พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ · กุมารีภูตวรรค
สิกขาบทที่ ๕ เรื่องภิกษุณีหลายรูป เล่ม ๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๑๖–๔๑๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๓ ในกุมารีภูตวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ กุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๕ เรื่องภิกษุณีหลายรูป (ฉบับหลวง เล่ม ๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓ หน้า ๓๑๖–๓๒๐
สิกขาบทที่ ๕
เรื่องภิกษุณีมีพรรษา ๑๒ แต่สงฆ์ยังมิได้สมมติ
{๔๑๖} [๑๑๔๐] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุณีทั้งหลายมีพรรษาครบ ๑๒ แล้ว แต่สงฆ์ยังมิได้สมมติ ได้บวชให้ กุลธิดา ภิกษุณีผู้อุปัชฌาย์เหล่านั้นเป็นคนโง่เขลา ไม่ฉลาด ไม่รู้สิ่งที่ควร หรือไม่ควร แม้สัทธิวิหารินีก็จึงเป็นคนโง่เขลา ไม่ฉลาด ไม่รู้สิ่งที่ควรหรือ ไม่ควรบรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุณีทั้งหลายมีพรรษาครบ ๑๒ แล้ว แต่สงฆ์ยังมิได้สมมติ จึงได้ บวชให้กุลธิดาเล่า” ...
ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุณีทั้งหลายมีพรรษาครบ ๑๒ แล้ว แต่สงฆ์ยัง มิได้สมมติ บวชให้กุลธิดา จริงหรือ”
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉน ภิกษุณีทั้งหลายมีพรรษาครบ ๑๒ แล้ว แต่สงฆ์ยังมิได้สมมติ จึงได้บวชให้ กุลธิดาเล่า การกระทำของภิกษุณีเหล่านั้นนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของ ปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สงฆ์สมมติการให้อุปสมบทแก่ ภิกษุณีผู้มีพรรษาครบ ๑๒ แล้ว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็แลวิธีการสมมติให้อุปสมบทนั้นสงฆ์พึงให้ อย่างนี้
วิธีให้สมมติการให้อุปสมบท
ภิกษุณีผู้มีพรรษาครบ ๑๒ แล้วนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตตราสงค์ เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุณีผู้แก่พรรษากว่าแล้วนั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า
‘แม่เจ้า ข้าพเจ้ามีชื่อนี้ มีพรรษาครบ ๑๒ แล้ว ขอสมมติการให้ อุปสมบทต่อสงฆ์’
พึงขอแม้ครั้งที่ ๒ ... พึงขอแม้ครั้งที่ ๓ ...
ภิกษุณีนั้นอันสงฆ์พึงกำหนดว่าภิกษุณีนี้เป็นคนฉลาด มีความละอาย หรือไม่ ถ้าเธอเป็นคนเขลาและไม่มีความละอาย ก็ไม่ควรให้ ถ้าเป็นคนเขลา แต่มีความละอาย ก็ไม่ควรให้ ถ้าเป็นคนฉลาด แต่ไม่มีความละอาย ก็ไม่ ควรให้ ถ้าเป็นคนฉลาดด้วย มีความละอายด้วย จึงควรให้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงให้สมมติการให้อุปสมบทนั้นอย่างนี้
ภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ดังนี้
[๑๑๔๑] ‘แม่เจ้าเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุณีรูปนี้มีชื่อนี้ผู้มี พรรษาครบ ๑๒ แล้ว ขอสมมติการให้อุปสมบทต่อสงฆ์ ถ้าความพร้อม พรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้สมมติการให้อุปสมบทแก่ภิกษุณีชื่อนี้ ผู้ มีพรรษาครบ ๑๒ แล้ว นี่เป็นญัตติแม่เจ้าเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุณีรูปนี้มีชื่อนี้ผู้มีพรรษาครบ ๑๒ แล้ว ขอสมมติการให้อุปสมบทต่อสงฆ์ สงฆ์ให้สมมติการให้อุปสมบท แก่ภิกษุณีชื่อนี้ ผู้มีพรรษาครบ ๑๒ แล้ว การให้สมมติการให้อุปสมบทแก่
ภิกษุณีชื่อนี้ผู้มีพรรษาครบ ๑๒ แล้ว ชอบใจแก่แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงทักท้วงสมมติการให้อุปสมบทอันสงฆ์ให้แล้วแก่ภิกษุณีมีชื่อนี้ผู้มีพรรษา ครบ ๑๒ แล้ว ชอบใจแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วย อาการอย่างนี้”ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิภิกษุณีเหล่านั้นโดยอเนกปริยายดังนี้ แล้วตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า
พระพุทธบัญญัติ
[๑๑๔๒] อนึ่ง ภิกษุณีใดมีพรรษาครบ ๑๒ แล้ว แต่สงฆ์ยังมิได้ สมมติ บวชให้กุลธิดา เป็นปาจิตตีย์
สิกขาบทวิภังค์
{๔๑๗} [๑๑๔๓] คำว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ภิกษุณีใด คือ ผู้เช่นใด ...
คำว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุณี เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรง ประสงค์ว่า ‘ภิกษุณี’ ในข้อความตอนนี้ที่ชื่อว่า มีพรรษาครบ ๑๒ แล้ว คือ มีพรรษาถึง ๑๒ แล้ว ที่ชื่อว่า ยังมิได้สมมติ คือ สงฆ์ยังมิได้สมมติการให้อุปสมบทด้วย ญัตติทุติยกรรมคำว่า บวชให้ คือ ให้อุปสมบท
ภิกษุณีตั้งใจว่า จักบวชให้ แล้วแสวงหาคณะก็ดี อาจารย์ก็ดี บาตร ก็ดี จีวรก็ดี สมมติสีมาก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏ
จบกรรมวาจา ๒ ครั้ง ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว จบกรรมวาจาครั้งสุดท้าย ภิกษุณีผู้อุปัชฌาย์ต้องอาบัติปาจิตตีย์ คณะและอาจารย์ต้องอาบัติทุกกฏ
บทภาชนีย์
ติกปาจิตตีย์
{๔๑๘} [๑๑๔๔] กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่ากรรมเป็นธรรม บวชให้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์
กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสงสัย บวชให้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์
กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่ากรรมไม่เป็นธรรม บวชให้ ต้องอาบัติ ปาจิตตีย์
ติกทุกกฏ
กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่ากรรมเป็นธรรม บวชให้ ต้อง อาบัติทุกกฏ
กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสงสัย บวชให้ ต้องอาบัติทุกกฏ
กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่ากรรมไม่เป็นธรรม บวชให้ ต้อง อาบัติทุกกฏ
อนาปัตติวาร
{๔๑๙} [๑๑๔๕] ภิกษุณีมีพรรษาครบ ๑๒ แล้ว และสงฆ์สมมติแล้ว บวชให้ กุลธิดา ๑ ภิกษุณีผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุณีผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุณีเหล่านี้ ไม่ต้องอาบัติแล
จบ สิกขาบทที่ ๕
สิกขาบทที่ ๖
เรื่องภิกษุณีรับคำแล้วบ่นว่าภายหลัง
{๔๒๐} [๑๑๔๖] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุณีจัณฑกาลีเข้าไปหาภิกษุณีสงฆ์ขอสมมติการให้อุปสมบทจึงภิกษุณี สงฆ์ได้พิจารณาดูภิกษุณีจัณฑกาลีแล้วพูดตัดบทว่า “ดูก่อนแม่เจ้า เธอยัง ไม่สมควรบวชให้กุลธิดาก่อน” แล้วไม่ยอมให้สมมติการให้อุปสมบท ภิกษุณี จัณฑกาลีก็รับว่าดีแล้วครั้นสมัยต่อมาภิกษุณีสงฆ์ให้สมมติการให้อุปสมบทแก่ภิกษุณี เหล่าอื่น ภิกษุณีจัณฑกาลีจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ดิฉันคนเดียว ซินะที่เป็นคนเขลา ดิฉันคนเดียวซินะที่เป็นคนไม่มีความละอาย สงฆ์จึงให้ สมมติการให้อุปสมบทแก่ภิกษุณีเหล่าอื่น แต่ไม่ให้กะดิฉันคนเดียว”
บรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉน แม่เจ้าจัณฑกาลีอันภิกษุณีสงฆ์กล่าวอยู่ว่า ‘ดูก่อนแม่เจ้า เธอยังไม่สมควร บวชให้กุลธิดาก่อน, รับคำว่าดีแล้ว ไฉนภายหลังจึงได้มาบ่นว่าเล่า”...
ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุณีจัณฑกาลีอันภิกษุณีสงฆ์กล่าวอยู่ว่า ‘ดูก่อนแม่เจ้า เธอ ยังไม่สมควรบวชให้กุลธิดาก่อน’รับคำว่าดีแล้ว ภายหลังกลับมาบ่นว่า จริงหรือ”
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณี จัณฑกาลีอันภิกษุณีสงฆ์กล่าวอยู่ว่า ‘ดูก่อนแม่เจ้า เธอยังไม่สมควรบวชให้
จบ สิกขาบทที่ ๕ เรื่องภิกษุณีหลายรูป