arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ · สัตตรสกัณฑ์

สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๒ เรื่องชายาเจ้าลิจฉวีกับภิกษุณีถุลลนันทา เล่ม ๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๕–๓๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๑ ในสัตตรสกัณฑ์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๒. ทุติยสํฆาทิเสสสิกฺขาปท

สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๒

ว่าด้วยการบวชให้สตรีผู้เป็นโจร

เรื่องชายาเจ้าลิจฉวีกับภิกษุณีถุลลนันทา

พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ สัตตรสกัณฑ์ สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๒ เรื่องชายาเจ้าลิจฉวีกับภิกษุณีถุลลนันทา (ฉบับหลวง เล่ม ๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๓ หน้า ๒๑–๒๓ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๓ หน้า ๓๐–๓๔

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม. เตน โข ปน สมเยน เวสาลิยํ อญฺญตรสฺส ลิจฺฉวิสฺส ปชาปติ อติจารินี โหติ. อถ โข โส ลิจฺฉวิ ตํ อิตฺถึ เอตทโวจ “สาธุ วิรมาหิ, อนตฺถํ โข เต กริสฺสามี”ติ. เอวํปิ สา วุจฺจมานา น อาทิยิ. เตน โข ปน สมเยน เวสาลิยํ ลิจฺฉวิคโณ สนฺนิปติโต โหติ เกนจิเทว กรณีเยน. อถ โข โส ลิจฺฉวิ เต ลิจฺฉวโย เอตทโวจ “เอกํ เม อยฺโย อิตฺถึ อนุชานาถา”ติ. กา นาม สาติ. มยฺหํ ปชาปติ อติจรติ, ตํ ฆาเตสฺสามีติ. ชานาหีติ. อสฺโสสิ โข สา อิตฺถี “สามิโก กิร มํ ฆาเตตุกาโม”ติ วรภณฺฑํ อาทาย สาวตฺถึ คนฺตฺวา ติตฺถิเย อุปสงฺกมิตฺวา ปพฺพชฺชํ ยาจิ. ติตฺถิยา น อิจฺฉึสุ ปพฺพาเชตุํ. ภิกฺขุนิโย อุปสงฺกมิตฺวา ปพฺพชฺชํ ยาจิ. ภิกฺขุนิโยปิ น อิจฺฉึสุ ปพฺพาเชตุํ. ถุลฺลนนฺทํ ภิกฺขุนึ อุปสงฺกมิตฺวา ภณฺฑกํ ทสฺเสตฺวา ปพฺพชฺชํ ยาจิ. ถุลฺลนนฺทา ภิกฺขุนี ภณฺฑกํ คเหตฺวา ปพฺพาเชสิ.

อถ โข โส ลิจฺฉวิ ตํ อิตฺถึ คเวสนฺโต สาวตฺถึ คนฺตฺวา ภิกฺขุนีสุ ปพฺพชิตํ ทิสฺวา, เยน ราชา ปเสนทิ โกสโล, เตนุปสงฺกมิ; อุปสงฺกมิตฺวา ราชานํ ปเสนทึ โกสลํ เอตทโวจ “ปชาปติ เม เทว วรภณฺฑํ อาทาย สาวตฺถึ อนุปฺปตฺตา, ตํ เทโว อนุชานาตู”ติ. เตนหิ ภเณ วิจินิตฺวา อาจิกฺขาติ. ทิฏฺฐา เทว ภิกฺขุนีสุ ปพฺพชิตาติ. สเจ ภเณ ภิกฺขุนีสุ ปพฺพชิตา, น สา ลพฺภา กิญฺจิ กาตุํ, สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม, จรตุ พฺรหฺมจริยํ สมฺมา ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยายาติ. อถ โข โส ลิจฺฉวิ อุชฺฌายติ ขิยฺยติ วิปาเจติ “กถํ หิ นาม ภิกฺขุนิโย โจรึ ปพฺพาเชสฺสนฺตี”ติ. อสฺโสสุํ โข ภิกฺขุนิโย ตสฺส ลิจฺฉวิสฺส อุชฺฌายนฺตสฺส ขิยฺยนฺตสฺส วิปาเจนฺตสฺส. ยา ตา ภิกฺขุนิโย อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ ตา อุชฺฌายนฺติ ขิยฺยนฺติ วิปาเจนฺติ “กถํ หิ นาม อยฺยา ถุลฺลนนฺทา โจรึ ปพฺพาเชสฺสตี”ติ. อถ โข ตา ภิกฺขุนิโย ภิกฺขูนํ เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ สจฺจํ กิร ภิกฺขเว ถุลฺลนนฺทา ภิกฺขุนี โจรึ ปพฺพาเชตีติ. (๑) สจฺจํ ภควาติ. วิครหิ พุทฺโธ ภควา ฯเปฯ กถํ หิ นาม ภิกฺขเว ถุลฺลนนฺทา ภิกฺขุนี โจรึ ปพฺพาเชสฺสติ; เนตํ ภิกฺขเว อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนิโย อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิสนฺตุ-

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ. ม. ปพฺพาเชสีติ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ในกรุงเวสาลี ชายาของเจ้าลิจฉวี องค์หนึ่งประพฤตินอกใจพระสวามี เจ้าลิจฉวีผู้นั้นตรัสกับหญิงนั้นดังนี้ว่า “เอาละ เธอจงงดเว้น ถ้าไม่เช่นนั้นฉันจะทำโทษเธอ” นางแม้จะถูกว่ากล่าวอย่างนี้ก็ไม่เชื่อต่อมา คณะเจ้าลิจฉวีได้ประชุมกันด้วยราชกรณียกิจบางอย่าง

เจ้าลิจฉวีองค์นั้นได้ตรัสกับพวกเจ้าลิจฉวีดังนี้ว่า “ท่านทั้งหลายขออนุญาตให้ หม่อมฉันจัดการกับสตรีคนหนึ่ง”

คณะถามว่า “สตรีผู้นั้นคือใคร”

เจ้าลิจฉวีนั้นตอบว่า “นางคือภรรยาประพฤตินอกใจของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจัก ฆ่านาง”

คณะกล่าวว่า “ท่านจงรู้เองเถิด”

สตรีนั้นทราบข่าวว่า สามีประสงค์จะฆ่านาง จึงเก็บของสำคัญ ๆ หนีไปยังกรุง สาวัตถี เข้าไปหาพวกเดียรถีย์ขอบวช พวกเดียรถีย์ไม่ต้องการบวชให้ นางจึงเข้า ไปหาพวกภิกษุณีขอบวช พวกภิกษุณีก็ไม่ต้องการจะบวชให้ จึงเข้าไปหาภิกษุณี ถุลลนันทาอวดของมีค่าแล้วขอบวช ภิกษุณีถุลลนันทารับเอาสิ่งของแล้วบวชให้นางต่อมา เจ้าลิจฉวีนั้นทรงตามหาสตรีนั้นไปถึงกรุงสาวัตถี พบนางบวชอยู่ใน สำนักภิกษุณี จึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศลถึงที่ประทับ ครั้นถึงแล้วได้กราบทูล พระเจ้าปเสนทิโกศลดังนี้ว่า “ขอเดชะ ชายาของหม่อมฉันขโมยของมีค่าหนีมา กรุงสาวัตถี ขอพระองค์จงทรงอนุญาตให้จับนาง”พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสว่า “เชิญท่านสืบหานาง พบแล้วจงมาบอก”

เจ้าลิจฉวีกราบทูลว่า “หม่อมฉันเห็นนางบวชอยู่ในสำนักภิกษุณี พระเจ้าข้า”

พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสว่า “ถ้านางบวชอยู่ในสำนักภิกษุณี ใคร ๆ ก็ทำ อะไรไม่ได้ พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว ขอให้นางประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด”

ครั้งนั้น เจ้าลิจฉวีนั้นตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุณีจึง บวชให้สตรีผู้เป็นโจรเล่า”

ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินเจ้าลิจฉวีนั้นตำหนิ ประณาม โพนทะนา บรรดาภิกษุณี ผู้มักน้อย ฯลฯ พากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนแม่เจ้าถุลลนันทาจึง บวชให้สตรีผู้เป็นโจรเล่า” ครั้นแล้ว ภิกษุณีเหล่านั้นได้นำเรื่องนี้ไปบอกภิกษุให้ทราบ พวกภิกษุได้นำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ ทรง สอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่า ภิกษุณีถุลลนันทาบวชให้สตรี ผู้เป็นโจร จริงหรือ” พวกภิกษุทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาค พุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีถุลลนันทาจึงบวชให้สตรี ผู้เป็นโจรเล่า ภิกษุทั้งหลาย การกระทำอย่างนี้ มิได้ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส หรือทำคนที่เลื่อมใสอยู่แล้วให้เลื่อมใสยิ่งขึ้นได้เลย ฯลฯ” แล้วจึงรับสั่งให้ภิกษุณี ทั้งหลายยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงดังนี้

บาลี (มหาจุฬาฯ)

“ยา ปน ภิกฺขุนี ชานํ โจรึ วชฺฌวิทิตํ (๑) อนปโลเกตฺวา ราชานํ วา สํฆํ วา คณํ วา ปูคํ วา เสณึ วา อญฺญตฺร กปฺปา วุฏฺฐาเปยฺย; อยมฺปิ ภิกฺขุนี ปฐมาปตฺติกํ ธมฺมํ อาปนฺนา นิสฺสารณียํ สํฆาทิเสสนฺ”ติ.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ. ม. วชฺฌํ วิทิตํ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระบัญญัติ

ก็ภิกษุณีใดรู้อยู่ไม่บอกพระราชา สงฆ์ คณะ สมาคม หรือ กลุ่มชนให้ทราบ บวชให้สตรีผู้เป็นโจรซึ่งเป็นที่รู้กันว่าต้องโทษประหาร เว้น ไว้แต่สตรีที่สมควร แม้ภิกษุณีนี้ก็ต้องธรรมคือสังฆาทิเสสที่ชื่อว่าปฐมาปัตติกะ นิสสารณียะ

เรื่องชายาเจ้าลิจฉวีกับภิกษุณีถุลลนันทา จบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ยา ปนาติ: ยา ยาทิสา ฯเปฯ ภิกฺขุนีติ: ฯเปฯ อยํ อิมสฺมึ อตฺเถ อธิปฺเปตา ภิกฺขุนีติ.

ชานาติ นาม สามํ วา ชานาติ, อญฺเญ วา ตสฺสา อาโรเจนฺติ, สา วา อาโรเจติ.

โจรี นาม ยา ปญฺจมาสกํ วา อติเรกปญฺจมาสกํ วา อคฺฆนกํ อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ อาทิยติ, เอสา โจรี นาม.

วชฺฌา นาม ยํ กตฺวา วชฺฌปฺปตฺตา โหติ.

วิทิตา นาม อญฺเญหิ มนุสฺเสหิ ญาตา โหติ “วชฺฌา เอสา”ติ.

อนปโลเกตฺวาติ: อนาปุจฺฉา.

ราชา นาม ยตฺถ ราชา อนุสาสติ, ราชา อปโลเกตพฺโพ.

สํโฆ นาม ภิกฺขุนีสํโฆ วุจฺจติ, ภิกฺขุนีสํโฆ อปโลเกตพฺโพ.

คโณ นาม ยตฺถ คโณ อนุสาสติ, คโณ อปโลเกตพฺโพ.

ปูโค นาม ยตฺถ ปูโค อนุสาสติ, ปูโค อปโลเกตพฺโพ.

เสณิ นาม ยตฺถ เสณิ อนุสาสติ, เสณิ อปโลเกตพฺโพ. อญฺญตฺร กปฺปาติ: ฐเปตฺวา กปฺปํ. กปฺปํ นาม เทฺว กปฺปานิ: ติตฺถิเยสุ วา ปพฺพชิตา โหติ, อญฺญาสุ วา ภิกฺขุนีสุ ปพฺพชิตา. อญฺญตฺร กปฺปา วุฏฺฐาเปสฺสามีติ คณํ วา อาจรินึ วา ปตฺตํ วา จีวรํ วา ปริเยสติ, สีมํ วา สมฺมนฺนติ, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. ญตฺติยา ทุกฺกฏํ. ทฺวีหิ กมฺมวาจาหิ ถุลฺลจฺจยา. กมฺมวาจาปริโยสาเน อุปชฺฌายาย อาปตฺติ สํฆาทิเสสสฺส. คณสฺส จ อาจรินิยา จ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส.

อยมฺปีติ: ปุริมํ อุปาทาย วุจฺจติ.

ปฐมาปตฺติกนฺติ: สห วตฺถุชฺฌาจารา อาปชฺชติ อสมนุภาสนาย.

นิสฺสารณียนฺติ: สํฆมฺหา นิสฺสารียติ.

สํฆาทิเสสนฺติ: ฯเปฯ เตนปิ วุจฺจติ สํฆาทิเสโสติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สิกขาบทวิภังค์

คำว่า ก็ ... ใด คือ ผู้ใด ผู้เช่นใด ฯลฯ นี้ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ก็...ใด

คำว่า ภิกษุณี มีอธิบายว่า ชื่อว่าภิกษุณี เพราะเป็นผู้ขอ ฯลฯ นี้ที่พระ ผู้มีพระภาคทรงประสงค์เอาว่า ภิกษุณี ในความหมายนี้ที่ชื่อว่า รู้อยู่ คือ ภิกษุณีนั้นรู้เอง คนอื่นบอกให้เธอรู้ หรือสตรีผู้เป็นโจร นั้นบอก

ที่ชื่อว่า สตรีผู้เป็นโจร คือ สตรีผู้ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ มีราคา ๕ มาสกหรือมากกว่า ๕ มาสก โดยส่วนแห่งจิตคิดจะลัก นี้ชื่อว่าสตรีผู้เป็นโจรที่ชื่อว่า ต้องโทษประหาร หมายถึง ผู้ทำความผิดโทษถึงประหารชีวิต

ที่ชื่อว่า เป็นที่รู้กัน หมายถึง ผู้คนเหล่าอื่นก็รู้ว่าผู้นี้ต้องโทษประหารชีวิต

คำว่า ไม่บอก...ให้ทราบ คือ ไม่บอก

ที่ชื่อว่า พระราชา ความว่า พระราชาทรงปกครองในที่ใด ต้องขอพระบรม ราชานุญาตในถิ่นนั้น

ที่ชื่อว่า สงฆ์ พระผู้มีพระภาคตรัสถึงภิกษุณีสงฆ์ ต้องขอนุญาตภิกษุณีสงฆ์

ที่ชื่อว่า คณะ ความว่า คณะปกครองในถิ่นใด ต้องบอกคณะในถิ่นนั้น

ที่ชื่อว่า สมาคม ความว่า สมาคมปกครองในถิ่นใด ต้องบอกสมาคมในถิ่นนั้น

ที่ชื่อว่า กลุ่มชน ความว่า กลุ่มชนปกครองในถิ่นใด ต้องบอกกลุ่มชนในถิ่นนั้น

คำว่า เว้นไว้แต่สตรีที่สมควร อธิบายว่า ยกเว้นแต่สตรีผู้สมควร

ที่ชื่อว่า สตรีที่สมควร มี ๒ ประเภท คือ (๑) ผู้ที่บวชในสำนักเดียรถีย์ (๒) ผู้ที่บวชในสำนักภิกษุณีอื่น ภิกษุณีคิดว่า “เราจักบวชให้เว้นไว้แต่ผู้ที่ผ่านการ บวชมาแล้ว” แล้วจึงแสวงหาคณะ กรรมวาจาจารย์ บาตรหรือจีวร หรือสมมติสีมา ต้องอาบัติทุกกฏ

จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏ จบกรรมวาจา ๒ ครั้ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย จบกรรมวาจาครั้งสุดท้าย อุปัชฌาย์ต้องอาบัติสังฆาทิเสส คณะและอาจารย์ต้อง อาบัติทุกกฏคำว่า แม้ภิกษุณีนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสเทียบเคียงภิกษุณีรูปก่อน

คำว่า ปฐมาปัตติกะ คือ ต้องอาบัติพร้อมกับการล่วงละเมิดวัตถุโดยไม่ต้อง สวดสมนุภาสน์

คำว่า นิสสารณียะ ได้แก่ ทำให้ถูกขับออกจากหมู่

คำว่า สังฆาทิเสส ความว่า สำหรับอาบัตินั้น สงฆ์เท่านั้นให้มานัต ฯลฯ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า สังฆาทิเสส

บาลี (มหาจุฬาฯ)

โจริยา โจรีสญฺญา อญฺญตฺร กปฺปา วุฏฺฐาเปติ, อาปตฺติ สํฆาทิเสสสฺส. โจริยา เวมติกา อญฺญตฺร กปฺปา วุฏฺฐาเปติ, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. โจริยา อโจรีสญฺญา อญฺญตฺร กปฺปา วุฏฺฐาเปติ, อนาปตฺติ. อโจริยา โจรีสญฺญา, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. อโจริยา เวมติกา, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. อโจริยา อโจรีสญฺญา, อนาปตฺติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

บทภาชนีย์

สตรีผู้เป็นโจร ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นสตรีผู้เป็นโจร บวชให้ ต้องอาบัติ สังฆาทิเสส เว้นไว้แต่สตรีที่สมควร

สตรีผู้เป็นโจร ภิกษุณีไม่แน่ใจ บวชให้ ต้องอาบัติทุกกฏ เว้นไว้แต่สตรีที่ สมควรสตรีผู้ป็นโจร ภิกษุณีสำคัญว่าไม่ใช่สตรีผู้เป็นโจร บวชให้ เว้นไว้แต่สตรีที่ สมควร ไม่ต้องอาบัติไม่ใช่สตรีผู้เป็นโจร ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นสตรีผู้เป็นโจร บวชให้ ต้องอาบัติ ทุกกฏไม่ใช่สตรีผู้เป็นโจร ภิกษุณีไม่แน่ใจ บวชให้ ต้องอาบัติทุกกฏ

ไม่ใช่สตรีผู้เป็นโจร ภิกษุณีสำคัญว่าไม่ใช่สตรีผู้เป็นโจร บวชให้ ไม่ต้องอาบัติ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อนาปตฺติ: อชานนฺตี วุฏฺฐาเปติ, อปโลเกตฺวา วุฏฺฐาเปติ, กปฺปกตํ วุฏฺฐาเปติ, อุมฺมตฺติกาย, อาทิกมฺมิกายาติ. ทุติยสํฆาทิเสสสิกฺขาปทํ นิฏฺฐิตํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

อนาปัตติวาร

ภิกษุณีต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติ คือ

๑. ภิกษุณีไม่รู้ว่าเป็นสตรีผู้เป็นโจรจึงบวชให้

๒. ภิกษุณีขออนุญาตแล้วบวชให้

๓. ภิกษุณีบวชให้สตรีผู้เป็นโจรผู้สมควร

๔. ภิกษุณีวิกลจริต

๕. ภิกษุณีต้นบัญญัติ

สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๒ จบ

จบ สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๒ เรื่องชายาเจ้าลิจฉวีกับภิกษุณีถุลลนันทา