พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ · กุมารีภูตวรรค
สิกขาบทที่ ๑๓ เรื่องภิกษุณีหลายรูป เล่ม ๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๔๑–๔๔๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๓/๑๓ ในกุมารีภูตวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ กุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๑๓ เรื่องภิกษุณีหลายรูป (ฉบับหลวง เล่ม ๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓ หน้า ๓๓๔–๓๓๖
สิกขาบทวิภังค์
{๔๓๙} [๑๑๗๒] คำว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ภิกษุณีใด คือ ผู้เช่นใด ...
คำว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุณี เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรง ประสงค์ว่า ‘ภิกษุณี’ ในข้อความตอนนี้
คำว่า ทุกปี คือ ทุก ๆ พรรษา
คำว่า บวชให้ คือ ให้อุปสมบท
ภิกษุณีตั้งใจว่าจักบวชให้ แล้วแสวงหาคณะก็ดี อาจารย์ก็ดี บาตร ก็ดี จีวรก็ดี สมมติสีมาก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฎ จบกรรมวาจา ๒ ครั้ง ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว จบกรรมวาจาครั้งสุดท้าย ภิกษุณีผู้อุปัชฌาย์ต้องอาบัติปาจิตตีย์ คณะและอาจารย์ต้องอาบัติทุกกฏ
อนาปัตติวาร
{๔๔๐} [๑๑๗๓] ภิกษุณีบวชให้ เว้นระยะหนึ่งปี ๑ ภิกษุณีผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุณีผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุณีเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ สิกขาบทที่ ๑๒
สิกขาบทที่ ๑๓
เรื่องภิกษุณีบวชให้สิกขมานาปีละสองรูป
{๔๔๑} [๑๑๗๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุณีทั้งหลายบวชให้สิกขมานาปีละสองรูปที่พักอาศัยจึงไม่เพียงพอ เหมือนเดิม ชาวบ้านจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาเหมือนอย่างนั้นว่า
“ไฉนภิกษุณีทั้งหลายจึงได้บวชให้สิกขมานาปีละสองรูปเล่าที่พักอาศัยจึง ไม่พอดังเดิม”
ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา อยู่ บรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉน ภิกษุณีทั้งหลายจึงได้บวชให้สิกขมานาปีละสองรูปเล่า” ...
ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าพวกภิกษุณีบวชให้สิกขมานาปีละสองรูป จริงหรือ”
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉน ภิกษุณีทั้งหลายจึงได้บวชให้สิกขมานาปีละสองรูปเล่าการกระทำของ ภิกษุณีเหล่านั้นนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า
พระพุทธบัญญัติ
[๑๑๗๕] อนึ่ง ภิกษุณีใดบวชให้สิกขมานารีปีละสองรูป เป็นปาจิตตีย์
สิกขาบทวิภังค์
{๔๔๒} [๑๑๗๖] คำว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ภิกษุณีใด คือ ผู้เช่นใด ...
คำว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุณี เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรง ประสงค์ว่า ‘ภิกษุณี’ ในข้อความตอนนี้ คำว่า ปีละ คือ ปีหนึ่ง
คำว่า บวชให้... สองรูป คือ ให้อุปสมบทสิกขมานา ๒ รูป
ภิกษุณีตั้งใจว่าจักบวชให้ ๒ รูป แล้วแสวงหาคณะก็ดี อาจารย์ก็ดี บาตรก็ดี จีวรก็ดี สมมติสีมาก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฎ จบกรรมวาจา ๒ ครั้ง ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว จบกรรมวาจาครั้งสุดท้าย ภิกษุณีผู้อุปัชฌาย์ต้องอาบัติปาจิตตีย์ คณะและอาจารย์ต้องอาบัติทุกกฏ
อนาปัตติวาร
{๔๔๓} [๑๑๗๗] ภิกษุณีบวชให้สิกขมานารูปเดียว เว้นระยะหนึ่งปี ๑ ภิกษุณี ผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุณีผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุณีเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ สิกขาบทที่ ๑๓
จบ กุมารีภูตวรรคที่ ๘
สิกขาบทที่ ๑
เรื่องภิกษุณีใช้ร่มและรองเท้า
{๔๔๔} [๑๑๗๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล พวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์ใช้ร่มและรองเท้าชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุณีทั้งหลายจึงได้ใช้ร่มและรองเท้าเหมือนพวกสตรี คฤหัสถ์ผู้บริโภคกามเล่า”ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉน พวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์จึงได้ใช้ร่มและรองเท้ากันเล่า” ...
- ๑หมวดว่าด้วยภิกษุณีใช้ร่มและรองเท้า ตั้งชื่อวรรคตามความแห่งสิกขาบทที่ ๑ นี้
จบ สิกขาบทที่ ๑๓ เรื่องภิกษุณีหลายรูป