พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ · อารามวรรค
สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องภิกษุณีรูปหนึ่ง เล่ม ๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๖๑–๓๖๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๐ ในอารามวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
๖. อารามวรรค
สิกขาบทที่ ๑๐
ว่าด้วยการให้บ่งฝีในร่มผ้า
เรื่องภิกษุณีรูปหนึ่ง
พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ อารามวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องภิกษุณีรูปหนึ่ง (ฉบับหลวง เล่ม ๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓)
บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๓ หน้า ๑๖๔–๑๖๕ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๓ หน้า ๒๘๗–๒๘๙
เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม. เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรา ภิกฺขุนี ปสาเข ชาตํ คณฺฑํ ปุริเสน สทฺธึ เอเกเนกา เภทาเปสิ. อถ โข โส ปุริโส ตํ ภิกฺขุนึ ทูเสตุํ อุปกฺกมิ. สา ภิกฺขุนี วิสฺสรมกาสิ. ภิกฺขุนิโย อุปธาวิตฺวา ตํ ภิกฺขุนึ เอตทโวจุํ “กิสฺส ตฺวํ อยฺเย วิสฺสรมกาสี”ติ. อถ โข สา ภิกฺขุนี ภิกฺขุนีนํ เอตมตฺถํ อาโรเจสิ. ยา ตา ภิกฺขุนิโย อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ ตา อุชฺฌายนฺติ ขิยฺยนฺติ วิปาเจนฺติ “กถํ หิ นาม ภิกฺขุนี ปสาเข ชาตํ คณฺฑํ ปุริเสน สทฺธึ เอเกเนกา เภทาเปสฺสตี”ติ ฯเปฯ สจฺจํ กิร ภิกฺขเว ภิกฺขุนี ปสาเข ชาตํ คณฺฑํ ปุริเสน สทฺธึ เอเกเนกา เภทาเปตีติ. (๑) สจฺจํ ภควาติ. วิครหิ พุทฺโธ ภควา ฯเปฯ กถํ หิ นาม ภิกฺขเว ภิกฺขุนี ปสาเข ชาตํ คณฺฑํ ปุริเสน สทฺธึ เอเกเนกา เภทาเปสฺสติ; เนตํ ภิกฺขเว อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนิโย อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิสนฺตุ-
- ๑ฉ. ม. เภทาเปสีติ
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุณีรูปหนึ่งให้บ่งฝีที่เกิดใน ร่มผ้าอยู่กันสองต่อสองกับชาย ลำดับนั้น ชายนั้นพยายามจะข่มขืนภิกษุณีนั้น เธอ ได้ส่งเสียงร้องขึ้น ภิกษุณีทั้งหลายวิ่งเข้าไปได้กล่าวกับภิกษุณีนั้นดังนี้ว่า “แม่เจ้า เธอส่งเสียงร้องทำไม” เธอจึงบอกเรื่องนั้นให้ภิกษุณีทั้งหลายทราบ
บรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ฯลฯ พากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉน ภิกษุณีจึงใช้ชายให้บ่งฝีที่เกิดในร่มผ้าอยู่กันสองต่อสองกับชายเล่า” ครั้นแล้ว ภิกษุณีเหล่านั้นได้นำเรื่องนี้ไปบอกภิกษุทั้งหลายให้ทราบ พวกภิกษุได้นำเรื่องนี้ไป กราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ
ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ ทรง สอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่า ภิกษุณีใช้บุรุษให้บ่งฝีที่เกิด ในร่มผ้าอยู่กันสองต่อสองกับบุรุษ จริงหรือ” ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย ไฉน ภิกษุณีจึงใช้บุรุษให้บ่งฝีที่เกิดในร่มผ้าอยู่กันสองต่อสองกับบุรุษเล่า ภิกษุทั้งหลาย การกระทำอย่างนี้ มิได้ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส หรือทำคนที่เลื่อมใสอยู่แล้ว ให้เลื่อมใสยิ่งขึ้นได้เลย ฯลฯ” แล้วจึงรับสั่งให้ภิกษุณีทั้งหลายยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง ดังนี้
“ยา ปน ภิกฺขุนี ปสาเข ชาตํ คณฺฑํ วา รุหิตํ (๑) วา อนปโลเกตฺวา สํฆํ วา คณํ วา ปุริเสน สทฺธึ เอเกเนกา เภทาเปยฺย วา ผาลาเปยฺย วา โธวาเปยฺย วา อาลิมฺปาเปยฺย วา พนฺธาเปยฺย วา โมจาเปยฺย วา, ปาจิตฺติยนฺ”ติ.
- ๑ฉ. ม. รุธิตํ
พระบัญญัติ
ก็ภิกษุณีใดไม่บอกสงฆ์หรือคณะ ใช้ให้บ่ง ให้ผ่า ให้ชะล้าง ให้ทา ให้พัน หรือให้แกะฝีหรือบาดแผลที่เกิดในร่มผ้าอยู่กันสองต่อสองกับชาย ต้องอาบัติปาจิตตีย์
เรื่องภิกษุณีรูปหนึ่ง จบ
- ๑ภิกษุณีไม่บอกสงฆ์หรือคณะ ใช้ให้บ่ง ให้ผ่า ให้ชะล้าง ให้ทา ให้พัน ให้แกะ ชายนั้นทำหมดทุกอย่างตามที่ใช้ ภิกษุณีนั้นต้องอาบัติทุกกฏ ๖ ตัว ในขณะที่ใช้ เมื่อชายนั้นทำเสร็จ ภิกษุณีต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๖ ตัว หรือ แม้จะใช้ให้เขาทำตามที่เห็นสมควร เมื่อเขาทำเสร็จทุกอย่าง ก็ต้องอาบัติทุกกฏ ๖ ตัว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๖ ตัวเช่นกัน แต่ถ้าใช้ให้ทำเพียงอย่างเดียว แม้ชายนั้นจะทำหมดทุกอย่าง ก็ต้องอาบัติทุกกฏ และ ปาจิตตีย์เพียง ๑ ตัว (กงฺขา.อ. ๓๙๕)
ยา ปนาติ: ยา ยาทิสา ฯเปฯ ภิกฺขุนีติ: ฯเปฯ อยํ อิมสฺมึ อตฺเถ อธิปฺเปตา ภิกฺขุนีติ.
ปสาขํ นาม อโธนาภิ อุพฺภชานุมณฺฑลํ. ชาตนฺติ: ตตฺถ ชาตํ.
คณฺโฑ นาม โย โกจิ คณฺโฑ. รุหิตํ นาม ยงฺกิญฺจิ วณํ. อนปโลเกตฺวาติ: อนาปุจฺฉา. สํโฆ นาม ภิกฺขุนิสํโฆ วุจฺจติ. คโณ นาม สมฺพหุลา ภิกฺขุนิโย วุจฺจนฺติ. ปุริโส นาม มนุสฺสปุริโส น ยกฺโข น เปโต น ติรจฺฉานคโต วิญฺญู ปฏิพโล ทูเสตุํ. สทฺธินฺติ: เอกโต. เอเกเนกาติ: ปุริโส เจว โหติ ภิกฺขุนี จ.
สิกขาบทวิภังค์
คำว่า ก็ ... ใด คือ ผู้ใด ผู้เช่นใด ฯลฯ นี้ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ก็ ... ใด
คำว่า ภิกษุณี มีอธิบายว่า ชื่อว่าภิกษุณี เพราะเป็นผู้ขอ ฯลฯ นี้ที่พระผู้มี พระภาคทรงประสงค์เอาว่า ภิกษุณี ในความหมายนี้ที่ชื่อว่า ในร่มผ้า ได้แก่ บริเวณใต้สะดือลงมา เหนือเข่าขึ้นไป
คำว่า ที่เกิด คือ ที่เกิดในบริเวณนั้น
ที่ชื่อว่า ฝี ได้แก่ ฝีชนิดใดชนิดหนึ่ง
ที่ชื่อว่า บาดแผล ได้แก่ แผลอย่างใดอย่างหนึ่ง
คำว่า ไม่บอก คือ ไม่แจ้งให้ทราบ
ที่ชื่อว่า สงฆ์ พระผู้มีพระภาคตรัสหมายถึงภิกษุณีสงฆ์
ที่ชื่อว่า คณะ ตรัสหมายถึงภิกษุณีหลายรูป
ที่ชื่อว่า ชาย ได้แก่ มนุษย์ผู้ชาย ไม่ใช่ยักษ์ ไม่ใช่เปรต ไม่ใช่สัตว์ดิรัจฉาน ตัวผู้ แต่เป็นมนุษย์ผู้ชายที่รู้เดียงสา สามารถที่จะทำมิดีมิร้ายได้คำว่า ด้วยกัน คือ โดยความเป็นอันเดียวกัน
คำว่า สองต่อสอง คือ บุรุษและภิกษุณี
“ภินฺทา”ติ อาณาเปติ, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. ภินฺเน อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส. “ผาเลหี”ติ อาณาเปติ, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. ผาลิเต อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส. “โธวา”ติ อาณาเปติ, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. โธเต (๑) อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส. “อาลิมฺปา”ติ อาณาเปติ, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. อาลิตฺเต (๒) อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส. “พนฺธาหี”ติ อาณาเปติ, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. พทฺเธ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส. “โมเจหี”ติ อาณาเปติ, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. มุตฺเต อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส.
- ๑ฉ. ม. โธวิเต
- ๒ฉ. ม. ลิตฺเต
ภิกษุณีสั่งว่า “จงบ่ง” ต้องอาบัติทุกกฏ เมื่อบ่งเสร็จ ต้องอาบัติ ปาจิตตีย์ภิกษุณีสั่งว่า “จงผ่า” ต้องอาบัติทุกกฏ เมื่อผ่าเสร็จ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ภิกษุณีสั่งว่า “จงชะล้าง” ต้องอาบัติทุกกฏ เมื่อชะล้างเสร็จ ต้องอาบัติ ปาจิตตีย์ภิกษุณีสั่งว่า “จงทา” ต้องอาบัติทุกกฏ เมื่อทาเสร็จ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ภิกษุณีสั่งว่า “จงพัน” ต้องอาบัติทุกกฏ เมื่อพันเสร็จ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ภิกษุณีสั่งว่า “จงแกะ” ต้องอาบัติทุกกฏ เมื่อแกะเสร็จ ต้องอาบัติปาจิตตีย์
อนาปตฺติ: อปโลเกตฺวา เภทาเปติ วา ผาลาเปติ วา โธวาเปติ วา อาลิมฺปาเปติ วา พนฺธาเปติ วา โมจาเปติ วา, ยา กาจิ วิญฺญู ทุติยิกา โหติ, อุมฺมตฺติกาย, อาทิกมฺมิกายาติ. ทสมสิกฺขาปทํ นิฏฺฐิตํ. อารามวคฺโค ฉฏฺโฐ. ______________ ๗. คพฺภินีวคฺค ๑. ปฐมสิกฺขาปท
อนาปัตติวาร
ภิกษุณีต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติ คือ
๑. ภิกษุณีบอกสงฆ์หรือคณะแล้วจึงให้บ่ง ให้ผ่า ให้ชะล้าง ให้ทา ให้พันหรือให้แกะ
๒. ภิกษุณีมีสตรีผู้รู้เดียงสาอยู่เป็นเพื่อน
๓. ภิกษุณีวิกลจริต
๔. ภิกษุณีต้นบัญญัติ
สิกขาบทที่ ๑๐ จบ
อารามวรรคที่ ๖ จบ
จบ สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องภิกษุณีรูปหนึ่ง