arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · เภสัชชขันธกะ

พระพุทธบัญญัติห้ามภัตตาหารบางชนิด เล่ม ๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๑–๘๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๖/๒๑ ในเภสัชชขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เภสัชชขันธกะ พระพุทธบัญญัติห้ามภัตตาหารบางชนิด (ฉบับหลวง เล่ม ๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๕ หน้า ๑๒๗–๑๓๑

หน้า ๑๒๗

พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อที่ทำเจาะจง

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรู้อยู่ไม่พึงฉันเนื้อที่เขาทำเจาะจง รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตปลา เนื้อที่บริสุทธิ์สามส่วน คือ ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้รังเกียจสงสัย”

๒๐. พระพุทธานุญาตกัปปิยภูมิ

{๘๑} [๒๙๕] ก็โดยสมัยนั้นแล พระนครเวสาลีมีภิกษาหารมาก มีข้าวกล้างอกงาม บิณฑบาตก็หาได้ง่าย ภิกษุสงฆ์จะยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยการถือบาตรแสวงหาก็ทำได้ง่าย ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ได้ทรงมีพระทัยปริวิตกเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ภัตตาหารที่เราอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายเมื่อคราวอัตคัดอาหาร มีข้าวกล้าไม่ดี บิณฑบาตหาได้ฝืดเคือง คือ อาหารที่เก็บไว้ภายในที่อยู่ ๑ อาหารที่หุงต้มภายในที่อยู่ ๑ อาหารที่หุงต้มเอง ๑ อาหารที่จับต้องแล้วรับประเคนใหม่ ๑ อาหารที่ทายกนำมาจากที่นิมนต์นั้น ๑ อาหารที่รับประเคนไว้ก่อนเวลาฉันอาหาร ๑ อาหารที่เกิดในป่า ๑ อาหารที่เกิดในสระบัว ๑ ภัตตาหารเหล่านั้นภิกษุทั้งหลายยังฉันกันอยู่ทุกวันนี้หรือหนอ”ครั้นเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากที่หลีกเร้นแล้วรับสั่งถามท่านพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ ภัตตาหารที่เราอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายเมื่อคราวอัตคัดอาหาร มีข้าวกล้าไม่ดี บิณฑบาตหาได้ฝืดเคือง คือ อาหารที่เก็บไว้ภายในที่อยู่ ๑ อาหารที่หุงต้มภายในที่อยู่ ๑ อาหาร

หน้า ๑๒๘

หุงต้มเอง ๑ อาหารที่จับต้องแล้วรับประเคนใหม่ ๑ อาหารที่ทายกนำมาจากที่นิมนต์นั้น ๑ อาหารที่รับประเคนไว้ก่อนเวลาฉันอาหาร ๑ อาหารที่เกิดในป่า ๑ อาหารที่เกิดในสระบัว ๑ ภัตตาหารเหล่านั้นภิกษุทั้งหลายยังฉันกันอยู่ทุกวันนี้หรือ”

ท่านพระอานนท์ทูลว่า “ยังฉันกันอยู่ พระพุทธเจ้าข้า”

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภัตตาหารที่เราอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายเมื่อคราวอัตคัดอาหาร มีข้าวกล้าไม่ดี บิณฑบาตหาได้ฝืดเคือง คือ อาหารที่เก็บไว้ภายในที่อยู่ ๑ อาหารที่หุงต้มภายในที่อยู่ ๑ อาหารที่หุงต้มเอง ๑ อาหารที่จับต้องแล้วรับประเคนใหม่ ๑ อาหารที่ทายกนำมาจากที่นิมนต์นั้น ๑ อาหารที่รับประเคนไว้ก่อนฉันอาหาร ๑ อาหารที่เกิดในป่า ๑ อาหารที่เกิดในสระบัว ๑ ภัตตาหารเหล่านั้นเราขอห้ามจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไปดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันอาหารที่เก็บไว้ภายในที่อยู่ อาหารที่หุงต้มภายในที่อยู่ อาหารที่หุงต้มเอง อาหารที่จับต้องแล้วประเคนใหม่ รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนอาหารที่ทายกนำมาจากที่นิมนต์นั้น อาหารที่รับประเคนไว้ก่อนเวลาฉันอาหาร อาหารที่เกิดในป่า อาหารที่เกิดในสระบัว ยังไม่เป็นเดน ภิกษุผู้ฉันเสร็จห้ามภัตแล้วไม่พึงฉัน รูปใดฉัน พึงปรับอาบัติตามธรรม”

{๘๒} ก็โดยสมัยนั้นแล ผู้คนชาวชนบทบรรทุกเกลือบ้าง นํ้ามันบ้าง ข้าวสารบ้าง ของขบฉันบ้างไว้ในเกวียนเป็นอันมาก แล้วตั้งวงล้อมด้วยเกวียนอยู่นอกซุ้มประตูวัดคอยท่าว่า “เมื่อใดเราทั้งหลายได้ลำดับที่จะถวาย เมื่อนั้นเราจักทำภัตตาหารถวาย” ฝนตั้งเค้ามาจะตกใหญ่ จึงคนเหล่านั้น

หน้า ๑๒๙

พากันเข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่พัก ครั้นแล้วกราบเรียนว่า “ท่านอานนท์เจ้าข้า เกลือ น้ำมัน ข้าวสาร และของขบฉันเป็นอันมาก พวกกระผมบรรทุกไว้ในเกวียนตั้งอยู่หน้าวัดนี้ และฝนตั้งเค้ามาจะตกใหญ่ ท่านพระอานนท์เจ้าข้า พวกกระผมพึงปฏิบัติอย่างไรดี”จึงท่านพระอานนท์ได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

“ดูก่อนอานนท์ ถ้าเช่นนั้น สงฆ์จงสมมติวิหารที่ตั้งอยู่สุดเขตวัดให้เป็นกัปปิยภูมิ สถานที่เก็บกัปปิยะ แล้วให้เก็บไว้ในสถานที่ที่สงฆ์จำนงหมายคือ วิหาร เพิงพัก เรือนยอด ทิมแถว หรือถ้ำก็ได้

วิธีสมมติกัปปิยภูมิ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลกัปปิยภูมิพึงสมมติอย่างนี้

ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ดังนี้

กรรมวาจาสมมติกัปปิยภูมิ

‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงสมมติวิหารชื่อนี้ให้เป็นกัปปิยภูมิ นี่เป็นญัตติ

ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์สมมติวิหารชื่อนี้ให้เป็นกัปปิยภูมิ การสมมติวิหารชื่อนี้ให้เป็นกัปปิยภูมิแล้วชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงท้กท้วง

วิหารชื่อนี้อันสงฆ์สมมติให้เป็นกัปปิยภูมิแล้วชอบใจแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้”

หน้า ๑๓๐

สมัยต่อมา ชาวบ้านต้มข้าวต้ม หุงข้าวสวย ต้มแกง สับเนื้อ ผ่าฟืน ส่งเสียงเซ็งแซ่ครึกโครม ณ สถานที่กัปปิยภูมิซึ่งสงฆ์สมมติไว้นั้นแล

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตื่นบรรทมในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี ได้ทรงสดับเสียงเซ็งแซ่ครึกโครมและเสียงการ้อง จึงรับสั่งถามท่านพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ เสียงเซ็งแซ่ครึกโครมและเสียงการ้องนั้น อะไรกันหนอ”ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า บัดนี้ชาวบ้านมาต้มข้าวต้ม หุงข้าวสวย ต้มแกง สับเนื้อ ผ่าฟืน ณ สถานที่กัปปิยภูมิซึ่งสงฆ์สมมติไว้นั้นแล เสียงเซ็งแซ่ครึกโครมและการ้องนั่น คือเสียงนั้น พระพุทธเจ้าข้า”

พระพุทธานุญาตกัปปิยภูมิ ๓ ชนิด

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้กัปปิยภูมิซึ่งสงฆ์สมมติไว้ รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตกัปปิยภูมิ ๓ ชนิด คือ อุสสาวนันติกา ๑ โคนิสาทิกา ๑ คหปติกา ๑”

พระพุทธานุญาตกัปปิยภูมิ ๔ ชนิด

สมัยต่อมา ท่านพระยโสชะอาพาธ ชาวบ้านนำเภสัชมาถวายท่าน ภิกษุทั้งหลายให้เก็บเภสัชเหล่านั้นไว้ข้างนอก สัตว์กินเสียบ้าง ขโมยลักไปเสียบ้าง ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุญาตว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้กัปปิยภูมิซึ่งสงฆ์สมมติไว้ได้

หน้า ๑๓๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตกัปปิยภูมิ ๔ ชนิด คือ อุสสาวนันติกา ๑ โคนิสาทิกา ๑ คหปติกา ๑ สัมมติกา ๑”

จบ สีหภาณวารที่ ๔

๒๑. เรื่องเมณฑกคฤหบดี

{๘๓} [๒๙๖] ก็โดยสมัยนั้นแล เมณฑกคฤหบดีอาศัยอยู่ในเมืองภัททิยะ ท่านมีอิทธานุภาพเห็นปานนี้ คือ ท่านสนานศีรษะ ให้กวาดฉางข้าวไว้ แล้วนั่งอยู่นอกประตู สายข้าวเปลือกจะตกลงมาจากท้องฟ้าจนเต็มฉาง ภรรยามีอิทธานุภาพเห็นปานนี้ คือ นางนั่งใกล้ถาดข้าวสุกขนาดจุได้ ๔ ทะนานใบเดียวและหม้อแกงหม้อหนึ่งเท่านั้น แล้วเลี้ยงอาหารแก่ทาส กรรมกร และคนงาน อาหารนั้นจะไม่หมดสิ้นตลอดเวลาที่นางยังไม่ลุกไปจากที่ บุตรชายมีอิทธานุภาพเห็นปานนี้ คือ เขาถือถุงจุเงินพันหนึ่งถุงเดียวเท่านั้น แล้วจ่ายค่าจ้างกลางปีแก่ทาส กรรมกร และคนงาน เงินนั้นจะไม่หมดสิ้นตลอดเวลาที่ถุงเงินยังอยู่ในมือเขา สะใภ้มีอิทธานุภาพเห็นปานนี้ คือ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กัปปิยภูมิ ๔ ชนิด คำว่า กัปปิยภูมิ แปลว่า สถานที่เก็บของอันเป็นกัปปิยะ หมายถึงสถานที่สำหรับเก็บเสบียงอาหารรวมทั้งเป็นที่หุงต้มจัดแจงอาหารของวัด หรือโรงครัวของวัด ทรงอนุญาตไว้ในที่สุด ๔ ประเภท คือ (๑) อุสสาวนันติกา กัปปิยภูมิที่ทำด้วยการประกาศให้รู้กันแต่แรกสร้างว่าจะทำเป็นกัปปิยภูมิ ได้แก่ กุฎีที่ภิกษุทั้งหลายตกลงกันแต่ต้นว่าจะทำเป็นกัปปิยกุฎี (เรือนครัว) ในเวลาที่ทำ พอช่วยกันยกเสาหรือตั้งฝาทีแรก ก็ร้องประกาศให้รู้กันสามหนว่า “กปฺปิยกุฏึ กโรม เราทั้งหลายทำกัปปิยกุฎี” (๒) โคนิสาทิกา กัปปิยภูมิอันเป็นดุจที่โคจ่อม ได้แก่ เรือนครัวน้อยๆ ที่ไม่ได้ปักเสา ตั้งอยู่กับที่ ตั้งฝาบนคาน สามารถยกเลื่อนไปจากที่ได้ แยกออกอีกเป็น ๒ ประเภท คือ อารามโคนิสาทิกา เรือนครัวขนาดเล็กสำหรับ อารามและกุฎีที่ไม่มีรั้วล้อม และวิหารโคนิสาทิกา เรือนครัวขนาดเล็กสำหรับอารามที่มีรั้วล้อมเฉพาะกุฎีทั้งหมดหรือบางส่วน (๓) คหปติกา กัปปิยภูมิของคฤหบดีได้แก่ เรือนที่พวกชาวบ้านสร้างถวายให้เป็นกัปปิยกุฎีสำหรับภิกษุสงฆ์ (๔) สัมมติกา กัปปิยภูมิที่สงฆ์สมมติได้แก่ กุฎีที่สงฆ์เลือกจะใช้เป็นกัปปิยกุฎีแล้วสวดประกาศให้ทราบด้วยญัตติทุติยกรรม (นัย วิ.อ. ๓/๑๘๒-๑๘๓)

จบ พระพุทธบัญญัติห้ามภัตตาหารบางชนิด