arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน · ปาฏลิคามิยวรรค

๖. ปาฏลิคามิยสูตร เล่ม ๒๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๙–๑๗๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๐ ในปาฏลิคามิยวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรค ปาฏลิคามิยสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๓๑๕–๓๒๓

หน้า ๓๑๕

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

ผู้ให้ทาน บุญย่อมเจริญ ผู้สำรวมระวัง เวร

ย่อมไม่ก่อขึ้น และคนฉลาดย่อมละบาปได้ เพราะราคะ

โทสะ โมหะสิ้นไป เขาจึงนิพพานแล้ว

๖. ปาฏลิคามิยสูตร

ว่าด้วยโทษแห่งศีลวิบัติและคุณแห่งศีลสมบัติ

{๑๖๙} [๗๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด้จพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่จาริกไปในแคว้นมคธ ได้เสด็จถึงปาฏลิคามแล้ว อุบาสกอุบาสิกาชาวปาฏลิคามได้ทราบข่าวว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกมาในแคว้นมคธพร้อมด้วย ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ได้เสด็จมาถึงปาฏลิคามแล้ว จึงพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ขอพระผู้มี พระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ทรงโปรดรับอาคารพักแรมของพวก ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับโดยดุษณีภาพครั้นอุบาสกอุบาสิกาชาวบ้านปาฏลิคามทราบการทรงรับอาราธนาของ พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จึงลุกจากที่นั่งถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วพากันเดินไปทางอาคารพักแรม ปูลาดดาดเพดานทั่วอาคาร

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ผู้สำรวมระวัง ในที่นี้หมายถึงผู้สำรวมเคร่งครัดในศีล (ขุ.อุ.อ. ๔๓๔)
หน้า ๓๑๖

๘. ปาฏลิคามิยวรรค ๖. ปาฏลิคามิยสูตร

พักแรมทุกแห่ง จัดอาสนะ ตั้งหม้อนํ้า ตามประทีปนํ้ามัน แล้วพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถ๊งที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พวกเขายืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระพุทธเจ้าปูลาดดาดเพดานอาคารพักแรมทุกแห่ง จัดอาสนะ ตั้งหม้อนํ้า ตามประทีปนํ้ามันไว้แล้ว ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้ พระพุทธเจ้าข้า”

ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสกแล้วทรงถือบาตรจีวรเสด็จพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ไปยังอาคารพักแรม ทรงชำระพระบาทยุคลแล้วเสด็จเข้าสู่อาคารพักแรม ประทับนั่งพิงเสากลางผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก แม้ภิกษุสงฆ์ก็ล้างเท้าแล้วเข้าสู่อาคารพักแรม นั่งพิงฝาด้านทิศตะวันตก ผินหน้าไปทางทิศตะวันออกให้พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์เดียวประทับอยู่ข้างหน้า แม้อุบาสกอุบาสิกาชาวบ้านปาฏลิคามก็ล้างเท้าแล้วเข้าสู่อาคารพักแรม นั่งพิงฝาด้านทิศตะวันออก ผินหน้าไปทางทิศตะวันตก ให้พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ข้างหน้าเหมือนกันลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเทศนาโปรดอุบาสกอุบาสิกาชาวบ้านปาฏลิคามดังต่อไปนี้

โทษแห่งศีลวิบัติ ๕ ประการ

{๑๗๐} “ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย โทษแห่งศีลวิบัติของคนทุศีลมี ๕ ประการ เหล่านี้ ๕ ประการคืออะไรบ้าง คือ

ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย คนทุศีลผู้มีศีลวิบัติในโลกนี้ย่อมเข้าถึงความเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ใหญ่หลวงเพราะเหตุแห่งความประมาท นี้เป็นโทษประการที่ ๑ แห่งศีลวิบัติของคนทุศีล

หน้า ๓๑๗

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน

โทษอย่างอื่นยังมีอีก คฤหบดีทั้งหลาย คือ ชื่อเสียงอันเลวทราม

ของคนทุศีลผู้มีศีลวิบัติย่อมฟุ้งขจรไป นี้เป็นโทษประการที่ ๒ แห่งศีลวิบัติ ของคนทุศีล

โทษอย่างอื่นยังมีอีก คฤหบดีทั้งหลาย คือ คนทุศีลผู้มีศีลวิบัติเข้าไปยังบริษัทใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นขัตติยบริษัทก็ตาม พราหมณบริษัทก็ตาม คฤหบดี บริษัทก็ตาม สมณบริษัทก็ตาม ย่อมเป็นผู้ไม่แกล้วกล้า ขวยเขินเข้าไปยังบริษัทนั้น ๆ นี้เป็นโทษประการที่ ๓ แห่งศีลวิบัติของคนทุศีลโทษอย่างอื่นยังมีอีก คฤหบดีทั้งหลาย คือ คนทุศีลผู้มีศีลวิบัติย่อมเป็นผู้หลงทำกาละ นี้เป็นโทษประการที่ ๔ แห่งศีลวิบัติของคนทุศีล

โทษอย่างอื่นยังมีอีก คฤหบดีทั้งหลาย คือ คนทุศีลผู้มีศีลวิบัติหลังจากตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก นี้เป็นโทษประการที่๕ แห่งศีลวิบัติของคนทุศีลดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย โทษแห่งศีลวิบัติของคนทุศีลมี ๕ ประการนี้แล

อานิสงส์แห่งศีลสมบัติ ๕ ประการ

ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย อานิสงส์แห่งศีลสมบัติของคนมีศีลมี ๕ ประการเหล่านี้ ๕ ประการคืออะไรบ้าง คือ

ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย คนมีศีลผู้ถึงพร้อมด้วยศีลในโลกนี้ย่อมได้กองโภคทรัพยใหญ่หลวง เพราะเหตุแห่งความไม่ประมาท นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๑ แห่งศีลสมบัติของคนมีศีลอานิสงส์อย่างอื่นยังมีอีก คฤหบดีทั้งหลาย คือ ชื่อเสียงอันดีงามของคนมีศีลผู้ถึงพร้อมด้วยศีลย่อมฟุ้งขจรไป นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๒ แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล

หน้า ๓๑๘

๘. ปาฏลิคามิยวรรค ๖. ปาฏลิคามิยสูตร

อานิสงส์อย่างอื่นยังมีอีก คฤหบดีทั้งหลาย คือ คนมีศีลผู้ถึงพร้อมด้วยศีล เข้าไปยังบริษัทใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นขัตติยบริษัทก็ตาม พราหมณบริษัทก็ตาม คฤหบดีบริษัทก็ตาม สมณบริษัทก็ตาม ย่อมเป็นผู้แกล้วกล้าไม่ขวยเขินเข้าไปยังบริษัทนั้นๆ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๓ แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล

อานิสงส์อย่างอื่นยังมีอีก คฤหบดีทั้งหลาย คือ คนมีศีลผู้ถึงพร้อมด้วยศีลย่อมเป็นผู้ไม่หลงทำกาละ นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๔ แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล

อานิสงส์อย่างอื่นยังมีอีก คฤหบดีทั้งหลาย คือ คนมีศีลผู้ถึงพร้อมด้วยศีลหลังจากตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๕ แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล

{๑๗๑} ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงอุบาสกอุบาสิกาชาวบ้านปาฏลิคามให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาจนดึกดื่นแล้วทรงส่งกลับด้วยรับสั่งว่า “ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย ราตรีจวนสว่างแล้ว บัดนี้พวกท่านจงรู้กาลที่จะกลับเถิด” อุบาสกอุบาสิกาชาวบ้านปาฏลิคามรับสนองพระพุทธดำรัสแล้วลุกจากที่นั่ง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วกลับไป ครั้นอุบาสกอุบาสิกาชาวบ้านปาฏลิคาม กลับไปไม่ทันนาน พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จเข้าสุญญาคารแล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สุญญาคาร แปลว่า เรือนว่าง หรือสถานที่ว่าง อรรกกถากล่าวว่า ไม่มีสุญญาคารที่เป็นสถานที่แยกเฉพาะ เสด็จเข้าสุญญาคาร โดยปริยายหมายถึงทรงสำเร็จสีหไสยาสน์คือเสด็จบรรทมพักพระอิริยาบถ (นัย ที.ม.อ. ๑๔๑, ขุ.อุ.อ. ๔๔๗-๔๔๘)
หน้า ๓๑๙

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน

สร้างเมืองที่ปาฏลิคาม

{๑๗๒} ก็สมัยนั้นแล มหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐ ๒ ท่าน ชื่อสุนีธะ ๑ วัสสการะ๑ กำลังจัดสร้างพระนครอยู่ที่บ้านปาฏลิคามเพื่อป้องกันชาววัชชี ก็สมัยนั้นเทวดาเป็นอันมากนับเป็นพัน ๆ ยืดถือพื้นที่ในบ้านปาฏลิคามอยู่ คือ ในภูมิประเทศส่วนใด พวกเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ยึดถือพื้นที่ไว้ พวกเจ้าและราชมหาอำมาตย์ผู้มีศักดิ์สูง ๆ ต่างก็น้อมจิตไปเพื่อสร้างนิเวศน์ลงในภูมิประเทศส่วนนั้น ในภูมิประเทศส่วนใด พวกเทวดาที่มีศักดิ์ชั้นกลางยึดถือพื้นที่ไว้พวกเจ้าและราชมหาอำมาตย์ที่มีศักดิ์ชั้นกลาง ๆ ต่างก็น้อมจิตไปเพื่อสร้างนิเวศน์ลงในภูมิประเทศส่วนนั้น ในภูมิประเทศส่วนใด พวกเทวดาที่มีศักดิ์ชั้นต่ำยึดถือพื้นที่ไว้

พวกเจ้าและราชมหาอำมาตย์ผู้มีศักดิ์ชั้นตํ่า ๆ ต่างก็น้อมจิตไปเพื่อสร้างนิเวศน์ลงในภูมิประเทศส่วนนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ทรงเห็นเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นนับเป็นพันๆ ยึดพื้นที่ในบ้านปาฏลิคามอยู่ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์คือ ในภูมิประเทศส่วนใด พวกเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ยึดถือพื้นที่ไว้ พวกเจ้าและราชมหาอำมาตย์ผู้มีศักดิ์สูง ๆ ต่างก็น้อมจิตไปเพื่อสร้างนิเวศน์ลงในภูมิประเทศส่วนนั้น ในภูมิประเทศส่วนใด พวกเทวดาที่มีศักดิ์ชั้นกลางยึดถือพื้นที่ไว้ พวกเจ้าและราชมหาอำมาตย์ที่มีศักดิ์ชั้นกลาง ๆ ต่างก็น้อมจิตไปเพื่อสร้างนิเวศน์ลงในภูมิประเทศส่วนนั้น ในภูมิประเทศส่วนใด พวกเทวดาที่มิศักดิ์ชั้นตํ่ายึดถือพื้นที่ไว้พวกเจ้าและราชมหาอำมาตย์ผู้มีศักดิ์ชั้นต่ำ ๆ ต่างก็น้อมจิตไปเพื่อสร้างนิเวศน์ลงในภูมิประเทศส่วนนั้นลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรีแล้ว ตรัสเรียกพระอานนท์มารับสั่งถามว่า “ดูก่อนอานนท์ คนเหล่านั้นเป็นใคร ที่กำลังสร้างนครที่บ้านปาฏลิคามกันอยู่”

หน้า ๓๒๐

๘. ปาฏลิคามิยวรรค ๖. ปาฏลิคามิยสูตร

พระอานนท์กราบทูลว่า “มหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐชื่อสุนีธะกับวัสสการะกำลังจัดสร้างพระนครที่บ้านปาฏลิคามเพื่อป้องกันชาววัชชีกันอยู่ พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนอานนท์ สุนีธะกับวัสสการะสองมหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐจัดสร้างนครลงในบ้านปาฏลิคามกันอยู่ เพื่อป้องกันชาววัชชีเหมือนได้ปรึกษากับพวกเทพเจ้าชั้นดาวดึงส์แล้วฉะนั้น อานนท์ เราก็ได้เห็นเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นนับเป็นพัน ๆ ยึดพื้นที่ในบ้านปาฏลิคามอยู่ด้วยทิพยจักษุอัน บริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ คือ ในภูมิประเทศส่วนใด พวกเทวดามีศักดิ์สูง ๆ ยึดถือพื้นที่ไว้ พวกเจ้าและราชมหาอำมาตย์ผู้มีศักดิ์สูง ๆ ต่างก็น้อมจิตไปเพื่อสร้างนิเวศน์ลงในภูมิประเทศส่วนนั้น ในภูมิประเทศส่วนใด พวกเทวดาผู้มีศักดิ์ชั้นกลาง ๆ ยึดถือพื้นที่ไว้ พวกเจ้าและราชมหาอำมาตย์ผู้มีศักดิ์ชั้นกลาง ๆ

ต่างก็น้อมจิตไปเพื่อสร้างนิเวศน์ลงในภูมิประเทศส่วนนั้น ในภูมิประเทศส่วนใด พวกเทวดาผู้มีศักดิ์ชั้นตํ่า ๆ ยึดถือพื้นที่ไว้พวกเจ้าและราชมหาอำมาตย์ผู้มีศักดิ์ชั้นต่ำ ๆ ต่างก็น้อมจิตไปเพื่อสร้างนิเวศน์ลงในภูมิประเทศส่วนนั้น อานนท์ พระนครนี้จักเป็นพระนครชั้นเอก เป็นทำเลค้าขาย ตลอดถึงเป็นย่านชุมนุมแห่งอารยชนและเป็นทางค้าขายชื่อปาฏลิบุตร และเมืองปาฏลิบุตรจักมีอันตราย ๓ ประการ คือ จากไฟ ๑ จากนํ้า ๑ จากภายในคือความแตกสามัคคีกัน ๑ครั้งนั้นแล ท่านสุนิธะและท่านวัสสการะมหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิงเป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ขอท่านพระโคดมพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์โปรดรับนิมนต์ฉันภัตตาหารของข้าพระพทธเจ้าทั้งหลายเพื่อเจริญบุญกุศลและปีติ

หน้า ๓๒๑

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน

ปราโมทย์ในวันนี้ด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับอาราธนาโดยดุษณีภาพ

{๑๗๓} ครั้นสุนีธะและวัสสการะมหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐทราบว่าพระผู้มีพระ ภาคเจ้าทรงรับอาราธนาแล้ว จึงกลับไปยังที่พักของตน สั่งให้ตกแต่งของเคี้ยวของฉันอันประณีต แล้วให้เจ้าหน้าที่มากราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ถึงเวลาแล้ว ท่านพระโคดม ภัตตาหารเสร็จแล้ว”ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตรจีวรเสด็จพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ไปยังสถานที่พักของสุนีธะและ วัสสการะมหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐ ครั้นถึงแล้วได้ประทับนั่งเหนือพระพุทธ อาสน์ที่เขาจัดถวาย ฝ่ายสองมหาอำมาตย์ก็ได้เลี้ยงดูภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้า เป็นประมุขให้อิ่มหนำสำราญ ด้วยขาทนิยโภชนียาหารอันประณีตด้วยมือของตนต่อมา เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยเสร็จทรงนำพระหัตถ์ออกจากบาตรแล้ว สุนีธะและวัสสการะมหาอำมาตย์ได้ถือเอาอาสนะต่ำที่หนึ่งแล้วนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุโมทนาแก่สุนีธะและวัสสการะมหาอำมาตย์นั้นด้วยพระคาถาเหล่านี้ว่า

เทวตาทิสสทักขิณานุโมทนาคาถา

บัณฑิตชนอยู่ในภูมิประเทศใด พึงเลี้ยงดูท่านผู้มีศีล

ผู้สำรวม ผู้ประพฤติพรหมจรรในภูมิประเทศนั้น

และพึงอุทิศทักษิณาแก่เหล่าเทพดาผู้สถิตอยู่ในสถาน

ที่นั้น เทพดาเหล่านั้นได้รับบูชาแล้วย่อมบูชาบัณฑิตชน นั้นตอบ ได้รับนับถือแล้วย่อมนับถือบัณฑิตชนนั้นตอบ

หน้า ๓๒๒

๘. ปาฏลิคามิยวรรค ๖. ปาฏลิคามิยสูตร

ต่อจากนั้นย่อมอนุเคราะห์บัณฑิตชนนั้น ดุจมารดา

อนุเคราะห์บุตรผู้เกิดแต่อกฉะนั้น คนที่เทพดาอนุเคราะห์

แล้วยอมพบเห็นแต่สิ่งที่เจริญทุกเมื่อ

{๑๗๔} ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุโมทนาแก่สุนีธะและวัสสการะมหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐด้วยพระคาถาเหล่านี้แล้ว ทรงลุกจากพระพุทธอาสน์เสด็จกลับ

ที่มาแห่งชื่อประตูโคดมและท่าโคดม

ก็สมัยนั้นสุนีธะและวัสสการะมหาอำมาตย์ตามส่งเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าไปทางเบื้องพระปฤษฎางค์ด้วยความประสงค์ว่า “วันนี้พระสมณโคดมเสด็จออกทางประตูด้านใดประตูด้านนั้นจักชื่อว่าประตูพระโคดม จักเสด็จข้ามแม่นํ้าคงคาทางท่าใด ท่านั้นจักชื่อว่าท่าพระโคดม” ต่อมาประตูที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จพระดำเนินผ่านไปนั้นได้ปรากฏชื่อว่าประตูพระโคดมครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จพระดำเนินไปทางแม่นํ้าคงคา ก็ในเวลานั้นแม่น้ำคงคามีนํ้าเต็มเปี่ยมเสมอตลิ่ง พอกาดื่มกินได้ คนทั้งหลายประสงค์จะข้ามจากฝั่งนี้ไปฝั่งโน้น บ้างก็หาเรือ บ้างก็หาแพ บ้างก็ผูกทุ่น ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงอันตรธานพระองค์จากฝั่งนี้ไปปรากฏพระองค์ที่ฝั่งโน้นพร้อมกับภิกษุสงฆ์ เหมือนคนที่แข็งแรงเหยียดแขนที่คู้ออกหรือคู้แขนที่เหยียดเข้าฉะนั้นครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นคนเหล่านั้น ซึ่งบ้างก็หาเรือ บ้างก็หาแพ บ้างก็ผูกทุ่น ประสงค์จะข้ามจากฝั่งนี้ไปฝั่งโน้นกันอยู่

หน้า ๓๒๓

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

ชนเหล่าใดประสงค์จะข้ามแม่น้ำคือตัณหาที่ทั้งลึกทั้ง

กว้าง ชนเหล่านั้นต้องสร้างสะพานคืออริยมรรค แล้ว

ละเปือกตมอันเป็นที่ลุ่มเต็มด้วยน้ำเสีย จึงข้ามได้ ก็คน

ที่ประสงค์จะข้ามนํ้านิดหน่อยก็ต้องผูกแพจึงข้ามไปได้

แต่พวกคนมีปัญญาเว้นแพเสียก็ข้ามไปได้

๗. ทวิธาปถสูตร

ว่าด้วยทางสองแยก

{๑๗๕} [๗๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดำเนินทางไกลไปในแคว้นโกศลมีท่านพระนาคสมาละเป็นปัจฉาสมณ ท่านพระนาคสมาละได้พบทางสอง แยกในระหว่างทาง จึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทางอยู่นี่ พวกเราไปทางนี้กันเถิด” เมื่อท่านพระนาคสมาละ กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกับท่านว่า “ดูก่อนนาคสมาละ ทางอยู่นี่ พวกเราจะไปทางนี้กัน”

ท่านพระนาคสมาละได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทางอยู่นี่ พวกเราไปทางนี้กันเถิด” เมื่อท่าน

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เป็นปัจฉาสมณะ หมายถึงเป็นพระผู้อุปัฏฐากตามเสด็จ ในที่นี้ ท่านพระนาคสมาละได้ทำหน้าที่เป็นพระอุปัฏฐากไม่ประจำในขณะนั้น เนื่องจากในปฐมโพธิกาล คือ ในระยะ ๒๐ พรรษา พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มีพระอุปัฏฐากประจำ หลังจากนั้น ท่านพระอานนท์จึงรับหน้าที่เป็นพระอุปัฏฐาก ๒๕ พรรษาจนถึงปรินิพพาน (ขุ.อุ.อ. ๔๕๒)

จบ ๖. ปาฏลิคามิยสูตร