พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ · กุมารีภูตวรรค
สิกขาบทที่ ๑๑ เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา เล่ม ๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๓๕–๔๓๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๑/๑๓ ในกุมารีภูตวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ กุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๑๑ เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา (ฉบับหลวง เล่ม ๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓ หน้า ๓๓๑–๓๓๓
สิกขาบทที่ ๑๑
เรื่องภิกษุณีบวชให้สิกขมานาโดยให้ฉันทะค้าง
{๔๓๕} [๑๑๖๖] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เวฬุวันอันเป็นที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแตใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแลภิกษุณีถุลลนันทานิมนต์พระเถระทั้งหลายมาประชุมกันด้วย กล่าวว่า “ดิฉันจักบวชให้สิกขมานา” ครั้นเห็นของเคี้ยวของฉันมากมาย จึง ส่งพระเถระทั้งหลายกลับด้วยกล่าวว่า“ดิฉันจักยังไม่บวชให้สิกขมานา ก่อน” แล้วนิมนต์พระเทวทัต พระโกกาลิกะ พระกฏโมรกติสสกะ พระ ขัณฑเทวีบุตร และพระสมุทททัตตะมาประชุมกันบวชให้สิกขมานาบรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนแม่เจ้าถุลลนันทาจึงได้บวชให้สิกขมานาโดยให้ฉันทะค้างเล่า” ...
ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุณีถุลลนันทาบวชให้สิกขมานาโดยให้ฉันทะค้าง จริงหรือ”
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลายไฉน ภิกษุณีถุลลนันทาจึงได้บวชให้สิกขมานาโดยให้ฉันทะค้างเล่าการกระทำ ของภิกษุณีถุลลนันทานั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่ เลื่อมใส ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า
พระพุทธบัญญัติ
[๑๑๖๗] อนึ่ง ภิกษุณีใดบวชให้สิกขมานาโดยให้ฉันทะค้าง เป็น ปาจิตตีย์
สิกขาบทวิภังค์
{๔๓๖} [๑๑๖๘] คำว่า อนึ่ง...ใด ความว่า ภิกษุณีใด คือ ผู้เช่นใด...
คำว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุณี เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรง ประสงค์ว่า ‘ภิกษุณี’ ในข้อความตอนนี้
คำว่า โดยให้ฉันทะค้าง คือ เมื่อที่ประชุมเลิกไปแล้ว
ที่ชื่อว่า สิกขมานา ได้แก่ สามเณรีผู้ได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ประการ มาครบ ๒ ปีแล้ว
คำว่า บวชให้ คือ ให้อุปสมบท
ภิกษุณีตั้งใจว่าจักบวชให้ แล้วแสวงหาคณะก็ดี อาจารย์ก็ดี บาตร ก็ดี จีวรก็ดี สมมติลิมาก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฎ จบกรรมวาจา ๒ ครั้ง ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว จบกรรมวาจาครั้งสุดท้าย ภิกษุณีผู้อุปัชฌาย์ต้องอาบัติปาจิตตีย์ คณะและอาจารย์ต้องอาบัติทุกกฏ
อนาปัตติวาร
{๔๓๗} [๑๑๖๙] ภิกษุณีไม่รู้ บวชให้ในเมื่อที่ประชุมยังไม่เลิก ๑ ภิกษุณีผู้ วิกลจริต ๑ ภิกษุณีผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุณีเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล จบ สิกขาบทที่ ๑๑
สิกขาบทที่ ๑๒
เรื่องภิกษุณีบวชให้สิกขมานาทุกปี
{๔๓๘} [๑๑๗๐] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุณีทั้งหลายบวชให้สิกขมานาทุกปี ที่พักอาศัยจึงไม่เพียงพอ ชาวบ้าน จึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า“ไฉนภิกษุณีทั้งหลายจึงได้บวชให้ สิกขมานากันทุกปีเล่า ที่พำนักอาศัยจึงไม่เพียงพอ”ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉน ภิกษุณีทั้งหลายจึงได้บวชให้สิกขมานากันทุกปีเล่า” ...
ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าพวกภิกษุณีบวชให้สิกขมานากันทุกปี จริงหรือ”
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉน ภิกษุณีทั้งหลายจึงได้บวชให้สิกขมานากันทุกปีเล่าการกระทำของภิกษุณี เหล่านั้นนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า
พระพุทธบัญญัติ
[๑๑๗๑] อนึ่ง ภิกษุณีใดบวชให้สิกขมานาทุกปี เป็นปาจิตตีย์
จบ สิกขาบทที่ ๑๑ เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา