พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต · วรรคที่ ๑
๒. ภิกขุสูตร ที่ ๒ เล่ม ๒๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๐๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๐ ในวรรคที่ ๑มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต วรรคที่ ๑ ภิกขุสูตร ที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๓๖๓–๓๖๔
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ
ภิกษุเช่นนั้น มีกายและใจถูกความทุกข์แผดเผา
ย่อมอยู่เป็นทุกข์ทั้งกลางวันกลางคืน
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวนื้ไว้แล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงได้สดับมาแล้วอย่างนื้
๒. สุขวิหารสูตร
ว่าด้วยผู้ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการอยู่เป็นสุข
{๒๐๗} [๒๙] ความจริง พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ได้ตรัสไว้แล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงได้สดับมาแล้วว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการย่อมอยู่ เป็นสุข ไม่เดือดร้อน ไม่คับแค้น ไม่เร่าร้อนในปัจจุบัน หลังจากมรณภาพไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ธรรม ๒ ประการคืออะไรบ้าง คือ
(๑) ความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
(๒) ความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนาหาร
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการนื้แล ย่อมอยู่เป็นสุข ไม่เดือดร้อน ไม่คับแค้น ไม่เร่าร้อนในปัจจุบัน หลังจากมรณภาพไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์”ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว จึงตรัสพระคาถาประพันธ์ดังนื้ว่า
ภิกษุผู้สำรวมรักษาทวาร คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย
ใจ รู้จักประมาณในการฉันโภชนาหาร และสำรวม
อินทรีย์ทั้งหลาย ย่อมได้รับความสุขกายสุขใจ
๑. ปฐมวรรค ต. ตปนียสูตร
ภิกษุเช่นนั้นมีกายและใจไม่ถูกไฟคือความทุกข์แผดเผา
ย่อมอยู่เป็นสุขทั้งกลางวันกลางคืน
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวนไว้แล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงได้สดับมาแล้วอย่างนี้
๓. ตปนียสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ทำให้เดือดร้อน ๒ ประการ
{๒๐๘} [๓๐] ความจริง พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ได้ตรัสไว้แล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงได้สดับมาแล้วว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลายธรรมที่เป็นเหตุให้เดือดร้อนนี้มี ๒ ประการธรรม ๒ ประการคืออะไรบาง คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ไม่ได้ทำคุณงามความดีไว้ ไม่ได้ทำกุศลไว้ไม่ได้ทำบุญเป็นเครื่องต่อต้านความหวาดกลัวไว้ ได้แต่เป็นผู้ทำแต่ความชั่ว ทำแต่อกุศลธรรมที่หยาบช้า บุคคลนั้นย่อมเดือดร้อนว่า ‘เราไม่ได้ทำความดีไว้เลย’ ดังนี้บ้าง ย่อมเดือดร้อนว่า ‘เราทำแต่ความชั่วไว้’ ดังนี้บ้าง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เป็นเหตุให้ เดือดร้อนมื ๒ ประการนี้แล”ในพระสูตรนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้แล้ว จึงตรัสพระคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
บุคคลผู้มีปัญญาทราม ทำกายทุจริต วจีทุจริต มโน
ทุจริต และอกุศลกรรมอย่าอื่นที่มีโทษ ไม่ทำกุศลกรรม
ทำแต่อกุศลกรรมไว้มาก ตายแล้วย่อมเข้าถึงนรก
จบ ๒. ภิกขุสูตร ที่ ๒