมวินัยนั้นก็ไม่มีสมณะที่ ๑ สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ หรือ สมณะที่ ๔ ในธรรมวินัยใดมีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ในธรรมวินัย นั้นก็มีสมณะที่ ๑ สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ หรือสมณะที่ ๔ ดูก่อนสุภัททะ ในธรรมวินัยนี้มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ในธรรมวินัยนี้เท่านั้นจึงมี สมณะที่ ๑ สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ หรือสมณะที่ ๔ ลัทธิอื่น ๆ ว่างจาก สมณะผู้ตรัสรู้ ดูก่อนสุภัททะ ก็ภิกษุเหล่านี้พึงอยู่โดยชอบ โลกจะไม่ว่าง จากพระอรหันต์ทั้งหลาย
- ๑ในที่นี้ สมณะที่ ๑ หมายถึงพระโสดาบัน สมณะที่ ๒ หมายถึงพระสกทาคามี สมณะที่ ๓ หมายถึงพระอนาคามี สมณะที่ ๔ หมายถึงพระอรหันต์ (ที.ม.อ. ๑๙๖)
{๑๓๙} ดูก่อนสุภัททะ เรามีวัยได้ ๒๙ ปีก็บวชตามแสวงหา ว่าอะไรเป็นกุศล ตั้งแต่เราบวชแล้วนับได้ ๕๑ ปี แม้ สมณะผู้ยังส่วนแห่งญายธรรมให้เป็นไปได้ ก็ยังไม่มี ในภายนอกแต่ธรรมวินัยนี้
สมณะที่ ๒ ก็ดี สมณะที่ ๓ ก็ดี หรือสมณะที่ ๔ ก็ดี ก็มิได้มี ลัทธิ อื่น ๆ ว่างจากสมณะผู้ตรัสรู้ ดูก่อนสุภัททะ ก็ภิกษุเหล่านี้พึงอยู่โดยชอบ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย”
{๑๔๐} [๒๑๕] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว สุภัททปริพาชกได้ กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประกาศพระธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงาย ของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืด ด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ ฉะนั้น ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มี พระภาคเจ้า พร้อมทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยเถิด”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนสุภัททะ ผู้ใดเคยเป็นอัญเดียรถีย์ หวังบรรพชาหวังอุปสมบทในธรรมวินัยนี้ ผู้นั้นต้องอยู่ปริวาสสี่เดือน เมื่อ ล่วงสี่เดือน ภิกษุทั้งหลายเต็มใจแล้วจึงให้บรรพชาให้อุปสมบทเพื่อความ เป็นภิกษุ ก็แต่ว่าเรารู้ความแตกต่างแห่งบุคคลในข้อนี้”
สุภัททปริพาชกกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หากว่าผู้ที่เคย เป็นอัญเดียรถีย์หวังบรรพชาหวังอุปสมบทในพระธรรมวินัยนี้ จะต้องอยู่ ปริวาสสี่เดือน เมื่อล่วงสี่เดือน ภิกษุทั้งหลายเต็มใจแล้วจึงให้บรรพชาให้ อุปสมบทเพื่อความเป็นภิกษุ ข้าพระองค์ก็จักอยู่ปริวาสสี่ปี เมื่อล่วงสี่ปี ภิกษุทั้งหลายเต็มใจแล้วจึงให้บรรพชา ให้อุปสมบทเถิด”
พระสุภัททะสำเร็จอรหัตตผล
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ ถ้าเช่นนั้น เธอจงให้สุภัททปริพาชกบวชเถิด” ท่าน พระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ลำดับนั้น สุภัทท ปริพาชกได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า “ท่านพระอานนท์ผู้มีอายุ เป็น ลาภของท่าน ท่านได้ดีแล้วที่พระศาสดาทรงอภิเษกในพระศาสนานี้ด้วย อันเตวาสิกาภิเษก ต่อหน้าพระพักตร์”
สุภัททปริพาชกได้บรรพชาได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็ท่านสุภัททปริพาชกอุปสมบทแล้วไม่นาน ได้หลีกออกไปอยู่แต่ผู้เดียว เป็น ผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งตรงต่อพระนิพพาน ไม่ช้านานนัก ก็ ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ที่กุลบุตรทั้งหลายออก จากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตต้องการกันด้วยปัญญาอันยิ่งเองโดยชอบเข้า ถึงอยู่ในปัจจุบัน รู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควร ทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก” ท่านสุภัททะได้ เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่งในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านเป็นสักขีสาวก องค์สุดท้าย ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
จบ ภาณวารที่ ๕
- ๑อันเตวาสิกาภิเษก เป็นคำที่สุภัททะกล่าวยกย่องท่านพระอานนท์โดยถือแบบอย่างมาจากคำ นิยมของลัทธินอกพระพุทธศาสนาซึ่งถือว่าการที่อาจารย์เจ้าลัทธิอนุญาตให้ศิษย์ในสำนักทำ หน้าที่แทนตนในการบวช การโอวาทพรํ่าสอนศิษย์อื่น ๆ ต่อหนัาตน นับเป็นเกียรติยศที่ใคร ๆ ต่างปรารถนาอย่างยิ่งสำหรับศิษย์ในสำนักนั้น (นัย ที.ม.อ. ๑๙๗)
- ๒สักขีสาวกองค์สุดท้าย คือพระอรหันตสาวกองค์สุดท้ายที่ทันพบเห็นพระพุทธเจ้าขณะยังทรง พระชนม์อยู่ มี ๓ ประเภท คือ (๑) ผู้ทันได้บรรพชาขณะที่ยังทรงพระชนม์อยู่ ภายหลังจึง ได้อุปสมบท เรียนกัมมัฏฐานแล้วบรรลุอรหัตตผล (๒) ผู้ทันได้อุปสมบทขณะที่ยังทรงพระชนม์อยู่ ภายหลังจึงเรียนกัมมัฏฐานแล้วบรรลุอรหัตตผล (๓) ผู้ทันได้เรียนกรรมฐานขณะที่ยังทรง พระชนม์อยู่ ภายหลังจึงบรรลุอรหัตตผล พระสุภัททะจัดอยู่ในประเภทที่ ๑ (ที.ม.อ. ๑๙๘)
พระปัจฉิมวาจาของพระตถาคต
{๑๔๑} [๒๑๖] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ บางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘ปาพจน์มีพระ ศาสดาล่วงลับไปแล้ว พระศาสดาของพวกเราไม่มี’ ก็ข้อนี้พวกเธอไม่พึง เห็นอย่างนั้น ธรรมและวินัยอันใดที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้นจักเป็นศาสดาของพวกเธอโดยกาลล่วงลับไปแห่งเรา ดูก่อนอานนท์ บัดนี้พวกภิกษุยังเรียกกันและกันด้วยวาทะว่า ‘อาวุโส’ ฉันใด โดยกาลล่วงลับไปแห่งเราไม่ควรเรียกกันฉันนั้น ภิกษุผู้แก่กว่าพึงเรียกภิกษุ ผู้อ่อนกว่าโดยชื่อ หรือโคตร หรือโดยวาทะว่า ‘อาวุโส’ แต่ภิกษุผู้อ่อน กว่าพึงเรียกภิกษุผู้แก่กว่าว่า ‘ภันเต’ หรือ ‘อายัสมา’ ดูก่อนอานนท์ โดย กาลล่วงลับไปแห่งเรา สงฆ์เมื่อต้องการ จะถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสียบ้าง ก็ได้ โดยกาลล่วงลับไปแห่งเราพึงลงพรหมทัณฑ์แก่ภิกษุฉันนะ” ท่าน พระอานนท์ทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พรหมทัณฑ์เป็นไฉน”
- ๑ปาพจน์ แปลว่า คำเป็นประธาน หมายถึงพระพุทธพจน์ ซึ่งได้แก่ พระธรรมและพระวินัย
- ๒คำว่า อาวุโส แปลว่า ผู้มีอายุ ท่าน หรือคุณ ในสมัยพุทธกาลเป็นคำที่คนทั่วไปกล่าวนำ เรียกหรือทักทายกัน ไม่ได้เป็นคำแสดงความเคารพในฐานะเป็นผู้แก่กว่าเหมือนในภาษาไทย ในทางพระพุทธศาสนา เป็นคำที่ภิกษุผู้แก่พรรษาใช้เรียกภิกษุผู้อ่อนพรรษากว่า หรือภิกษุ เรียกคฤหัสถ์ คู่กับคำว่า ภันเต หรือ อายัสมา ซึ่งภิกษุผู้อ่อนพรรษากว่าใช้เรียกภิกษุผู้แก่ พรรษากว่าหรือคฤหัสถ์ร้องเรียกภิกษุ
- ๓สงฆ์เมื่อต้องการ จะถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสียบ้างก็ได้ ตรัสข้อความนี้เป็นวิกัปปพจน์ (ถ้อยคำ มีทางเลือกหรือมีเงื่อนไข) เพราะทรงเห็นความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวของท่านพระมหากัสสปะ ซึ่ง ถึงแม้พระองค์จะตรัสประเด็นเดียวว่า ‘จงถอนได้’ ในคราวทำปฐมสังคายนาพระมหากัสสปะ ก็จักไม่ถอนสิกขาบท (ที.ม.อ. ๑๙๙-๒๐๐) สำหรับคำว่า สิกขาบทเล็กน้อย พระสังคีติกาจารย์ (พระอรหันต์ ๕๐๐ รูปผู้ทำปฐมสังคายนา) มีความเห็นต่างกันเป็น ๕ เช่นเห็นว่า เว้น ปาราชิก ๔ นอกนั้นจัดเป็นสิกขาบทเล็กน้อย เว้นปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ นอกนั้นจัดเป็น สิกขาบทเล็กน้อย เป็นต้น ซึ่งไม่มีความเห็นใดได้รับการยอมรับเป็นเอกฉันท์ ท่านพระมหา กัสสปะจึงประกาศเป็นมติที่ประชุมไม่ให้ถอน (ดู วิ.จุล. แปล ๗/๑๙๗-๑๙๘/๔๐๔-๔๐๖)
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ ภิกษุฉันนะพึงพูดได้ ตามที่ตนปรารถนา ภิกษุทั้งหลายไม่พึงว่ากล่าว ไม่พึงตักเตือน ไม่พึง พรํ่าสอนเธอ”
{๑๔๒} [๒๑๗] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมารับสั่ง ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าจะมีภิกษุสักรูปหนึ่งยังมีความสงสัยหรือความ เคลือบแคลงใจในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในมรรค หรือ ในปฏิปทา ก็จงถามมาเถิด ภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่าได้มีความเดือด ร้อนใจในภายหลังว่า ‘พระศาสดาได้ประทับอยู่เฉพาะหน้าของ พวกเราแล้ว แต่ว่าพวกเราไม่อาจที่จะทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าเฉพาะ พระพักตร์ได้”เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นได้นิ่งอยู่
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเตือนเป็นครั้งที่ ๒ ... เป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าจะมีภิกษุสักรูปหนึ่งยังมีความสงสัยหรือความ เคลือบแคลงใจในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในมรรค หรือ ในปฏิปทา ก็จงถามมาเถิด ภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่าได้มีความเดือด ร้อนใจในภายหลังว่า ‘พระศาสดาได้ประทับอยู่เฉพาะหน้าของพวกเราแล้ว แต่ว่าพวกเราไม่อาจที่จะทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าเฉพาะพระพักตร์ได้”แม้ในครั้งที่ ๓ ภิกษุเหล่านั้นก็ได้นิ่งอยู่
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายว่า “เป็นไปได้ ภิกษุทั้งหลาย ที่เธอทั้งหลายไม่ถามก็ด้วยความเคารพต่อพระศาสดา แม้ สหายก็จงบอกแก่สหายเถิด”
เมื่อพระผู้มีพระภาคจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นก็ได้นิ่งอยู่
ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “น่าอัศจรรย์นัก พระพุทธเจ้าข้า น่าแปลกใจนัก พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์เลื่อมใสในภิกษุสงฆ์อย่างนี้ว่า ‘ในภิกษุสงฆ์นี้ ไม่มีแม้ภิกษุสักรูป
หนึ่งที่ยังมีความสงสัยหรือความเคลือบแคลงใจในพระพุทธเจ้า ใน พระธรรม ในพระสงฆ์ ในมรรค หรือในปฏิปทา”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ เธอกล่าวด้วยความ เลื่อมใสในข้อนี้ ตถาคตก็มีญาณรู้ว่า ‘ในภิกษุสงฆ์นี้ ไม่มีแม้ภิกษุสักรูป หนึ่งที่ยังมีความสงสัยหรือความเคลือบแคลงใจในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในมรรค หรือในปฏิปทา ดูก่อนอานนท์ แท้จริง บรรดาภิกษุ ๕๐๐ รูปนี้ รูปที่มีคุณท้ายเพื่อนก็เป็นโสดาบัน มีความเป็นผู้ไม่ตกต่ำ เป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า”{๑๔๓} [๒๑๘] ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เอาเถิด บัดนี้เราขอเตือนพวกเธอว่า สังขาร ทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึง พร้อมเถิด”
นี้เป็นพระปัจฉิมวาจาของพระตถาคต
เรื่องพุทธปรินิพพาน
{๑๔๔} [๒๑๙] ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าปฐมฌาน
ออกจากปฐมฌานแล้ว ทรงเข้าทุติยฌาน
ออกจากทุติยฌานแล้ว ทรงเข้าตติยฌาน
ออกจากตติยฌานแล้ว ทรงเข้าจตุตถฌาน
- ๑ก็เป็นโสดาบัน ในที่นี้ตรัสหมายเฉพาะท่านพระอานนท์รูปเดียว (ที.ม.อ. ๒๐๑)
- ๒พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิดหมายถึงจงทำหน้าที่ทุกอย่างให้สำเร็จด้วย
- ความไม่ขาดสติ พระปัจฉิมวาจานี้เป็นการเน้นให้เห็นว่า พระโอวาทที่ทรงประทานตลอด
- ระยะเวลา ๔๕ พรรษาทั้งหมดได้รับการย่อลงในบทเดียวคือความไม่ประมาท (ที.ม.อ. ๒๐๑)
ออกจากจตุตถฌานแล้ว ทรงเข้าอากาสานัญจายตนฌาน
ออกจากอากาสานัญจายตนฌานแล้ว ทรงเข้าวิญญาณัญจายตนฌาน
ออกจากวิญญาณัญจายตนฌานแล้ว ทรงเข้าอากิญจัญญายตนฌาน
ออกจากอากิญจัญญายตนฌานแล้ว ทรงเข้าเนวสัญญา นาสัญญายตนฌาน
ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนฌานแล้ว ทรงเข้าสัญญาเวทยิต นิโรธสมาบัติ
ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์ได้เรียนถามท่านพระอนุรุทธะว่า “พระผู้มี พระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้วหรือ”ท่านพระอนุรุทธะตอบว่า “อานนท์ผู้มีอายุ พระผู้มีพระภาคเจ้ายัง ไม่เสด็จปรินิพพาน ทรงเข้าสัญญาเวทยตนิโรธ”ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ แล้ว ทรงเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌานออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนฌานแล้ว ทรงเข้าอากิญจัญญา ยตนฌาน
ออกจากอากิญจัญญายตนฌานแล้ว ทรงเข้าวิญญาณัญจายตนฌาน
ออกจากวิญญาณัญจายตนฌานแล้ว ทรงเข้าอากาสานัญจายตนฌาน
ออกจากอากาสานัญจายตนฌานแล้ว ทรงเข้าจตุตถฌาน
ออกจากจตุตถฌานแล้ว ทรงเข้าตติยฌาน
ออกจากตติยฌานแล้ว ทรงเข้าทุติยฌาน
ออกจากทุติยฌานแล้ว ทรงเข้าปฐมฌาน
ออกจากปฐมฌานแล้ว ทรงเข้าทุติยฌาน
ออกจากทุติยฌานแล้ว ทรงเข้าตติยฌาน
ออกจากตติยฌานแล้ว ทรงเข้าจตุตถฌาน
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงออกจากจตุตถฌาน แล้วเสด็จปรินิพพาน ในลำดับนั้น
{๑๔๕} [๒๒๐] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว ได้เกิดแผ่นดิน ไหวอย่างรุนแรง น่าสะพรึงกลัว น่าขนพองสยองเกล้า ทั้งกลองทิพย์ ก็บันลือลั่นพร้อมกับการเสด็จปรินิพพาน
ผู้แสดงความรู้สึกต่อการเสด็จปรินิพพาน
{๑๔๖}เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ท้าวสหัมบดีพรหมได้กล่าว คาถานี้พร้อมกับกาลเป็นที่ปรินิพพานว่า
สัตวโลกทุกหมู่เหล่าจักทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลก พระ ตถาคตผู้ศาสดา ผู้หาบุคคลเปรียบมิได้ในโลก ถึงแล้ว ซึ่งกำลังพระญาณ เป็นถึงพระสัมพุทธะเช่นนี้ ก็ยัง ปรินิพพานแล้ว{๑๔๗} [๒๒๑] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่ ของทวยเทพได้กล่าวคาถานี้พร้อมกับกาลเป็นที่ปรินิพพานว่า
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและ เสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความ เข้าไปสงบสังขารเหล่านั้นเป็นสุข
[๒๒๒] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ท่านพระอนุรุทธะ ได้กล่าวคาถานี้พร้อมกับกาลเป็นที่ปรินิพพานว่า
ลมอัสสาสะปัสสาสาสะของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มี จิตตั้งมั่น ผู้คงที่ มิได้มีแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรง มีพระญาณจักษุ ไม่ทรงหวั่นไหว ทรงปรารภสันติ ปรินิพพานแล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระทัยไม่หดหู่ทรงอดกลั้น เวทนาได้แล้ว ความหลุดพ้นแห่งจิตได้มีแล้ว เหมือนดวงประทีปดับไปฉะนั้น
{๑๔๙} [๒๒๓] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ท่านพระอานนท์ ได้กล่าวคาถานี้พร้อมกับกาลเป็นที่ปรินิพพานว่า
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยพระอาการ อันประเสริฐทั้งปวงปรินิพพานแล้ว ความสยดสยอง ความขนลุกขนพอง ได้มีแล้วในกาลนั้น
{๑๕๐} [๒๒๔] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว บรรดาภิกษุ ทั้งหลายเหล่านั้น พวกภิกษุที่ยังไม่ปราศจากราคะ บางพวกก็ประคองแขน ทั้งสองคร่ำครวญอยู่ ล้มลงกลิ้งเกลือกไปมาเหมือนมีเท้าขาดแล้ว พลาง รำพันว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก พระสุคตเจ้า เสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก พระผู้มีพระจักษุในโลกอันตรธานไปเสียเร็วนัก” ส่วนพวกภิกษุที่ปราศจากราคะแล้ว ก็มีสติสัมปชัญญะอดกลั้นได้ โดย ธรรมสังเวชว่า “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ เพราะฉะนั้น เหล่าสัตว์ จะพึงได้ในสังขารนี้แต่ที่ไหน”{๑๕๑} [๒๒๕] ครั้งนั้น ท่านพระอนุรุทธะเตือนภิกษุทั้งหลายว่า “อย่าเลย อาวุโสทั้งหลาย พวกท่านอย่าเศร้าโศก อย่าร่ำพิไรไปเลย เรื่องนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนไว้ก่อนแล้วไม่ใช่หรือว่า ‘ความเป็นต่าง ๆ ความ พลัดพราก ความเป็นอย่างอื่นจากสัตว์และสังขารที่รักที่ชอบใจทั้งสิ้นต้องมี เพราะฉะนั้น จะพึงได้ในสัตว์และสังขารนี้แต่ที่ไหน สิ่งใดเกิดแล้ว มีแล้ว อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความแตกสลายไปเป็นธรรมดา ความปรารถนาว่า ‘ขอสิ่งนั้นอย่าได้สลายไปเลย’ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ดูก่อนอาวุโส ทั้งหลาย พวกเทวดาพากันยกโทษอยู่”
ท่านพระอานนท์ถามว่า “ท่านอนุรุทธะ ก็พวกเทวดาเป็นอย่างไร กระทำไว้ในใจอย่างไร”
“ดูก่อนอานนท์ มีเทวดาบางพวกสำคัญอากาศว่าเป็นแผ่นดิน สยาย ผม ประคองแขนทั้งสองคร่ำครวญอยู่ ล้มลงกลิ้งเกลือกไปมาเหมือนมีเท้า ขาดแล้ว พลางรำพันว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก พระสุคตเจ้าเสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก พระผู้มีพระจักษุในโลกอันตรธาน ไปเสียเร็วนัก’ดูก่อนอานนท์ มีเทวดาบางพวกสำคัญแผ่นดินว่าเป็นแผ่นดิน สยาย ผม ประคองแขนทั้งสองคร่ำครวญอยู่ ล้มลงกลิ้งเกลือกไปมาเหมือนมีเท้า ขาดแล้ว พลางรำพันว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก พระสุคตเจ้าเสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก พระผู้มีพระจักษุในโลกอันตรธาน ไปเสียเร็วนัก’ส่วนเทวดาพวกที่ปราศจากราคะแล้วก็มีสติสัมปชัญญะอดกลั้นได้โดย ธรรมสังเวชว่า ‘สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เพราะฉะนั้น เหล่าสัตว์จะพึงได้ ในสังขารนี้แต่ที่ไหน”
ครั้งนั้น ท่านพระอนุรุทธะและท่านพระอานนท์ให้ราตรีที่เหลืออยู่นั้น ผ่านไปด้วยธรรมีกถา
แจ้งข่าวปรินิพพาน
[๒๒๖] ลำดับนั้น ท่านพระอนุรุทธะสั่งท่านพระอานนท์ว่า “ไปเถิด ท่านอานนท์ ท่านจงเข้าไปเมืองกุสินารา แจ้งข่าวแก่พวกเจ้ามัลละเมือง กุสินาราว่า ‘ดูก่อนวาสิฏฐะทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพาน แล้ว ขอพวกท่านจงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด”ท่านพระอานนท์รับคำท่านพระอนุรุทธะแล้ว ครั้นถึงเวลาเช้า ได้ครองผ้าอันตรวาสกแล้วถือบาตรและจีวรเข้าไปเมืองกุสินาราลำพังผู้เดียว
{๑๕๒}สมัยนั้น พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราชุมนุมกันอยู่ที่ท้องพระโรงด้วย เรื่องปรินิพพานนั้นอย่างเดียว ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปยังท้อง พระโรงของพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารา ครั้นเข้าไปแล้วได้แจ้งข่าวแก่พวก เจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า “ดูก่อนวาสิฏฐะทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จปรินิพพานแล้ว ขอท่านทั้งหลายจงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด”
พวกเจ้ามัลละกับพระโอรส พระสุณิสา และพระชายาได้ทรงสดับ ข่าวนี้จากท่านพระอานนท์แล้ว เป็นทุกข์ เสียพระทัย เปี่ยมไปด้วยความ ทุกข์ใจ บางเหล่าสยายพระเกศา ประคองพระหัตถ์ทั้งสองคร่ำครวญอยู่ ล้มลงกลิ้งเกลือกไปมาเหมือนมีพระบาทขาดแล้ว พลางทรงรำพันว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก พระสุคตเจ้าเสด็จ ปรินิพพานเสียเร็วนัก พระผู้มีพระจักษุในโลกอันตรธานไปเสียเร็วนัก”
บูชาพระพุทธสรีระ
[๒๒๗] ลำดับนั้น พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราตรัสสั่งพวกบุรุษว่า “ดูก่อนพนาย ถ้าอย่างนั้น พวกท่านจงเตรียมของหอม มาลัย และเครื่อง ดนตรีทั้งปวงบรรดามีในเมืองกุสินาราไว้ให้พร้อมเถิด” ต่อจากนั้น พวกเจ้า มัลละเมืองกุสินาราทรงถือของหอม มาลัย และเครื่องดนตรีทั้งปวงกับผ้า ๕๐๐ คู่ เสด็จเข้าไปยังสาลวันอันเป็นที่เสด็จประพาสของพวกเจ้ามัลละ และ เสด็จเข้าไปถึงพระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นแล้วได้สักการะ เคารพ นอบน้อม บูชาพระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคม มาลัย และของหอม ดาดเพดานผ้า ตกแต่งโรงมณฑล ให้วันนั้นผ่านไป ด้วยพิธีการอย่างนี้ลำดับนั้น พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราได้มีความดำริว่า “วันนี้ พลบค่ำเกินไปที่จะถวายพระเพลิงพระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้า เอาไว้ พรุ่งนี้เถิด พวกเราจักถวายพระเพลิงพระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้ากัน”
พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราจึงได้สักการะ เคารพ นอบน้อม บูชาพระ สรีระพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคม มาลัย และ ของหอม ดาดเพดานผ้า ตกแต่งโรงมณฑล ให้เวลาผ่านไปเป็นวันที่ ๒ วันที่ ๓ วันที่ ๔ วันที่ ๕ วันที่ ๖ ครั้นถึงวันที่ ๗ พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราได้มี ความดำริว่า “เราจักสักการะ เคารพ นอบน้อม บูชาพระสีรระพระผู้มี พระภาคเจ้าด้วยการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคม มาลัย และของหอม พลาง อัญเชิญไปทางทิศทักษิณแห่งพระนคร แล้วอัญเชิญไปภายนอกพระนคร ถวายพระเพลิงพระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้าทางทิศทักษิณแห่งพระนคร”
มัลลปาโมกข์อัญเชิญพระพุทธสรีระ
{๑๕๓} [๒๒๘] สมัยนั้น มัลลปาโมกข์ ๘ องค์สนานเกล้าแล้วทรงผ้าใหม่ ด้วยตั้งพระทัยว่าจะยกพระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็มิอาจจะยกขึ้นได้ จึงพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราได้ถามท่านพระอนุรุทธะว่า “ข้าแต่ ท่านอนุรุทธะ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มัลลปาโมกข์ ๘ องค์นี้ผู้สนาน เกล้าแล้วทรงผ้าใหม่ ด้วยตั้งใจว่าจะยกพระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ มิอาจยกขึ้นได้”
พระอนุรุทธะถวายพระพรว่า “ดูก่อนวาสิฏฐะทั้งหลาย ความ ประสงค์ของพวกท่านเป็นอย่างหนึ่ง ของพวกเทวดาเป็นอีกอย่างหนึ่ง”
“ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ความประสงค์ของพวกเทวดาเป็นอย่างไร”
“ดูก่อนวาสิฏฐะทั้งหลาย ความประสงค์ของพวกท่านมีว่า ‘พวกเรา จักสักการะ เคารพ นอบน้อม บูชาพระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยการ ฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคม มาลัย และของหอม พลางอัญเชิญไปทาง ทิศทักษิณแห่งพระนครแล้วอัญเชิญไปภายนอกพระนคร ถวายพระเพลิง
- ๑มัลลปาโมกข์ หมายถึงพวกเจ้ามัลละชั้นผู้ใหญ่มัชฌิมวัย สมบูรณ์ด้วยกำลัง (ที.ม.อ.๒๐๔)
พระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้าทางทิศทักษิณแห่งพระนคร’ ส่วนความ ประสงค์ของพวกเทวดามีว่า ‘พวกเราจักสักการะ เคารพ นอบน้อม บูชา พระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคม มาลัย และของหอมอันเป็นทิพย์ พลางอัญเชิญไปทางทิศอุดรแห่งพระนคร แล้ว เข้าสู่พระนครทางประตูทิศอุดร อัญเชิญไปท่ามกลางพระนครแล้วออก ทางประตูทิศบูรพา ถวายพระเพลิงพระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ มกุฏพันธนเจดีย์ ของพวกเจ้ามัลละทางทิศบูรพาแห่งพระนคร”“ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ขอให้เป็นไปตามความประสงค์ของพวกเทวดาเถิด”
[๒๒๙] สมัยนั้น เมืองกุสินาราดาดาษไปด้วยดอกมณฑารพโดยถ่อง แถวประมาณแค่เข่า ไปจนถึงที่ต่อเรือน บ่อสิ่งโสโครก และกองขยะมูลฝอย ครั้งนั้น พวกเทวดาและพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราสักการะ เคารพ นอบ น้อม บูชาพระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคม มาลัย และของหอมทั้งที่เป็นของทิพย์ทั้งที่เป็นของมนุษย์ พลางอัญเชิญไป ทางทิศอุดรแห่งพระนคร แล้วเข้าสู่พระนครทางประตูทิศอุดร อัญเชิญไป ท่ามกลางพระนครแล้วออกทางประตูทิศบูรพา แล้ววางพระสรีระพระผู้มี พระภาคเจ้า ณ มกุฏพันธนเจดีย์ของพวกเจ้ามัลละทางทิศบูรพาแห่งพระนคร[๒๓๐] ลำดับนั้น พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราได้ถามท่านพระ อานนท์ว่า “ข้าแต่ท่านพระอานนท์ พวกข้าพเจ้าจะปฏิบัติอย่างไร ในพระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้า”
พระอานนท์ถวายพระพรว่า “ดูก่อนวาสิฏฐะทั้งหลาย พวกท่าน พึงปฏิบัติในพระสรีระพระตถาคตเหมือนที่เขาปฏิบัติกันในพระสรีระพระเจ้า จักรพรรดิฉะนั้น”
- ๑มกุฏพันธนเจดีย์ เป็นชื่อเรียกโรงมงคลสถานซึ่งใช้เป็นสถานที่ประดับตกแต่งพระวรกายของ พวกเจ้ามัลละในพระราชพิธีราชาภิเษก ที่มีสร้อยนามว่า เจดีย์ เพราะเป็นสถานที่ควรแก่ การเคารพยำเกรง (ที.ม.อ. ๒๐๔, ที.ม.ฏี. ๒๓๒)
“ข้าแต่ท่านพระอานนท์ ก็เขาปฏิบัติในพระเจ้าจักรพรรดิกันอย่างไร”
“ดูก่อนวาสิฏฐะทั้งหลาย เขาห่อพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิด้วยผ้า ใหม่ แล้วซับด้วยสำลี แล้วห่อด้วยผ้าใหม่ เขาห่อพระสรีระพระเจ้า จักรพรรดิด้วยผ้า ๕๐๐ คู่ โดยวิธีนี้ แล้วอัญเชิญพระสรีระลงในรางนํ้ามัน ทองคำ ครอบด้วยรางทองคำอื่นแล้วกระทำจิตกาธานด้วยไม้หอมล้วน ถวาย พระเพลิงพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิ สร้างสถูปของพระเจ้าจักรพรรดิไว้ ที่หนทางใหญ่สี่แยก เขาปฏิบัติในพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิกันอย่างนี้แล ดูก่อนวาสิฏฐะทั้งหลาย พวกกษัตริย์ผู้เป็นบัณฑิตเป็นต้นก็พึงปฏิบัติในพระ สรีระพระตถาคตเหมือนที่เขาปฏิบัติกันในพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิ พึงสร้างสถูปของพระตถาคตไว้ที่หนทางใหญ่สี่แยก
ชนเหล่าใดยกมาลัย ของหอม หรือจุรณขึ้นที่สถูปนั้น หรืออภิวาทกราบไหว้ หรือทำจิตให้เลื่อมใส ในสถูปนั้น การกระทำเช่นนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ชนเหล่านั้นสิ้นกาลนาน”ลำดับนั้น พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราตรัสสั่งพวกบุรุษว่า “ดูก่อน พนาย ถ้าอย่างนั้น พวกท่านจงเตรียมสำลีใหม่ไว้ให้พร้อมเถิด” พวกเจ้า มัลละเมืองกุสินาราห่อพระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยผ้าใหม่แล้วซับด้วย สำลี แล้วห่อด้วยผ้าใหม่ ห่อพระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยผ้า ๕๐๐ คู่ โดยวิธีนั้น แล้วอัญเชิญลงในรางน้ำมันทองคำ ครอบด้วยรางทองคำอื่น กระทำจิตกาธานด้วยไม้หอมล้วน แล้วจึงอัญเชิญพระสรีระพระผู้มี พระภาคเจ้าขึ้นสู่จิตกาธาร
เรื่องพระมหากัสสปเถระ
{๑๕๔} [๒๓๑] สมัยนั้น ท่านพระมหากัสสปะพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูปเดินทางไกลจากเมืองปาวามาสู่เมืองกุสินารา ลำดับนั้น ท่านพระมหากัสสปะแวะออกจากทางแล้วนั่งพักที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง
ขณะนั้น อาชีวกคนหนึ่งถือดอกมณฑารพในพระนครกุสินาราเดิน ทางไกลมาสู่เมืองปาวา ท่านพระมหากัสสปะได้เห็นอาชีวกนั้นเดินมาแต่ไกล ครั้นแล้วได้ถามอาชีวกนั้นว่า “ดูก่อนผู้มีอายุ ท่านทราบข่าวพระศาสดา ของเราบ้างไหม”
อาชีวกตอบว่า “ใช่ ผู้มีอายุ เราทราบอยู่ พระสมณโคดมปรินิพพาน ได้ ๗ วันเข้าวันนี้แล้วดอกมณฑารพนี้เราถือมาจากที่ปรินิพพานนั้น’ บรรดาภิกษุเหล่านั้น ท่านที่ยังไม่ปราศจากราคะ บางพวกประคองแขน คร่ำครวญอยู่ ล้มกลิ้งเกลือกไปมาเหมือนมีเท้าขาดแล้ว พลางรำพันว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก พระสุคตเจ้าเสด็จ ปรินิพพานเสียเร็วนัก พระผู้มีพระจักษุในโลกอันตรธานไปเสียเร็วนัก” ส่วนท่านที่ปราศจากราคะแล้วก็มีสติสัมปชัญญะอดกลั้นได้โดยธรรมสังเวช ว่า “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เพราะฉะนั้น เหล่าสัตว์จะพึงได้ในสังขารนี้ แต่ที่ไหน”
สุภัททวุฑฒบรรพชิต
{๑๕๕} [๒๓๒] สมัยนั้น บรรพชิตผู้บวชเมื่อภายแก่นามว่าสุภัททะนั่งอยู่ ในบริษัทนั้นด้วย เธอได้กล่าวกะภิกษุทั้งหลายว่า “อย่าเลย ท่านทั้งหลาย พวกท่านอย่าเศร้าโศก อย่าร่ำพิไรไปเลย พวกเราพ้นด้วยดีแล้วจาก พระมหาสมณะนั้น ด้วยว่าพวกเราถูกพระมหาสมณะนั้นเบียดเบียนอยู่ว่า ‘สิ่งนี้ควรแก่พวกเธอ สิ่งนี้ไม่ควรแก่พวกเธอ’ ก็บัดนี้พวกเราปรารถนาจะ ทำสิ่งใด ก็ทำสิ่งนั้นได้ ไม่ปรารถนาจะทำสิ่งใด จะไม่ทำสิ่งนั้นก็ได้”
ลำดับนั้น ท่านพระมหากัสสปะเตือนภิกษุทั้งหลายว่า “อย่าเลย อาวุโส พวกท่านอย่าเศร้าโศก อย่าร่ำพิไรไปเลย พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ ตรัสสอนไว้อย่างนี้ก่อนแล้วไม่ใช่หรือว่า ‘ความเป็นต่างๆ ความพลัดพราก ความเป็นอย่างอื่นจากสัตว์และสังขารที่รักที่ชอบใจทั้งสิ้นย่อมมี เพราะ ฉะนั้น จะพึงได้ในสัตว์และสังขารนี้แต่ที่ไหน สิ่งใดเกิดแล้ว มีแล้ว
อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความแตกสลายไปเป็นธรรมดา ความปรารถนาว่า ‘ขอสิ่งนั้นอย่าได้สลายไปเลย’ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้”
{๑๕๖} [๒๓๓] สมัยนั้น มัลลปาโมกข์ ๔ องค์สนานเกล้าแล้วทรงนุ่งผ้าใหม่ ด้วยตั้งใจว่าจักติดไฟจิตกาธานของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็มิอาจให้ติดได้ ลำดับ นั้น พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราได้ถามท่านพระอนุรุทธะว่า “ข้าแต่ท่าน พระอนุรุทธะ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ให้มัลลปาโมกข์ทั้ง ๔ องค์ นี้ผู้สนานเกล้าแล้วทรงผ้าใหม่ด้วยตั้งใจว่าจักติดไฟจิตกาธาน ก็มิอาจ ให้ติดได้”พระอนุรุทธะถวายพระพรว่า “ดูก่อนวาสิฏฐะทั้งหลาย ความประสงค์ ของพวกท่านเป็นอย่างหนึ่ง ความประสงค์ของพวกเทวดาเป็นอย่างหนึ่ง”
“ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ความประสงค์ของพวกเทวดาเป็นอย่างไร”
“ดูก่อนวาสิฏฐะทั้งหลาย ความประสงค์ของพวกเทวดามีว่า “ท่าน พระมหากัสสปะนี้พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูปเดินทาง ไกลจากเมืองปาวามาสู่เมืองกุสินารา จิตกาธานของพระผู้มีพระภาคเจ้า จักยังไม่ลุกโชนขึ้น จนกว่าท่านพระมหากัสสปะจะถวายบังคมพระบาทยุคล ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยมือของตน”“ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอให้เป็นไปตามความประสงค์ของพวกเทวดาเถิด”
ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ
[๒๓๔] ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปะเข้าไปยังจิตกาธานของพระผู้มี พระภาคเจ้า มกุฏพันธนเจดีย์ของพวกเจ้ามัลละ เมืองกุสินารา ครั้นแล้ว ห่มจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประคองอัญชลีกระทำประทักษิณจิตกาธาน ๓ รอบ แล้วเปิดทางพระบาท ถวายบังคมพระบาทยุคลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยเศียรเกล้า แม้ภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านั้นก็ห่มจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประคองอัญชลี กระทำประทักษิณ ๓ รอบ แล้วถวายบังคมพระบาทยุคล
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า เมื่อท่านพระมหากัสสปะและภิกษุ ๕๐๐ รูปนั้นถวายบังคมเสร็จแล้ว จิตกาธานของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ลุกโชนขึ้นเองทีเดียว
[๒๓๕] เมื่อพระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้าถูกเพลิงไหม้อยู่ พระ อวัยวะส่วนใดบรรดามี คือ พระฉวี (ผิว) พระจัมมะ (หนัง) พระมังสะ (เนื้อ) พระนหารู (เอ็น) หรือพระลสิกา (ไขข้อ) เถ้าเขม่าแห่งพระอวัยวะส่วนนั้น มิได้ปรากฏเลย เหลืออยู่แต่พระสรีรธาตุอย่างเดียว เปรียบเหมือนเมื่อ เนยใสและนํ้ามันถูกไฟไหม้อยู่ เถ้าเขม่ามิได้ปรากฏ ฉันใด เมื่อพระสรีระ พระผู้มีพระภาคเจ้าถูกเพลิงไหม้อยู่ พระอวัยวะส่วนใดบรรดามี คือ พระฉวี พระจัมมะ พระนหารู หรือพระลสิกา เถ้าเขม่าแห่งพระอวัยวะส่วนนั้น ก็มิได้ปรากฏเลย เหลืออยู่แต่พระสรีรธาตุอย่างเดียว ฉันนั้นเหมือนกันและบรรดาผ้า ๕๐๐ คู่เหล่านั้น ไฟไม่ไหม้เพียง
๒ ผืนเท่านั้น คือ ผืนในที่สุดกับผืนนอกเมื่อพระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้าถูกไฟไหม้แล้ว ท่อน้ำก็ไหลหลั่งมาจากอากาศดับจิตกาธานของพระผู้มีพระภาคเจ้าน้ำพุ่งขึ้น แม้จากต้นสาละดับจิตกาธานของพระผู้มีพระภาคเจ้า พวกเจ้ามัลละ เมืองกุสินาราดับจิตกาธานของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยนํ้าหอมล้วน ๆ ต่อจากนั้น พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารากระทำสัตติบัญชรในท้องพระโรง แวดล้อมด้วยธนูปราการ แล้วสักการะ เคารพ นอบน้อม บูชาพระสรีรธาตุ พระผู้มีพระภาคเจ้าตลอดเจ็ดวันด้วยการฟ้อนรำ ด้วยการขับร้อง ด้วยการ ประโคม ด้วยพวงมาลัย
- ๑ทำสัตติบัญชร ทำวงล้อมด้วยหอก หมายถึงจัดกำลังพลบุรุษยืนถือหอกล้อมรอบ ในการ อารักขาพระบรมสารีริกธาตุซึ่งประดิษฐานไว้ ณ ท้องพระโรงนั้น พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารา ได้จัดวางกำลังอารักขาเป็นชั้นในชั้นนอกดังนี้ คือ (๑) ชั้นใน ได้จัดวางกำลังพลหอกที่เรียกว่า ทำสัตติบัญชร ไว้รอบในสุดของท้องพระโรง (๒) ชั้นนอก ได้จัดวางกำแพงธนูที่เรียกว่า ธนู ปราการ ไว้อย่างแน่นหนาถัดจากกำลังพลหอก ซึ่งประกอบด้วยพลช้าง พลม้า พลรถ พลราบ และพลธนู โดยให้ยืนแถวชิดกันที่สุด (นัย ที.ม.อ. ๒๑๔, ที.ม.ฏี. ๒๓๕)
แจกพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า
{๑๕๗} [๒๓๖] พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่าอชาตศัตรูเวเทหิบุตรได้ทรง สดับข่าวว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานที่เมืองกุสินารา จึงทรงส่ง ทูตไปหาพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็น กษัตริย์ แม้เราก็เป็นกษัตริย์ เราจึงควรจะได้ส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ พระผู้มีพระภาคเจ้าบ้าง จักได้สร้างพระสถูปและทำการฉลองพระบรม สารีริกธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้า”พวกกษัตริย์ลิจฉวีเมืองเวสาลีได้ทราบข่าวว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จ ปรินิพพานที่เมืองกุสินารา จึงส่งทูตไปหาพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นกษัตริย์ แม้พวกเราก็เป็นกษัตริย์ พวกเรา จึงควรจะได้ส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้าบ้าง
จักได้สร้าง พระสถูปและทำการฉลองพระบรมสารีริกธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้า”พวกกษัตริย์ศากยะเมืองกบิลพัสดุ์ได้สดับข่าวว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จปรินิพพานที่เมืองกุสินารา จึงส่งทูตไปหาพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารา ว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นพระญาติผู้ประเสริฐสุดของพวกเรา พวกเราจึงควรจะได้ส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้าบ้าง จักได้สร้างพระสถูปและทำการฉลองพระบรมสารีริกธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้า”พวกกษัตริย์ถูลีเมืองอัลกัปปะได้สดับข่าวว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จ ปรินิพพานที่เมืองกุสินารา จึงส่งทูตไปหาพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นกษัตริย์ แม้พวกเราก็เป็นกษัตริย์ พวกเรา จึงควรจะได้ส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้าบ้าง จักได้สร้าง พระสถูปและทำการฉลองพระบรมสารีริกธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้า”พวกกษัตริย์โกลิยะเมืองรามคามได้สดับข่าวว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จปรินิพพานที่เมืองกุสินารา จึงส่งทูตไปหาพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นกษัตริย์ แม้พวกเราก็เป็นกษัตริย์ พวกเราจึง
ควรจะได้ส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้าบ้าง จักได้สร้าง พระสถูปและทำการฉลองพระบรมสารีริกธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้า”
พราหมณ์ผู้ครองเมืองเวฏฐทีปกะได้สดับข่าวว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จปรินิพพานที่เมืองกุสินารา จึงส่งทูตไปหาพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารา ว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นกษัตริย์ เราเองก็เป็นพราหมณ์ เราจึง ควรจะได้ส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้าบ้าง จักได้สร้าง พระสถูปและทำการฉลองพระบรมสารีริกธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้า”พวกเจ้ามัลละเมืองปาวาได้ทรงสดับข่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จปรินิพพานที่เมืองกุสินารา จึงส่งทูตไปหาพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารา ว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นกษัตริย์ แม้พวกเราก็เป็นกษัตริย์ พวกเราจึงควรจะได้ส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้าบ้าง จักได้สร้างพระสถูปและทำการฉลองพระบรมสารีริกธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้า”เมื่อกษัตริย์และพราหมณ์ว่ามาดังนี้ พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราได้ ตรัสตอบหมู่คณะเหล่านั้นไปว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพาน ในคามเขตของพวกเรา พวกเราจักไม่ยอมให้ส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ พระผู้มีพระภาคเจ้า”
เรื่องโทณพราหมณ์แบ่งพระบรมสารีริกธาตุ
{๑๕๘} [๒๓๗] เมื่อพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราตรัสอย่างนี้แล้ว โทณพราหมณ์ ได้พูดกะหมู่คณะเหล่านั้นว่า
ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอพวกท่านจงฟังคำ ของข้าพเจ้าสักคำหนึ่ง พระพุทธเจ้าของพวกเรา ทรงเป็นผู้ตรัสสรรเสริญขันติ การจะมารบพุ่งกัน เพราะส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุพระพุทธเจ้าผู้เป็น อุดมบุคคล เช่นนี้ไม่ดีเลย
ขอให้พวกเราทั้งหมดจงอดกลั้น พร้อมใจกันยินดี แบ่งพระบรมสารีริกธาตุออกเป็น ๘ ส่วนเถิด ขอให้ พระสถูปจงแพร่หลายไปในทิศทั้งหลาย ผู้คนที่เลื่อมใส ต่อพระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุมีอยู่มาก
{๑๕๙} [๒๓๘] หมู่คณะเหล่านั้นตอบว่า “ข้าแต่พราหมณ์ ถ้าเช่นนั้น ขอท่าน นั่นแหละจงแบ่งพระบรมสารีริกธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้าออกเป็น ๘ ส่วน เท่า ๆ กันให้เรียบร้อยเถิด” โทณพราหมณ์รับคำของหมู่คณะเหล่านั้นแล้ว ได้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้าออกเป็น ๘ ส่วนเท่ากัน เรียบร้อยแล้ว จึงกล่าวกะหมู่คณะเหล่านั้นว่า “ขอท่านผู้เจริญทั้งหลาย จงให้ทะนานนี้แก่ข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าจักสร้างพระสถูปและทำการฉลอง ทะนานบ้าง” ทูตเหล่านั้นจึงได้ให้ทะนานแก่โทณพราหมณ์{๑๖๐}พวกเจ้าโมริยะเมืองปิปผลิวันได้สดับข่าวว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จ ปรินิพพานที่เมืองกุสินารา จึงส่งทูตไปหาพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นกษัตริย์ แม้พวกเราก็เป็นกษัตริย์ พวกเราจึงควร จะได้ส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้าบ้าง จักได้สร้าง พระสถูปและทำการฉลองพระบรมสารีริกธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้า”
พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราตอบว่า “ส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มี พวกเราได้แบ่งกันเสร็จแล้ว พวกท่านจงนำ พระอังคารไปจากที่นี่เถิด” พวกทูตนั้นจึงได้นำพระอังคารไปจากที่นั้นแล้ว
สร้างพระสถูปและบูชาพระบรมธาตุ
{๑๖๑} [๒๓๙] ครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่าอชาตศัตรูเวเทหิบุตร ได้สร้างพระสถูปและทำการฉลองพระบรมสารีริกธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้า ในพระนครราชคฤห์ แม้พวกกษัตริย์ลิจฉวีเมืองเวสาลีก็ได้สร้างพระสถูป
และทำการฉลองพระบรมสารีริกธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้าในพระนครเวสาลี แม้พวกกษัตริย์ศากยะเมืองกบิลพัสดุ์ก็ได้สร้างพระสถูปและทำการฉลอง พระบรมสารีริกธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้าในเมืองกบิลพัสดุ์ แม้พวกกษัตริย์ ถูลีเมืองอัลกัปปะก็ได้สร้างพระสถูปและทำการฉลองพระบรมสารีริกธาตุ พระผู้มีพระภาคเจ้าในเมืองอัลกัปปะ แม้พวกกษัตริย์โกลิยะเมืองรามคาม ก็ได้สร้างพระสถูปและทำการฉลองพระบรมสารีริกธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้า ในเมืองรามคาม แม้พราหมณ์ผู้ครองเมืองเวฏฐทีปกะก็ได้สร้างพระสถูป และทำการฉลองพระบรมสารีริกธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้าในเมืองเวฏฐทีปกะ แม้พวกเจ้าเมืองมัลละเมืองปาวาก็ได้สร้างพระสถูปและทำการฉลองพระ
บรมสารีริกธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้าในเมืองปาวา แม้พวกเจ้ามัลละเมือง กุสินาราก็ได้สร้างพระสถูปและทำการฉลองพระบรมสารีริกธาตุพระผู้มีพระ ภาคเจ้าในพระนครกุสินารา แม้โทณพราหมณ์ก็ได้สร้างพระสถูปและ ทำการฉลองทะนาน แม้พวกกษัตริย์โมริยะเมืองปิปผลิวันก็ได้สร้าง พระสถูปและทำการฉลองพระอังคารในเมืองปิปผลิวันพระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุมี ๘ แห่ง เป็น ๙ แห่งทั้งพระสถูป บรรจุทะนาน เป็น ๑๐ แห่งทั้งพระสถูปบรรจุพระอังคาร ด้วยประการฉะนี้ การแจกพระบรมธาตุและการก่อสร้างพระสถูปเช่นนี้เป็นแบบอย่างมาแล้ว
{๑๖๒} [๒๔๐] พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุ มี ๘ ทะนาน บูชากันอยู่ในชมพูทวีป ๗ ทะนาน ส่วน พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าผู้เป็นบุรุษประเสริฐ สูงสุดอีกทะนานหนึ่งพวกนาคราชบูชากันอยู่ในรามคาม
พระเขี้ยวองค์หนึ่งเทวดาชั้นดาวดึงส์บูชาแล้ว ส่วน อีกองค์หนึ่งบูชากันอยู่ในคันธารบุรี อีกองค์หนึ่งบูชากัน อยู่ในแคว้นของพระเจ้ากาลิงคะ อีกองค์หนึ่งพญานาค บูชาอยู่
ด้วยพระเดชแห่งพระบรมสารีริกธาตุพระพุทธเจ้า นั้นทีเดียวแผ่นดินนี้จึงอลังการด้วยเครื่องบูชาอันประเสริฐ พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุนี้ได้ รับสักการะเป็นอันดีด้วยเครื่องสักการะที่เขาสักการะแล้วพระพุทธเจ้าพระองค์ใดผู้อันจอมเทพจอมนาคและ จอมนรชนบูชาแล้ว อันจอมมนุษย์ผู้ประเสริฐสุดบูชา แล้วเหมือนกัน ขอท่านทั้งหลายจงประนมมือถวาย บังคมพระบรมสารีริกธาตุนั้น ๆ ของพระพุทธเจ้า พระองค์นั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายหาได้ยากโดยร้อย แห่งกัปแลพระทนต์ ๔๐ องค์บริบูรณ์ พระเกศา และพระโลมา ทั้งหมดพวกเทวดานำไปองค์ละองค์ๆ โดยนำต่อๆ อันไป ทั่วจักรวาล ดังนี้แล
จบ ภาณวารที่ ๘
จบ มหาปรินิพพานสูตรที่ ๓
๔. มหาสุทัสสนสูตร
ว่าด้วยพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่ามหาสุทัสสนะ
{๑๖๓} [๒๔๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง ใกล้เวลาจะเสด็จปรินิพพาน พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ที่ระหว่างต้นสาละทั้งคู่ในสาลวันอันเป็นที่เสด็จประพาสของพวกเจ้ามัลละ เมืองกุสินารา ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับ ครั้นถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ท่านพระ อานนท์นั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่าเสด็จปรินิพพานในเมืองเล็ก เมืองดอน กิ่งเมืองนี้เลย เมืองใหญ่อื่นๆ ก็มีอยู่ เช่น เมืองจัมปา เมืองราชคฤห์ เมือง สาวัตถี เมืองสาเกต เมืองโกสัมพี เมืองพาราณสี ขอพระผู้มี พระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานในเมืองเหล่านี้เถิด กษัตริย์มหาศาล พราหมณ มหาศาล คฤหบดีมหาศาลที่เลื่อมใสอย่างยิ่งในพระตถาคตก็มีอยู่มาก ในเมืองเหล่านี้ ท่านเหล่านั้นจักทำการบูชาพระสรีระของพระตถาคตกันได้”
เรื่องเมืองกุสาวดี
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนอานนท์ เธออย่าได้กล่าว อย่างนี้ว่า ‘เมืองเล็ก เมืองดอน กิ่งเมือง’ ดังนี้เลย
[๒๔๒] ดูก่อนอานนท์ แต่ปางก่อน ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิทรง พระนามว่ามหาสุทัสสนะ ผู้ทรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ ในแผ่นดินมีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชนะแล้ว มีราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ เมืองกุสินารานี้มีนามว่ากุสาวดี เป็น ราชธานีของพระเจ้ามหาสุทัสสนะ โดยยาว ด้านทิศบูรพาและทิศประจิม ๑๒ โยชน์ โดยกว้าง ด้านทิศทักษิณและทิศอุดร ๗ โยชน์ กุสาวดี
จบ ๓. มหาปรินิพพานสูตร