พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ · คัพภินีวรรค
สิกขาบทที่ ๔ เรื่องภิกษุณีหลายรูป เล่ม ๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๗๖–๓๗๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๑๐ ในคัพภินีวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ คัพภินีวรรค สิกขาบทที่ ๔ เรื่องภิกษุณีหลายรูป (ฉบับหลวง เล่ม ๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓ หน้า ๒๘๔–๒๘๘
อนาปัตติวาร
{๓๗๕} [๑๐๘๓] ภิกษุณีบวชให้สิกขมานาผู้ได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ประการ ครบ ๒ ปีแล้ว ๑ ภิกษุณีผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุณีผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุณี เหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ สิกขาบทที่ ๓
สิกขาบทที่ ๔
เรื่องภิกษุณีบวชให้สิกขมานาที่สงฆ์ยังมิได้สมมติ
{๓๗๖} [๑๐๘๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุณีทั้งหลายบวชให้สิกขมานาผู้ได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ประการมาครบ ๒ ปีแล้ว แต่สงฆ์ยังไม่ได้สมมติ ภิกษุณีทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ว่า “มานี่ แม่สิกขมานา เธอจงรู้สิ่งนี้ จงประเคนสิ่งนี้ จงนำสิ่งนี้มา เราต้องการสิ่งนี้ จงทำสิ่งนี้ให้เป็นกัปปิยะ”นางเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ข้าแต่แม่เจ้า พวกดิฉันไม่ใช่สิกขมานา พวกดิฉันเป็นภิกษุณี”
บรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุณีทั้งหลายจึงได้บวชให้สิกขมานาผู้ได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ประการมาครบ ๒ ปีแล้ว แต่สงฆ์ยังไม่ได้สมมติเล่า” ...
ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุณีทั้งหลายบวชให้สิกขมานาผู้ได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ประการมาครบ ๒ ปีแล้ว แต่สงฆ์ยังไม่ได้สมมติ จริงหรือ”
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉน ภิกษุณีทั้งหลายจึงได้บวชให้สิกขมานาผู้ได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ประการมา ครบ ๒ ปีแล้ว แต่สงฆ์ยังไม่ได้สมมติเล่า การกระทำของภิกษุณีเหล่านั้นนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...” ครั้นแล้วทรงทำ ธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตให้สงฆ์สมมติการอุปสมบทแก่ สิกขมานาผู้ได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ประการมาครบ ๒ ปีแล้ว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลสงฆ์พึงให้สมมติการอุปสมบทนั้นอย่างนี้
วิธีให้สมมติการอุปสมบท
สิกขมานาผู้ได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ประการมาครบ ๒ ปีแล้วนั้น พึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุณีทั้งหลายแล้ว นั่งกระหย่ง ประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า
‘แม่เจ้า ข้าพเจ้ามีชื่อนี้ เป็นสิกขมานาของแม่เจ้าชื่อนี้ ได้ศึกษาสิกขา ในธรรม ๖ ประการมาครบ ๒ ปีแล้ว ขอสมมติการอุปสมบทต่อสงฆ์,
พึงขอแม้ครั้งที่ ๒ ... พึงขอแม้ครั้งที่ ๓ ...
ภิกษุณีผู้ฉลาดผู้สามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรม วาจาดังนี้
[๑๐๘๕] ‘แม่เจ้าเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สิกขมานาผู้นี้มีชื่อนี้เป็น สิกขมานาของแม่เจ้าชื่อนี้ ได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ประการมาครบ ๒ ปี แล้ว ขอสมมติการอุปสมบทต่อสงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้สมมติการอุปสมบทแก่สิกขมานาชื่อนี้ ผู้ได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ประการมาครบ ๒ ปีแล้ว นี่เป็นญัตติ
แม่เจ้าเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สิกขมานาผู้นี้มีชื่อนี้ เป็น สิกขมานา ของแม่เจ้าชื่อนี้ ได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ประการมาครบ ๒ ปี แล้วขอสมมติการอุปสมบทต่อสงฆ์ สงฆ์ให้สมมติการอุปสมบทแก่ สิกขมานาชื่อนี้ ผู้ได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ประการมาครบ ๒ ปีแล้ว การ ให้สมมติการอุปสมบทแก่สิกขมานาชื่อนี้ผู้ได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ประการมาครบ ๒ ปีแล้ว ชอบใจแก่แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ ชอบใจแก่แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงทักท้วงสมมติการอุปสมบทอันสงฆ์ให้แล้วแก่สิกขมานาชื่อนี้ผู้ได้ศึกษาสิกขา ในธรรม ๖ ประการมาครบ ๒ ปีแล้ว ชอบใจแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้’
ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิภิกษุณีเหล่านั้นโดยอเนกปริยายดังนี้ แล้วตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า
พระพุทธบัญญัติ
[๑๐๘๖] อนึ่ง ภิกษุณีใดบวชให้สิกขมานาผู้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ประการมาครบ ๒ ปีแล้ว แต่สงฆ์ยังมิได้สมมติ เป็นปาจิตตีย์
สิกขาบทวิภังค์
{๓๗๗} [๑๐๘๗] คำว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ภิกษุณีใด คือ ผู้เช่นใด ...
คำว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุณี เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรง ประสงค์ว่า ‘ภิกษุณี’ ในข้อความตอนนี้
คำว่า ครบ ๒ ปี คือ ตลอด๒ปี
ที่ชื่อว่า ผู้ศึกษาสิกขาแล้ว คือ มีสิกขาในธรรม ๖ ประการอันได้ ศึกษาแล้วที่ชื่อว่า สงฆ์ยังมิได้สมมติ คือ สงฆ์ยังไม่ให้สมมติการอุปสมบทด้วย ญัตติทุติยกรรมคำว่า บวชให้ คือ ให้อุปสมบท
ภิกษุณีตั้งใจว่าจักบวชให้ แล้วแสวงหาคณะก็ดี อาจารย์ก็ดี บาตร ก็ดี จีวรก็ดี สมมติสีมาก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏ จบกรรมวาจา ๒ ครั้ง ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว จบกรรมวาจาครั้งสุดท้าย ภิกษุณีผู้อุปัชฌาย์ต้องอาบัติปาจิตตีย์ คณะและอาจารย์ต้องอาบัติทุกกฏ
บทภาชนีย์
{๓๗๘} [๑๐๘๘] กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่ากรรมเป็นธรรม บวชให้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสงสัย บวชให้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์
กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่ากรรมไม่เป็นธรรม บวชให้ ต้อง อาบัติปาจิตตีย์กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่ากรรมเป็นธรรม บวชให้ ต้อง อาบัติทุกกฏกรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสงสัย บวชให้ ต้องอาบัติทุกกฏ
กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่ากรรมไม่เป็นธรรม บวชให้ ต้อง อาบัติทุกกฏ
- ๑หมายถึงญัตติทุติยกรรมวาจาวิธีให้สมมติการอุปสมบท ในข้อ ๑๐๘๕ หน้า ๒๘๕-๒๘๖
อนาปัตติวาร
{๓๗๙} [๑๐๘๙] ภิกษุณีบวชให้สิกขมานาผู้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ประการ มาครบ ๒ ปี ที่สงฆ์สมมติแล้ว ๑ ภิกษุณีผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุณีผู้เป็น ต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุณีเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ สิกขาบทที่ ๔
สิกขาบทที่ ๕
เรื่องภิกษุณีบวชให้หญิงอายุตํ่ากว่า ๑๒ ปี
{๓๘๐} [๑๐๙๐] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุณีทั้งหลายบวชให้หญิงครองเรือนผู้มีอายุต่ำกว่า ๑๒ ปี ภิกษุณีเด็ก เหล่านั้นยังไม่อดทนต่อเย็น ร้อน หิว กระหาย เป็นผู้มีปกติไม่ทนทานต่อ สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน ต่อถ้อยคำที่เขา กล่าวร้ายอันมาแล้วไม่ดี ต่อทุกขเวทนาทางกายที่เกิดขึ้นแล้ว อันกล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่เป็นที่ยินดี ไม่เป็นที่พอใจ อันอาจผลาญชีวิตได้บรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุณีทั้งหลายจึงได้บวชให้หญิงครองเรือนผู้มีอายุต่ำกว่า ๑๒ ปีเล่า” ...
ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุณีทั้งหลายพากันบวชให้หญิงครองเรือนผู้มีอายุต่ำ กว่า ๑๒ ปี จริงหรือ”
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
จบ สิกขาบทที่ ๔ เรื่องภิกษุณีหลายรูป