พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ · สหธรรมิกวรรค
สิกขาบทที่ ๑๑ เรื่องพระทัพพมัลลบุตร เล่ม ๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๒๓–๗๒๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๑/๑๒ ในสหธรรมิกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ สหธรรมิกวรรค สิกขาบทที่ ๑๑ เรื่องพระทัพพมัลลบุตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒ หน้า ๖๗๑–๖๗๔
โดยไม่เป็นธรรม โดยแตกกันเป็นพวก หรือจักทำแก่ภิกษุมิใช่ผู้ควรแก่กรรม’ ดังนี้ จึงไปเสีย ๑ ภิกษุเกิดอาพาธ จึงไปเสีย ๑ ภิกษุไปด้วยกิจที่พึงทำแก่ภิกษุอาพาธ ๑ ภิกษุปวดอุจจาระปัสสาวะ จึงไปเสีย ๑ ภิกษุไม่มุ่งจะทำกรรมให้เสีย ไปด้วยคิดว่าจะกลับมาอีก ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ ฉันทังอทัตวาคมนสิกขาบทที่ ๑๐
๑๑. ทัพพสิกขาบท
ว่าด้วยการให้จีวรแล้วกลับบ่นว่า
เรื่องพระทัพพมัลลบุตร
{๗๒๓} [๔๘๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระทัพพมัลลบุตรจัดแจงเสนาสนะและแจกอาหารแก่สงฆ์ แต่ท่านมีจีวรเก่า สมัยนั้น มีจีวรผืนหนึ่งเกิดขึ้นแก่สงฆ์ สงฆ์จึงได้ถวาย จีวรผืนนั้นแก่ท่านพระทัพพมัลลบุตร พวกภิกษุฉัพพัคคีย์พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ภิกษุทั้งหลายน้อมลาภของสงฆ์ไปตามชอบใจ”บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ร่วมกับสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันได้ให้จีวรแล้ว ไฉนจึงได้ติเตียน ในภายหลังเล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงสอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าพวกเธอร่วมกับสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันได้ให้จีวรแล้ว ได้ติเตียนในภายหลัง จริงหรือ”
พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย พวกเธอร่วมกับสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันได้ให้จีวรแล้ว ไฉนจึงได้ติเตียนในภายหลังเล่า การกระทำของพวกเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า
พระพุทธบัญญัติ
[๔๘๕] อนึ่ง ภิกษุใดร่วมกับสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันให้จีวรแล้ว กลับติเตียนในภายหลังว่า ‘ภิกษุทั้งหลายน้อมลาภของสงฆ์ไปตามชอบใจ’ เป็นปาจิตตีย์
สิกขาบทวิภังค์
{๗๒๔} [๔๘๖] คำว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...
คำว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรงประสงค์ว่า ‘ภิกษุ’ ในข้อความตอนนี้
สงฆ์ที่ชื่อว่า พร้อมเพรียงกัน คือ มีสังวาสเสมอกัน อยู่ในสีมาเดียวกัน
ที่ชื่อว่า จีวร ได้แก่ ผ้า ๖ ชนิด ชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งเข้าองค์กำหนดแห่งผ้าต้องวิกัปเป็นอย่างต่ำ
คำว่า ให้ คือ ให้เอง
ที่ชื่อว่า ตามชอบใจ คือ ตามความที่เป็นมิตรกัน ตามความที่เคยเห็นกัน ตามความที่เคยคบกัน ตามความที่ร่วมอุปัชฌาย์กัน ตามความที่ร่วมอาจารย์กัน
ที่ชื่อว่า ของสงฆ์ คือ ของที่เขาถวายแล้วบริจาคแล้วแก่สงฆ์
ที่ชื่อว่า ลาภ ได้แก่ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร โดยที่สุดแม้ก้อนผงเจิม ไม้ชำระฟัน ด้ายชายผ้า
คำว่า กลับติเตียนในภายหลัง ความว่า เมื่อให้จีวรแก่อุปสัมบันที่สงฆ์ สมมติให้เป็นผู้จัดแจงเสนาสนะก็ตาม เป็นผู้แจกอาหารก็ตาม เป็นผู้แจกข้าวยาคูก็ตาม เป็นผู้แจกผลไม้ก็ตาม เป็นผู้แจกของเคี้ยวก็ตาม เป็นผู้แจกของเล็กน้อยก็ตาม แล้วกลับติเตียน ต้องอาบัติปาจิตตีย์
บทภาชนีย์
ติกปาจิตตีย์
{๗๒๕} [๔๘๗] กรรมเป็นธรรม ภิกษุสำคัญว่ากรรมเป็นธรรม เมื่อให้จีวรแล้ว กลับติเตียน ต้องอาบัติปาจิตตีย์
กรรมเป็นธรรม ภิกษุสงสัย เมื่อให้จีวรแล้ว กลับติเตียน ต้องอาบัติปาจิตตีย์
กรรมเป็นธรรม ภิกษุสำคัญว่ากรรมไม่เป็นธรรม เมื่อให้จีวรแล้วกลับติเตียน ต้องอาบัติปาจิตตีย์
ฉักกทุกกฏ
ให้บริขารอย่างอื่นแล้ว กลับติเตียน ต้องอาบัติทุกกฏ
เมื่อให้จีวรหรือบริขารอย่างอื่นแก่อุปสัมบันผู้ที่สงฆ์ไม่ได้สมมติให้เป็นผู้จัดเสนาสนะ เป็นผู้แจกอาหาร เป็นผู้แจกข้าวยาคู เป็นผู้แจกผล ไม้เป็นผู้แจกของเคี้ยว หรือเป็นผู้แจกของเล็กน้อย แล้วกลับติเตียน ต้องอาบัติทุกกฏ
เมื่อให้จีวรหรือบริขารอย่างอื่นแก่อนุปสัมบันผู้ที่สงฆ์สมมติก็ตาม ไม่ได้สมมติก็ตาม เป็นผู้จัดเสนาสนะ เป็นผู้แจกอาหาร เป็นผู้แจกข้าวยาคูเป็นผู้แจกผลไม้ เป็นผู้แจกของเคี้ยว หรือเป็นผู้แจกของเล็กน้อย แล้วกลับติเตียน ต้องอาบัติทุกกฏกรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุสำคัญว่ากรรมเป็นธรรม ... ต้องอาบัติทุกกฏ
กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุสงสัย ... ต้องอาบัติทุกกฏ
กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุสำคัญว่ากรรมไม่เป็นธรรม ... ไม่ต้องอาบัติ
อนาปัตติวาร
{๗๒๖} [๔๘๘] ภิกษุติเตียนสงฆ์ผู้ทำเพราะฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ โดยปกติว่า ‘จะประโยชน์อะไรด้วยจีวรที่ให้แล้วแก่ภิกษุนั้น แม้เธอได้ไปแล้วก็จักทิ้งเสีย จักไม่ใช้สอยโดยชอบธรรม’ ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ ทัพพสิกขาบทที่ ๑๑
๑๒. ปริณามนสิกขาบท
ว่าด้วยการน้อมลาภสงฆ์ไปเพื่อบุคคล
เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์
{๗๒๗} [๔๘๙] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ในพระนครสาวัตถีมีกลุ่มชาวบ้านกลุ่มหนึ่งได้จัดอาหารพร้อมทั้งจีวรไว้เพื่อ
- ๑ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะชอบ โทสาคติ ลำเอียงเพราะชัง โมหาคติ ลำเอียงเพราะหลง ภยาคติลำเอียงเพราะกลัว (ดู ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๑, องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๗)
จบ สิกขาบทที่ ๑๑ เรื่องพระทัพพมัลลบุตร