พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน · จูฬวรรค
๕. ลกุณฐกภัททิยสูตร เล่ม ๒๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๕๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๐ ในจูฬวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรค ลกุณฐกภัททิยสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๒๙๕–๒๙๗
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
เหล่าสัตว์มืดมนด้วยกาม ถูกตัณหาซึ่งเปรียบ
เหมือนตาข่ายปกคลุมไว้ ถูกเครื่องมุงคือตัณหาปกปิดไว้
ถูกกิเลสมารและเทวปุตมารผูกพันไว้ จึงต้องถึงความ
แก่และความตาย เหมือนปลาในปากไซ เหมือนลูกโค
ที่ยังไม่อดนมวิ่งตามแม่โคไปฉะนั้น
๕. อปรลกุณฑกภัททิยสูตร
ว่าด้วยอัตภาพเปรียบเหมือนรถ
{๑๕๑} [๖๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็ครั้งนั้นแล ท่านพระ ลกุณฑกภัททิยะเดินตามหลังภิกษุเป็นจำนวนมากเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับ
- ๑เทวปุตตมาร มารคือเทพบุตร หมายถึงผู้คอยขัดขวางเหนี่ยวรั้งเหล่าสัตวัผู้ปฏิบัติไว้มิให้ล่วงพ้นจากแดนอำนาจครอบงำของตนโดยชักให้ห่วงพะวงอยู่ในกามสุขไม่ให้หาญเสียสละออกไปบำเพ็ญคุณความดีที่ยิ่งใหญ่ได้ ซึ่งเป็นเทพยิ่งใหญ่ระดับสูงสุดแห่งสวรรค์ชั้นกามาวจรตนหนึ่ง มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น กัณหมาร (มารใจดำ) อธิปติมาร (มารผู้ยิ่งใหญ่) วสวัตติมาร (มารผู้ครอบงำให้อยู่ในอำนาจ หรือท้าววสวัตดี) อันตกมาร (มารผู้ทำให้สิ้นสุดคือตาย) นมุจิมาร (มารผู้ไม่ยอม ปล่อยให้หลุดพ้น) ปมัตตพันธุ (มารผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของคนที่ประมาทมัวเมา หรือผูกมัดเหล่าสัตว์ผู้ประมาทให้พินาศ) (นัย สํ.ส.อ. ๑๖๑, วิ.อ. ๑/๑๑๘, ที.สี.อ. ๑๕๗, ม.มู.อ. ๒/๑๐๙) ในที่นี้ ขณะที่ถูกกิเลสมารผูกพัน ก็ชื่อว่าถูกเทวปุตตมารผูกพันไปพร้อม ๆ กัน (ขุ.อุ.อ. ๓๙๓)
๗. จูฬวรรค ๕. อปรลกุณฑกภัททิยสูตร
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นท่านพระลกุณฑกภัททิยะ มีรูปร่างเตี้ย มีผิวพรรณไม่สวยงาม ไม่น่าดู ถูกภิกษุส่วนมากดูหมิ่น กำลังเดินตามหลังภิกษุจำนวนมากมาแต่ไกล จึงตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเห็นภิกษุรูปที่มีรูปร่างเตี้ย มีผิวพรรณไม่สวยงาม ไม่น่าดู ถูกภิกษุส่วนมากดูหมิ่น กำลังเดินตามหลังภิกษุเป็นจำนวนมากมาแต่ไกลหรือไม่”
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “เห็น พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปนั้นมีฤทธิ์มี อานุภาพมาก สมาบัติที่เธอไม่เคยเข้ามิใช่หาพบได้ง่ายนัก เธอทำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผลที่เหล่ากุลบุตรออกมาบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการกัน ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ได้”ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรง เปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
เธอจงดูรถอันไม่มีโทษ มีหลังคาขาว มีเพลาเดียว
ไม่มีทุกข์ แล่นไปถึงที่หมาย ตัดกระแสตัณหาขาด
- ๑พระพุทธอุทานนี้มีความหมายดังนี้ คำว่า รถ หมายถึงอัตภาพของพระลุกณฑกภัททิยะ ไม่มีโทษ หมายถึงมีความบริสุทธิ์ดีด้วยอรหัตตผลศีล มีหลังคาขาว หมายถึงมีความบริสุทธิ์ดียิ่งด้วยอรหัตต ผลวิมุตติ มีเพลาเดียว หมายถึงประกอบด้วยเพลาเดียวคือสติ (ขุ.อุ.อ. ๓๙๖) แปลอีกนัยหนึ่งว่า
- <c>เธอจงพิจารณดูอัตภาพของพระเถระ ที่ปราศจากชาติทุกข์เป็นต้น</c>
- <c>ตัดกระแสตัณหาได้เด็ดขาด ไม่มีสังโยชน์เป็นเครื่องผูกพัน กำลังเดินตาม</c>
- <c>หลังหมู่ภิกษุมา เปรียบเหมือนรถที่สวยงามตระการตา หลังคาดาดด้วยผ้า</c>
- <c>กำพลขาวบริสุทธิ์มีกงล้อมั่นคงยังอยู่ในสภาพดีกำลังแล่นไป</c>
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน
๖. ตัณหาสังขยสูตร
ว่าด้วยความไม่มีตัณหา
{๑๕๒} [๖๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็ครั้งนั้นแล ท่านพระอัญญาโกณทัญญะนั่งขัดสมาธิตั้งกายตรง พิจารณาความหลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหาอยู่ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงเห็นท่านพระอัญญาโกณทัญญะนั่งขัดสมาธิตั้งกายตรง พิจารณาความหลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหาอยู่อย่างนั้นลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
ใครเล่าสมควรที่จะติเตียนพระอริยบุคคลผู้ไม่มี
รากเหง้าต้นไม้อัตภาพคืออวิชชา ไม่มีแผ่นดินที่รองรับ
คืออาสวะ นิวรณ์ และอโยนิโสมนสิการ ไม่มีเครือเถา
คือมานะ (ความถือตัว) และอติมานะ (ความดูหมิ่น) ไม่มี
ใบคือความมัวเมา ความประมาท มายา และ
สาเถยยะ (ความโอ้อวด) ผู้เป็นนักปราชญ์พ้นจากเครื่อง
พันธนาการแล้ว แม้ทวยเทพก็พากันชม แม้พรหมก็
สรรเสริญพระอริยบุคคลผู้นั้น
- ๑ความหลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหา ในที่นี้หมายถึงอรหัตผลสมาบัติ (ขุ.อุ.อ. ๓๙๗)
- ๒อาสวะ หมายถึงกิเลสที่หมักดองอยู่ในสันดาน นิวรณ์ หมายถึงกิเลสเครื่องกั้นจิตมิให้บรรลุคุณ ความดี อโยนิโสมนสิการ หมายถึงการไม่ใส่ใจโดยแยบคาย
จบ ๕. ลกุณฐกภัททิยสูตร