arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาราชิกกัณฑ์ · จตุตถปาราชิกสิกขาบท

สิกขาบทวิภังค์ เล่ม ๑

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๓๓–๒๓๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๙ ในจตุตถปาราชิกสิกขาบทมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

สิกขาบทวิภังค์

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาราชิกกัณฑ์ จตุตถปาราชิกสิกขาบท สิกขาบทวิภังค์ (ฉบับหลวง เล่ม ๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๑ หน้า ๑๒๔–๑๒๖ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๑ หน้า ๑๘๓–๑๘๕

บาลี (มหาจุฬาฯ)

โย ปนาติ: โย ยาทิโส ฯเปฯ ภิกฺขูติ: ฯเปฯ อยํ อิมสฺมึ อตฺเถ อธิปฺเปโต ‘ภิกฺขู’ติ.

อนภิชานนฺติ: “อสนฺตํ อภูตํ อสํวิชฺชมานํ อชานนฺโต อปสฺสนฺโต อตฺตนิ กุสลํ ธมฺมํ “อตฺถิ เม กุสโล ธมฺโม”ติ. (๑)

อุตฺตริมนุสฺสธมฺโม นาม ฌานํ วิโมกฺโข (๒) สมาธิ สมาปตฺติ ญาณทสฺสนํ มคฺคภาวนา ผลสจฺฉิกิริยา กิเลสปฺปหานํ วินีวรณตา จิตฺตสฺส สุญญาคาเร อภิรติ.

อตฺตูปนายิกนฺติ: เต วา กุสเล ธมฺเม อตฺตนิ อุปเนติ, อตฺตานํ วา เตสุ กุสเลสุ ธมฺเมสุ อุปเนติ.

ญาณนฺติ: ติสฺโส วิชฺชา. ทสฺสนนฺติ: ยํ ญาณํ, ตํ ทสฺสนํ; ยํ ทสฺสนํ, ตํ ญาณํ. สมุทาจเรยฺยาติ: อาโรเจยฺย อิตฺถิยา วา ปุริสสฺส วา คหฏฺฐสฺส วา ปพฺพชิตสฺส วา.

อิติ ชานามิ อิติ ปสฺสามีติ: “ชานามหํ เอเต ธมฺเม, ปสฺสามหํ เอเต ธมฺเม, อตฺถิ จ เม (๓) เอเต ธมฺมา, อหญฺจ เอเตสุ ธมฺเมสุ สนฺทิสฺสามี”ติ.

ตโต อปเรน สมเยนาติ: ยสฺมึ ขเณ สมุทาจิณฺณํ โหติ, ตํ ขณํ ตํ ลยํ ตํ มุหุตฺตํ วีติวตฺเต.

สมนุคฺคาหิยมาโนติ: ยํ วตฺถุํ ปฏิญฺญาตํ โหติ, ตสฺมึ วตฺถุสฺมึ สมนุคฺคาหิยมาโน “กึ เต อธิคตํ ? กินฺติ เต อธิคตํ ? กทา เต อธิคตํ ? กตฺถ เต อธิคตํ ? กตเม เต กิเลสา ปหีนา ? กตเมสํ ตฺวํ ธมฺมานํ ลาภี”ติ.

อสมนุคฺคาหิยมาโนติ: น เกนจิ วุจฺจมาโน.

อาปนฺโนติ: ปาปิจฺโฉ อิจฺฉาปกโต อสนฺตํ อภูตํ อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ อุลฺลปิตฺวา ปาราชิกํ อาปตฺตึ อาปนฺโน โหติ.

วิสุทฺธาเปกฺโขติ: คิหี วา โหตุกาโม อุปาสโก วา โหตุกาโม อารามิโก วา โหตุกาโม สามเณโร วา โหตุกาโม.

อชานเมวํ อาวุโส อวจํ ชานามิ อปสฺสํ ปสฺสามีติ: “นาหํ เอเต ธมฺเม ชานามิ, นาหํ เอเต ธมฺเม ปสฺสามิ, นตฺถิ จ เอเต ธมฺมา, น จาหํ เอเตสุ ธมฺเมสุ สนฺทิสฺสามี”ติ.

ตุจฺฉํ มุสา วิลปินฺติ: ตุจฺฉกํ มยา ภณิตํ, มุสา มยา ภณิตํ, อภูตํ มยา ภณิตํ, อสนฺตํ มยา ภณิตํ, อชานนฺเตน มยา ภณิตํ.

อญฺญตฺร อธิมานาติ: ฐเปตฺวา อธิมานํ.

อยมฺปีติ: ปุริเม อุปาทาย วุจฺจติ. ปาราชิโก โหตีติ: เสยฺยถาปิ นาม ตาโล มตฺถกจฺฉินฺโน อภพฺโพ ปุน วิรุฬฺหิยา, เอวเมว ภิกฺขุ ปาปิจฺโฉ อิจฺฉาปกโต อสนฺตํ อภูตํ อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ อุลฺลปิตฺวา อสฺสมโณ โหติ อสกฺยปุตฺติโย, เตน วุจฺจติ “ปาราชิโก โหตี”ติ.

อสํวาโสติ: สํวาโส นาม เอกกมฺมํ เอกุทฺเทโส สมสิกฺขตา, เอโส สํวาโส นาม; โส เตน สทฺธึ นตฺถิ, เตน วุจฺจติ “อสํวาโส”ติ.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ส. กุสลา ธมฺมา
  2. ๒ส. วิโมกฺขํ
  3. ๓ฉ. อตฺถิ จ เอเต ธมฺมา มยิ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

คำว่า อนึ่ง ... ใด คือ ผู้ใด ผู้เช่นใด ฯลฯ นี้ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อนึ่ง...ใด

คำว่า ภิกษุ มีอธิบายว่า ชื่อว่า ภิกษุ เพราะเป็นผู้ขอ ฯลฯ นี้ที่พระผู้มีพระ ภาคทรงประสงค์เอาว่า ภิกษุ ในความหมายนี้

คำว่า ไม่รู้ยิ่ง คือ ภิกษุไม่รู้ไม่เห็นกุศลธรรมในตนซึ่งไม่มีอยู่ ไม่เป็นจริง หา ไม่ได้ กล่าวว่า เรามีกุศลธรรม

ที่ชื่อว่า อุตตริมนุสสธรรม ได้แก่ ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ ญาณทัสสนะ มรรคภาวนา การทำผลให้แจ้ง การละกิเลส ภาวะที่จิตปลอดจากกิเลส ความยินดี ในเรือนว่าง

คำว่า น้อมเข้ามาในตน ได้แก่ น้อมกุศลธรรมเหล่านั้นเข้าในตน หรือน้อม ตนเข้าในกุศลธรรมเหล่านั้น

คำว่า ญาณ ได้แก่ วิชชา ๓

คำว่า ทัสสนะ ได้แก่ ญาณก็คือทัสสนะ ทัสสนะก็คือญาณ

คำว่า กล่าวอวด คือ บอกแก่ชายหรือแก่หญิง แก่บรรพชิตหรือแก่คฤหัสถ์

คำว่า ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ ความว่า “ข้าพเจ้ารู้ธรรมเหล่านั้น เห็น ธรรมเหล่านั้น ธรรมเหล่านั้นมีอยู่ในข้าพเจ้า และข้าพเจ้าย่อมเห็นชัดธรรมเหล่านั้น”

คำว่า ครั้นสมัยต่อจากนั้น คือ ล่วงขณะ ลยะ ครู่ ที่กล่าวอวดนั้น

คำว่า อันผู้ใดผู้หนึ่งโจทก็ตาม คือ มีผู้โจทก์ในเรื่องที่เธอกล่าวอ้างว่า “ท่านบรรลุอะไร บรรลุอย่างไร บรรลุเมื่อไร บรรลุที่ไหน ละกิเลสเหล่าไหนได้ ได้ ธรรมอะไร”

คำว่า ไม่โจท คือ ไม่มีใคร ๆ กล่าว

คำว่า ผู้ต้องอาบัติแล้ว ความว่า ภิกษุมีความปรารถนาชั่ว ถูกความอยาก ครอบงำ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีจริงไม่เป็นจริง ต้องอาบัติปาราชิกแล้ว

คำว่า หวังความบริสุทธิ์ คือ ประสงค์จะเป็นคฤหัสถ์ อุบาสก อารามิก (คนวัด) หรือสามเณร

คำว่า ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่รู้อย่างนั้น ได้กล่าวว่ารู้ ข้าพเจ้าไม่เห็น อย่างนั้น ได้กล่าวว่าเห็น ความว่า ภิกษุกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่รู้ธรรมเหล่านั้น ไม่ เห็นธรรมเหล่านั้น ธรรมเหล่านั้นไม่มี และข้าพเจ้าก็ไม่เห็นชัดธรรมเหล่านั้น”คำว่า กล่าวคำไร้ประโยชน์ เป็นคำเท็จ ความว่า ข้าพเจ้ากล่าวคำไร้ ประโยชน์ กล่าวเท็จ กล่าวไม่จริง กล่าวสิ่งที่ไม่มี ข้าพเจ้าไม่รู้กล่าวไปแล้ว

คำว่า เว้นไว้แต่สำคัญว่าได้บรรลุ คือ ยกเว้นการสำคัญว่าได้บรรลุ

คำว่า แม้ภิกษุนี้ คือ ภิกษุที่พระผู้มีพระภาคตรัสเทียบกับภิกษุรูปก่อน ๆ

คำว่า เป็นปาราชิก ความว่า ภิกษุมีความปรารถนาชั่ว ถูกความอยาก ครอบงำ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีอยู่ไม่เป็นจริง ย่อมไม่เป็นสมณะไม่เป็น เชื้อสายศากยบุตร เปรียบเหมือนต้นตาลยอดด้วนที่ไม่อาจงอกได้ต่อไป ดังนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า “เป็นปาราชิก”คำว่า หาสังวาสมิได้ อธิบายว่า ที่ชื่อว่า สังวาส ได้แก่กรรมที่ทำร่วมกัน อุทเทศที่สวดร่วมกัน ความมีสิกขาเสมอกัน นี้ชื่อว่า สังวาส สังวาสนั้นไม่มีกับภิกษุ รูปนั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า “หาสังวาสมิได้”

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ดีดนิ้วมือ ๑๐ ครั้งเป็น ๑ ขณะ, ๑๐ ขณะเป็น ๑ ลยะ, ๑๐ ลยะเป็น ๑ ขณลยะ, ๑๐ ขณลยะเป็น ๑ ครู่ (ดู อภิธา.ฏี. คาถา ๖๖-๖๗)

จบ สิกขาบทวิภังค์