พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ นิสสัคคิยกัณฑ์ · จีวรวรรค
สิกขาบทที่ ๑ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ เล่ม ๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑–๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในจีวรวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ นิสสัคคิยกัณฑ์ จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๑ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ (ฉบับหลวง เล่ม ๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒ หน้า ๑–๑๒
พระไตรปิฎกภาษาไทย
พระบาลีวินัยปิฏก
มหาวิภังค์
[ทุติยภาค]
ฉบับเฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องในการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
พุทธศักราช ๒๕๔๙
มหาเถรสมาคม จัดพิมพ์
๒
พระบาลีวินัยปิฎก
มหาวิภังค์ (ทุติยภาค)
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ท่านทั้งหลาย อนึ่ง ธรรมคือนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบทเหล่านี้แล มาสู่อุทเทส
๑.จีวรวรรค
หมวดว่าด้วยจีวร
๑. ปฐมกฐินสิกขาบท
ว่าด้วยกฐินเดาะ สิกขาบทที่ ๑
เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์
{๑} [๔๕๙] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ โคตมกเจดีย์ ใกล้พระนครเวสาลี ครั้งนั้น พระองค์ทรงอนุญาตไตรจีวรแก่ภิกษุ
- ๑นิสสัคคิยกัณฑ์ ตอนหรือส่วนว่าด้วยอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ มี ๓๐ สิกขาบท แบ่งเป็น ๓ วรรค คือ (๑) จีวรวรรค หมวดว่าด้วยจีวร (๒)โกสิยวรรค หมวดว่าด้วยสันถัตใยไหม (๓) ปัตตวรรค หมวดว่าด้วยบาตร ซี่งแต่ละวรรคมี ๑๐ สิกขาบท
- ๒โคตมกเจดีย์ คือวิหารที่สร้างไว้ ณ เจดียสถานของโคตมยักษ์ อยู่ทางทิศใต้ของพระนครเวสาลี เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเคยประทับหลายครั้งและเคยทำนิมิตโอภาสแก่พระอานนท์เพื่อให้ทูล วิงวอนดำรงพระชนม์อยู่ตลอดอายุกัป ก่อนจะทรงปลงอายุสังขารเสด็จดับขันธปรินิพพาน
ทั้งหลายแล้ว พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ ทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตไตรจีวรแล้ว จึงครองไตรจีวรเข้าบ้านสำรับหนึ่ง อยู่ในอารามอีกสำรับหนึ่ง สรงนํ้าอีกสำรับหนึ่ง
บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจใคร่ต่อสิกขา ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุ ฉัพพัคคีย์จึงได้ทรงอติเรกจีวรเล่า” จึงพากันตำหนิพวกภิกษุฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยายแล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะ เหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพวกภิกษุ ฉัพพัคคีย์ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าพวกเธอทรงอติเรกจีวร จริงหรือ”พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษ ทั้งหลาย การกระทำของพวกเธอนั้นไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ
- ๑ฉัพพัคคีย์ หมายถึงภิกษุเหลวไหลที่ชอบก่อเรื่องเสียหายเป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทหลายข้อ รวมเป็นพวกได้ ๖ รูป และจัดตามพฤติกรรมที่ก่อเรื่องเสียหายคู่กันได้ ๓ คู่ คือ (๑) คู่ของพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ (๒) คู่ของพระเมตติยะและพระภุมมชกะ และ (๓) คู่ของพระปัณฑุกะและพระโลหิตกะ (นัย วิ.อ. ๒/๑๑๕-๑๑๖ ดูเชิงอรรถใน กูลทูสกสิกขาบท ที่ ๑๓ สังฆาทิเสสกัณฑ์ วิ.มหาวิ. (แปล) ๑/๔๓๑/๘๗๑)
- ๒ไตรจีวร หมายถึงผ้า ๓ ผืนที่ทรงอนุญาตให้ภิกษุมีไว้ใช้ประจำตัว คือ (๑) อันตรวาสก ผ้านุ่งหรือเรียกสามัญในภาษาไทยว่า สบง (๒) อุตตราสงค์ ผ้าห่ม หรือเรียกว่า จีวร (๓) สังฆาฏิ ผ้าทาบหรือผ้าพาดซ้อนทับจีวร (วิ.อ. ๒ /๑๓๙)
- ๓อติเรกจีวร หมายถึงผ้าส่วนเกินที่เขาถวายภิกษุนอกจากผ้าที่อธิษฐานเป็นไตรจีวร (วิ.อ. ๒/๑๔๒)
- ๔โมฆบุรุษ หมายถึงบุรุษเปล่า คนเปล่าประโยชน์ คนที่ใช้การไม่ได้ เป็นคำที่พระพุทธเจ้าตรัส เรียกคนที่ไม่มีอุปนิสัยต่อการบรรลุมรรคผลในอัตภาพชาติปัจจุบัน หรือถึงแม้จะมีอุปนิสัย แต่ยังไม่มีการบรรลุมรรคผลในขณะนั้น (นัย ม.มู.อ. ๑/๓๔๔)
ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนพวกเธอจึงได้ทรงอติเรกจีวรเล่า การกระทำของพวกเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของพวกเธอนั่นเป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสและเพื่อความกลายเป็นอื่นไปของคนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว”พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิพวกภิกษุฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยายดังนี้ แล้วตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็น คนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียรโดยอเนกปริยาย แล้วทรงทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่อง นั้นที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ
เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑
เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑
เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑
เพื่อความอยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑
เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑
เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑
เพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑
เพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑
เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑
เพื่อเอื้อเฟื้อพระวินัย ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า
พระพุทธบัญญัติ
[๔๖๐] อนึ่ง ภิกษุใดทรงอติเรกจีวร เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
ก็สิกขาบทนี้ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุ ทั้งหลายด้วยประการฉะนี้
เรื่องพระอานนท์
{๒} [๔๖๑] ก็โดยสมัยนั้นแล มีอติเรกจีวรเกิดขึ้นแก่ท่านพระอานนท์ และท่านประสงค์จะถวายจีวรนั้นแก่ท่านพระสารีบุตร แต่ท่านพระสารีบุตรอยู่ถึงเมืองสาเกต ท่านพระอานนท์จึงได้มีความคิดว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้ว่าภิกษุไม่พึงทรงอติเรกจีวร ก็นี่อติเรกจีวรเกิดขึ้นแล้วแก่เรา และเราก็ประสงค์จะถวายแก่ท่านพระสารีบุตร แต่ท่านอยู่ถึงเมืองสาเกต เราจะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ” ครั้นแล้วท่านพระอานนท์ได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า “ดูก่อนอานนท์ อีกนานเท่าไร สารีบุตรจึงจะกลับมา”
พระอานนท์กราบทูลว่า “ท่านจะกลับมาในวันที่ ๙ หรือวันที่ ๑๐ พระพุทธเจ้าข้า”
- ๑นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ประกอบด้วยคำ ๒ คำ คือ คำว่า นิสสัคคิย แปลว่า สิ่งของอันควรสละ หรือทำให้สละสิ่งของ หรือแปลว่า การสละ และคำว่า ปาจิตตีย์ แปลว่า การละเมิดอันยังกุศลให้ตกไป หมายถึงการละเมิดที่ทำกุศลจิตกล่าวคือกุศลธรรมของผู้จงใจต้องอาบัติให้ตกไป ให้เสียไป ให้พลาดไปจากอริยมรรค รวมทั้งสองคำเข้าด้วยกันเป็น นิสสัคคิยปาจิตตีย์ จึงหมายถึงอาบัติปาจิตตีย์อันทำให้ต้องสละสิ่งของ เป็นอาบัติที่ภิกษุต้องหรือล่วงละเมิดเพราะเกี่ยวข้องกับเครื่องอุปโภคบริโภคในทางที่ไม่เหมาะสม เป็นลหุกาบัติ คือ อาบัติเบา และเป็นสเตกิจฉา คือยังพอแก้ไขได้ เมื่อภิกษุต้องเข้าแล้วสามารถพ้นได้ด้วยการสละสิ่งของเช่น จีวรเป็นต้น ต่อจากนั้นจึงแสดงอาบัติต่อหน้าสงฆ์ คณะ หรือบุคคล (นัย วิ.อ. ๓/๔๘๕)
ทรงอนุญาตให้ทรงอติเรกจีวรไว้ได้ ๑๐ วัน
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ทรงอติเรกจีวรไว้ได้ ๑๐ วัน เป็นอย่างยิ่ง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า
[๔๖๒] เมื่อจีวรของภิกษุสำเร็จแล้ว เมื่อกฐิน เดาะเสียแล้ว พึงทรงอติเรกจีวรไว้ได้ ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง ภิกษุให้ล่วงกำหนดนั้นไป เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์”
{๓} [๔๖๓] คำว่า เมื่อจีวร...สำเร็จแล้ว ความว่า จีวรของภิกษุทำสำเร็จ แล้วก็ดี หายไปก็ดี ใช้ไม่ได้ก็ดี ถูกไฟไหม้ไปก็ดี หมดหวังว่าจะได้จีวรก็ดี
- ๑พระอนุบัญญัติ หมายถึงพระบัญญัติเพิ่มเติม บทแก้ไขเพิ่มเติมที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเสริมหรือผ่อนพระพุทธบัญญัติที่ทรงวางไว้เดิมเพื่อความเหมาะสมและรัดกุมยิ่งขึ้น แต่บางสิกขาบทไม่มีพระอนุบัญญัติ
- ๒คำว่า กฐิน ตามศัพท์แปลว่า ไม้สะดึงอันเป็นไม้แบบสำหรับขึงเพิ่อตัดเย็บจีวร แต่ในทางพระวินัย ใช้เป็นชื่อเรียกสังฆกรรมอย่างหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตแก่สงฆ์ผู้จำพรรษาแล้ว โดยให้พร้อมใจกันยกมอบผ้าผืนหนึ่งที่เกิดขึ้นในสงฆ์แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งที่มีคุณสมบัติเหมาะสม แล้วภิกษุรูปนั้นนำผ้าที่ได้รับมอบไปทำเป็นจีวร (ไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่ง) เสร็จแล้วก็แจ้งให้ที่ประชุมสงฆ์ทราบเพื่ออนุโมทนา อันเป็นการแสดงออกซึ่งความสามัคคีของภิกษุที่ได้จำพรรษาอยู่ร่วมกัน (เกี่ยวกับเรื่องกฐิน พึงดูความพิสดารในกฐินขันธกะ วิ.มหา. (แปล) ๕)
- ๓สิกขาบทวิภังค์ หมายถึงการจำแนกแยกแยะความแห่งสิกขาบท โดยนำคำหรือข้อความในพระบัญญัติหรือพระอนุบัญญัติมาแยกอธิบายให้ชัดเจนรัดกุมและเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น
คำว่า กฐินเดาะเสียแล้ว คือ กฐินเดาะเสียแล้วด้วยมาติกาอย่างใดอย่างหนึ่งในมาติกา ๘ หรือสงฆ์เดาะกฐินเสียในระหว่างคำว่า ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง คือ ทรงไว้ได้ ๑๐ วันเป็นอย่างมาก
ที่ชื่อว่า อติเรกจีวร ได้แก่ จีวรที่ยังไม่ได้อธิษฐาน ยังไม่ได้วิกัป
ที่ชื่อว่า จีวร ได้แก่ ผ้า ๖ ชนิด ชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งเข้าองค์ กำหนดที่จะวิกัปได้เป็นอย่างต่ำ
- ๑กฐินเดาะเสียแล้วด้วยมาติกา หมายถึงกฐินซึ่งเป็นสังฆกรรมดังกล่าวนั้นเสียหายหรือบกพร่อง กลางคันด้วยมาติกา คือหัวข้อแห่งการเดาะกฐิน ๘ ประการ ( พึงดูมาติกาเพื่อเดาะกฐิน ๘ ใน กฐินขันธกะ วิ.มหา. (แปล) ๕)
- ๒สงฆ์เดาะกฐินเสียในระหว่าง หมายถึงเมื่อสงฆ์กรานกฐิน (อนุโมทนากฐินตามพระวินัย) แล้ว ยังไม่พ้นเขตจีวรกาล (ฤดูถวายผ้าแก่พระภิกษุสงฆ์ มี ๒ งวด คือ งวดหนึ่งสำหรับภิกษุที่ยังไม่ได้ กรานกฐิน กำหนดเดือนเดียว คือตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ อีกงวดหนึ่ง สำหรับภิกษุที่กรานกฐินแล้ว กำหนด ๕ เดือน คือตั้งแต่แรม ๑ ค่ำเดือน ๑๑ ไปจนถึงขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๔) มีผู้ด้องการจะถวายอกาลจีวรมาขอให้สงฆ์เดาะกฐินคือยกเลิกอานิสงส์กฐินใน ระหว่างจีวรกาล ซึ่งทรงอนุญาตให้เดาะกฐินได้ (นัย สิกขาบทที่ ๙-๑๐ นัคควรรค แห่ง ปาจิตติยกัณฑ์ วิ.ภิกขุนี. (แปล) ๓)
- ๓คำว่า อธิษฐาน ในทางพระวินัย หมายถึงการตั้งเอาไว้หรือตั้งใจกำหนดเอาไว้ คือตั้งเอาไว้เป็น ของนั้น ๆ หรือตั้งใจกำหนดเอาไว้ว่าจะใช้เป็นของประจำตัวชนิดนั้น ๆ เช่น ได้ผ้ามาผืนหนึ่ง ตั้งใจว่าจะใช้เป็นสังฆาฏิ สบง จีวร ก็อธิษฐานเป็นอย่างนั้น ๆ เมื่ออธิษฐานแล้ว ผ้านั้นเรียกว่าเป็นผ้าอธิษฐาน หรือผ้าครอง วิธีอธิษฐานมี ๒ ลักษณะ โดยใช้กายคือมือสัมผัสแล้ว กำหนดนึกคำอธิษฐานในใจ หรือเปล่งวาจาก็ได้ (นัย วิ.อ. ๒/๑๔๗)
- ๔คำว่า วิกัป หมายถึงการทำให้เป็นของสองเจ้าของ คือ ขอให้ภิกษุสามเณรอื่นร่วมเป็นเจ้าของ จีวรหรือบาตรนั้น ๆ ด้วย ซึ่งมีผลทำให้ไม่ต้องอาบัติเพราะเก็บอติเรกจีวรหรืออติเรกบาตรไว้ เกินกำหนด มี ๒ ลักษณะ คือ (๑) สัมมุขาวิกัป วิกัปต่อหน้า คือการนำผ้าอติเรกจีวรเข้าไปหา ภิกษุที่ตนต้องการจะวิกัปด้วยแล้วกล่าวคำวิกัปต่อหน้า (๒) ปรัมมุขาวิกัป วิกัปลับหลัง คือการ เอาอติเรกจีวรไปฝากให้ภิกษุรูปอื่นช่วยวิกัปกับภิกษุอีกรูปหนึ่ง (นัย วิ.อ. ๒/๑๕๒-๓)
- ๕ผ้า ๖ ชนิด คือ (๑) โขมะ ผ้าเปลือกไม้ (๒) กัปปาสิกะ ผ้าฝ้าย (๓) โกเสยยะ ผ้าไหม (๔) กัมพละ ผ้าขนสัตว์ (๕) สาณะ ผ้าป่าน (๖) ภังคะ ผ้าผสม (วิ.อ. ๒/๑๔๒)
- ๖องค์กำหนดที่จะวิกัปได้เป็นอย่างตํ่า หมายถึงว่า ผ้าที่จะวิกัปได้เป็นอย่างต่ำนั้น ยาว ๘ นิ้ว กว้าง ๔ นิ้ว โดยนิ้วพระสุคต (ดูเรื่องผ้าที่ต้องอธิษฐานและวิกัปเป็นอย่างต่ำเป็นต้นในวิ.มหา. (แปล) ๕) คือมีด้านยาว ๒ คืบ ด้านกว้าง ๑ คืบ (วิ.อ. ๒/๑๔๒)
คำว่า ให้ล่วงกำหนดนั้นไป เป็นนิสสัคคีย์ ความว่า ในเมื่ออรุณขึ้นในวันที่ ๑๑ จีวรนั้นเป็นนิสสัคคีย์ คือ เป็นของจำต้องสละแก่สงฆ์ แก่คณะ หรือแก่บุคคลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงสละจีวรนั้นอย่างนี้
วิธีสละจีวรที่เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
สละแก่สงฆ์
{๔} ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า
‘ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของกระผมเลยกำหนด ๑๐ วัน เป็นนิสสัคคีย์ กระผมสละจีวรผืนนี้แก่สงฆ์’
ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถรูปหนึ่งพึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เธอสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ดังนี้
[๔๖๔] ‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า จีวรผืนนี้ของภิกษุชื่อนี้เป็น นิสสัคคีย์ เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุชื่อนี้’
สละแก่คณะ
{๕} [๔๖๕] ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่ากราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า
- ๑ในทางพระวินัย คำว่า สงฆ์ หมายถึงชุมนุมภิกษุหมู่หนึ่งตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป คณะ หมายถึงภิกษุ ๒ หรือ ๓ รูป บุคคล หมายถึงภิกษุรูปเดียว
- ๒คำว่า ญัตติ ในทางพระวินัย หมายถึงคำประกาศให้สงฆ์ทราบเพื่อทำกิจของสงฆ์ร่วมกัน หรือเรียกว่า คำเผดียงสงฆ์ ในที่นี้ ญัตติกรรมวาจา หมายถึงการสวดประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยการตั้งญัตติอย่างเดียวโดยไม่ต้องสวดอนุสาวนา (คำขอมติ)
‘ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของกระผมเลยกำหนด ๑๐ วัน เป็นนิสสัคคีย์ กระผมสละจีวรผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย’
ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถรูปหนึ่งพึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เธอสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ดังนี้
[๔๖๖] ‘ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า จีวรผืนนี้ของภิกษุชื่อนี้เป็นนิสสัคคีย์ เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่านทั้งหลายพึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุชื่อนี้’
สละแก่บุคคล
{๖} [๔๖๗] ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า
‘อาวุโส จีวรผืนนี้ของผมเลยกำหนด ๑๐ วัน เป็นนิสสัคคีย์ ผมสละจีวรผืนนี้แก่ท่าน’
ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับสละนั้นพึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เธอสละให้ด้วยคำว่า ‘ผมให้จีวรผืนนี้แก่ท่าน”
บทภาชนีย์๑
นิสสัคคิยปาจิตตีย์
{๗} [๔๖๘] จีวรเลยกำหนด ๑๐ วันแล้ว ภิกษุสำคัญว่าเลยแล้ว เป็นอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์
- ๑บทภาชนีย์ คือ บทที่ควรขยายความ บทที่ตั้งไว้เพื่อขยายความ หมายถึงการนำเอาคำหรือข้อความแห่งสิกขาบทวิภังค์มาจำแนกอธิบายเพื่อเสริมความสิกขาบทให้ชัดเจนรัดกุมและเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น ในนิสสัคคิยกัณฑ์ โดยส่วนใหญ่ได้จำแนกอธิบายตามลักษณะที่เป็นอาบัติปาจิตตีย์ อาบัติทุกกฎ และลักษณะที่ไม่เป็นอาบัติ
จีวรเลยกำหนด ๑๐ วันแล้ว ภิกษุสงสัย เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
จีวรเลยกำหนด ๑๐ วันแล้ว ภิกษุสำคัญว่ายังไม่เลย เป็นนิสสัคคิย ปาจิตตีย์จีวรยังไม่ได้อธิษฐาน ภิกษุสำคัญว่าอธิษฐานแล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
จีวรยังไม่ได้วิกัป ภิกษุสำคัญว่าวิกัปแล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
จีวรยังไม่ได้สละ ภิกษุสำคัญว่าสละแล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
จีวรยังไม่หาย ภิกษุสำคัญว่าหายแล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
จีวรยังใช้ได้ ภิกษุสำคัญว่าใช้ไม่ได้แล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
จีวรยังไม่ถูกไฟไหม้ ภิกษุสำคัญว่าถูกไฟไหม้แล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
จีวรยังไม่ถูกชิงไป ภิกษุสำคัญว่าถูกชิงไปแล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
จีวรเป็นนิสสัคคีย์ ภิกษุยังไม่ได้สละ ใช้สอย ต้องอาบัติทุกกฏ
จีวรยังไม่เลยกำหนด ๑๐ วัน ภิกษุสำคัญว่าเลยแล้ว ใช้สอย ต้องอาบัติทุกกฏจีวรยังไม่เลยกำหนด ๑๐ วัน ภิกษุสงสัย ใช้สอย ต้องอาบัติทุกกฏ
ไม่ต้องอาบัติ
จีวรยังไม่เลยกำหนด ๑๐ วัน ภิกษุสำคัญว่ายังไม่เลย ใช้สอย ไม่ต้องอาบัติ
- ๑ทุกกฎ แปลว่า ทำไม่ดี ทำให้เกิดความเสียหาย เป็นชื่ออาบัติเบากองที่ ๖ ในบรรดาอาบัติ
- ๗กอง ซึ่งเป็นความผิดสถานเบาชั้นรองลงมาจากปาฏิเทสนียะ
{๘} [๔๖๙] ภิกษุอธิษฐานไว้ภายใน ๑๐ วัน ๑ ภิกษุวิกัปไว้ในภายใน ๑๐ วัน ๑ ภิกษุสละไปภายใน ๑๐ วัน ๑ จีวรหายไปภายใน ๑๐ วัน ๑ จีวร ฉิบหายไปภายใน ๑๐ วัน ๑ จีวรถูกไฟไหม้ภายใน ๑๐ วัน ๑ โจรชิงเอาไปภายใน ๑๐ วัน ๑ ภิกษุถือวิสาสะ ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์
{๙} [๔๗๐] ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ไม่ยอมคืนจีวรที่เขาสละแล้ว บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์จึงไม่ยอมคืนจีวรที่เขาสละแล้วเล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าพวกเธอไม่ยอมคืนจีวรที่เขาสละแล้วจริงหรือ”
พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย การกระทำของพวกเธอนั้นไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนพวกเธอจึงไม่ยอมคืนจีวรที่เขาสละแล้วเล่า การกระทำของพวกเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อ ความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของ พวกเธอนั่นเป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสและเพื่อความกลายเป็นอื่นไปของคนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว
- ๑อนาปัตติวาร หมายถึงตอนว่าด้วยข้อยกเว้นที่ไม่ต้องอาบัติ มีปรากฏอยู่ท้ายคำอธิบายสิกขาบท ทุกสิกขาบทในพระบาลีวินัยปิฎก มหาวิภังค์ และภิกขุนีวิภังค์ (พระโตรปิฎกเล่ม ๑, ๒, ๓)
ทรงอนุญาตให้คืนจีวรที่เขาสละแล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิพวกภิกษุฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ... ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จีวรที่ภิกษุสละแล้วแก่สงฆ์ แก่คณะ หรือแก่บุคคล จะไม่คืนให้ไม่ได้ ภิกษุใดไม่คืนให้ ต้องอาบัติทุกกฏ”
จบ ปฐมกฐินสิกขาบทที่ ๑
๒. อุทโทสิตสิกขาบท
ว่าด้วยภิกษุเก็บจีวรไว้ในโรงเก็บของ
เรื่องภิกษุหลายรูป
{๑๐} [๔๗๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นภิกษุทั้งหลายฝากผ้าสังฆาฏิไว้กับพวกภิกษุด้วยกัน มีแต่ผ้าอุตตราสงค์กับผ้าอันตรวาสกหลีกจาริกไปในชนบท ผ้าสังฆาฏิเหล่านั้นถูกเก็บไว้นาน จึงขึ้นรา ภิกษุทั้งหลายจึงผึ่งผ้าสังฆาฏิเหล่านั้นท่านพระอานนท์เที่ยวตรวจดูเสนาสนะอยู่ ได้พบภิกษุเหล่านั้นกำลังผึ่งผ้าสังฆาฏิกันอยู่ ครั้นแล้วจึงเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นถึงที่อยู่ ถามว่า “จีวรที่ขึ้นราเหล่านี้เป็นของใคร”
จึงภิกษุเหล่านั้นแจ้งความนั้นแก่ท่านพระอานนท์แล้ว
- ๑เสนาสนะ แยกเป็น ๒ คำ คือ เสนะ ที่นอน และ อาสนะ ที่นั่ง หมายถึงที่อยู่อาศัยของภิกษุ เช่น กุฏิ วิหาร และเครื่องใช้เกี่ยวกับสถานที่ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ แม้โคนไม้ เมื่อภิกษุใช้เป็นที่อยู่อาศัย ก็เรียกว่าเสนาสนะ
จบ สิกขาบทที่ ๑ เรื่องพระฉัพพัคคีย์