arnon.world

พระสุตตันตปิฎก · ทีฆนิกาย

๔. มหาสุทัสสนสูตร เล่ม ๑๐

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๓–๑๘๖ (ฉบับหลวง)มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาสุทัสสนสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๐)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๐ หน้า ๒๑๙–๒๔๖

หน้า ๒๑๙

๔. มหาสุทัสสนสูตร

ว่าด้วยพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่ามหาสุทัสสนะ

{๑๖๓} [๒๔๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง ใกล้เวลาจะเสด็จปรินิพพาน พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ที่ระหว่างต้นสาละทั้งคู่ในสาลวันอันเป็นที่เสด็จประพาสของพวกเจ้ามัลละ เมืองกุสินารา ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับ ครั้นถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ท่านพระ อานนท์นั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่าเสด็จปรินิพพานในเมืองเล็ก เมืองดอน กิ่งเมืองนี้เลย เมืองใหญ่อื่นๆ ก็มีอยู่ เช่น เมืองจัมปา เมืองราชคฤห์ เมือง สาวัตถี เมืองสาเกต เมืองโกสัมพี เมืองพาราณสี ขอพระผู้มี พระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานในเมืองเหล่านี้เถิด กษัตริย์มหาศาล พราหมณ มหาศาล คฤหบดีมหาศาลที่เลื่อมใสอย่างยิ่งในพระตถาคตก็มีอยู่มาก ในเมืองเหล่านี้ ท่านเหล่านั้นจักทำการบูชาพระสรีระของพระตถาคตกันได้”

เรื่องเมืองกุสาวดี

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนอานนท์ เธออย่าได้กล่าว อย่างนี้ว่า ‘เมืองเล็ก เมืองดอน กิ่งเมือง’ ดังนี้เลย

[๒๔๒] ดูก่อนอานนท์ แต่ปางก่อน ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิทรง พระนามว่ามหาสุทัสสนะ ผู้ทรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ ในแผ่นดินมีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชนะแล้ว มีราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ เมืองกุสินารานี้มีนามว่ากุสาวดี เป็น ราชธานีของพระเจ้ามหาสุทัสสนะ โดยยาว ด้านทิศบูรพาและทิศประจิม ๑๒ โยชน์ โดยกว้าง ด้านทิศทักษิณและทิศอุดร ๗ โยชน์ กุสาวดี

หน้า ๒๒๐

ราชธานีเป็นเมืองที่มั่งคั่ง รุ่งเรือง มีผู้คนมาก มีผู้คนหนาแน่น และมี ข้าวปลาหาได้ง่าย

ดูก่อนอานนท์ อาลกมันทาราชธานีแห่งเทพทั้งหลายเป็นเมืองที่มั่งคั่ง รุ่งเรือง มีผู้คนมาก มียักษ์หนาแน่น และมีข้าวปลาหาได้ง่าย ฉันใด กุสาวดีราชธานีก็เป็นเมืองที่มั่งคั่ง รุ่งเรือง มีผู้คนมาก มีผู้คนหนาแน่น และมีข้าวปลาหาได้ง่าย ฉันนั้นเหมือนกัน กุสาวดีราชธานีมิได้เงียบจาก เสียงทั้ง ๑๐ ประการทั้งกลางวันและกลางคืน คือ เสียงช้าง เสียงม้า เสียง รถ เสียงกลอง เสียงตะโพน เสียงพิณ เสียงขับร้อง เสียงสังข์ เสียงกังสดาล และเสียงที่ ๑๐ คือเสียงฆ้องมือว่า ‘จงบริโภค จงดื่ม จงเคี้ยว’

ดูก่อนอานนท์ กุสาวดีราชธานีล้อมด้วยกำแพง ๗ ชั้น คือ กำแพง ชั้นหนึ่งแล้วด้วยทองคำ ชั้นหนึ่งแล้วด้วยเงิน ชั้นหนึ่งแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ ชั้นหนึ่งแล้วด้วยแก้วผลึก ชั้นหนึ่งแล้วด้วยแก้วโกเมน ชั้นหนึ่งแล้วด้วย แก้วบุษราคัม ชั้นหนึ่งแล้วด้วยรัตนะทุกอย่าง ดูก่อนอานนท์ กุสาวดีราช ธานีมีประตูสำหรับวรรณะทั้ง ๔ คือ ประตูหนึ่งแล้วด้วยทอง ประตูหนึ่งแล้ว ด้วยเงิน ประตูหนึ่งแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ ประตูหนึ่งแล้วด้วยแก้วผลึก ใน แต่ละประตู มีเสาระเนียดปักไว้ประตูละ ๗ เสา ปักลึก ๓ ชั่วคน โดยส่วนสูง ๑๒ ชั่วคน เสาระเนียดต้นหนึ่งแล้วด้วยทอง ต้นหนึ่งแล้วด้วยเงิน ต้นหนึ่งแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์

ต้นหนึ่งแล้วด้วยแก้วผลึก ต้นหนึ่งแล้วด้วย แก้วโกเมน ต้นหนึ่งแล้วด้วยแก้วบุษราคัม ต้นหนึ่งแล้วด้วยรัตนะทุกอย่างดูก่อนอานนท์ กุสาวดีราชธานีแวดล้อมด้วยต้นตาล ๗ แถว ต้นตาล แถวหนึ่งแล้วด้วยทอง แถวหนึ่งแล้วด้วยเงิน แถวหนึ่งแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ แถวหนึ่งแล้วด้วยแก้วผลึก แถวหนึ่งแล้วด้วยแก้วโกเมน แถวหนึ่งแล้ว ด้วยแก้วบุษราคัม แถวหนึ่งแล้วด้วยรัตนะทุกอย่าง ต้นตาลที่แล้วด้วยทอง มีลำต้นแล้วด้วยทอง ใบและผลแล้วด้วยเงิน ต้นตาลที่แล้วด้วยเงินมี ลำต้นแล้วด้วยเงิน ใบและผลแล้วด้วยทอง ต้นตาลที่แล้วด้วยแก้วไพฑูรย์

หน้า ๒๒๑

มีลำต้นแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ ใบและผลแล้วด้วยแก้วผลึก ต้นตาลที่แล้ว ด้วยแก้วผลึกมีลำต้นแล้วด้วยแก้วผลึกใบและผลแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ ต้นตาล ที่แล้วด้วยแก้วโกเมนมีลำต้นแล้วด้วยแก้วโกเมน ใบและผลแล้วด้วยแก้ว บุษราคัม ต้นตาลที่แล้วด้วยแก้วบุษราคัมมีลำต้นแล้วด้วยแก้วบุษราคัม ใบ และผลแล้วด้วยแก้วโกเมน ต้นตาลที่แล้วด้วยรัตนะทุกอย่าง มีลำต้นแล้ว ด้วยรัตนะทุกอย่าง ใบและผลก็แล้วด้วยรัตนะทุกอย่าง ดูก่อนอานนท์ แถว ต้นตาลเหล่านั้น เมื่อต้องลมพัดแล้วมีเสียงไพเราะ ยวนใจ ชวนให้ฟัง และ ให้เคลิบเคลิ้ม ดูก่อนอานนท์ เปรียบเหมือนดนตรีประกอบด้วยองค์ ๕ ที่ ถูกปรับดีแล้ว ประโคมดีแล้ว บรรเลงโดยผู้เชี่ยวชาญ ย่อมมีเสียงไพเราะ ยวนใจ ชวนให้ฟัง และให้เคลิบเคลิ้ม ฉันใด แถวต้นตาลเหล่านั้นที่ต้อง ลมพัดแล้วก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีเสียงไพเราะ ยวนใจ ชวนให้ฟังและให้ เคลิบเคลิ้ม ดูก่อนอานนท์ ก็สมัยนั้น ในกุสาวดีราชธานีมีนักเลงพนัน นักเลงสุรา และนักเลงดื่ม พวกเขาฟ้อนรำเล่นกันด้วยเสียงแห่งแถว ต้นตาลที่ต้องลมเหล่านั้น

รัตนะ ๗ ประการ

๑. จักรรัตนะ

{๑๖๔} [๒๔๓] ดูก่อนอานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงสมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ และด้วยฤทธิ์ ๔ ประการ รัตนะ ๗ ประการคืออะไรบ้าง

ดูก่อนอานนท์ เมื่อท้าวเธอทรงประพฤติจักกวัตติวัตรอันประเสริฐอยู่ จักรแก้วอันเป็นทิพย์ซึ่งมีซี่พันหนึ่ง มีกง มีดุม พร้อมบริบูรณ์ครบทุกสิ่ง ทุกอย่าง ได้ปรากฏขึ้นแก่ท้าวเธอผู้สรงสนานเกล้าแล้วเสด็จขึ้นบนปราสาท อันประเสริฐรักษาอุโบสถในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำอยู่ ท้าวเธอทอดพระเนตรเห็น

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑จักรรัตนะ (จักรแก้ว) คำว่า รัตนะ แปลว่า สิ่งก่อเกิดความยินดี (รติชนนฏเฐน รตนํ ที.ม.อ. ๒๗๗) หมายถึงสิ่งประเสริฐ สิ่งมีค่าสูงยิ่ง เรียกโดยทั่วไปว่า แก้ววิเศษ
หน้า ๒๒๒

แล้วทรงพระดำริว่า ‘ก็เราได้สดับเรื่องนี้มาแล้วว่า ‘จักรแก้วอันเป็นทิพย์มี ซี่พันหนึ่ง มีกง มีดุมบริบูรณ์ครบทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏขึ้นแก่พระราชา มหากษัตริย์พระองค์ใดผู้ได้มูรธาภิเษกแล้ว สนานเกล้าแล้วเสด็จขึ้นบน ปราสาทอันประเสริฐทรงรักษาอุโบสถในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำอยู่ พระราชา พระองค์นั้นยอมเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ’ ดังนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ แล้วหรือหนอ’[๒๔๔] ดูก่อนอานนท์ ลำดับนั้น ท้าวเธอเสด็จลุกจากพระที่แล้ว ทรงทำพระภูษาเฉวียงพระอังสาข้างหนึ่ง จับพระเต้าด้วยพระหัตถ์ซ้าย ทรงประพรมจักรแก้วด้วยพระหัตถ์ขวา พลางตรัสว่า ‘ขอจักรแก้ว อันเจริญจงหมุนไปเถิด ขอจักรแก้วอันเจริญจงชำนะให้วิเศษยิ่ง’

ขณะนั้นแล อานนท์ จักรแก้วนั้นก็หมุนไปทางทิศตะวันออก พระเจ้าจักรพรรดิพร้อมด้วยจตุรงคเสนาก็เสด็จติดตามไป จักรแก้ว ประดิษฐานอยู่ในประเทศใด ท้าวเธอก็เสด็จเข้าพักแรมอยู่ในประเทศนั้น พร้อมด้วยจตุรงคเสนา

ดูก่อนอานนท์ ก็แลปวงพระราชาผู้เป็นปฏิปักษ์ในทิศตะวันออกก็พา กันเสด็จเข้าไปเฝ้าพระเจ้าจักรพรรดิกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ขอเชิญเสด็จมา เถิด มหาราชเจ้า พระองค์เสด็จมาดีแล้ว ราชสมบัติของหม่อมฉันย่อมเป็น ของพระองค์ ขอพระองค์จงประทานพระบรมราโชวาทเถิด มหาราชเจ้า’ ท้าวเธอจึงตรัสอย่างนี้ว่า‘พวกท่านไม่พึงฆ่าสัตว์

ไม่พึงถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้

ไม่พึงประพฤติผิดในกาม

ไม่พึงกล่าวเท็จ

ไม่พึงดื่มนํ้าเมา

จงบริโภคใช้สอยตามเคยเถิด’

หน้า ๒๒๓

ดูก่อนอานนท์ ปวงพระราชาที่อยู่ ณ ทิศตะวันออกก็ได้พากันปฏิบัติ ตามท้าวเธอแล้ว

ดูก่อนอานนท์ ต่อจากนั้น จักรแก้วนั้นก็หมุนลงไปสู่สมุทรด้าน ทิศตะวันออกแล้วโผล่ขึ้น หมุนไปด้านทิศใต้ … หมุนลงไปสู่สมุทรด้านทิศใต้ แล้วโผล่ขึ้น หมุนไปด้านทิศตะวันตก ... หมุนลงไปสู่สมุทรด้านทิศตะวันตก แล้วโผล่ขึ้น หมุนไปด้านทิศเหนือ ท้าวเธอพร้อมด้วยจตุรงคเสนาก็เสด็จ ติดตามไป จักรแก้วประดิษฐานอยู่ในประเทศใด ท้าวเธอก็เสด็จเข้า พักแรมในประเทศนั้นพร้อมด้วยจตุรงคเสนาดูก่อนอานนท์ ก็แลปวงพระราชาผู้เป็นปฏิปักษ์ในทิศเหนือก็พากัน เสด็จเข้าไปเฝ้าพระเจ้าจักรพรรดิกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ขอเชิญเสด็จมาเถิด มหาราชเจ้า พระองค์เสด็จมาดีแล้ว ราชสมบัติของหม่อมฉันย่อมเป็นของ พระองค์ ขอพระองค์จงประทานพระบรมราโชวาทเถิด มหาราชเจ้า’ ท้าวเธอจึงตรัสอย่างนี้ว่า ‘พวกท่านไม่พึงฆ่าสัตว์ ไม่พึงถือเอาสิ่งของที่ เจ้าของมิได้ให้ ไม่พึงประพฤติผิดในกาม ไม่พึงกล่าวเท็จ ไม่พึงดื่มนํ้าเมา จงบริโภคใช้สอยตามเคยเถิด’ดูก่อนอานนท์ เหล่าพระราชาที่อยู่ ณ ทิศเหนือก็ได้พากันปฏิบัติตาม ท้าวเธอแล้ว

[๒๔๕] ดูก่อนอานนท์ ครั้งนั้น จักรแก้วนั้นได้พิชิตดินแดนจรดขอบ สมุทรได้ราบคาบเสร็จแล้วจึงหมุนกลับคืนสู่กุสาวดีราชธานีนั้น ได้หยุดอยู่ กับที่เหมือนถูกถอดเพลาออก ตรงหน้ามุขพิจารณาคดีใกล้ประตูพระราชวัง ของท้าวเธอ ยังภายในพระราชวังของท้าวเธอให้สว่างไสวอยู่ ดูก่อนอานนท์ จักรแก้วเห็นปานนี้ได้ปรากฎแก่พระเจ้ามหาสุทัสสนะ

๒. หัตถีรัตนะ (ช้างแก้ว)

{๑๖๕} [๒๔๖] อีกประการหนึ่ง อานนท์ ช้างแก้วได้ปรากฏแก่พระเจ้ามหา สุทัสสนะ เป็นช้างเผือกล้วน มีที่ประดิษฐานแห่งคชรักษ์ครบทั้ง ๗ ประการ

หน้า ๒๒๔

มีฤทธิ์เหาะได้ เป็นพญาช้างตระกูลอุโบสถ พระเจ้ามหาสุทัสสนะทอด พระเนตรเห็นแล้วทรงพอพระทัย ตรัสว่า ‘ท่านผู้เจริญ ยานคือช้าง ถ้าได้ฝึกหัด ก็จะดี’ ลำดับนั้น ช้างแก้วก็เข้าถึงการฝึกหัดเหมือนอย่างช้าง อาชาไนย ชั้นดีที่ถูกฝึกหัดเรียบร้อยดีแล้วเป็นเวลานานฉะนั้น ดูก่อนอานนท์ เรื่องเคยมีมาแล้ว พระเจ้ามหาสุทัสสนะเมื่อจะทรงทดลองช้างแก้วเชือก นั้นแหละ จึงพอเวลาเช้าก็เสด็จชั้นทรงแล้วเสด็จเลียบไปตลอดปฐพีจรด ขอบสมุทร แล้วเสด็จกลับกุสาวดีราชธานีเสวยพระกระยาหารเช้าทัน ดูก่อนอานนท์ ช้างแก้วเห็นปานนี้ได้ปรากฏแก่พระเจ้ามหาสุทัสสนะ

๓. อัสสรัตนะ (ม้าแก้ว)

{๑๖๖} [๒๔๗] อีกประการหนึ่ง อานนท์ ม้าแก้วได้ปรากฏแก่พระเจ้ามหา สุทัสสนะ เป็นม้าขาวล้วน ศีรษะดำ มีผมเป็นพวงประดุจหญ้าปล้อง มี ฤทธิ์เหาะได้ เป็นอัศวราชตระกูลวลาหก ท้าวเธอทอดพระเนตรเห็นแล้ว ทรงพอพระทัย ตรัสว่า ‘ท่านผู้เจริญ ยานคือม้าถ้าได้ฝึกหัดก็จะดี’ ลำดับนั้น ม้าแก้วนั้นก็เข้าถึงการฝึกหัดเหมือนอย่างม้าอาชาไนยชั้นดีที่ได้รับการฝึกหัด เรียบร้อยดีแล้วเป็นเวลานานฉะนั้น ดูก่อนอานนท์ เรื่องเคยมีมาแล้ว พระเจ้า มหาสุทัสสนะเมื่อจะทรงทดลองม้าแก้วตัวนั้นแหละ จึงพอเวลาเช้าก็เสด็จ ขึ้นทรงแล้วเสด็จเลียบไปตลอดปฐพีจรดขอบสมุทร แล้วเสด็จกลับ กุสาวดีราชธานีเสวยพระกระยาหารเช้าทัน ดูก่อนอานนท์ ม้าแก้ว เห็นปานนี้ได้ปรากฏแก่พระเจ้ามหาสุทัสสนะ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พญาช้างตระกุลอุโบสถ เป็นช้างมงคลตระกูลหนึ่งซึ่งมีคุณสมบัติประเสริฐสุด (ที.ม.อ. ๒๓๔) ในบรรดาช้าง ๑๐ ตระกูล คือ (๑) กาฬาวกหัตถี สีดำ (๒) คังไคยหัตถี สีเหมือนนํ้าไหล (๓) ปัณฑรหัตถี สีขาวดังเขาไกรลาส (๔) ตามพหัตถี สีทองแดง (๕) ปิงคลหัตถี สีทองอ่อน ดังสีตาแมว (๖) คันธหัตถี สีไม้กฤษณา มีกลิ่นตัวหอม (๗) มงคลหัตถี สีนิลอัญชัน มีกิริยา ท่าทางเดินงดงาม (๘) เหมหัตถี สีเหลืองดังทอง (๙) อุโบสถหัตถี สีทองคำ (๑๐) ฉัททันตหัตถี กายสีขาวบริสุทธิ์ดังสีเงินยวง แต่ปากและเท้าสีแดง (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕)
หน้า ๒๒๕

๔. มณีรัตนะ (มณีแก้ว)

{๑๖๗} [๒๔๘] อีกประการหนึ่ง อานนท์ แก้วมณีได้ปรากฏแก่พระเจ้ามหา สุทัสสนะ เป็นแก้วไพฑูรย์อันงาม เกิดเองอย่างบริสุทธิ์ มีแปดเหลี่ยม นาย ช่างเจียระไนดีแล้ว สุกใสแวววาว สมส่วนทุกอย่าง ดูก่อนอานนท์ แสง สว่างของแก้วมณีนั้นกระจายไปโดยรอบประมาณโยชน์หนึ่ง ดูก่อน อานนท์ เรื่องเคยมีมาแล้ว พระเจ้ามหาสุทัสสนะเมื่อจะทรงทดลองแก้วมณี ดวงนั้น จึงรับสั่งให้จตุรงคเสนาผูกสอดเครื่องรบ ทรงยกแก้วมณีไว้ปลายธงแล้ว เสด็จไปประทับยืนในที่มืดในราตรีกาล พวกชาวบ้านที่อยู่รอบ ๆ ต่างพากัน สำคัญว่าเป็นกลางวัน จึงประกอบการงานกันด้วยแสงสว่างนั้น ดูก่อนอานนท์ แก้วมณีเห็นปานนี้ได้ปรากฏแก่พระเจ้ามหาสุทัสสนะ

๕. อิตถีรัตนะ (นางแก้ว)

{๑๖๘} [๒๔๙] อีกประการหนึ่ง อานนท์ นางแก้วได้ปรากฏแก่พระเจ้ามหา สุทัสสนะ เป็นสตรีรูปงาม น่าดู น่าชื่นชม กอปรด้วยผิวพรรณผุดผ่องยิ่ง นัก ไม่สูงนัก ไม่ต่ำนัก ไม่ผอมนัก ไม่ดำนัก ไม่ขาวนัก เกินวรรณะของ หญิงมนุษย์ แต่ไม่ถึงวรรณะทิพย์ ดูก่อนอานนท์ สัมผัสแห่งกายของ นางแก้วนั้นเห็นปานนี้ คือ เป็นดังปุยนุ่นหรือปุยฝ้าย นางแก้วนั้นมีตัวอุ่น ในฤดูหนาว ตัวเย็นในฤดูร้อน กลิ่นจันทน์หอมฟุ้งออกจากกาย กลิ่นอุบล หอมฟุ้งออกจากปากของนางแก้วนั้น นางแก้วนั้นมีปกติตื่นก่อน นอน ภายหลัง คอยฟังว่าจะโปรดให้ทำอะไร ประพฤติต้องพระทัย เพ็ดทูลด้วย ถ้อยคำที่น่ารัก นางแก้วนั้นแม้ใจก็ไม่คิดนอกพระทัยพระเจ้ามหาสุทัสสนะ ไหนเลยกายนางจะนอกพระทัยได้เล่า ดูก่อนอานนท์ นางแก้วเห็นปานนี้ ได้ปรากฏแก่พระเจ้ามหาสุทัสสนะ

๖. คฤหบดีรัตนะ (คฤหบดีแก้ว)

{๑๖๙} [๒๕๐] อีกประการหนึ่ง อานนท์ คฤหบดีแก้วได้ปรากฏแก่พระเจ้า มหาสุทัสสนะ คฤหบดีแก้วนั้นปรากฏว่ามีจักษุเป็นทิพย์ซึ่งเกิดแต่ผลแห่ง

หน้า ๒๒๖

กรรมอันเป็นเครื่องให้เห็นขุมทรัพย์ทั้งที่มีเจ้าของและไม่มีเจ้าของได้ คฤหบดี แก้วนั้นเข้าเฝ้าพระเจ้ามหาสุทัสสนะแล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ขอเดชะ พระองค์จงมีความขวนขวายน้อย ข้าพระพุทธเจ้าจักกระทำหน้าที่เรื่อง ทรัพย์ด้วยทรัพย์ของพระองค์เอง’ ดูก่อนอานนท์ เรื่องเคยมีมาแล้ว พระเจ้า มหาสุทัสสนะเมื่อจะทรงทดลองคฤหบดีแก้วนั้นแหละ ได้เสด็จลงเรือ ตัดข้ามกระแสนํ้าไปกลางแม่นํ้าคงคาแล้วตรัสกะคฤหบดีแก้วว่า ‘คฤหบดี เราต้องการเงินและทอง’ คฤหบดีแก้วกราบทูลว่า ‘ข้าแต่มหาราช ถ้าเช่น นั้น ขอทรงโปรดเทียบเรือเข้าไปริมตลิ่งข้างหนึ่ง’ รับสั่งว่า ‘ดูก่อนคฤหบดี เราต้องการเงินและทองที่นี่’ ลำดับนั้น คฤหบดีแก้วนั้นใช้มือทั้งสองจุ่มน้ำ ลงไปแล้วยกหม้อที่เต็มด้วยเงินและทองขึ้นมากราบทูลพระเจ้ามหาสุทัสสนะ ว่า ‘ขอเดชะ เท่านี้พอหรือยัง เท่านี้เป็นอันทำแล้วหรือยัง’ พระเจ้ามหา สุทัสสนะตรัสอย่างนี้ว่า ‘เท่านี้พอละ คฤหบดี เท่านี้เป็นอันทำแล้ว เท่านี้ เป็นอันบูชาแล้ว’ ดูก่อนอานนท์ คฤหบดีแก้วเห็นปานนี้ได้ปรากฏ แก่พระเจ้ามหาสุทัสสนะ

๗. ปริณายกรัตนะ (ปริณายกแก้ว)

{๑๗๐} [๒๕๑] อีกประการหนึ่ง อานนท์ ปริณายกแก้วได้ปรากฏแก่พระเจ้า มหาสุทัสสนะ ปริณายกแก้วนั้นเป็นบัณฑิต เฉียบแหลม มีปัญญา มี ความสามารถที่จะให้พระเจ้ามหาสุทัสสนะดำเนินเข้าไปยังที่ที่ควรเข้าไป ให้ หลีกที่ที่ควรหลีก หรือให้ทรงยับยั้งในที่ที่ควรยับยั้งได้ ปริณายกแก้วนั้นเข้า เฝ้าพระเจ้ามหาสุทัสสนะแล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ขอเดชะ ขอพระองค์จง เป็นผู้มีความขวนขวายน้อย ข้าพระพุทธเจ้าจักปกครองเอง’ ดูก่อนอานนท์ ปริณายกแก้วเห็นปานนี้ได้ปรากฏแก่พระเจ้ามหาสุทัสสนะ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปริณายกแก้ว คือพระราชบุตรองค์โตของพระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งเป็นบผู้สามารถจัดแจงสรรพ กิจสำเร็จราชการทุกอย่างแทนพระเจ้าจักรพรรดิได้ (นัย ที.ม.อ. ๒๓๘)
หน้า ๒๒๗

ดูก่อนอานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงประกอบด้วยแก้ว ๗ ประการ เหล่านี้แล

ว่าด้วยฤทธิ์ ๔

{๑๗๑} [๒๕๒] ดูก่อนอานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงประกอบด้วยฤทธิ์ ๔ ประการ ฤทธิ์ ๔ ประการคืออะไรบ้าง

ดูก่อนอานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงมีพระรูปงาม น่าดู น่าชื่นชม กอปรด้วยผิวพรรณผุดผ่อง เกินกว่ามนุษย์อื่นๆ ยิ่งนัก ดูก่อนอานนท์ พระเจ้า มหาสุทัสสนะทรงประกอบด้วยฤทธิ์นี้ เป็นประการที่ ๑

{๑๗๒} อีกประการหนึ่ง อานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงมีพระชนมายุยืน ดำรงพระชนม์อยู่สิ้นกาลนานกว่ามนุษย์เหล่าอื่นๆ ยิ่งนัก ดูก่อนอานนท์ พระเจ้า มหาสุทัสสนะทรงประกอบด้วยฤทธิ์นี้ เป็นประการที่ ๒

{๑๗๓} อีกประการหนึ่ง อานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงมีพระโรคาพาธ น้อย มีทุกข์น้อย ประกอบด้วยไฟธาตุอันเกิดแต่วิบากสม่ำเสมอ ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก เกินกว่ามนุษย์อื่นๆ ยิ่งนัก ดูก่อนอานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะ ทรงประกอบด้วยฤทธิ์นี้ เป็นประการที่ ๓

{๑๗๔} อีกประการหนึ่ง อานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะเป็นที่รักใคร่เป็นที่ ชอบใจของพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย เหมือนอย่างบิดาย่อมเป็นที่ รักใคร่เป็นที่ชอบใจของบุตรทั้งหลาย ฉันใด พระเจ้ามหาสุทัสสนะก็ทรง เป็นที่รักใคร่เป็นที่ชอบใจของพวกพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ฉันนั้น ดูก่อนอานนท์ พวกพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลายเป็นที่รักใคร่เป็นที่ชอบ พระทัยของพระเจ้ามหาสุทัสสนะ เหมือนอย่างบุตรย่อมเป็นที่รักใคร่ที่ ชอบใจของบิดา ฉันใด พวกพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลายก็เป็นที่รักใคร่ เป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้ามหาสุทัสสนะ ฉันนั้น

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า ฤทธิ์ ในที่นี้หมายถึงความสำเร็จแห่งคุณสมบัติเฉพาะพระเจ้าจักรพรรดิ
หน้า ๒๒๘

ดูก่อนอานนท์ เรื่องเคยมีมาแล้ว พระเจ้ามหาสุทัสสนะเสด็จออก ประพาสพระราชอุทยานด้วยจตุรงคเสนา ลำดับนั้น พวกพราหมณ์และ คฤหบดีทั้งหลายเข้าเฝ้าพระเจ้ามหาสุทัสสนะ แล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ขอเดชะ ขอพระองค์อย่ารีบเสด็จพระราชดำเนิน พวกข้าพระพุทธเจ้าจะ ได้เห็นพระองค์นานๆ’ ดูก่อนอานนท์ ฝ่ายพระเจ้ามหาสุทัสสนะตรัสเตือน สารถีว่า ‘พ่อสารถี พ่ออย่ารีบขับรถไป เราจะได้ดูพวกพราหมณ์และ คฤหบดีนานๆ’ ดูก่อนอานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงประกอบด้วยฤทธิ์ นี้ เป็นประการที่ ๔ดูก่อนอานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงประกอบด้วยฤทธิ์ ๔ ประการ เหล่านี้แล”

เรื่องสระโบกขรณี

{๑๗๕} [๒๕๓] “ดูก่อนอานนท์ ครั้งนั้นแล พระเจ้ามหาสุทัสสนะได้ทรง พระดำริว่า ‘ถ้ากระไร เราพึงขุดสระโบกขรณีระยะห่างกันสระละร้อยชั่วธนู ในระหว่างต้นตาลเหล่านี้’ ดูก่อนอานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะจึงให้สร้าง สระโบกขรณีระยะห่างกันสระละร้อยชั่วธนู ในระหว่างต้นตาลเหล่านั้น สระโบกขรณีเหล่านั้นก่อด้วยอิฐ ๔ ชนิด อิฐชนิดหนึ่งทำด้วยทอง ชนิดหนึ่ง ทำด้วยเงิน ชนิดหนึ่งทำด้วยแก้วไพฑูรย์ ชนิดหนึ่งทำด้วยแก้วผลึกในบรรดาสระโบกขรณีเหล่านั้น สระหนึ่งๆ มีบันได ๔ ด้าน ๔ ชนิด บันไดด้านหนึ่งทำด้วยทอง ด้านหนึ่งทำด้วยเงิน ด้านหนึ่งทำด้วยแก้วไพฑูรย์ ด้านหนึ่งทำด้วยแก้วผลึก บันไดที่ทำด้วยทองมีแม่บันไดทำด้วยทอง ลูกบันไดและราวทำด้วยเงิน บันไดที่ทำด้วยเงินมีแม่บันไดทำด้วยเงิน ลูกบันไดและราวทำด้วยทอง บันไดที่ทำด้วยแก้วไพฑูรย์มีแม่บันไดทำด้วย แก้วไพฑูรย์ ลูกบันไดและราวทำด้วยแก้วผลึก บันไดที่ทำด้วยแก้วผลึก มีแม่บันไดทำด้วยแก้วผลึก ลูกบันไดและราวทำด้วยแก้วไพฑูรย์

หน้า ๒๒๙

ดูก่อนอานนท์ สระโบกขรณีเหล่านั้นล้อมด้วยเวทีสองชั้น เวที ชั้นหนึ่ง สร้างด้วยทอง เวทีชั้นหนึ่งสร้างด้วยเงิน เวทีที่สร้างด้วยทอง มีเสาทำด้วยทอง ขั้นและกรอบทำด้วยเงิน เวทีที่สร้างด้วยเงินมีเสาทำด้วยเงิน ขั้นและกรอบทำด้วยทอง

ดูก่อนอานนท์ ลำดับนั้น พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงพระดำริว่า ‘ถ้ากระไร เราพึงให้ปลูกไม้ดอกเห็นปานนี้ในสระโบกขรณีเหล่านี้ คือ อุบล ปทุม โกมุท บุณฑริก ที่ผลิดอกทุกฤดูกาล ไม่ต้องให้ปวงชนที่มาต้องกลับ ไปมือเปล่า’ ดูก่อนอานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะรับสั่งให้คนปลูกไม้ดอก เห็นปานนั้นในสระโบกขรณีเหล่านั้น คือ อุบล ปทุม โกมุท บุณฑริก ที่ผลิดอกได้ทุกฤดูกาล ไม่ต้องให้ปวงชนที่มาต้องกลับไปมือเปล่า

[๒๕๔] ดูก่อนอานนท์ ครั้งนั้นแล พระเจ้ามหาสุทัสสนะได้ทรง พระดำริว่า ‘ถ้ากระไร เราพึงวางเจ้าหน้าที่ผู้เชิญคนให้อาบนํ้าไว้ที่ขอบ สระโบกขรณีเหล่านี้ จักได้เชิญคนที่มาแล้ว ๆ ให้อาบนํ้า’ ดูก่อนอานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะจึงทรงวางเจ้าหน้าที่ผู้เชิญคนให้อาบนํ้าไว้ที่ขอบสระ โบกขรณีเหล่านั้น สำหรับเชิญคนที่มาแล้ว ๆ ให้อาบนํ้า

ดูก่อนอานนท์ ลำดับนั้น พระเจ้ามหาสุทัสสนะได้ทรงพระดำริว่า ‘ถ้ากระไร เราพึงตั้งทานเห็นปานนี้ไว้ที่ขอบสระโบกขรณีเหล่านั้น คือ ข้าว สำหรับผู้ต้องการข้าว นํ้าสำหรับผู้ต้องการนํ้า ผ้าสำหรับผู้ต้องการผ้า ยาน สำหรับผู้ต้องการยาน ที่นอนสำหรับผู้ต้องการที่นอน สตรีสำหรับ ผู้ต้องการสตรี เงินสำหรับผู้ต้องการเงิน และทองสำหรับผู้ต้องการทอง’ ดูก่อนอานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะจึงได้ทรงตั้งทานเห็นปานนี้ไว้ที่ขอบ สระโบกขรณีเหล่านั้น คือ ข้าวสำหรับผู้ต้องการข้าว นํ้าสำหรับผู้ต้องการ นํ้า ผ้าสำหรับผู้ต้องการผ้า ยานสำหรับผู้ต้องการยาน ที่นอนสำหรับ ผู้ต้องการที่นอน สตรีสำหรับผู้ต้องการสตรี เงินสำหรับผู้ต้องการเงิน และ ทองสำหรับผู้ต้องการทอง

หน้า ๒๓๐

{๑๗๖} [๒๕๕] ดูก่อนอานนท์ ครั้งนั้นแล พวกพราหมณ์และคฤหบดีได้นำ ทรัพย์สินเป็นอันมากเข้าไปเฝ้าพระเจ้ามหาสุทัสสนะแล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ขอเดชะ พวกข้าพระพุทธเจ้าได้นำทรัพย์สินจำนวนมากนี้มาเฉพาะพระองค์ ขอพระองค์จงทรงรับไว้เถิด’ ทรงมีพระราชดำรัสว่า ‘อย่าเลย ท่านทั้งหลาย แม้เราเองก็ได้รวบรวมทรัพย์สินจากภาษีอากรที่เป็นธรรมไว้เป็นจำนวนมาก แล้ว ทรัพย์สินที่พวกท่านนำมานั้นก็จงเป็นของพวกท่านเถิด ก็แลพวก ท่านจงนำทรัพย์สินจากที่นี้เพิ่มไปอีก’ คนเหล่านั้นถูกพระราชาปฏิเสธจึง ถอยออกไปปรึกษากันข้างหนึ่งอย่างนี้ว่า ‘การที่พวกเราจะนำทรัพย์สิน เหล่านี้คืนไปบ้านเรือนของตนๆ อีกนั้นไม่เป็นการสมควรแก่พวกเราเลย ถ้ากระไร พวกเรามาช่วยกันสร้างนิเวศน์ถวายพระเจ้ามหาสุทัสสนะกัน เถอะ’ พวกเขาได้เข้าเฝ้าพระเจ้ามหาสุทัสสนะแล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะช่วยกันสร้างนิเวศน์ถวายแด่พระองค์’ ดูก่อนอานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงรับโดยดุษณีภาพ

เรื่องธรรมปราสาท

{๑๗๗} [๒๕๖] ดูก่อนอานนท์ ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพได้ทรงทราบ ความดำริของพระเจ้ามหาสุทัสสนะ จึงตรัสเรียกวิษณุกรรมเทพบุตรมาสั่ง ว่า ‘มานี่เถิด เพื่อนวิษณุกรรม เธอจงไปเนรมิตนิเวศน์ชื่อว่าธรรมปราสาท เพื่อพระเจ้ามหาสุทัสสนะ’ ดูก่อนอานนท์ วิษณุกรรมเทพบุตรรับสนอง เทวบัญชาแล้วอันตรธานไปจากดาวดึงสเทวโลก ได้ปรากฏตัวเฉพาะพระ พักตร์ของพระเจ้ามหาสุทัสสนะ เหมือนบุรุษที่แข็งแรงเหยียดแขนที่คู้ออก หรือคู้แขนที่เหยียดเข้าฉะนั้น ลำดับนั้น วิษณุกรรมเทพบุตรได้กราบทูล พระเจ้ามหาสุทัสสนะว่า ‘ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าจักเนรมิตนิเวศน์ชื่อ ธรรมปราสาทถวายพระองค์’ พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงรับโดยดุษณีภาพ

ดูก่อนอานนท์ วิษณุกรรมเทพบุตรได้เนรมิตนิเวศน์ชื่อธรรมปราสาท แด่พระเจ้ามหาสุทัสสนะแล้ว ธรรมปราสาทมีความยาวด้านทิศตะวันออก

หน้า ๒๓๑

และทิศตะวันตกหนึ่งโยชน์ โดยกว้างด้านทิศเหนือและทิศใต้กึ่งโยชน์ ดูก่อนอานนท์ ธรรมปราสาทมีพื้นที่ก่อด้วยอิฐ ๔ ชนิด สูงกว่าสามชั่วคน คือ อิฐชนิดหนึ่งทำด้วยทอง ชนิดหนึ่งทำด้วยเงิน ชนิดหนึ่งทำด้วยแก้ว ไพฑูรย์ ชนิดหนึ่งทำด้วยแก้วผลึก ธรรมปราสาทมีเสา ๘๔,๐๐๐ ต้น แบ่งเป็น ๔ ชนิด เสาชนิดหนึ่งทำด้วยทอง ชนิดหนึ่งทำด้วยเงิน ชนิดหนึ่ง ทำด้วย แก้วไพฑูรย์ ชนิดหนึ่งทำด้วยแก้วผลึก ธรรมปราสาทปูลาดด้วยแผ่นกระดาน ๔ ชนิด กระดานชนิดหนึ่งทำด้วยทอง ชนิดหนึ่งทำด้วยเงิน ชนิดหนึ่ง ทำด้วยแก้วไพฑูรย์ ชนิดหนึ่งทำด้วยแก้วผลึกธรรมปราสาทมีบันได ๒๔ ขั้น แบ่งเป็น ๔ ชนิด บันไดชนิดหนึ่งทำ ด้วยทอง

ชนิดหนึ่งทำด้วยเงิน ชนิดหนึ่งทำด้วยแก้วไพฑูรย์ ชนิดหนึ่งทำ ด้วยแก้วผลึก บันไดที่ทำด้วยทอง มีแม่บันไดทำด้วยทอง ลูกบันไดและ ราวทำด้วยเงิน บันไดที่ทำด้วยเงิน มีแม่บันไดทำด้วยเงิน ลูกบันไดและ ราวทำด้วยทอง บันไดที่ทำด้วยแก้วไพฑูรย์ มีแม่บันไดทำด้วยแก้วไพฑูรย์ ลูกบันไดและราวทำด้วยแก้วผลึก บันไดที่ทำด้วยแก้วผลึก มีแม่บันไดทำ ด้วยแก้วผลึก ลูกบันไดและราวทำด้วยแก้วไพฑูรย์ธรรมปราสาทมีเรือนยอด ๘๔,๐๐๐ ยอด แบ่งเป็น ๔ ชนิด เรือนยอด ชนิดหนึ่งทำด้วยทอง ชนิดหนึ่งทำด้วยเงิน ชนิดหนึ่งทำด้วยแก้วไพฑูรย์ ชนิด หนึ่งทำด้วยแก้วผลึก ในเรือนยอดที่ทำด้วยทองได้ตั้งบัลลังก์เงินไว้ ในเรือน ยอดที่ทำด้วยเงินได้ตั้งบัลลังก์ทองไว้ ในเรือนยอดที่ทำด้วยแก้วไพฑูรย์ ได้ตั้ง บัลลังก์งาไว้ ในเรือนยอดที่ทำด้วยแก้วผลึกได้ตั้งบัลลังก์แก้วบุษราคัมไว้

ที่ประตูเรือนยอดที่ทำด้วยทองมีต้นตาลเงินตั้งอยู่ ลำต้นของต้นตาล นั้นทำด้วยเงิน ใบและผลทำด้วยทอง ที่ประตูเรือนยอดที่ทำด้วยเงินมี ต้นตาลทองตั้งอยู่ ลำต้นของต้นตาลนั้นทำด้วยทอง ใบและผลทำด้วยเงิน ที่ประตูเรือนยอดที่ทำด้วยแก้วไพฑูรย์มีต้นตาลแก้วผลึกตั้งอยู่ ลำต้นของ ต้นตาลนั้นทำด้วยแก้วผลึก ใบและผลทำด้วยแก้วไพฑูรย์ ที่ประตูเรือน

หน้า ๒๓๒

ยอดที่ทำด้วยแก้วผลึกมีต้นตาลแก้วไพฑูรย์ตั้งอยู่ ลำต้นของต้นตาลนั้น ทำด้วยแก้วไพฑูรย์ ใบและผลทำด้วยแก้วผลึก

สวนตาล

{๑๗๘} [๒๕๗] ดูก่อนอานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะได้ทรงพระดำริว่า ‘ถ้ากระไร เราพึงให้สร้างสวนตาลสำเร็จด้วยทองล้วนไว้ที่ประตูเรือนยอด หลังใหญ่ สำหรับเป็นที่พักผ่อนกลางวัน’ จึงทรงรับสั่งให้สร้างสวนตาล สำเร็จด้วยทองล้วนไว้ที่ประตูเรือนยอดหลังใหญ่สำหรับเป็นที่พักผ่อนกลางวัน ดูก่อนอานนท์ ธรรมปราสาทล้อมด้วยเวที ๒ ชั้น เวทีชั้นหนึ่งทำด้วยทอง ชั้นหนึ่งทำด้วยเงิน เวทีที่ทำด้วยทองมีเสาทำด้วยทอง ชั้นและกรอบทำ ด้วยเงิน เวทีที่ทำด้วยเงินมีเสาทำด้วยเงิน ขั้นและกรอบทำด้วยทอง

[๒๕๘] ดูก่อนอานนท์ ธรรมปราสาทล้อมด้วยราวกระดิ่งสองชั้น ราว ชั้นหนึ่งทำด้วยทอง ชั้นหนึ่งทำด้วยเงิน ราวที่ทำด้วยทองมีกระดิ่งทำด้วยเงิน ราวที่ทำด้วยเงินมีกระดิ่งทำด้วยทอง ดูก่อนอานนท์ ราวกระดิ่งเหล่านั้น ต้องลมพัดแล้วมีเสียงไพเราะ ยวนใจ ชวนให้ฟังและให้เคลิบเคลิ้ม ดูก่อนอานนท์ เปรียบเหมือนดนตรีประกอบด้วยองค์ ๕ ที่บุคคลปรับดีแล้ว ประโคมดีแล้ว บรรเลงโดยผู้เชี่ยวชาญ เสียงย่อมไพเราะ ยวนใจ ชวนให้ ฟังและให้เคลิบเคลิ้ม แม้ฉันใด ราวกระดิ่งเหล่านั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน ต้อง ลมพัดแล้ว ก็มีเสียงไพเราะ ยวนใจ ชวนให้ฟัง และให้เคลิบเคลิ้ม ดูก่อน อานนท์ ก็สมัยนั้น ในกุสาวดีราชธานีมีนักเลงพนัน นักเลงสุรา และ นักเลงดื่ม พวกเขาฟ้อนรำเล่นกันด้วยเสียงแห่งกระดิ่งที่ต้องลมเหล่านั้นดูก่อนอานนท์ ธรรมปราสาทที่สร้างเสร็จแล้วดูได้ยาก ทำนัยน์ตา ให้พร่าพราย ดูก่อนอานนท์ เปรียบเหมือนในสรทกาลคือเดือนสุดท้ายแห่ง ฤดูฝน เมื่อท้องฟ้าแจ่มใส ปราศจากเมฆหมอก ดวงอาทิตย์ส่องนภากาศ สว่างจ้า ดูได้ยาก ย่อมทำนัยน์ตาให้พร่าพราย ฉันใด ธรรมปราสาท ก็ดูได้ยาก ย่อมทำนัยน์ตาให้พร่าพราย ฉันนั้นเหมือนกัน

หน้า ๒๓๓

ธรรมโบกขรณี

[๒๕๙] ดูก่อนอานนท์ ลำดับนั้น พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงพระดำริ ว่า ‘ถ้ากระไร เราพึงสร้างสระชื่อธรรมโบกขรณีไว้ข้างหน้าธรรมปราสาท’ จึงได้ทรงสร้างสระชื่อธรรมโบกขรณีไว้ข้างหน้าธรรมปราสาท ดูก่อน อานนท์ ธรรมโบกขรณีมีความยาวด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก หนึ่งโยชน์ ความกว้างด้านทิศเหนือและทิศใต้กึ่งโยชน์ ธรรมโบกขรณีก่อ ด้วยอิฐ ๔ ชนิด อิฐชนิดหนึ่งทำด้วยทอง ชนิดหนึ่งทำด้วยเงิน ชนิดหนึ่ง ทำด้วยแถ้วไพฑูรย์ ชนิดหนึ่งทำด้วยแก้วผลึกดูก่อนอานนท์ ธรรมโบกขรณีมีบันได ๒๔ บันได แบ่งเป็น ๔ ชนิด บันไดชนิดหนึ่งทำด้วยทอง ชนิดหนึ่งทำด้วยเงิน ชนิดหนึ่งทำด้วยแก้ว ไพฑูรย์ ชนิดหนึ่งทำด้วยแก้วผลึก

บันไดที่ทำด้วยทองมีแม่บันไดทำด้วย ทอง ลูกบันไดและราวทำด้วยเงิน บันไดที่ทำด้วยเงินมีแม่บันไดทำด้วยเงิน ลูกบันไดและราวทำด้วยทอง บันไดที่ทำด้วยแก้วไพฑูรย์มีแม่บันไดทำด้วย แก้วไพฑูรย์ ลูกบันไดและราวทำด้วยแก้วผลึก บันไดที่ทำด้วยแก้วผลึก มีแม่บันไดทำด้วยแก้วผลึก ลูกบันไดและราวทำด้วยแก้วไพฑูรย์ดูก่อนอานนท์ ธรรมโบกขรณีล้อมด้วยเวทีสองชั้น เวทีชั้นหนึ่งสร้าง ด้วยทอง ชั้นหนึ่งสร้างด้วยเงิน เวทีที่สร้างด้วยทองมีเสาทำด้วยทอง ขั้น และกรอบทำด้วยเงิน เวทีที่สร้างด้วยเงินมีเสาทำด้วยเงิน ขั้นและกรอบ ทำด้วยทอง

ดูก่อนอานนท์ ธรรมโบกขรณีแวดล้อมด้วยต้นตาล ๗ แถว ต้นตาล แถวหนึ่งทำด้วยทอง แถวหนึ่งทำด้วยเงิน แถวหนึ่งทำด้วยแก้วไพฑูรย์ แถว หนึ่งทำด้วยแก้วผลึก แถวหนึ่งทำด้วยแก้วโกเมน แถวหนึ่งทำด้วยแก้ว บุษราคัม แถวหนึ่งทำด้วยรัตนะทุกอย่าง ต้นตาลที่ทำด้วยทองมีลำต้น ทำ ด้วยทอง ใบและผลทำด้วยเงิน ต้นตาลที่ทำด้วยเงินมีลำต้นทำด้วยเงิน ใบ และผลทำด้วยทอง ต้นตาลที่ทำด้วยแก้วไพฑูรย์มีลำต้นทำด้วยแก้ว

หน้า ๒๓๔

ไพฑูรย์ ใบและผลทำด้วยแก้วผลึก ต้นตาลที่ทำด้วยแก้วผลึกมีลำต้นทำ ด้วยแก้วผลึก ใบและผลทำด้วยแก้วไพฑูรย์ ต้นตาลที่ทำด้วยแก้วโกเมน มีลำต้นทำด้วยแก้วโกเมนใบและผลทำด้วยแก้วบุษราคัม ต้นตาลที่ทำ ด้วยแก้วบุษราคัม มีลำต้นทำด้วยแก้วบุษราคัม ใบและผลทำด้วยแก้วโกเมน ต้นตาลที่ทำด้วยรัตนะทุกอย่างมีลำต้นทำด้วยรัตนะทุกอย่างใบและผล ทำด้วยรัตนะทุกอย่าง

ดูก่อนอานนท์ แถวต้นตาลเหล่านั้นเมื่อต้องลมพัดแล้ว มีเสียงไพเราะ ยวนใจ ชวนให้ฟังและให้เคลิบเคลิ้ม ดูก่อนอานนท์ เปรียบเหมือนดนตรี มีองค์ ๕ ที่บุคคลปรับดีแล้ว ประโคมดีแล้ว บรรเลงโดยผู้เชี่ยวชาญ เสียง ย่อมไพเราะ ยวนใจ ชวนให้ฟังและให้เคลิบเคลิ้ม แม้ฉันใด ดูก่อนอานนท์ เสียงแห่งแถวต้นตาลเหล่านั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน ต้องลมพัดแล้ว ก็มีเสียง ไพเราะ ยวนใจ ชวนให้ฟังและให้เคลิบคลิ้ม ดูก่อนอานนท์ ก็สมัยนั้น ใน กุสาวดีราชธานีมีนักเลงพนัน นักเลงสุรา และนักเลงดื่ม พวกเขาฟ้อนรำ กันด้วยเสียงแห่งแถวต้นตาลที่ต้องลมเหล่านั้นดูก่อนอานนท์ เมื่อธรรมปราสาทสำเร็จแล้ว และเมื่อธรรมโบกขรณี สำเร็จแล้ว พระเจ้ามหาสุทัสสนะได้ทรงยังสมณพราหมณ์ทั้งหลายให้เอิบอิ่ม ด้วยสมณบริขารและพราหมณบริขารที่ตนปรารถนาทุกอย่าง แล้วเสด็จขึ้น สู่ธรรมปราสาท ฉะนี้แล

จบ ภาณวารที่ ๑

เรื่องทรงบรรลุฌาน

{๑๗๙} [๒๖๐] ดูก่อนอานนท์ ครั้งนั้นแล พระเจ้ามหาสุทัสสนะได้ทรงพระ ดำริว่า ‘นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร เป็นวิบากแห่งกรรมอะไรของเราหนอ ที่เป็นเหตุให้เรามีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ในบัดนี้’ ดูก่อน อานนท์ ลำดับนั้น พระเจ้ามหาสุทัสสนะได้ทรงพระดำริว่า ‘นี้เป็นผลแห่ง

หน้า ๒๓๕

กรรม ๓ ประการ เป็นวิบากแห่งกรรม ๓ ประการของเรา ที่เป็นเหตุให้ เรามีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ ในบัดนี้ กรรม ๓ ประการ คือ ทาน (การให้) ทมะ (การข่มใจ) สัญญมะ (การสำรวม)’

สำดับนั้น พระเจ้ามหาสุทัสสนะเสด็จเข้าไปยังเรือนยอดหลังใหญ่ ครั้นเสด็จเข้าไปแล้วได้ประทับยืนเปล่งพระอุทานที่ประตูเรือนยอดหลังใหญ่ว่า ‘กามวิตกจงหยุด พยาบาทวิตกจงหยุด วิหิงสาวิตกจงหยุด กามวิตกจง กลับเพียงแค่นี้เถิด พยาบาทวิตกจงกลับเพียงแค่นี้เถิด วิหิงสาวิตกจงกลับ เพียงแค่นี้เถิด’

[๒๖๑] ดูก่อนอานนท์ ลำดับนั้น พระเจ้ามหาสุทัสสนะเสด็จเข้าไป ยังเรือนยอดหลังใหญ่ ประทับนั่งบนบัลลังก์ทำด้วยทอง ทรงสงัดแล้วจาก กาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม ทรงบรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจาร มี ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ ทรงบรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจารเพราะวิตกวิจารสงบไป มี ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ ทรงมีอุเบกขา มีสติมีสัมปชัญญะ เสวยสุข ด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป ทรงบรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลาย สรรเสริญว่า ‘ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข’ ดังนี้อยู่ ทรง บรรลุจตุตถฌาน ที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เพราะละ ทุกข์ละสุขได้และเพราะโทมนัสโสมนัสดับไปก่อนแล้วอยู่

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กามวิตก ความตรึกในทางกาม ความนึกคิดในทางแส่หาหรือพัวพันติดข้องในสิ่งสนองความอยาก พยาบาทวิตก ความตรึกในทางพยาบาท ความนึกคิดที่ประกอบด้วยความขัดเคืองมองในแง่ร้าย วิหิงสาวิตก ความตรึกในทางเบียดเบียน ความนึกคิดทางทำลาย ทำร้าย หรือก่อความเดือด ร้อนแก่ผู้อื่น วิตกทั้ง ๓ นี้จัดเป็นอกุศลวิตก คือความตรึกที่เป็นอกุศล ไม่ดี
  2. ๒มีวิตก มีวิจาร คำว่า วิตก ในที่นี้หมายถึงความยกจิตขึ้นไว้ในอารมณ์ หรือความปักจิตลงสู่ อารมณ์ วิจาร หมายถึงความยังจิตตรองตามอารมณ์ (นัย วิ.อ. ๑/๑๓๙-๑๔๐)
หน้า ๒๓๖

พรหมวิหารภาวนา

{๑๘๐} [๒๖๒] ดูก่อนอานนท์ ครั้งนั้นแล พระเจ้ามหาสุทัสสนะเสด็จออก จากเรือนยอดหลังใหญ่เสด็จเข้าไปยังเรือนยอดที่ทำด้วยทอง ประทับนั่งบน บัลลังก์ที่ทำด้วยเงิน ทรงมีพระทัยประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่ง อยู่ ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน ปฏิบัติโดยนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถานด้วยพระทัย ประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มี ความเบียดเบียนอยู่ ทรงมีพระทัยประกอบด้วยกรุณา... ทรงมีพระทัย ประกอบด้วยมุทิตา... ทรงมีพระทัยประกอบด้วยอุเบกขาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน ปฏิบัติโดยนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถานด้วยพระทัย ประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่

เรื่องมีเมืองขึ้น ๘๗,๐๐๐ เป็นต้น

{๑๘๑} [๒๖๓] ดูก่อนอานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงมีเมืองขึ้น ๘๔,๐๐๐ มีกุสาวดีราชธานีเป็นประมุข มีปราสาท ๘๔,๐๐๐ มีธรรมปราสาทเป็น ประมุข ทรงมีเรือนยอด ๘๔,๐๐๐ มีเรือนยอดหลังใหญ่เป็นประมุข ทรงมี บัลลังก์ ๘๔,๐๐๐ ที่ทำด้วยทอง ทำด้วยเงิน ทำด้วยงา ทำด้วยแก้วบุษราคัม ลาดด้วยขนเจียม ลาดด้วยสักหลาด ลาดด้วยผ้าปักลวดลาย ลาดด้วย หนังกวางอย่างดี มีพนักสูง มีนวมทั้งสองข้างแดง

ทรงมีช้าง ๘๔,๐๐๐ มีเครื่องอลังการทำด้วยทอง มีธงทำด้วยทอง คลุมด้วยตาข่ายทำด้วยทอง มีพญาช้างสกุลอุโบสถเป็นประมุข ทรงมีม้า

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง คำว่า เบื้องบน หมายถึงทิศเบื้องสูงคือเทวโลก เบื้องล่าง หมายถึงทิศเบื้องต่ำคือนรกภูมิและนาคพิภพ เบื้องขวาง หมายถึงทิศเฉียงหรือทิศย่อยของ ทิศใหญ่ทั้ง ๔ ทิศ (นัย วิสูทธิ.มหาฏี. ๑/๒๕๔/๔๓๕)
หน้า ๒๓๗

๘๔,๐๐๐ มีเครื่องอลังการทำด้วยทอง มีธงทำด้วยทอง คลุมด้วยตาข่ายทำ ด้วยทอง มีวลาหกอัศวราชเป็นประมุข ทรงมีรถ ๘๔,๐๐๐ หุ้มด้วยหนัง ราชสีห์ หนังเสือโคร่ง และหนังเสือเหลือง หุ้มด้วยผ้ากัมพลเหลือง มี อลังการทำด้วยทอง ธงทำด้วยทอง คลุมด้วยตาข่ายทำด้วยทอง มีรถ เวชยันต์เป็นประมุข ทรงมีแก้ว ๘๔,๐๐๐ มีแก้วมณีเป็นประมุข ทรงมีสตรี ๘๔,๐๐๐ มีสุภัททาเทวีเป็นประมุข ทรงมีคฤหบดี ๘๔,๐๐๐ มีคฤหบดีแก้ว เป็นประมุข ทรงมีกษัตริย์ผู้สวามิภักดิ์ ๘๔,๐๐๐ มีปริณายกแก้วเป็นประมุข ทรงมีโคนม ๘๔,๐๐๐ กำลังกำดัดหลั่งน้ำนม กำลังเอาภาชนะรองได้ ทรง มีผ้าโขมพัสตร์เนื้อดี ผ้าผ้ายเนื้อดี ผ้าไหมเนื้อดี

และผ้ากัมพลเนื้อดี ประมาณ ๘๔,๐๐๐ โกฏิ ทรงมีพระกระยาหารเต็มภาชนะ ๘๔,๐๐๐ สำรับ มีคนนำมาถวายทั้งเวลาเช้าทั้งเวลาเย็น{๑๘๒} [๒๖๔] ดูก่อนอานนท์ ก็โดยสมัยนั้นแล ช้าง ๘๔,๐๐๐ เชือกมาสู่ที่ เฝ้าพระเจ้ามหาสุทัสสนะทั้งเวลาเช้าทั้งเวลาเย็น ครั้งนั้น พระเจ้ามหา สุทัสสนะทรงพระดำริว่า ‘ช้าง ๘๔,๐๐๐ เชือกของเราเหล่านี้มายังที่เฝ้าทั้ง เช้าทั้งเย็น อย่ากระนั้นเลย ล่วงไปทุก ๆ ๑๐๐ ปี พวกมันพึงมาสู่ที่เฝ้าครั้ง ละ ๒๔,๐๐๐ เชือก’ ดูก่อนอานนท์ ลำดับนั้น พระเจ้ามหาสุทัสสนะตรัส เรียกปริณายกแก้วมาตรัสว่า ‘เพื่อนรัตนปริณายก ช้าง ๘๔,๐๐๐ เชือกของ เราเหล่านี้มายังที่เฝ้าทั้งเช้าทั้งเย็น อย่ากระนั้นเลย ล่วงไปทุก ๆ ๑๐๐ ปี พวกมันพึงมาสู่ที่เฝ้าครั้งละ ๒๔,๐๐๐ เชือก’ ดูก่อนอานนท์ ปริณายกแก้ว รับสนองพระบรมราชโองการของพระเจ้ามหาสุทัสสนะแล้วดูก่อนอานนท์ จึงลำดับต่อมา ทุก ๆ ๑๐๐ ปี ช้างได้มาสู่ที่เฝ้า พระเจ้ามหาสุทัสสนะคราวละ ๒๔,๐๐๐ เชือก

พระนางสุภัททาเทวีเข้าเฝ้า

[๒๖๕] ดูก่อนอานนท์ ลำดับต่อมา ล่วงไปได้หลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี พระนางสุภัททาเทวีทรงพระดำริว่า ‘เราได้เฝ้าพระเจ้ามหา

หน้า ๒๓๘

สุทัสสนะนานมาแล้ว ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปเฝ้าพระองค์’ จึงพระนาง สุภัททาเทวีตรัสเรียกนางสนมมารับสั่งว่า ‘พวกเธอจงมา จงอาบนํ้าชำระ เกล้าเสีย จงห่มผ้าสีเหลือง พวกเราได้เฝ้าพระเจ้ามหาสุทัสสนะนานมาแล้ว พวกเราจักไปเฝ้าพระองค์กัน’ พวกนางสนมรับสนองพระราชเสาวนีย์ของ พระราชเทวีสุภัททาแล้วอาบนํ้าชำระเกล้า ห่มผ้าสีเหลือง แล้วเข้าเฝ้า พระนางสุภัททาเทวี ครั้งนั้นแล พระนางสุภัททาเทวีตรัสเรียกปริณายก แก้วมารับสั่งว่า ‘พ่อปริณายกแก้ว ท่านจงจัดเตรียมจตุรงคเสนาไว้ พวก เราได้เฝ้าพระเจ้ามหาสทัสสนะนานมาแล้ว พวกเราจักไปเฝ้าพระองค์กัน’ ปริณายกแก้วรับสนองพระราชเสาวนีย์ แล้วจัดเตรียมจตุรงคเสนาไว้ เรียบร้อยแล้วไปทูลว่า ‘จตุรงคเสนาจัดเตรียมพร้อมแล้ว ขอพระองค์ จงทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิดครั้งนั้นแล พระนางสุภัททาเทวีพร้อมด้วยจตุรงคเสนาและนางสนม เสด็จไปยังธรรมปราสาท ครั้นแล้วได้ขึ้นสู่ธรรมปราสาท เสด็จเข้าเรือน ยอดหลังใหญ่ แล้วประทับยืนเกาะบานประตูเรือนยอดหลังใหญ่อยู่

พระเจ้ามหาสุทัสสนะได้สดับเสียงจึงทรงดำริว่า ‘อะไรหนอ เหมือน เสียงคนจำนวนมาก’ จึงเสด็จออกจากเรือนยอดหลังใหญ่ ทอดพระเนตร เห็นพระนางสุภัททาเทวียืนเกาะบานประตูอยู่ จึงได้ตรัสกะพระนางว่า ‘เทวี เธอจงหยุดอยู่ที่นี่แหละ อย่าเข้ามาเลย’ ลำดับนั้น พระเจ้ามหา สุทัสสนะตรัสเรียกราชบุรุษคนหนึ่งมาตรัสว่า ‘มานี่แน่ะ พ่อมหาจำเริญ พ่อจงนำบัลลังก์ทำด้วยทองจากเรือนยอดหลังใหญ่ไปตั้งในสวนตาลที่ทำด้วย ทองล้วน’ ราชบุรุษนั้นรับสนองพระราชกระแสแล้วยกบัลลังก์ที่ทำด้วยทอง จากเรือนยอดหลังใหญ่ไปตั้งไว้ในสวนตาลที่ทำด้วยทองล้วน

ลำดับนั้น พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงสำเร็จสีหไสยาด้วยพระปรัศว์ เบื้องขวา ซ้อนพระบาทเหลื่อมพระบาทอย่างมีสติสัมปชัญญะ

หน้า ๒๓๙

{๑๘๓} [๒๖๖] ดูก่อนอานนท์ ครั้งนั้นแล พระนางสุภัททาเทวีได้ทรงดำริว่า ‘พระอินทรีย์ของพระเจ้ามหาสุทัสสนะผ่องใสยิ่งนัก พระฉวีวรรณบริสุทธิ์ ผุดผ่อง พระเจ้ามหาสุทัสสนะอย่าได้เสด็จสวรรคตเลย’ พระนางจึง กราบทูลพระเจ้ามหาสุทัสสนะว่า

‘เทวะ พระนคร ๘๔,๐๐๐ อันมีกุสาวดีราชธานีเป็นประมุขเหล่านี้ เป็นของทูลกระหม่อม ขอทูลกระหม่อมจงยังความพอพระทัยให้เกิด ในพระนครเหล่านี้เถิด จงทำความห่วงใยในพระชนม์ชีพเกิด

เทวะ ปราสาท ๘๔,๐๐๐ อันมีธรรมปราสาทเป็นประมุขเหล่านี้ เป็น ของทูลกระหม่อม ขอทูลกระหม่อมจงยังความพอพระทัยให้เกิดในปราสาท เหล่านี้ จงทำความห่วงใยในพระชนม์ชีพเถิด

เทวะ เรือนยอด ๘๔,๐๐๐ อันมีเรือนยอดหลังใหญ่เป็นประมุขเหล่านี้ เป็นของทูลกระหม่อม ขอทูลกระหม่อมจงยังความพอพระทัยให้เกิด ในเรือนยอดเหล่านี้ จงทำความห่วงใยในพระชนม์ชีพเถิด

เทวะ บัลลังก์ ๘๔,๐๐๐ อันทำด้วยทอง ทำด้วยเงิน ทำด้วยงา ทำ ด้วยแก้วบุษราคัม ลาดด้วยขนเจียม ลาดด้วยสักหลาด ลาดด้วยผ้าปัก เป็นลวดลาย ลาดด้วยหนังกวางอย่างดี มีพนักสูง มีนวมสีแดงทั้งสอง ข้างเหล่านี้เป็นของทูลกระหม่อม ขอทูลกระหม่อมจงยังความพอพระทัยให้ เกิดในบัลลังก์เหล่านี้ จงทำความห่วงใยในพระชนม์ชีพเถิดเทวะ ช้าง ๘๔,๐๐๐ อันมีเครื่องอลังการทำด้วยทอง มีธงทำด้วยทอง มีตาข่ายเครื่องปกคลุมทำด้วยทอง มีพญาช้างตระกูลอุโบสถเป็นประมุข เหล่านี้เป็นของทูลกระหม่อม ขอทูลกระหม่อมจงยังความพอพระทัยให้เกิด ในช้างเหล่านี้ จงทำความห่วงใยในพระชนม์ชีพเถิดเทวะ ม้า ๘๔,๐๐๐ อันมีเครื่องอลังการทำด้วยทอง มีธงทำด้วยทอง มีตาข่ายเครื่องปกคลุมทำด้วยทอง มีวลาหกอัศวราชเป็นประมุขเหล่านี้

หน้า ๒๔๐

เป็นของทูลกระหม่อม ขอทูลกระหม่อมจงยังความพอพระทัยให้เกิดในม้า เหล่านี้ จงทำความห่วงใยในพระชนม์ชีพเถิด

เทวะ รถ ๘๔,๐๐๐ อันหุ้มด้วยหนังราชสีห์ หนังเสือโคร่ง และหนัง เสือเหลือง หุ้มด้วยผ้ากัมพลเหลือง มีเครื่องอลังการทำด้วยทอง มีธงทำ ด้วยทอง มีตาข่ายเครื่องปกคลุมทำด้วยทอง มีรถเวชยันต์เป็นประมุข เหล่านี้เป็นของทูลกระหม่อม ขอทูลกระหม่อมจงยังความพอพระทัยให้เกิด ในรถเหล่านี้ จงทำความห่วงใยในพระชนม์ชีพเถิดเทวะ แก้ว ๘๔,๐๐๐ อันมีแก้วมณีเป็นประมุขเหล่านี้เป็นของทูล กระหม่อม ขอทูลกระหม่อมจงยังความพอพระทัยให้เกิดในแก้วมณีเหล่านี้ จงทำความห่วงใยในพระชนม์ชีพเถิด

เทวะ สตรี ๘๔,๐๐๐ อันมีนางแก้วเป็นประมุขเหล่านี้เป็นของทูล กระหม่อม ขอทูลกระหม่อมจงยังความพอพระทัยให้เกิดในสตรีเหล่านี้ จงทำความห่วงใยในพระชนม์ชีพเถิด

เทวะ คฤหบดี ๘๔,๐๐๐ อันมีคฤหบดีแก้วเป็นประมุขเหล่านี้เป็นของ ทูลกระหม่อม ขอทูลกระหม่อมจงยังความพอพระทัยให้เกิดในคฤหบดี เหล่านี้ จงทำความห่วงใยในพระชนม์ชีพเถิด

เทวะ กษัตริย์ผู้สวามิภักดิ์ ๘๔,๐๐๐ มีปริณายกแก้วเป็นประมุขเหล่านี้ เป็นของทูลกระหม่อม ขอทูลกระหม่อมจงยังความพอพระทัยให้เกิด ในกษัตริย์เหล่านี้ จงทำความห่วงใยในพระชนม์ชีพเถิด

เทวะ โคนม ๘๔,๐๐๐ อันกำลังกำดัดหลั่งนํ้านม กำลังเอาภาชนะ รองได้เหล่านี้เป็นของทูลกระหม่อม ขอทูลกระหม่อมจงยังความพอพระทัย ให้เกิดในโคนมเหล่านี้ จงทำความห่วงใยในพระชนม์ชีพเถิด

เทวะ ผ้าโขมพัสตร์อย่างเนี้อดี ผ้าฝ้ายอย่างเนื้อดี ผ้าไหมอย่างเนื้อดี และผ้ากัมพลอย่างเนื้อดี ๘๔,๐๐๐ โกฏิพับเหล่านี้ เป็นของทูลกระหม่อม

หน้า ๒๔๑

ขอทูลกระหม่อมจงยังความพอพระทัยให้เกิดในผ้าเหล่านี้ จงทำความ ห่วงใยในพระชนม์ชีพเถิด

เทวะ พระกระยาหารเต็มภาชนะ ๘๔,๐๐๐ สำรับ มีคนนำมาถวาย ทั้งเวลาเย็นและเวลาเช้าเหล่านี้เป็นของทูลกระหม่อม ขอทูลกระหม่อม จงยังความพอพระทัยให้เกิดในพระกระยาหารเหล่านี้ จงทำความห่วงใย ในพระชนม์ชีพเถิด

พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงสังเวช

[๒๖๗] ดูก่อนอานนท์ เมื่อพระนางกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระเจ้า มหาสุทัสสนะได้ตรัสตอบพระเทวีว่า ‘เทวี เธอได้ทักทายเราด้วยสิ่งที่น่ารัก น่าใคร่ น่าพอใจ มานานนักแล ก็แต่ว่าในกาลภายหลัง เธอจะทักทาย เราด้วยสิ่งที่ไม่น่ารัก ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ’

พระนางกราบทูลว่า ‘หม่อมฉันจะทักทายพระองค์อย่างไร’

‘เทวี เธอจงทักทายเราอย่างนี้ว่า ‘ความเป็นต่างๆ ความพลัดพราก ความเป็นโดยประการอื่นจากสัตว์และสังขารที่รักที่ชอบใจทั้งสิ้นจะต้องมี ขอพระทูลกระหม่อมอย่าได้มีความอาลัยเสด็จสวรรคตเลย กาลกิริยาของผู้ มีความห่วงใยเป็นทุกข์และกาลกิริยาของผู้มีความห่วงใยบัณฑิตตำหนิ ขอพระทูลกระหม่อมจงละความพอพระทัยในพระนคร ๘๔,๐๐๐ ซึ่งมีกุสาวดี ราชธานีเป็นประมุขเหล่านี้ของทูลกระหม่อมเสียเถิด อย่าได้ทรงทำความ ห่วงใยในพระชนม์ชีพเลย ขอทูลกระหม่อมจงละความพอพระทัย ในปราสาท ๘๔,๐๐๐ ... ในเรือนยอด ๘๔,๐๐๐ ... ในบัลลังก์ ๘๔,๐๐๐ ... ในช้าง ๘๔,๐๐๐ ... ในม้า ๘๔,๐๐๐ ... ในรถ ๘๔,๐๐๐ ... ในแก้ว ๘๔,๐๐๐ ... ในสตรี ๘๔,๐๐๐ ... ในคฤหบดี ๘๔,๐๐๐ ... ในกษัตริย์ ๘๔,๐๐๐ ... ในโคนม ๘๔,๐๐๐ ... ในผ้าโขมพัสตร์อย่างเนื้อดี ผ้าฝ้ายอย่างเนื้อดี ผ้าไหมอย่างเนื้อ ดี และผ้ากัมพลอย่างเนื้อดี ๘๔,๐๐๐ โกฏิพับ... ในพระกระยาหารเต็มภาชนะ

หน้า ๒๔๒

๘๔,๐๐๐ สำรับ ขอทูลกระหม่อมจงละความพอพระทัยในสิ่งเหล่านี้ ๆ เสียเถิด อย่าได้ทรงทำความห่วงใยในพระชนม์ชีพเลย

[๒๖๘] ดูก่อนอานนท์ เมื่อพระเจ้ามหาสุทัสสนะตรัสอย่างนี้แล้ว พระ นางสุภัททาเทวีทรงพระกันแสงหลั่งพระอัสสุชลแล้ว

ดูก่อนอานนท์ ครั้งนั้นแล พระนางสุภัททาเทวีทรงเช็ดพระอัสสุชล แล้วกราบทูลพระเจ้ามหาสุทัสสนะว่า ‘เทวะ ความเป็นต่าง ๆ ความพลัด พราก ความเป็นโดยประการอื่นจากสัตว์และสังขารที่รักที่ชอบใจทั้งสิ้นจะ ต้องมี ขอทูลกระหม่อมอย่าได้มีความอาลัยเสด็จสวรรคตเลย กาลกิริยา ของผู้มีความห่วงใยเป็นทุกข์ และกาลกิริยาของผู้มีความห่วงใยบัณฑิตตำหนิ ขอทูลกระหม่อมจงละความพอพระทัยในพระนคร ๘๔,๐๐๐ อันมีกุสาวดี ราชธานีเป็นประมุขเหล่านี้ของทูลกระหม่อมเสียเถิด อย่าได้ทรงทำความ ห่วงใยในพระชนม์ชีพเลยขอทูลกระหม่อมจงละความพอพระทัย ในปราสาท ๘๔,๐๐๐ ... ในเรือนยอด ๘๔,๐๐๐ ... ในบัลลังก์ ๘๔,๐๐๐ ...

ในช้าง ๘๔,๐๐๐ ... ในม้า ๘๔,๐๐๐ ... ในรถ ๘๔,๐๐๐ ... ในแก้ว ๘๔,๐๐๐ ... ในสตรี ๘๔,๐๐๐ ... ในคฤหบดี ๘๔,๐๐๐ ... ในกษัตริย์ ๘๔,๐๐๐ ... ในโคนม ๘๔,๐๐๐ ... ในผ้าโขมพัสตร์อย่างเนื้อดี ผ้าฝ้ายอย่างเนื้อดี ผ้าไหมอย่างเนื้อ ดี และผ้ากัมพลอย่างเนื้อดี ๘๔,๐๐๐ โกฏิพับ... ในพระกระยาหารเต็มภาชนะ ๘๔,๐๐๐ สำรับ ขอทูลกระหม่อมจงละ ความพอพระทัยในสิ่งเหล่านี้ ๆ เสีย เถิด อย่าได้ทรงทำความห่วงใยในพระชนม์ชีพเลย’

พระเจ้ามหาสทัสสนะสิ้นพระชนม์เสด็จสู่พรหมโลก

{๑๘๔} [๒๖๙] ดูก่อนอานนท์ ต่อมาไม่นาน พระเจ้ามหาสุทัสสนะได้เสด็จ สวรรคตแล้ว ดูก่อนอานนท์ คฤหบดีหรือบุตรแห่งคฤหบดีบริโภคโภชนะ อันเป็นที่ชอบใจแล้วย่อมมีความเมาในอาหารฉันใด ความเสวยอารมณ์ใน เวลาใกล้มรณะได้มีแก่พระเจ้ามหาสุทัสสนะฉันนั้นเหมือนกัน และพระเจ้า

หน้า ๒๔๓

มหาสุทัสสนะครั้นเสด็จสวรรคตแล้วทรงเข้าถึงสุคติพรหมโลก ดูก่อน อานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงเล่นอย่างเด็กอยู่ประมาณ ๘๔,๐๐๐ ปี ทรง ดำรงตำแหน่งอุปราชอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี ทรงครอบครองราชสมบัติอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี ทรงดำรงเพศคฤหัสถ์ประพฤติพรหมจรรย์ในธรรมปราสาท ๘๔,๐๐๐ ปี ท้าวเธอทรงเจริญพรหมวิหาร ๔ หลังจากสวรรคตไป จึงเสด็จเข้าถึง พรหมโลกแล้ว

สรุปพระธรรมเทศนา

{๑๘๕} [๒๗๐] ดูก่อนอานนท์ เธอคงจะคิดอย่างนี้ว่า ‘สมัยนั้น พระเจ้า มหาสุทัสสนะคงจะเป็นคนอื่นแน่’ ดูก่อนอานนท์ ข้อนั้นเธอไม่พึงเห็น อย่างนั้น สมัยนั้น เราได้เป็นพระเจ้ามหาสุทัสสนะ พระนคร ๘๔,๐๐๐ อัน มีกุสาวดีราชธานีเป็นประมุขเหล่านั้นก็ของเรา ปราสาท ๘๔,๐๐๐ ซึ่งมี ธรรมปราสาทเป็นประมุขเหล่านั้นก็ของเรา เรือนยอด ๘๔,๐๐๐ ซึ่งมี เรือนยอดหลังใหญ่เป็นประมุขเหล่านั้นก็ของเรา บัลลังก์ ๘๔,๐๐๐ ซึ่งทำ ด้วยทอง ทำด้วยเงิน ทำด้วยงา ทำด้วยแก้วบุษราคัม ลาดด้วยขนเจียม ลาดด้วยสักหลาด ลาดด้วยผ้าปักเป็นลวดลาย ลาดด้วยหนังกวางอย่างดี มีพนักอันสูง มีนวมแดงทั้งสองข้างเหล่านั้นก็ของเรา

ช้าง ๘๔,๐๐๐ ซึ่งมี เครื่องอลังการทำด้วยทอง มีธงทำด้วยทอง มีตาข่ายเครื่องปกคลุมทำด้วย ทอง มีพญาช้างตระกูลอุโบสถเป็นประมุขเหล่านั้นก็ของเรา ม้า ๘๔,๐๐๐ ซึ่งมีเครื่องอลังการทำด้วยทอง มีธงทำด้วยทอง มีตาข่ายเครื่องปกคลุม ทำด้วยทอง มีวลาหกอัศวราชเป็นประมุขเหล่านั้นก็ของเรา รถ ๘๔,๐๐๐ ซึ่ง หุ้มด้วยหนังราชสีห์ หนังเสือโคร่ง หนังเสือเหลือง หุ้มด้วยผ้ากัมพลเหลือง มีเครื่องอลังการทำด้วยทอง มีธงทำด้วยทอง มีตาข่ายเครื่องปกคลุมทำ ด้วยทอง มีรถเวชยันต์เป็นประมุขเหล่านั้นก็ของเรา แก้ว ๘๔,๐๐๐ ซึ่งมี แก้วมณีเป็นประมุขเหล่านั้นก็ของเรา สตรี ๘๔,๐๐๐ ซึ่งมีสุภัททาเทวี เป็นประมุขเหล่านั้นก็ของเรา คฤหบดี ๘๔,๐๐๐ ซึ่งมีคฤหบดีแก้วเป็นประมุข

หน้า ๒๔๔

เหล่านั้นก็ของเรา กษัตริย์ผู้สวามิภักดิ์ ๘๔,๐๐๐ ซึ่งมีปริณายกแก้ว เป็นประมุขเหล่านั้นก็ของเรา โคนม ๘๔,๐๐๐ ซึ่งกำลังกำดัดหลั่งน้ำนม กำลัง เอาภาชนะรองได้เหล่านั้นก็ของเรา ผ้าโขมพัสตร์อย่างเนื้อดี ผ้าฝ้าย อย่างเนื้อดี ผ้าไหมอย่างเนื้อดี ผ้ากัมพลอย่างเนื้อดี ๘๔,๐๐๐ โกฏิพับ เหล่านั้นก็ของเรา สำรับคาวหวาน ๘๔,๐๐๐ สำรับ ซึ่งมีคนใส่ภัตตาหาร นำมาถวายทั้งเวลาเช้าทั้งเวลาเย็นเหล่านั้นก็ของเรา

[๒๗๑] ดูก่อนอานนท์ บรรดาพระนคร ๘๔,๐๐๐ พระนครที่เราอยู่ ครอบครองสมัยนั้น คือกุสาวดีราชธานีเมืองเดียวเท่านั้น บรรดาปราสาท ๘๔,๐๐๐ เหล่านั้น ปราสาทที่เราอยู่ครอบครองสมัยนั้นคือธรรมปราสาท หลังเดียวเท่านั้น บรรดาเรือนยอด ๘๔,๐๐๐ เรือนยอดที่เราอยู่ครอบครอง สมัยนั้นคือเรือนยอดหลังใหญ่หลังเดียวเท่านั้น บรรดาบัลลังก์ ๘๔,๐๐๐ เหล่านั้น บัลลังก์ที่เราใช้สอยสมัยนั้นคือบัลลังก์ที่ทำด้วยทอง หรือที่ทำด้วย เงิน หรือที่ทำด้วยงา หรือที่ทำด้วยแก้วบุษราคัม บัลลังก์เดียวเท่านั้น บรรดาช้าง ๘๔,๐๐๐ เหล่านั้น ช้างที่เราทรงสมัยนั้นคือพญาช้างตระกูล อุโบสถเชือกเดียวเท่านั้น บรรดาม้า ๘๔,๐๐๐

เหล่านั้น ม้าที่เราทรงสมัยนั้น คือวลาหกอัศวราชตัวเดียวเท่านั้น บรรดารถ ๘๔,๐๐๐ เหล่านั้น รถที่เรา ทรงสมัยนั้นคือรถเวชยันต์คันเดียวเท่านั้น บรรดาสตรี ๘๔,๐๐๐ เหล่านั้น สตรีซึ่งบำรุงเราสมัยนั้นเป็นนางกษัตริย์หรือแพศย์นางเดียวเท่านั้น บรรดา ผ้า ๘๔,๐๐๐ โกฏิพับเหล่านั้น ผ้าที่เรานุ่งห่มสมัยนั้นคือผ้าโขมพัสตร์อย่าง เนื้อดี หรือผ้าฝ้ายอย่างเนื้อดี หรือผ้าไหมอย่างเนื้อดี หรือผ้ากัมพลอย่าง เนื้อดี สำรับเดียวเท่านั้น บรรดาสำรับคาวหวาน ๘๔,๐๐๐ สำรับเหล่านั้น สำรับที่เราบริโภคมีข้าวสุกทะนานหนึ่งเป็นอย่างยิ่งและกับพอสมควรแก่ ข้าวสุกนั้นสำรับเดียวเท่านั้น[๒๗๒] เธอจงดูเถิด อานนท์ สังขารทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมดล่วงไป แล้ว ดับไปแล้ว แปรไปแล้ว ดูก่อนอานนท์ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง

หน้า ๒๔๕

อย่างนี้แล สังขารทั้งหลายไม่ยั่งยืนอย่างนี้แล สังขารทั้งหลายไม่น่ายินดี อย่างนี้แล ดูก่อนอานนท์ ข้อนี้ควรที่จะเบื่อหน่าย ควรที่จะคลายกำหนัด ควรเพื่อจะหลุดพ้นไป ในสังขารทั้งหลายทั้งปวงทีเดียว

ดูก่อนอานนท์ เราย่อมรู้ว่าร่างกายถูกทิ้งไว้ถึง ๖ ครั้งในประเทศนี้ ซึ่งเป็นที่ประทับของพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดินมีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ชนะแล้ว มีอาณาจักร มั่นคงสมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ การทอดทิ้งร่างกายไว้ครั้งนี้นับเป็น ครั้งที่ ๗ ดูก่อนอานนท์ เราไม่เล็งเห็นประเทศที่ตถาคตจะทอดทิ้งสรีระไว้ อีกเป็นครั้งที่ ๘ ในโลก ตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์”พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดาได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

{๑๘๖} สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอมีอันเกิดขึ้นและเสื่อมไป เป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป การเข้าไปสงบ สังขารเหล่านั้นเป็นความสุข

จบ มหาสุทัสสนสูตรที่ ๔

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ไวยากรณภาษิต คือ พระพุทธพจน์ที่ตรัสเป็นความร้อยแก้วล้วน ๆ กล่าวคือ พระสูตรนี้ไม่มี คาถาหรือลักษณะของนวังคสัตถุศาสน์อื่น ๆ เจือปน จึงชื่อว่า เวยยากรณะ หรือ ไวยากรณ์ ซึ่งเป็นองค์หนึ่งในบรรดานวังคสัตถุศาสน์ หรือองค์แห่งคำสอนของพระศาสดา ๙ (ที.สี.อ. ๑๒๐, ที.สี.ฏี. ๒๗๘)
หน้า ๒๔๖

๕. ชนวสภสูตร

ว่าด้วยชนวสภยักษ์หวังเป็นพระสกทาคามี

ทรงพยากรณ์คติชาวบ้านนาทิกคาม

{๑๘๗} [๒๗๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่พักซึ่งก่อด้วยอิฐ ในหมู่บ้านนาทิกคาม ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์เหล่าชน ผู้บำรุงพระพุทธเจ้าพระธรรมและพระสงฆ์ในชนบทรอบ ๆ ซึ่งทำกาละล่วง ไปนานแล้วในที่เกิดทั้งหลายว่า “คนโน้นเกิด ณ ที่โน้น คนโน้นเกิด ณ ที่โน้น ในแคว้นกาสีและโกศล แคว้นวัชชีและมัลละ แคว้นเจตีและวังสะ แคว้นกุรุและปัญจาละ แคว้นมัจฉะและสุรเสนะ ชาวบ้านนาทิกะกว่า ๕๐ คนซึ่งเป็นผู้บำรุงทำกาละล่วงไปนานแล้วเป็นโอปปาติกะ เพราะสังโยชน์ เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป ปรินิพพาน ณ ที่นั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้น เป็นธรรมดา ชาวบ้านนาทิกะกว่า ๙๐ คนซึ่งเป็นผู้บำรุงทำกาละล่วงไป นานแล้วเป็นสกทาคามีเพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป และเพราะราคะ โทสะ โมหะ เบาบาง กลับมายังโลกนี้อีกคราวเดียวเท่านั้น แล้วจักทำที่สุดทุกข์ได้ ชาวบ้านนาทิกะกว่า ๕๐๐ คนซึ่งเป็นผู้บำรุงทำกาละล่วงไปนานแล้ว เป็นโสดาบันเพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป มีความเป็นผู้ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑โอปปาติกะ ดูเชิงอรรถ ๒ ข้อ ๑๕๗ หน้า ๑๓๐ ในเล่มนี้
  2. ๒สังโยชน์เบื้องต่ำ ดูเชิงอรรถ ๓ ข้อ ๑๕๗ หน้า ๑๓๐ ในเล่มนี้
  3. ๓เป็นสกทามีเพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป ดูเชิงอรรถ ๔ ข้อ ๑๕๗ หน้า ๑๓๐ ในเล่มนี้
  4. ๔โสดาบัน ดูเชิงอรรถ ๕ ข้อ ๑๕๗ หน้า ๑๓๐ ในเล่มนี้
  5. ๕มีความเป็นผู้ไม่ตกตํ่าเป็นธรรมดา ดูเชิงอรรถ ๖ ข้อ ๑๕๗ หน้า ๑๓๐ ในเล่มนี้

จบ ๔. มหาสุทัสสนสูตร