พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ นิสสัคคิยกัณฑ์ · ปัตตวรรค
สิกขาบทที่ ๖ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ เล่ม ๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๕๓–๑๕๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๐ ในปัตตวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ นิสสัคคิยกัณฑ์ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๖ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ (ฉบับหลวง เล่ม ๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒ หน้า ๑๘๖–๑๙๑
ทุกกฏ
ภิกษุให้บริขารอย่างอื่นแล้ว โกรธ ไม่พอใจ ชิงเอามาก็ดี ให้ชิงเอามาก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ
ภิกษุให้จีวรก็ดี บริขารอย่างอื่นก็ดี แก่อนุปสัมบันแล้ว โกรธ ไม่พอใจ ชิงเอามาก็ดี ให้ชิงเอามาก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏอนุปสัมบัน ภิกษุสำคัญว่าเป็นอุปสัมบัน ... ต้องอาบัติทุกกฏ
อนุปสัมบัน ภิกษุสงสัย ... ต้องอาบัติทุกกฏ
อนุปสัมบัน ภิกษุสำคัญว่าเป็นอนุปสัมบัน ... ต้องอาบัติทุกกฏ
อนาปัตติวาร
{๑๕๒} [๖๓๕] ภิกษุผู้ได้รับไปนั้นให้คืนเองก็ดี ถือวิสาสะกับผู้ที่รับไปนั้น เอามาก็ดี ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ จีวรอัจฉินทนสิกขาบทที่ ๕
๖. สุตตวิญญัตติสิกขาบท
ว่าด้วยการขอด้าย
เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์
{๑๕๓} [๖๓๖] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นถึงคราวทำจีวรกัน พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ขอด้ายเขามาเป็นอันมาก แม้ทำจีวรเสร็จแล้ว ด้ายก็ยังเหลืออยู่เป็นอันมาก จึงพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ได้ปรึกษากันว่า “เอาเถอะ อาวุโสทั้งหลาย พวกเราไปขอด้ายแม้อื่นมาให้
ช่างหูกทอจีวรเถอะ” ครั้นแล้วไปขอด้ายแม้อื่นมาให้ช่างหูกทอจีวร แม้ทอจีวรแล้ว ด้ายก็ยังเหลืออยู่เป็นอันมาก ได้ไปขอด้ายแม้อื่นมาให้ช่างหูกทอจีวรอีกเป็นครั้งที่ ๒ แม้ทอจีวรแล้ว ด้ายก็ยังเหลืออยู่เป็นอันมาก ได้ไปขอด้ายแม้อื่นมาให้ช่างหูกทอจีวรอีกเป็นครั้งที่ ๓
ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ขอด้ายเขามาเองแล้วให้ช่างหูกทอจีวรเล่า”
ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์จึงได้ขอด้ายเขามาเองแล้วให้ช่างหูกทอจีวรเล่า”
ครั้งนั้น ภิกษุเหล่านั้นตำหนิภิกษุฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยาย แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุ เป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าพวกเธอขอด้ายเขามาเอง แล้วให้ช่างหูกทอจีวร จริงหรือ”
พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษ ไฉนพวกเธอจึงได้ขอด้ายเขามาเองแล้วให้ช่างหูกทอจีวรเล่า การกระทำของพวกเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของพวกเธอนั่นเป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสและเพื่อความกลายเป็นอื่นไปของคนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว”
ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิพวกภิกษุฉัพพัคคีย์เหล่านั้นโดย อเนกปริยายดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ... ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า
พระพุทธบัญญัติ
[๖๓๗] อนึ่ง ภิกษุใดขอด้ายมาเองแล้วให้ช่างหูกทอจีวร เป็น นิสสัคคิยปาจิตตีย์
สิกขาบทวิภังค์
{๑๕๔} [๖๓๘] คำว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ภิกษุใด ... นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ‘อนึ่ง ... ใด’
คำว่า ภิกษุความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรงประสงค์ว่า ‘ภิกษุ’ ในข้อความตอนนี้
คำว่า เอง คือ ขอเขามาเอง
ที่ชื่อว่า ด้ายได้แก่ ด้าย ๖ ชนิด คือ ด้ายทำจากเปลือกไม้ ๑ ทำ จากฝ้าย ๑ ทำจากไหม ๑ ทำจากขนสัตว์ ๑ ทำจากป่าน ๑ ทำจากของ ๕ อย่างนั้นผสมกัน ๑คำว่า ให้ช่างหูก คือ ใช้ช่างหูกให้ทอ เป็นทุกกฏเพราะประโยคที่ ช่างหูกจัดทำอยู่นั้น จีวรเป็นนิสสัคคีย์เพราะได้มา คือ เป็นของจำต้องสละ แก่สงฆ์ แก่คณะ หรือแก่บุคคลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงสละจีวรนั้นอย่างนี้
วิธีสละจีวรที่เป็นนิสสัคคีย์
สละแก่สงฆ์
ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า
‘ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของกระผม ขอด้ายมาเองแล้วให้ช่างหูกทอ เป็นนิสสัคคีย์ กระผมสละจีวรผืนนี้แก่สงฆ์
ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถรูปหนึ่งพึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เธอสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ดังนี้
‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า จีวรผืนนี้ของภิกษุชื่อนี้เป็น นิสสัคคีย์ เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุชื่อนี้’
สละแก่คณะ
ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า‘ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของกระผม ขอด้ายมาเองแล้วให้ช่างหูกทอ เป็นนิสสัคคีย์ กระผมสละจีวรผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย’
ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถรูปหนึ่งพึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เธอสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ดังนี้
‘ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า จีวรผืนนี้ของภิกษุชื่อนี้เป็นนิสสัคคีย์ เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่านทั้งหลายพึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุชื่อนี้’
สละแก่บุคคล
ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า
‘อาวุโส จีวรผืนนี้ของผม ขอด้ายมาเองแล้วให้ช่างหูกทอ เป็น นิสสัคคีย์ ผมสละจีวรผืนนี้แก่ท่าน’ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับสละนั้นพึงรับอาบัติ พึงคืน จีวรที่เธอสละให้ด้วยคำว่า ‘ผมให้จีวรผืนนี้แก่ท่าน’
บทภาชนีย์
ติกนิสสัคคิยปาจิตตีย์
{๑๕๕} [๖๓๙] ให้เขาทอ ภิกษุสำคัญว่าให้เขาทอ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
ให้เขาทอ ภิกษุสงสัย เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
ให้เขาทอ ภิกษุสำคัญว่าไม่ได้ให้เขาทอ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
ทุกกฏ
ไม่ได้ให้เขาทอ ภิกษุสำคัญว่าให้เขาทอ ต้องอาบัติทุกกฏ
ไม่ได้ให้เขาทอ ภิกษุสงสัย ต้องอาบัติทุกกฏ
ไม่ต้องอาบัติ
ไม่ได้ให้เขาทอ ภิกษุสำคัญว่าไม่ได้ให้เขาทอ ไม่ต้องอาบัติ
อนาปัตติวาร
{๑๕๖} [๖๔๐] ภิกษุขอด้ายมาเพื่อเย็บจีวร ๑ ภิกษุขอด้ายมาทำผ้ารัดเข่า ๑ ภิกษุขอด้ายมาทำประคดเอว ๑ ภิกษุขอด้ายมาทำผ้าอังสะ ๑ ภิกษุขอด้ายมาทำถุงบาตร ๑ ภิกษุขอด้ายมาทำผ้ากรองน้ำ ๑ ภิกษุขอต่อญาติ ๑ ภิกษุ ขอต่อคนปวารณา ๑ ภิกษุขอเพื่อประโยชน์แก่ภิกษุอื่น ๑ ภิกษุซื้อมาด้วยทรัพย์ของตน ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ ไม่ต้องอาบัติแล
จบ สุตตวิญญัตติสิกขาบทที่ ๖
๗. มหาเปสการสิกขาบท
ว่าด้วยการกะเกณฑ์ให้ช่างหูกทอจีวร
เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร
{๑๕๗} [๖๔๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นชายคนหนึ่งเมื่อจะไปต่างถิ่น ได้สั่งภรรยาไว้ว่า “เธอจงกะด้ายแล้วมอบให้แก่ช่างหูกคนโน้น ให้เขาทอจีวรแล้วเก็บไว้ ฉันกลับมาแล้วจักนิมนต์พระคุณเจ้าอุปนันทะให้ครองจีวร”ภิกษุผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งได้ยินชายคนนั้นกล่าวดังนี้ จึงเข้าไปหาท่านพระอุปนันทศากยบุตรถึงสำนัก ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านพระอุปนันทศากยบุตรว่า “อาวุโสอุปนันทะ ท่านเป็นผู้มีบุญมาก ในสถานที่โน้น ชายคนหนึ่งเมื่อจะไปต่างถิ่นได้กล่าวสั่งภรรยาไว้ว่า ‘เธอจงกะด้ายแล้วมอบให้แก่ช่างหูกคนโน้น ให้เขาทอจีวรแล้วเก็บไว้ ฉันกลับมาแล้วจักนิมนต์พระคุณเจ้าอุปนันทะให้ครองจีวร’ ดังนี้”ท่านพระอุปนันทะกล่าวรับรองว่า “มีจริงครับ เขาเป็นอุปัฏฐากของผมเอง” แม้ช่างหูกผู้นั้นก็เป็นอุปัฏฐากของท่านพระอุปนันทศากยบุตร
ทันใดนั้น ท่านพระอุปนันทศากยบุตรจึงเข้าไปหาช่างหูกผู้นั้นถึงบ้าน ครั้นแล้วได้กล่าวกะช่างหูกผู้นั้นว่า “โยม จีวรผืนนี้แลเขาให้โยมทอเจาะจงอาตมา โยมจงทำให้ยาว ให้กว้าง ให้แน่น ทอให้ดี ขึงให้ดี สางให้ดี และกรีดให้ดี”
ช่างหูกกล่าวว่า “ท่านขอรับ เขากะด้ายให้กระผมมาเท่านี้เอง ด้วยสั่งว่าจงทอจีวรด้วยด้ายเท่านี้ กระผมไม่สามารถจะทำให้ยาว ให้กว้าง หรือให้แน่นได้ แต่สามารถจะขึงให้ดี สางให้ดี และกรีดให้ดีได้ ขอรับ”
จบ สิกขาบทที่ ๖ เรื่องพระฉัพพัคคีย์