พระวินัยปิฎก จุลวรรค · ปัญจสติกขันธกะ
เรื่องพระมหากัสสปเถระปรารภการทำสังคายนาครั้งที่ ๑ เล่ม ๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๑๔–๖๑๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๙ ในปัญจสติกขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค ปัญจสติกขันธกะ เรื่องพระมหากัสสปเถระปรารภการทำสังคายนาครั้งที่ ๑ (ฉบับหลวง เล่ม ๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๗ หน้า ๔๑๒–๔๑๖
๑. มหากัสสปัตเถรวัตถุ
ว่าด้วยเรื่องพระมหากัสสปเถระ
ต้นเรื่องสังคายนาครั้งแรก
{๖๑๔} [๔๓๗] ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัสสปะ ได้เล่าเรื่องแก่ภิกษุทั้งหลาย ว่า “ท่านทั้งหลาย ครั้งหนึ่งเราออกจากเมืองปาวาเดินทางไกลไปเมือง กุสินารากับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ครั้งนั้น เราแวะจากทาง แล้วนั่งพักอยู่ที่โคนไม้ต้นหนึ่ง สมัยนั้น อาชีวกผู้หนึ่งถือดอกมณฑารพ ในเมืองกุสินาราเดินทางไกลมาสู่เมืองปาวา เราได้เห็นอาชีวกนั้นเดินทาง มาแต่ไกลเทียว ครั้นแล้วได้ถามอาชีวกนั้นว่า ‘ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท่านทราบ ข่าวพระศาสดาของเราบ้างไหม’ อาชีวกตอบว่า ‘ใช่ ผู้มีอายุ เราทราบอยู่ พระสมณโคดมปรินิพพานได้ ๗ วันเข้าวันนี้แล้ว ดอกมณฑารพนี้เราถือมา จากที่ปรินิพพานนั้น’ ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ภิกษุทั้งหลายที่ยังไม่ปราศจาก ราคะในที่นั้น บางพวกประคองแขนคร่ำครวญอยู่ ล้มกลิ้งเกลือกไปมา เหมือนคนที่มีเท้าขาดไป พลางรำพันว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จ
- ๑ปัญจสติกขันธกะ ตอนว่าด้วยพระอรหันต์ ๕๐๐ รูปทำสังคายนา เป็นขันธกะที่มีเนื้อหาว่าด้วย มูลเหตุแห่งการทำสังคายนาครั้งแรก (สังคายนา แปลว่า การสวดพร้อมกัน หมายถึงการ ร้อยกรองพระธรรมวินัยให้เป็นหมวดหมู่ หรือการประชุมตรวจชำระสอบทานและจัดหมวดหมู่ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าวางเป็นแบบแผนอันเดียวกัน) ซึ่งพระสังคีติกาจารย์ผู้ทำสังคายนา ครั้งที่ ๓ ได้บรรจุเพิ่มเติมไว้ในท้ายคัมภีร์จุลลวรรคนี้ มี ๓ หัวข้อ คือ (๑) มหากัสสปัตเถรวัตถุ ว่าด้วยเรื่องพระมหากัสสปเถระปรารภเหตุทำสังคายนา (๒) ขุททานุขุททกสิกขาปทกถา ว่าด้วยเรื่องสิกขาบทเล็กน้อย (๓) พรหมทัณฑกถา ว่าด้วยเรื่องพรหมทัณฑ์
- ๒อาชีวก คือนักบวชชีเปลือยพวกหนึ่งในครั้งพุทธกาล (วิ.อ. ๓/๘๘) เป็นสาวกของมักขลิโคศาล
- ๓ดอกมณฑารพ ดอกไม้ทิพย์ คือดอกไม้สวรรค์ที่ตกลงมาอย่างมากมายดาดาษทั่วเมืองกุสินารา เพื่อบูชาพระพุทธสรีระในวันเสด็จดับขันธปรินิพพาน (นัย ที.มหา.อ. ๒๐๖)
ปรินิพพานเสียเร็วนัก พระสุคตเจ้าเสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก พระผู้มี พระจักษุในโลกอันตรธานเสียเร็วนัก’ ส่วนท่านที่ปราศจากราคะแล้ว ก็มี สติสัมปชัญญะ อดกลั้นได้ด้วยธรรมสังเวชว่า ‘สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เพราะฉะนั้น เหล่าสัตว์จะพึงได้ในสังขารนี้แต่ที่ไหนเล่า’
ดูก่อนท่านทั้งหลาย ครั้งนั้น เราได้กล่าวกะภิกษุทั้งหลายดังนี้ว่า ‘อย่าเลย ท่านทั้งหลาย พวกท่านอย่าเศร้าโศกอย่าร่ำไรไปเลย ข้อนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสอนไว้ก่อนแล้วมิใช่หรือว่า ‘ความเป็นต่าง ๆ ความพลัดพราก ความเป็นอย่างอื่นจากสัตว์และสังขารที่รักที่ชอบใจทั้งสิ้น ทีเดียวย่อมมี เพราะฉะนั้น จะพึงได้ในสัตว์และสังขารนั้นแต่ที่ไหน สิ่งใด เกิดแล้ว มีแล้ว อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความแตกสลายไปเป็นธรรมดา การปรารถนาว่า ‘สิ่งนั้นอย่าได้สลายไปเลย’ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้
ครั้งนั้น บรรพชิตผู้บวชเมื่อภายแก่ นามว่าสุภัททะ นั่งอยู่ในบริษัท นั้นด้วย เธอได้กล่าวกะภิกษุทั้งหลายว่า ‘อย่าเลย ท่านทั้งหลาย พวกท่าน อย่าเศร้าโศก อย่าร่ำไรไปเลย พวกเราพ้นด้วยดีแล้วจากพระมหาสมณะ นั้น ด้วยว่าพวกเราถูกพระมหาสมณะนั้นเบียดเบียนอยู่ว่า ‘สิ่งนี้ควรแก่ พวกเธอ สิ่งนี้ไม่ควรแก่พวกเธอ’ ก็บัดนี้ พวกเราปรารถนาจะทำสิ่งใด ก็ทำสิ่งนั้นได้ ไม่ปรารถนาจะทำสิ่งใด จะไม่ทำสิ่งนั้นก็ได้’ เอาเถิด ท่าน ทั้งหลาย พวกเรามาสังคายนาพระธรรมและพระวินัยอันเถิด ก่อนที่ อธรรมจะรุ่งเรือง ธรรมจะเสื่อมถอย อวินัยจะรุ่งเรือง วินัยจะเสื่อมถอย ก่อนที่อธรรมวาทีบุคคลจะมีกำลัง ธรรมวาทีบุคคลจะเสื่อมกำลัง อวินัย วาทีบุคคลจักมีกำลัง วินัยวาทีบุคคลจะเสื่อมกำลัง”
เรื่องสมมติภิกษุ ๕๐๐ รูป
{๖๑๕} ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า “ท่านขอรับ ถ้าอย่างนั้น ขอพระเถระจง คัดเลือกภิกษุทั้งหลายเถิดขอรับ” ลำดับนั้น ท่านพระมหากัสสปะจึง
คัดเลือกพระอรหันต์ได้ ๕๐๐ รูป หย่อนอยู่รูปหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายได้กล่าว กะท่านมหากัสสปะว่า “ท่านขอรับ ท่านพระอานนท์นี้ยังเป็นเสกขบุคคล อยู่ก็จริง แต่ไม่ลุอำนาจฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ และท่าน ได้เรียนพระธรรมและพระวินัยเป็นอันมากในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะเหตุนั้น ขอพระเถระจงคัดเลือกท่านพระอานนท์เข้าด้วยเถิด” จึง ท่านพระมหากัสสปะได้คัดเลือกท่านพระอานนท์เข้าด้วยลำดับนั้น พระเถระทั้งหลายปรึกษากันว่า “พวกเราจักสังคายนา พระธรรมและพระวินัยที่ไหนดีหนอ” ครั้นแล้วเห็นพ้องกันว่า “พระนคร ราชคฤห์มีโคจรคามมาก มีเสนาสนะเพียงพอ สมควรแท้ที่พวกเราจะอยู่ จำพรรษาในพระนครราชคฤห์สังคายนาพระธรรมและพระวินัย ภิกษุ เหล่าอื่นไม่ควรเข้าจำพรรษาในพระนครราชคฤห์”ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปะประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติย กรรมวาจา ว่าดังนี้
[๔๓๘] “ท่านทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่ง ของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงสมมติภิกษุ ๕๐๐ รูปนี้ให้จำพรรษาในพระนคร ราชคฤห์เพื่อสังคายนาพระธรรมและพระวินัย ภิกษุเหล่าอื่นไม่พึงจำ พรรษาในพระนครราชคฤห์ นี่เป็นญัตติ
- ๑เป็นสำนวนบาลีที่หมายถึงขาดอยู่ ๑ รูปก็จะครบ ๕๐๐ หมายถึงท่านพระมหากัสสปะคัดเลือก พระอรหันต์ได้ ๔๙๙ รูป เหลือไว้อีก ๑ รูป เพื่อใหัโอกาสแก่ท่านพระอานนท์ (นัย วิ.อ. ๑/๘)
- ๒เสกขบุคคล บุคคลผู้ยังต้องศึกษา หมายถึงพระอริยบุคคลผู้ยังไม่บรรลุอรหัตตผล ๗ ประเภท ได้แก่ท่านผู้ตั้งอยู่ใน (๑) โสดาปัตติมรรค (๒) โสดาปัตติผล (ต) สกทาคามิมรรค (๔) สกทา คามิผล (๕) อนาคามิมรรค (๖) อนาคามิผล (๗) อรหัตตมรรค กล่าวตามระดับบุคคล มี ๓ ระดับ คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี สำหรับกัลยาณปุถุชนผู้มีศีลก็จัดเป็น เสกขบุคคลได้โดยนับรวมเข้ากับพระโสดาบัน (องฺ.ทุก.อ. ๒/๓๔)
ท่านทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์สมมติภิกษุ ๕๐๐ รูปนี้ให้ จำพรรษาในพระนครราชคฤห์เพื่อสังคายนาพระธรรมและพระวินัย ภิกษุ เหล่าอื่นไม่พึงจำพรรษาในพระนครราชคฤห์ การสมมติภิกษุ ๕๐๐ รูปนี้ให้ จำพรรษาในพระนครราชคฤห์เพื่อสังคายนาพระธรรมและพระวินัย ภิกษุ เหล่าอื่นไม่พึงจำพรรษาในพระนครราชคฤห์ ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้น พึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วงภิกษุ ๕๐๐ รูปนี้อันสงฆ์สมมติให้จำพรรษาในพระนครราชคฤห์เพื่อ สังคายนาพระธรรมและพระวินัยแล้ว ภิกษุเหล่าอื่นไม่พึงจำพรรษาใน พระนครราชคฤห์ ชอบใจแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อ นี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้”
ปฏิสังขรณ์เสนาสนะที่ชำรุดทรุดโทรม
{๖๑๖} ครั้งนั้น พระเถระทั้งหลายได้ไปพระนครราชคฤห์เพื่อสังคายนาพระ ธรรมและพระวินัย แล้วปรึกษากันว่า “ท่านทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสรรเสริญการปฏิสังขรณ์เสนาสนะที่ชำรุดทรุดโทรมไว้ เอาเถิด พวกเรา จะปฏิสังขรณ์เสนาสนะที่ชำรุดทรุดโทรมในเดือนต้น จักประชุมสังคายนา พระธรรมและพระวินัยในเดือนท่ามกลาง ครั้งนั้น พระเถระทั้งหลายได้ ปฏิสังขรณ์เสนาสนะที่ชำรุดทรุดโทรมในเดือนต้นแล้ว
พระอานนท์สำเร็จอรหัตตผล
{๖๑๗} ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์คิดว่า “พรุ่งนี้เป็นวันประชุม ข้อที่เรายังเป็น เสกขบุคคลอยู่จะพึงไปสู่ที่ประชุมนั้น ไม่สมควรแก่เราเลย” จึงยังราตรี เป็นส่วนมากให้ล่วงไปด้วยกายคตาสติ ในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรีจึงเอนกาย
- ๑กายคตาสติ สติที่เป็นไปในกาย คือสติอันพิจารณากายให้เห็นตามสภาพที่มีส่วนประกอบ ซึ่ง ล้วนเป็นของไม่สะอาด ไม่งาม น่ารังเกียจ เป็นหนึ่งในอนุสสติ ๑๐ (ข้อ ๘)
ด้วยตั้งใจว่าจักนอน แต่ศีรษะยังไม่ทันถึงหมอนและเท้ายังไม่ทันพ้นจากพื้น ในระหว่างนั้น จิตก็ได้หลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่นแล้ว
พระอุบาลีวิสัชนาพระวินัย
{๖๑๘} [๔๓๙] ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์ได้เป็นพระอรหันต์ไปสู่ที่ประชุมแล้ว ลำดับนั้น ท่านพระมหากัสสปะประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้“ท่านทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึง ที่แล้ว ข้าพเจ้าจะขอถามพระวินัยกะพระอุบาลี”ท่านพระอุบาลีประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้
“ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึง ที่แล้ว ข้าพเจ้าอันท่านพระมหากัสสปะถามพระวินัยแล้ว จะขอวิสัชนา”ลำดับนั้น ท่านพระมหากัสสปะได้ถามท่านพระอุบาลีว่า “ท่านอุบาลี ปฐมปาราชิกสิกขาบท พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติที่ไหน”พระอุบาลีตอบว่า “ที่พระนครเวสาลี ขอรับ”
“ทรงปรารภใคร”
“ทรงปรารภพระสุทินน์กลันทบุตร”
“ในเพราะเรื่องอะไร”
“ในเพราะเมถุนธรรม”
ต่อจากนั้น ท่านพระมหากัสสปะได้ถามถึงวัตถุ นิทาน บุคคล บัญญัติ อนุบัญญัติ อาบัติ อนาบัติแห่งปฐมปาราชิกสิกขาบทกะท่าน พระอุบาลี แล้วถามต่อไปว่า “ทุติยปาราชิกสิกขาบท พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงบัญญัติที่ไหน”
- ๑ปฐมปาราชิกสิกขาบท ปารชิกสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการเสพเมถุนธรรม ทุติยปาราชิกสิกขาบท ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการลักทรัพย (ดูรายละเอียดในปาราชิกกัณฑ์ วิ.มหาวิ. (แปล) ๑)
จบ เรื่องพระมหากัสสปเถระปรารภการทำสังคายนาครั้งที่ ๑