arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · โกสัมพีขันธกะ

รับภิกษุผู้ถูกยกเข้าหมู่ เล่ม ๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๕๘–๒๖๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๙ ในโกสัมพีขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๒๗๗. โอสารณานุชานนา

เรื่องให้อามิสเท่า ๆ กัน

ท่านพระสารีบุตรกราบทูลถามว่า “ในอามิส จะปฏิบัติอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “สารีบุตร พึงแบ่งอามิสให้ภิกษุเท่า ๆ กันทุกรูป”

๒๗๗. โอสารณานุชานนา

ว่าด้วยทรงอนุญาตรับเข้าหมู่ซึ่งภิกษุผู้ถูกลงอุกเขปนียกรรม

พระวินัยปิฎก มหาวรรค โกสัมพีขันธกะ รับภิกษุผู้ถูกยกเข้าหมู่ (ฉบับหลวง เล่ม ๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๕)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๕ หน้า ๒๕๖–๒๖๑ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๕ หน้า ๓๖๘–๓๗๓

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อถ โข ตสฺส อุกฺขิตฺตกสฺส ภิกฺขุโน ธมฺมญฺจ วินยญฺจ ปจฺจเวกฺขนฺตสฺส เอตทโหสิ “อาปตฺติ เอสา, เนสา อนาปตฺติ, อาปนฺโนมฺหิ นมฺหิ อนาปนฺโน, อุกฺขิตฺโตมฺหิ นมฺหิ อนุกฺขิตฺโต, ธมฺมิเกนมฺหิ กมฺเมน อุกฺขิตฺโต อกุปฺเปน ฐานารเหนา”ติ. อถ โข โส อุกฺขิตฺตโก ภิกฺขุ, เยน อุกฺขิตฺตานุวตฺตกา ภิกฺขู, เตนุปสงฺกมิ; อุปสงฺกมิตฺวา อุกฺขิตฺตานุวตฺตเก ภิกฺขู เอตทโวจ “อาปตฺติ เอสา อาวุโส, เนสา อนาปตฺติ, อาปนฺโนมฺหิ นมฺหิ อนาปนฺโน, อุกฺขิตฺโตมฺหิ นมฺหิ อนุกฺขิตฺโต, ธมฺมิเกนมฺหิ กมฺเมน อุกฺขิตฺโต อกุปฺเปน ฐานารเหน, เอถ มํ อายสฺมนฺโต โอสาเรถา”ติ. อถ โข เต อุกฺขิตฺตานุวตฺตกา ภิกฺขู ตํ อุกฺขิตฺตกํ

ภิกฺขุํ อาทาย เยน ภควา, เตนุปสงฺกมึสุ; อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ. เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เต ภิกฺขู ภควนฺตํ เอตทโวจุํ “อยํ ภนฺเต อุกฺขิตฺตโก ภิกฺขุ เอวมาห ‘อาปตฺติ เอสา อาวุโส, เนสา อนาปตฺติ, อาปนฺโนมฺหิ นมฺหิ อนาปนฺโน, อุกฺขิตฺโตมฺหิ นมฺหิ อนุกฺขิตฺโต, ธมฺมิเกนมฺหิ กมฺเมน อุกฺขิตฺโต อกุปฺเปน ฐานารเหน, เอถ มํ อายสฺมนฺโต โอสาเรถา”ติ, กถํ นุ โข ภนฺเต ปฏิปชฺชิตพฺพนฺ”ติ. อาปตฺติ เอสา ภิกฺขเว เนสา อนาปตฺติ, อาปนฺโน เอโส ภิกฺขุ เนโส ภิกฺขุ อนาปนฺโน, อุกฺขิตฺโต เอโส ภิกฺขุ เนโส ภิกฺขุ อนุกฺขิตฺโต, ธมฺมิเกน กมฺเมน อุกฺขิตฺโต อกุปฺเปน ฐานารเหน, ยโต จ โข โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ อาปนฺโน จ อุกฺขิตฺโต จ ปสฺสติ จ, เตน หิ ภิกฺขเว ตํ ภิกฺขุํ โอสาเรถา”ติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ครั้งนั้น ภิกษุผู้ถูกลงอุกเขปนียกรรมรูปหนึ่งกำลังพิจารณาพระธรรม วินัยว่า “นั่นเป็นอาบัติ นั่นไม่เป็นอาบัติหามิได้ เราต้องอาบัติ เราไม่ต้องอาบัติ หามิได้ เราถูกลงอุกเขปนียกรรมแล้ว เราไม่ถูกลงอุกเขปนียกรรมหามิได้ เราถูก ลงอุกเขปนียกรรมด้วยกรรมที่ชอบธรรม ไม่เสียหาย ควรแก่ฐานะ”

ลำดับนั้น ภิกษุผู้ถูกลงอุกเขปนียกรรมนั้นเข้าไปหาพวกภิกษุผู้ประพฤติตาม กล่าวว่า “ท่านทั้งหลาย นั่นเป็นอาบัติ นั่นไม่เป็นอาบัติหามิได้ ผมต้องอาบัติ ผมไม่ต้องอาบัติหามิได้ ผมถูกลงอุกเขปนียกรรมแล้ว ผมไม่ถูกลงอุกเขปนียกรรม หามิได้ ผมถูกลงอุกเขปนียกรรมด้วยกรรมที่ชอบธรรม ไม่เสียหาย ควรแก่ฐานะ เชิญพวกท่านมารับผมเข้าหมู่ด้วยเถิดขอรับ”

ลำดับนั้น พวกภิกษุผู้ประพฤติตามภิกษุผู้ถูกลงอุกเขปนียกรรมเหล่านั้นพา ภิกษุผู้ถูกลงอุกเขปนียกรรมนั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณ ที่ประทับ ถวาย อภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วนั่งอยู่ ณ ที่สมควร ได้กราบทูลดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุผู้ถูกลงอุกเขปนียกรรมรูปนี้กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลาย นั่นเป็นอาบัติ นั่นไม่เป็นอาบัติหามิได้ ผมต้องอาบัติ ผมไม่ต้องอาบัติหามิได้ ผมถูกลงอุกเขปนีย กรรมแล้ว ผมไม่ถูกลงอุกเขปนียกรรมหามิได้ ผมถูกลงอุกเขปนียกรรมด้วยกรรม ที่ชอบธรรม ไม่เสียหาย ควรแก่ฐานะ เชิญพวกท่านมารับผมเข้าหมู่ด้วยเถิดขอรับ’ พวกข้าพระพุทธเจ้าจะพึงปฏิบัติอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย นั่นเป็นอาบัติ นั่นไม่เป็นอาบัติหามิได้ ภิกษุรูปนั้นต้องอาบัติแล้ว ภิกษุรูปนั้นไม่ต้องอาบัติหามิได้ ภิกษุรูปนั้นถูกลง อุกเขปนียกรรมแล้ว ภิกษุรูปนั้นไม่ถูกลงอุกเขปนียกรรมหามิได้ เธอถูกลง อุกเขปนียกรรมด้วยกรรมที่ชอบธรรม ไม่เสียหาย ควรแก่ฐานะ เพราะเธอ ต้องอาบัติ ถูกลงอุกเขปนียกรรมแล้วและเห็นอาบัติ ภิกษุทั้งหลาย ดังนั้น พวกเธอ จงรับภิกษุรูปนั้นเข้าหมู่เถิด”

บาลี (มหาจุฬาฯ)

๒๗๘. สํฆสามคฺคีกถา อถ โข เต อุกฺขิตฺตานุวตฺตกา ภิกฺขู ตํ อุกฺขิตฺตกํ ภิกฺขุํ โอสาเรตฺวา, เยน อุกฺเขปกา ภิกฺขู, เตนุปสงฺกมึสุ; อุปสงฺกมิตฺวา อุกฺเขปเก ภิกฺขู เอตทโวจุํ “ยสฺมึ อาวุโส วตฺถุสฺมึ อโหสิ สํฆสฺส ภณฺฑนํ กลโห วิคฺคโห วิวาโท สํฆเภโท สํฆราชิ สํฆววตฺถานํ สํฆนานากรณํ, โส เอโส ภิกฺขุ อาปนฺโน จ อุกฺขิตฺโต จ ปสฺสิ จ โอสาริโต จ, หนฺท มยํ อาวุโส ตสฺส วตฺถุสฺส วูปสมาย สํฆสามคฺคึ กโรมา”ติ.

อถ โข เต อุกฺเขปกา ภิกฺขู, เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ; อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ; เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เต อุกฺเขปกา ภิกฺขู ภควนฺตํ เอตทโวจุํ “เต ภนฺเต อุกฺขิตฺตานุวตฺตกา ภิกฺขู เอวมาหํสุ ‘ยสฺมึ อาวุโส วตฺถุสฺมึ อโหสิ สํฆสฺส ภณฺฑนํ กลโห วิคฺคโห วิวาโท สํฆเภโท สํฆราชิ สํฆววตฺถานํ สํฆนานากรณํ, โส เอโส ภิกฺขุ อาปนฺโน จ อุกฺขิตฺโต จ ปสฺสิ จ โอสาริโต จ, หนฺท มยํ อาวุโส ตสฺส วตฺถุสฺส วูปสมาย สํฆสามคฺคึ กโรมา’ติ, กถํ นุ โข ภนฺเต ปฏิปชฺชิตพฺพนฺ”ติ. ยโต จ โข โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ อาปนฺโน จ อุกฺขิตฺโต จ ปสฺสิ จ โอสาริโต จ, เตนหิ ภิกฺขเว สํโฆ ตสฺส วตฺถุสฺส วูปสมาย สํฆสามคฺคึ กโรตุ. เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว กาตพฺพา: สพฺเพเหว เอกชฺฌํ สนฺนิปติตพฺพํ คิลาเนหิ จ อคิลาเนหิ จ, น เกหิจิ ฉนฺโท ทาตพฺโพ, สนฺนิปติตฺวา พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน สํโฆ ญาเปตพฺโพ-

“สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, ยสฺมึ วตฺถุสฺมึ อโหสิ สํฆสฺส ภณฺฑนํ กลโห วิคฺคโห วิวาโท สํฆเภโท สํฆราชิ สํฆววตฺถานํ สํฆนานากรณํ, โส เอโส ภิกฺขุ อาปนฺโน จ อุกฺขิตฺโต จ ปสฺสิ จ โอสาริโต จ, ยทิ สํฆสฺส ปตฺตกลฺลํ, สํโฆ ตสฺส วตฺถุสฺส วูปสมาย สํฆสามคฺคึ กเรยฺย, เอสา ญตฺติ.

สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, ยสฺมึ วตฺถุสฺมึ อโหสิ สํฆสฺส ภณฺฑนํ กลโห วิคฺคโห วิวาโท สํฆเภโท สํฆราชิ สํฆววตฺถานํ สํฆนานากรณํ, โส เอโส ภิกฺขุ อาปนฺโน จ อุกฺขิตฺโต จ ปสฺสิ จ โอสาริโต จ, สํโฆ ตสฺส วตฺถุสฺส วูปสมาย สํฆสามคฺคึ กโรติ; ยสฺสายสฺมโต ขมติ, ตสฺส วตฺถุสฺส วูปสมาย สํฆสามคฺคิยา กรณํ, โส ตุณฺหสฺส; ยสฺส นกฺขมติ, โส ภาเสยฺย.

กตา สํเฆน ตสฺส วตฺถุสฺส วูปสมาย สํฆสามคฺคี, นิหโต สํฆเภโท นิหตา สํฆราชิ นิหตํ สํฆววตฺถานํ นิหตํ สํฆนานากรณํ, ขมติ สํฆสฺส; ตสฺมา ตุณฺหี. เอวเมตํ ธารยามี”ติ.

ตาวเทว อุโปสโถ กาตพฺโพ, ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพนฺติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๒๗๘. สังฆสามัคคีกถา

ว่าด้วยสังฆสามัคคี

ครั้งนั้นพวกภิกษุผู้ประพฤติตามภิกษุผู้ถูกลงอุกเขปนียกรรมเหล่านั้น รับเธอผู้ถูกลงอุกเขปนียกรรมเข้าหมู่แล้วเข้าไปหาพวกภิกษุผู้ลงอุกเขปนียกรรมถึงที่ อยู่กล่าวว่า “ท่านทั้งหลาย ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความขัดแย้ง ความวิวาท ความแตกแห่งสงฆ์ ความร้าวรานแห่งสงฆ์ ความแบ่งแยกแห่งสงฆ์ การทำสงฆ์ให้ เป็นต่าง ๆ กันได้มีแล้วเพราะเรื่องใด ภิกษุรูปนั้นผู้ต้องอาบัติถูกลงอุกเขปนียกรรม แล้ว เห็นอาบัติและสงฆ์รับเข้าหมู่แล้ว เอาละ พวกเราจะทำสังฆสามัคคีเพื่อระงับ เรื่องนั้น”

ลำดับนั้น พวกภิกษุผู้ลงอุกเขปนียกรรมเหล่านั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณ ที่ประทับ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วนั่งอยู่ ณ ที่สมควร ได้กราบทูลดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า พวกภิกษุผู้ประพฤติตามภิกษุผู้ถูกลงอุกเขปนียกรรมเหล่านั้น กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลาย ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความขัดแย้ง ความ วิวาท ความแตกแห่งสงฆ์ ความร้าวรานแห่งสงฆ์ ความแบ่งแยกแห่งสงฆ์ การทำ สงฆ์ให้เป็นต่าง ๆ กันได้มีแล้วเพราะเรื่องใด ภิกษุรูปนั้นผู้ต้องอาบัติถูกลงอุกเขปนีย กรรมแล้ว เห็นอาบัติและสงฆ์รับเข้าหมู่แล้ว เอาละ พวกเราจะทำสังฆสามัคคีเพื่อ ระงับเรื่องนั้น’ พวกข้าพระพุทธเจ้าจะพึงปฏิบัติอย่างไร”พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เพราะภิกษุรูปนั้นผู้ต้องอาบัติ ถูก ลงอุกเขปนียกรรมแล้ว เห็นอาบัติและสงฆ์รับเข้าหมู่แล้ว ถ้าเช่นนั้น สงฆ์จงทำสังฆ สามัคคีเพื่อระงับเรื่องนั้น”

วิธีทำสังฆสามัคคีและกรรมวาจา

ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงทำสังฆสามัคคีอย่างนี้ คือ พวกภิกษุทั้งที่เป็นไข้และ ไม่เป็นไข้พึงประชุมกันทุกรูป รูปไหนจะให้ฉันทะไม่ได้ จากนั้นภิกษุผู้ฉลาดสามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจาว่า

“ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความ ขัดแย้ง ความวิวาท ความแตกแห่งสงฆ์ ความร้าวรานแห่งสงฆ์ ความแบ่งแยก แห่งสงฆ์ การทำสงฆ์ให้เป็นต่าง ๆ กันได้มีแล้วเพราะเรื่องใด ภิกษุรูปนั้นผู้ต้องอาบัติ ถูกลงอุกเขปนียกรรม เห็นอาบัติและสงฆ์เรียกเข้าหมู่แล้ว ถ้าสงฆ์พร้อมแล้ว สงฆ์ พึงทำสังฆสามัคคีเพื่อระงับเรื่องนั้น นี่เป็นญัตติ

ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความขัดแย้ง ความวิวาท ความแตกแห่งสงฆ์ ความร้าวรานแห่งสงฆ์ ความแบ่งแยกแห่งสงฆ์ การทำสงฆ์ให้เป็นต่าง ๆ กันได้มีแล้วเพราะเรื่องใด ภิกษุรูปนั้นผู้ต้องอาบัติ ถูกลง อุกเขปนียกรรม เห็นอาบัติและสงฆ์เรียกเข้าหมู่แล้ว สงฆ์ทำสังฆสามัคคีเพื่อระงับเรื่องนั้น ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการทำสังฆสามัคคีเพื่อระงับเรื่องนั้น ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่าน รูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วงสงฆ์ทำสังฆสามัคคีเพื่อระงับเรื่องนั้นแล้ว ความแตกแห่งสงฆ์ถูกกำจัดแล้ว ความร้าวรานแห่งสงฆ์ถูกกำจัดแล้ว ความแบ่งแยกแห่งสงฆ์ถูกกำจัดแล้ว การทำ สงฆ์ให้เป็นต่าง ๆ กันถูกกำจัดแล้ว สงฆ์เห็นด้วย เพราะเหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอถือ ความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้

สงฆ์พึงทำอุโบสถ พึงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงในขณะนั้นทีเดียว

บาลี (มหาจุฬาฯ)

๒๗๙. อุปาลิสํฆสามคฺคีปุจฺฉา อถ โข อายสฺมา อุปาลิ, เยน ภควา, เตนุปสงฺกมิ; อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ; เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา อุปาลิ ภควนฺตํ เอตทโวจ “ยสฺมึ ภนฺเต วตฺถุสฺมึ โหติ สํฆสฺส ภณฺฑนํ กลโห วิคฺคโห วิวาโท สํฆเภโท สํฆราชิ สํฆววตฺถานํ สํฆนานากรณํ. สํโฆ ตํ วตฺถุํ อวินิจฺฉินิตฺวา อมูลา มูลํ คนฺตฺวา สํฆสามคฺคึ กโรติ, ธมฺมิกา นุ โข สา ภนฺเต สํฆสามคฺคี”ติ. ยสฺมึ อุปาลิ วตฺถุสฺมึ โหติ สํฆสฺส ภณฺฑนํ กลโห วิคฺคโห วิวาโท สํฆเภโท สํฆราชิ สํฆววตฺถานํ สํฆนานากรณํ, สํโฆ ตํ วตฺถุํ อวินิจฺฉินิตฺวา อมูลา มูลํ คนฺตฺวา สํฆสามคฺคึ กโรติ, อธมฺมิกา สา อุปาลิ สํฆสามคฺคี”ติ.

ยสฺมึ ปน ภนฺเต วตฺถุสฺมึ โหติ สํฆสฺส ภณฺฑนํ กลโห วิคฺคโห วิวาโท สํฆเภโท สํฆราชิ สํฆววตฺถานํ สํฆนานากรณํ, สํโฆ ตํ วตฺถุํ วินิจฺฉินิตฺวา มูลา มูลํ คนฺตฺวา สํฆสามคฺคึ กโรติ, ธมฺมิกา นุ โข สา ภนฺเต สํฆสามคฺคีติ. ยสฺมึ อุปาลิ วตฺถุสฺมึ โหติ สํฆสฺส ภณฺฑนํ กลโห วิคฺคโห วิวาโท สํฆเภโท สํฆราชิ สํฆววตฺถานํ สํฆนานากรณํ, สํโฆ ตํ วตฺถุํ วินิจฺฉินิตฺวา มูลา มูลํ คนฺตฺวา สํฆสามคฺคึ กโรติ, ธมฺมิกา สา อุปาลิ สํฆสามคฺคีติ.

กติ นุ โข ภนฺเต สํฆสามคฺคิโยติ. เทฺวมา อุปาลิ สํฆสามคฺคิโย: อตฺถิ อุปาลิ สํฆสามคฺคี อตฺถาเปตา พฺยญฺชนุเปตา, อตฺถิ อุปาลิ สํฆสามคฺคี อตฺถุเปตา จ พฺยญฺชนุเปตา จ. กตมา จ อุปาลิ สํฆสามคฺคี อตฺถาเปตา พฺยญฺชนุเปตา. ยสฺมึ อุปาลิ วตฺถุสฺมึ โหติ สํฆสฺส ภณฺฑนํ กลโห วิคฺคโห วิวาโท สํฆเภโท สํฆราชิ สํฆววตฺถานํ สํฆนานากรณํ, สํโฆ ตํ วตฺถุํ อวินิจฺฉินิตฺวา อมูลา มูลํ คนฺตฺวา สํฆสามคฺคึ กโรติ; อยํ วุจฺจติ อุปาลิ สํฆสามคฺคี อตฺถาเปตา พฺยญฺชนุเปตา. กตมา จ อุปาลิ สํฆสามคฺคี อตฺถุเปตา จ พฺยญฺชนุเปตา จ ยสฺมึ อุปาลิ วตฺถุสฺมึ โหติ สํฆสฺส ภณฺฑนํ กลโห วิคฺคโห วิวาโท สํฆเภโท สํฆราชิ สํฆววตฺถานํ สํฆนานากรณํ, สํโฆ ตํ วตฺถุํ วินิจฺฉินิตฺวา มูลา มูลํ คนฺตฺวา สํฆสามคฺคึ กโรติ; อยํ วุจฺจติ อุปาลิ สํฆสามคฺคี อตฺถุเปตา จ พฺยญฺชนุเปตา จ. อิมา โข อุปาลิ เทฺว สํฆสามคฺคิโยติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๒๗๙. อุปาลิสังฆสามัคคีปุจฉา

ว่าด้วยพระอุบาลีกราบทูลถามถึงสังฆสามัคคี

เรื่องทรงแสดงสังฆสามัคคี ๒ อย่างแก่ท่านพระอุบาลี

ครั้งนั้น ท่านพระอุบาลีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณ ที่ประทับ ถวาย อภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วนั่งอยู่ ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความขัดแย้ง ความวิวาท ความ แตกแห่งสงฆ์ ความร้าวรานแห่งสงฆ์ ความแบ่งแยกแห่งสงฆ์ การทำสงฆ์ให้เป็น ต่าง ๆ กันมีเพราะเรื่องใด สงฆ์ยังไม่ได้วินิจฉัย ยังไม่ได้สืบสวนเรื่องนั้นแล้วทำสังฆ สามัคคี สังฆสามัคคีนั้นชอบธรรมหรือหนอ”

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อุบาลี ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความขัดแย้ง ความวิวาท ความแตกแห่งสงฆ์ ความร้าวรานแห่งสงฆ์ ความแบ่งแยกแห่งสงฆ์ การทำสงฆ์ให้เป็นต่าง ๆ กันย่อมมีเพราะเรื่องใด สงฆ์ยังไม่ได้วินิจฉัย ยังไม่ได้สืบสวน เรื่องนั้นแล้วทำสังฆสามัคคี สังฆสามัคคีนั้นไม่ชอบด้วยธรรมท่านพระอุบาลีกราบทูลถามว่า “พระพุทธเจ้าข้า ก็ความบาดหมาง ความ ทะเลาะ ความขัดแย้ง ความวิวาท ความแตกแห่งสงฆ์ ความร้าวรานแห่งสงฆ์ ความแบ่งแยกแห่งสงฆ์ การทำสงฆ์ให้เป็นต่าง ๆ กันย่อมมีเพราะเรื่องใด สงฆ์ได้ วินิจฉัย สืบสวนเรื่องนั้นแล้วทำสังฆสามัคคี สังฆสามัคคีนั้นชอบด้วยธรรมหรือหนอ”พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อุบาลี ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความ ขัดแย้ง ความวิวาท ความแตกแห่งสงฆ์ ความร้าวรานแห่งสงฆ์ ความแบ่งแยก แห่งสงฆ์ การทำสงฆ์ให้เป็นต่าง ๆ กันย่อมมีเพราะเรื่องใด สงฆ์ได้วินิจฉัย สืบสวน เรื่องนั้นแล้วทำสังฆสามัคคี สังฆสามัคคีนั้นชอบด้วยธรรม

สังฆสามัคคี ๒ อย่าง

ท่านพระอุบาลีกราบทูลถามว่า “สังฆสามัคคีมีเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อุบาลี สังฆสามัคคีมี ๒ อย่าง คือ สังฆสามัคคี ผิดไปจากอรรถ แต่ได้พยัญชนะ และสังฆสามัคคีได้ทั้งอรรถและได้ทั้งพยัญชนะ

สังฆสามัคคีผิดไปจากอรรถแต่ได้พยัญชนะอย่างไรบ้าง คือ ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความขัดแย้ง ความวิวาท ความแตกแห่งสงฆ์ ความร้าวรานแห่งสงฆ์ ความแบ่งแยกแห่งสงฆ์ การทำสงฆ์ให้เป็นต่าง ๆ กันย่อมมีเพราะเรื่องใด สงฆ์ไม่ได้ วินิจฉัย ไม่ได้สืบสวนเรื่องนั้นแล้วทำสังฆสามัคคี อย่างนี้เรียกว่าสังฆสามัคคีผิดไป จากอรรถแต่ได้พยัญชนะสังฆสามัคคีได้ทั้งอรรถและได้ทั้งพยัญชนะเป็นอย่างไร คือ ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความขัดแย้ง ความวิวาท ความแตกแห่งสงฆ์ ความร้าวรานแห่งสงฆ์ ความแบ่งแยกแห่งสงฆ์ การทำสงฆ์ให้เป็นต่าง ๆ กันย่อมมีเพราะเรื่องใด สงฆ์ได้ วินิจฉัยสืบสวนเรื่องนั้นแล้วทำสังฆสามัคคี อย่างนี้เรียกว่าสังฆสามัคคีได้ทั้งอรรถและ ได้ทั้งพยัญชนะอุบาลี สังฆสามัคคีมี ๒ อย่างนี้แล

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อถ โข อายสฺมา อุปาลิ อุฏฺฐายาสนา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา, เยน ภควา, เตนญฺชลิมฺปณาเมตฺวา ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ:

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เรื่องไม่ถูกตำหนิโดยศีลอุบาลีคาถา

ลำดับนั้น ท่านพระอุบาลีลุกจากอาสนะ ห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้าง หนึ่ง ประนมมือไปทางพระผู้มีพระภาคแล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาดังนี้ว่า

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สํฆสฺส กิจฺเจสุ จ มนฺตนาสุ จ

อตฺเถสุ ชาเตสุ วินิจฺฉเยสุ จ,

กถมฺปกาโรธ นโร มหตฺถิโก

ภิกฺขุ กถํ โหติธ ปคฺคหารโหติ.

อนานุวชฺโช ปฐเมน สีลโต

อเวกฺขิตาจารสุสํวุตินฺทฺริโย, (๑)

ปจฺจตฺถิกา นูปวทนฺติ ธมฺมโต

น หิสฺส ตํ โหติ วเทยฺยุ เยน นํ.

โส ตาทิโส สีลวิสุทฺธิยา ฐิโต

วิสารโท โหติ วิสยฺห ภาสติ,

นจฺฉมฺภติ ปริสคโต น เวธติ

อตฺถํ น หาเปติ อนุยฺยุตํ ภณํ.

ตเถว ปญฺหํ ปริสาสุ ปุจฺฉิโต,

น จาปิ ปชฺฌายติ น มงฺกุ โหติ.

โส กาลาคตํ พฺยากรณารหํ วโจ

รญฺเชติ วิญฺญูปริสํ วิจกฺขโณ.

สคารโว วุฑฺฒตเรสุ ภิกฺขุสุ

อาเจรกมฺหิ จ สเก วิสารโท,

อลํ ปเมตุํ ปคุโณ กเถตเว

ปจฺจตฺถิกานญฺจ วิรทฺธิโกวิโท.

ปจฺจตฺถินา เยน วชนฺติ นิคฺคหํ

มหาชโน สญฺญปนญฺจ คจฺฉติ.

สกญฺจ อาทายมยํ น ริญฺจติ

วิยากรํ (๒) ปญฺหมนูปฆาติกํ.

ทูเตยฺยกมฺเมสุ อลํ สมุคฺคโห

สํฆสฺส กิจฺเจสุ จ อาหุนํ ยถา,

กรํ วโจ ภิกฺขุคเณน เปสิโต

“อหํ กโรมี”ติ น เตน มญฺญติ.

อาปชฺชติ ยาวตเกสุ วตฺถุสุ

อาปตฺติยา โหติ ยถา จ วุฏฺฐิติ,

เอเต วิภงฺคา อุภยสฺส สฺวาคตา

อาปตฺติวุฏฺฐานปทสฺส โกวิโท.

นิสฺสารณํ คจฺฉติ ยานิ จาจรํ

นิสฺสาริโต โหติ ยถา จ วตฺตนา, (๓)

โอสารณํ ตํวุสิตสฺส ชนฺตุโน

เอตํปิ ชานาติ วิภงฺคโกวิโท.

สคารโว วุฑฺฒตเรสุ ภิกฺขุสุ

นเวสุ เถเรสุ จ มชฺฌิเมสุ จ,

มหาชนสฺสตฺถจโรธ ปณฺฑิโต

โส ตาทิโส ภิกฺขุ อิธ ปคฺคหารโหติ.

โกสมฺพิกกฺขนฺธโก ทสโม. ___________________ ๒๘๐. ตสฺสุทฺทานํ

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ.ม. อเวกฺขิตาจาโร สุสํวุตินฺทฺริโย
  2. ๒สี. โส พฺยากรํ
  3. ๓ฉ.ม. วตฺตนา
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระอุบาลีกราบทูลถามว่า “เมื่อมีกิจการปรึกษา การตีความและการวินิจฉัยความเรื่องวินัยเกิดขึ้นแก่สงฆ์ ในพระธรรมวินัยนี้ ภิกษุเช่นไรจึงจัดว่าเป็นผู้มีอุปการะมาก และควรแก่การยกย่อง”

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “เบื้องต้น ภิกษุมีศีลไม่ด่างพร้อย มีมารยาทสงบเสงี่ยม ศัตรูตำหนิไม่ได้โดยธรรม เพราะไม่มีความผิดที่จะตำหนิได้เธอผู้เช่นนั้น ตั้งอยู่ในสีลวิสุทธิ กล้าหาญ พูดจาฉะฉาน เข้าที่ประชุมก็ไม่หวาดหวั่น ไม่ประหม่า พูดมีเหตุผลไม่เสียความ เมื่อเธอถูกถามปัญหาในที่ประชุมก็คงเป็นเช่นนั้น ไม่นิ่งอึ้ง ไม่เก้อเขิน เป็นผู้ชำนาญการ พูดถูกกาล สามารถตอบได้ เป็นที่ชอบใจของวิญญูชน เคารพภิกษุผู้มีพรรษามากกว่า แกล้วกล้าในอาจริยวาทของตน วิพากษ์วิจารณ์ได้ พูดได้คล่อง สามารถจับข้อผิดพลาดของศัตรูได้ เป็นเหตุให้ศัตรูต้องพ่ายแพ้และมหาชนก็นิยม เธอย่อมไม่ลบล้างความเชื่อคืออาจริยวาทของตน

สามารถในการแก้ปัญหา สามารถทำงานทูตและรับทำกิจของสงฆ์ ดุจรับบิณฑบาตของที่มีคนนำมาบูชาฉะนั้น เมื่อถูกสงฆ์ส่งไปเจรจาก็ไม่ทะนงตัวว่าตนทำได้ เพราะการทำหน้าที่เจรจานั้น ภิกษุต้องอาบัติเพราะวัตถุมีประมาณเท่าใด และการออกจากอาบัติย่อมมีด้วยวิธีใด วิภังค์ทั้งสองนั้นมาแล้วด้วยดีแก่ภิกษุรูปนั้น ผู้ซึ่งฉลาดในวิธีออกจากอาบัติ อนึ่ง ภิกษุทำกรรมมีก่อความบาดหมางเป็นต้นเหล่าใด ย่อมถึงการขับออกและถูกขับออกด้วยเรื่องเช่นใด เธอฉลาดในวิภังค์ ย่อมเข้าใจวิธีการรับเข้าหมู่แม้นั้น ที่ควรทำแก่ภิกษุผู้ประพฤติวัตรนั้นเสร็จแล้ว เธอเคารพภิกษุทั้งหลายผู้มีพรรษามากกว่า คือ ทั้งที่เป็นเถระ มัชฌิมะ และนวกะ เป็นบัณฑิต ทำประโยชน์แก่มหาชนในโลกนี้ ภิกษุเช่นนี้จึงควรแก่การยกย่องในธรรมวินัยนี้แล”

โกสัมพิกขันธกะที่ ๑๐ จบ

จบ รับภิกษุผู้ถูกยกเข้าหมู่