อริยสัจ ๔ ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา ติกมาติกาวิสัชนา ทุกมาติกาวิสัชนา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๑๕–๒๑๘ลำดับ ๕ จาก ๕ ในสัจจวิภังค์พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ ๕ ข้อ๓ ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ
คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. ปัญหาปุจฉกะ
อริยสัจ ๔ คือ ๑. ทุกขอริยสัจ (อริยสัจคือทุกข์) ๒. ทุกขสมุทยอริยสัจ (อริยสัจคือเหตุเกิดแห่งทุกข์) ๓. ทุกขนิโรธอริยสัจ (อริยสัจคือความดับทุกข์) ๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ (อริยสัจคือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์)
บรรดาอริยสัจ ๔ อริยสัจเท่าไรเป็นกุศล เท่าไรเป็นอกุศล เท่าไรเป็นอัพยากฤต ฯลฯ เท่าไรเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ เท่าไรไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้๑. ติกมาติกาวิสัชนา ๑. กุสลติกวิสัชนา
สมุทยสัจเป็นอกุศล มัคคสัจเป็นกุศล นิโรธสัจเป็นอัพยากฤตทุกขสัจที่เป็นกุศลก็มี ที่เป็นอกุศลก็มี ที่เป็นอัพยากฤตก็มี ๒. เวทนาติกวิสัชนา สัจจะ ๒ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มีนิโรธสัจกล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา หรือสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ทุกขสัจที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี ที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาก็มี ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยสุขเวทนาสัมปยุตด้วยทุกขเวทนา หรือสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี๓. วิปากติกวิสัชนา สัจจะ ๒ เป็นเหตุให้เกิดวิบาก นิโรธสัจไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก ทุกขสัจที่เป็นวิบากก็มี ที่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี ที่ไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี ๔. อุปาทินนติกวิสัชนา สมุทยสัจ กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน สัจจะ ๒ กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน ทุกขสัจที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ๕. สังกิลิฏฐติกวิสัชนา สมุทยสัจ กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลส สัจจะ ๒ กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส ทุกขสัจที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี๖. สวิตักกติกวิสัชนา สมุทยสัจมีทั้งวิตกและวิจาร นิโรธสัจไม่มีทั้งวิตกและวิจาร มัคคสัจที่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี ที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารก็มี ที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี ทุกขสัจที่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี ที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารก็มี ที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีทั้งวิตกและวิจาร ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร หรือไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี๗. ปีติติกวิสัชนา สัจจะ ๒ ที่สหรคตด้วยปีติก็มี ที่สหรคตด้วยสุขก็มี ที่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มีนิโรธสัจกล่าวไม่ได้ว่า สหรคตด้วยปีติ สหรคตด้วยสุข หรือสหรคตด้วยอุเบกขาทุกขสัจที่สหรคตด้วยปีติก็มี ที่สหรคตด้วยสุขก็มี ที่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สหรคตด้วยปีติ สหรคตด้วยสุข หรือสหรคตด้วยอุเบกขาก็มี๘. ทัสสนติกวิสัชนา สัจจะ ๒ ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ สมุทยสัจที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี ที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ก็มีทุกขสัจที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี ที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ก็มี ที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี๙. ทัสสนเหตุติกวิสัชนา สัจจะ ๒ ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓สมุทยสัจที่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี ที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี ทุกขสัจที่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี ที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี ที่ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี ๑๐. อาจยคามิติกวิสัชนา สมุทยสัจเป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติ มัคคสัจเป็นเหตุให้ถึงนิพพาน นิโรธสัจไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพาน ทุกขสัจที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติก็มีที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานก็มี ๑๑. เสกขติกวิสัชนา มัคคสัจเป็นของเสขบุคคล สัจจะ ๓ ไม่เป็นของเสขบุคคลและอเสขบุคคล๑๒. ปริตตติกวิสัชนา สมุทยสัจเป็นปริตตะ สัจจะ ๒ เป็นอัปปมาณะ ทุกขสัจที่เป็นปริตตะก็มี ที่เป็นมหัคคตะก็มี ๑๓. ปริตตารัมมณติกวิสัชนา นิโรธสัจรับรู้อารมณ์ไม่ได้ มัคคสัจมีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ สมุทยสัจที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์แต่ไม่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มีที่กล่าวไม่ได้ว่า มีปริตตะเป็นอารมณ์ หรือมีมหัคคตะเป็นอารมณ์ก็มี ทุกขสัจที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มีที่กล่าวไม่ได้ว่า มีปริตตะเป็นอารมณ์ มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ หรือมีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มี ๑๔. หีนติกวิสัชนา สมุทยสัจเป็นชั้นต่ำ สัจจะ ๒ เป็นชั้นประณีต ทุกขสัจที่เป็นชั้นต่ำก็มี ที่เป็นชั้นกลางก็มี ๑๕. มิจฉัตตติกวิสัชนา นิโรธสัจไม่แน่นอนโดยอาการทั้งสองนั้น มัคคสัจมีสภาวะชอบและให้ผลแน่นอน สัจจะ ๒ ที่มีสภาวะผิดและให้ผลแน่นอนก็มี ที่ไม่แน่นอนโดยอาการทั้งสองนั้นก็มี ๑๖. มัคคารัมมณติกวิสัชนา นิโรธสัจรับรู้อารมณ์ไม่ได้ สมุทยสัจกล่าวไม่ได้ว่า มีมรรคเป็นอารมณ์ มีมรรคเป็นเหตุ หรือมีมรรคเป็นอธิบดี มัคคสัจไม่ใช่มีมรรคเป็นอารมณ์ ที่มีมรรคเป็นเหตุก็มีที่มีมรรคเป็นอธิบดีก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีมรรคเป็นเหตุ หรือมีมรรคเป็นอธิบดีก็มีทุกขสัจที่มีมรรคเป็นอารมณ์แต่ไม่มีมรรคเป็นเหตุก็มี ที่มีมรรคเป็นอธิบดีก็มีที่กล่าวไม่ได้ว่า มีมรรคเป็นอารมณ์ หรือมีมรรคเป็นอธิบดีก็มี๑๗. อุปปันนติกวิสัชนา สัจจะ ๒ ที่เกิดขึ้นก็มี ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มี แต่กล่าวไม่ได้ว่า จักเกิดขึ้นแน่นอนนิโรธสัจกล่าวไม่ได้ว่า เกิดขึ้น ยังไม่เกิดขึ้น หรือจักเกิดขึ้นแน่นอน ทุกขสัจที่เกิดขึ้นก็มี ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มี ที่จักเกิดขึ้นแน่นอนก็มี ๑๘. อตีตติกวิสัชนา สัจจะ ๓ ที่เป็นอดีตก็มี ที่เป็นอนาคตก็มี ที่เป็นปัจจุบันก็มี นิโรธสัจกล่าวไม่ได้ว่า เป็นอดีต เป็นอนาคต หรือเป็นปัจจุบัน ๑๙. อตีตารัมมณติกวิสัชนา นิโรธสัจรับรู้อารมณ์ไม่ได้ มัคคสัจกล่าวไม่ได้ว่า มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์ หรือมีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ สัจจะ ๒ ที่มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ก็มีที่กล่าวไม่ได้ว่า มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์ มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์ หรือมีปัจจุบัน-ธรรมเป็นอารมณ์ก็มี ๒๐. อัชฌัตตติกวิสัชนา นิโรธสัจเป็นภายนอกตน สัจจะ ๓ ที่เป็นภายในตนก็มี ที่เป็นภายนอกตนก็มี ที่เป็นภายในตนและภายนอกตนก็มี ๒๑. อัชฌัตตารัมมณติกวิสัชนา นิโรธสัจรับรู้อารมณ์ไม่ได้ มัคคสัจมีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ สมุทยสัจที่มีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีธรรมภายในตนและภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี ทุกขสัจที่มีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์ก็มีที่มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีธรรมภายในตนและภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์ มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์หรือมีธรรมภายในตนและภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี ๒๒. สนิทัสสนติกวิสัชนา สัจจะ ๓ เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ ทุกขสัจที่เห็นได้และกระทบได้ก็มี ที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ก็มี ที่เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ก็มี ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา ๑. เหตุโคจฉกวิสัชนา
สมุทยสัจเป็นเหตุ นิโรธสัจไม่เป็นเหตุ สัจจะ ๒ ที่เป็นเหตุก็มี ที่ไม่เป็นเหตุก็มี สัจจะ ๒ มีเหตุ นิโรธสัจไม่มีเหตุ ทุกขสัจที่มีเหตุก็มี ที่ไม่มีเหตุก็มี สัจจะ ๒ สัมปยุตด้วยเหตุ นิโรธสัจวิปปยุตจากเหตุ ทุกขสัจที่สัมปยุตด้วยเหตุก็มี ที่วิปปยุตจากเหตุก็มี สมุทยสัจเป็นเหตุและมีเหตุ นิโรธสัจกล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและมีเหตุ หรือมีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ มัคคสัจที่เป็นเหตุและมีเหตุก็มี ที่มีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี ทุกขสัจที่เป็นเหตุและมีเหตุก็มี ที่มีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและมีเหตุหรือมีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี สมุทยสัจเป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ นิโรธสัจกล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ หรือสัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ มัคคสัจที่เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุก็มี ที่สัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี ทุกขสัจที่เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุก็มี ที่สัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ หรือสัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี นิโรธสัจไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุ สมุทยสัจกล่าวไม่ได้ว่า ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุหรือไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุ มัคคสัจที่ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ หรือไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุก็มี ทุกขสัจที่ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุก็มีที่ไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ หรือไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุก็มี ๒. จูฬันตรทุกวิสัชนา สัจจะ ๓ มีปัจจัยปรุงแต่ง นิโรธสัจไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง สัจจะ ๓ ถูกปัจจัยปรุงแต่ง นิโรธสัจไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง สัจจะ ๓ เห็นไม่ได้ ทุกขสัจที่เห็นได้ก็มี ที่เห็นไม่ได้ก็มี สัจจะ ๓ กระทบไม่ได้ ทุกขสัจที่กระทบได้ก็มี ที่กระทบไม่ได้ก็มี สัจจะ ๓ ไม่เป็นรูป ทุกขสัจที่เป็นรูปก็มี ที่ไม่เป็นรูปก็มี สัจจะ ๒ เป็นโลกิยะ สัจจะ ๒ เป็นโลกุตตระ สัจจะ ๔ จิตบางดวงรู้ได้ สัจจะ ๔ จิตบางดวงรู้ไม่ได้ ๓. อาสวโคจฉกวิสัชนา สมุทยสัจเป็นอาสวะ สัจจะ ๒ ไม่เป็นอาสวะ ทุกขสัจที่เป็นอาสวะก็มี ที่ไม่เป็นอาสวะก็มี สัจจะ ๒ เป็นอารมณ์ของอาสวะ สัจจะ ๒ ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ สมุทยสัจสัมปยุตด้วยอาสวะ สัจจะ ๒ วิปปยุตจากอาสวะ ทุกขสัจที่สัมปยุตด้วยอาสวะก็มี ที่วิปปยุตจากอาสวะก็มี สมุทยสัจเป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือเป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะทุกขสัจที่เป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี ที่เป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี สมุทยสัจเป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะ หรือสัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะ ทุกขสัจที่เป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะก็มี ที่สัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะ หรือสัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี สัจจะ ๒ วิปปยุตจากอาสวะและไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ สมุทยสัจกล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากอาสวะแต่เป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือวิปปยุตจากอาสวะและไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ทุกขสัจที่วิปปยุตจากอาสวะแต่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากอาสวะแต่เป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือวิปปยุตจากอาสวะและไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี ๔. สัญโญชนโคจฉกวิสัชนา สมุทยสัจเป็นสังโยชน์ สัจจะ ๒ ไม่เป็นสังโยชน์ ทุกขสัจที่เป็นสังโยชน์ก็มี ที่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี สัจจะ ๒ เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ สัจจะ ๒ ไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์สมุทยสัจสัมปยุตด้วยสังโยชน์ สัจจะ ๒ วิปปยุตจากสังโยชน์ ทุกขสัจที่สัมปยุตด้วยสังโยชน์ก็มี ที่วิปปยุตจากสังโยชน์ก็มี สมุทยสัจเป็นสังโยชน์และเป็นอารมณ์ของสังโยชน์ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นสังโยชน์และเป็นอารมณ์ของสังโยชน์ หรือเป็นอารมณ์ของสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ทุกขสัจที่เป็นสังโยชน์และเป็นอารมณ์ของสังโยชน์ก็มี ที่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี สมุทยสัจเป็นสังโยชน์และสัมปยุตด้วยสังโยชน์ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสังโยชน์และสัมปยุตด้วยสังโยชน์ หรือสัมปยุตด้วยสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ทุกขสัจที่เป็นสังโยชน์และสัมปยุตด้วยสังโยชน์ก็มี ที่สัมปยุตด้วยสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสังโยชน์และสัมปยุตด้วยสังโยชน์ หรือสัมปยุตด้วยสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี สัจจะ ๒ วิปปยุตจากสังโยชน์และไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ สมุทยสัจกล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากสังโยชน์แต่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ หรือวิปปยุตจากสังโยชน์และไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ทุกขสัจที่วิปปยุตจากสังโยชน์แต่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากสังโยชน์แต่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ หรือวิปปยุตจากสังโยชน์และไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ก็มี ๕. คันถโคจฉกวิสัชนา สมุทยสัจเป็นคันถะ สัจจะ ๒ ไม่เป็นคันถะ ทุกขสัจที่เป็นคันถะก็มี ที่ไม่เป็นคันถะก็มี สัจจะ ๒ เป็นอารมณ์ของคันถะ สัจจะ ๒ ไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ สัจจะ ๒ วิปปยุตจากคันถะ สัจจะ ๒ ที่สัมปยุตด้วยคันถะก็มี ที่วิปปยุตจากคันถะก็มี สมุทยสัจเป็นคันถะและเป็นอารมณ์ของคันถะ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถะและเป็นอารมณ์ของคันถะ หรือเป็นอารมณ์ของคันถะแต่ไม่เป็นคันถะ ทุกขสัจที่เป็นคันถะและเป็นอารมณ์ของคันถะก็มี ที่เป็นอารมณ์ของคันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มี สมุทยสัจเป็นคันถะและสัมปยุตด้วยคันถะ ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถะและสัมปยุตด้วยคันถะ หรือสัมปยุตด้วยคันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มี สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นคันถะและสัมปยุตด้วยคันถะ หรือสัมปยุตด้วยคันถะแต่ไม่เป็นคันถะ ทุกขสัจที่เป็นคันถะและสัมปยุตด้วยคันถะก็มี ที่สัมปยุตด้วยคันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถะและสัมปยุตด้วยคันถะ หรือสัมปยุตด้วยคันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มี สัจจะ ๒ วิปปยุตจากคันถะและไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ สัจจะ ๒ ที่วิปปยุตจากคันถะแต่เป็นอารมณ์ของคันถะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากคันถะแต่เป็นอารมณ์ของคันถะ หรือวิปปยุตจากคันถะและไม่เป็นอารมณ์ของคันถะก็มี๖-๘. โอฆโคจฉกาทิวิสัชนา สมุทยสัจเป็นโอฆะ ฯลฯ เป็นโยคะ ฯลฯ เป็นนิวรณ์ สัจจะ ๒ ไม่เป็นนิวรณ์ทุกขสัจที่เป็นนิวรณ์ก็มี ที่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี สัจจะ ๒ เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ สัจจะ ๒ ไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ สมุทยสัจสัมปยุตด้วยนิวรณ์ สัจจะ ๒ วิปปยุตจากนิวรณ์ ทุกขสัจที่สัมปยุตด้วยนิวรณ์ก็มี ที่วิปปยุตจากนิวรณ์ก็มี สมุทยสัจเป็นนิวรณ์และเป็นอารมณ์ของนิวรณ์ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนิวรณ์และเป็นอารมณ์ของนิวรณ์ หรือเป็นอารมณ์ของนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ทุกขสัจที่เป็นนิวรณ์และเป็นอารมณ์ของนิวรณ์ก็มี ที่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี สมุทยสัจเป็นนิวรณ์และสัมปยุตด้วยนิวรณ์ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนิวรณ์และสัมปยุตด้วยนิวรณ์ หรือสัมปยุตด้วยนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ ทุกขสัจที่เป็นนิวรณ์และสัมปยุตด้วยนิวรณ์ก็มี ที่สัมปยุตด้วยนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนิวรณ์และสัมปยุตด้วยนิวรณ์ หรือสัมปยุตด้วยนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี สัจจะ ๒ วิปปยุตจากนิวรณ์และไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ สมุทยสัจกล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากนิวรณ์แต่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ หรือวิปปยุตจากนิวรณ์และไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ ทุกขสัจที่วิปปยุตจากนิวรณ์แต่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ก็มีที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากนิวรณ์แต่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ หรือวิปปยุตจากนิวรณ์และไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ก็มี ๙. ปรามาสโคจฉกวิสัชนา สัจจะ ๓ ไม่เป็นปรามาส ทุกขสัจที่เป็นปรามาสก็มี ที่ไม่เป็นปรามาสก็มี สัจจะ ๒ เป็นอารมณ์ของปรามาส สัจจะ ๒ ไม่เป็นอารมณ์ของปรามาส สัจจะ ๒ วิปปยุตจากปรามาส สมุทยสัจที่สัมปยุตด้วยปรามาสก็มี ที่วิปปยุตจากปรามาสก็มี ทุกขสัจที่สัมปยุตด้วยปรามาสก็มี ที่วิปปยุตจากปรามาสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยปรามาส หรือวิปปยุตจากปรามาสก็มี สมุทยสัจกล่าวไม่ได้ว่า เป็นปรามาสและเป็นอารมณ์ของปรามาส หรือเป็นอารมณ์ของปรามาสแต่ไม่เป็นปรามาส สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นปรามาสและเป็นอารมณ์ของปรามาส หรือเป็นอารมณ์ของปรามาสแต่ไม่เป็นปรามาส ทุกขสัจที่เป็นปรามาสและเป็นอารมณ์ของปรามาสก็มี ที่เป็นอารมณ์ของปรามาสแต่ไม่เป็นปรามาสก็มี สัจจะ ๒ วิปปยุตจากปรามาสและไม่เป็นอารมณ์ของปรามาส สัจจะ ๒ ที่วิปปยุตจากปรามาสแต่เป็นอารมณ์ของปรามาสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากปรามาสแต่เป็นอารมณ์ของปรามาส หรือวิปปยุตจากปรามาสและไม่เป็นอารมณ์ของปรามาสก็มี ๑๐. มหันตรทุกวิสัชนา สัจจะ ๒ รับรู้อารมณ์ได้ นิโรธสัจรับรู้อารมณ์ไม่ได้ ทุกขสัจที่รับรู้อารมณ์ได้ก็มี ที่รับรู้อารมณ์ไม่ได้ก็มี สัจจะ ๓ ไม่เป็นจิต ทุกขสัจที่เป็นจิตก็มี ที่ไม่เป็นจิตก็มี สัจจะ ๒ เป็นเจตสิก นิโรธสัจไม่เป็นเจตสิก ทุกขสัจที่เป็นเจตสิกก็มี ที่ไม่เป็นเจตสิกก็มี สัจจะ ๒ สัมปยุตด้วยจิต นิโรธสัจวิปปยุตจากจิต ทุกขสัจที่สัมปยุตด้วยจิตก็มีที่วิปปยุตจากจิตก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยจิต หรือวิปปยุตจากจิตก็มี สัจจะ ๒ ระคนกับจิต นิโรธสัจไม่ระคนกับจิต ทุกขสัจที่ระคนกับจิตก็มี ที่ไม่ระคนกับจิตก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า ระคนกับจิต หรือไม่ระคนกับจิตก็มี สัจจะ ๒ มีจิตเป็นสมุฏฐาน นิโรธสัจไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ทุกขสัจที่มีจิตเป็นสมุฏฐานก็มี ที่ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐานก็มี สัจจะ ๒ เกิดพร้อมกับจิต นิโรธสัจไม่เกิดพร้อมกับจิต ทุกขสัจที่เกิดพร้อมกับจิตก็มี ที่ไม่เกิดพร้อมกับจิตก็มี สัจจะ ๒ เป็นไปตามจิต นิโรธสัจไม่เป็นไปตามจิต ทุกขสัจที่เป็นไปตามจิตก็มี ที่ไม่เป็นไปตามจิตก็มี สัจจะ ๒ ระคนกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐาน นิโรธสัจไม่ระคนกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐาน ทุกขสัจที่ระคนกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐานก็มี ที่ไม่ระคนกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐานก็มี สัจจะ ๒ ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเกิดพร้อมกับจิต นิโรธสัจไม่ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเกิดพร้อมกับจิต ทุกขสัจที่ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเกิดพร้อมกับจิตก็มี ที่ไม่ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเกิดพร้อมกับจิตก็มี สัจจะ ๒ ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเป็นไปตามจิต นิโรธสัจไม่ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเป็นไปตามจิต ทุกขสัจที่ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเป็นไปตามจิตก็มี ที่ไม่ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเป็นไปตามจิตก็มี สัจจะ ๓ เป็นภายนอก ทุกขสัจที่เป็นภายในก็มี ที่เป็นภายนอกก็มี สัจจะ ๓ ไม่เป็นอุปาทายรูป ทุกขสัจที่เป็นอุปาทายรูปก็มี ที่ไม่เป็นอุปาทายรูปก็มี สัจจะ ๓ กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือ ทุกขสัจที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือก็มี ๑๑. อุปาทานโคจฉกวิสัชนา สมุทยสัจเป็นอุปาทาน สัจจะ ๒ ไม่เป็นอุปาทาน ทุกขสัจที่เป็นอุปาทานก็มีที่ไม่เป็นอุปาทานก็มี สัจจะ ๒ เป็นอารมณ์ของอุปาทาน สัจจะ ๒ ไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน สัจจะ ๒ วิปปยุตจากอุปาทาน สัจจะ ๒ ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานก็มี ที่วิปปยุตจากอุปาทานก็มี สมุทยสัจเป็นอุปาทานและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอุปาทานและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน หรือเป็นอารมณ์ของอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทาน ทุกขสัจที่เป็นอุปาทานและเป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่เป็นอารมณ์ของอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มี สมุทยสัจที่เป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทานก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทาน หรือสัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มี สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทาน หรือสัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทาน ทุกขสัจที่เป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทานก็มีที่สัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทาน หรือสัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มี สัจจะ ๒ วิปปยุตจากอุปาทานและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน สัจจะ ๒ ที่วิปปยุตจากอุปาทานแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากอุปาทานแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน หรือวิปปยุตจากอุปาทานและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ๑๒. กิเลสโคจฉกวิสัชนา สมุทยสัจเป็นกิเลส สัจจะ ๒ ไม่เป็นกิเลส ทุกขสัจที่เป็นกิเลสก็มี ที่ไม่เป็นกิเลสก็มี สัจจะ ๒ เป็นอารมณ์ของกิเลส สัจจะ ๒ ไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส สมุทยสัจกิเลสทำให้เศร้าหมอง สัจจะ ๒ กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมอง ทุกขสัจที่กิเลสทำให้เศร้าหมองก็มี ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองก็มี สมุทยสัจสัมปยุตด้วยกิเลส สัจจะ ๒ วิปปยุตจากกิเลส ทุกขสัจที่สัมปยุตด้วยกิเลสก็มี ที่วิปปยุตจากกิเลสก็มี สมุทยสัจเป็นกิเลสและเป็นอารมณ์ของกิเลส สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและเป็นอารมณ์ของกิเลส หรือเป็นอารมณ์ของกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลส ทุกขสัจที่เป็นกิเลสและเป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี ที่เป็นอารมณ์ของกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี สมุทยสัจเป็นกิเลสและกิเลสทำให้เศร้าหมอง สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและกิเลสทำให้เศร้าหมอง หรือกิเลสทำให้เศร้าหมองแต่ไม่เป็นกิเลส ทุกขสัจที่เป็นกิเลสและกิเลสทำให้เศร้าหมองก็มี ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองแต่ไม่เป็นกิเลสก็มีที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและกิเลสทำให้เศร้าหมอง หรือกิเลสทำให้เศร้าหมองแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี สมุทยสัจเป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลส สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลส หรือสัมปยุตด้วยกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลส ทุกขสัจที่เป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลสก็มี ที่สัมปยุตด้วยกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลส หรือสัมปยุตด้วยกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี สัจจะ ๒ วิปปยุตจากกิเลสและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส สมุทยสัจกล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากกิเลสแต่เป็นอารมณ์ของกิเลส หรือวิปปยุตจากกิเลสและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส ทุกขสัจที่วิปปยุตจากกิเลสแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากกิเลสแต่เป็นอารมณ์ของกิเลส หรือวิปปยุตจากกิเลสและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี ๑๓. ปิฏฐิทุกวิสัชนา สัจจะ ๒ ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค สัจจะ ๒ ที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี ที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี สัจจะ ๒ ไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ สัจจะ ๒ ที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี ที่ไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี สัจจะ ๒ ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค สัจจะ ๒ ที่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี ที่ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี สัจจะ ๒ ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ สัจจะ ๒ ที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี ที่ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ก็มี สมุทยสัจมีวิตก นิโรธสัจไม่มีวิตก สัจจะ ๒ ที่มีวิตกก็มี ที่ไม่มีวิตกก็มี สมุทยสัจมีวิจาร นิโรธสัจไม่มีวิจาร สัจจะ ๒ ที่มีวิจารก็มี ที่ไม่มีวิจารก็มี นิโรธสัจไม่มีปีติ สัจจะ ๓ ที่มีปีติก็มี ที่ไม่มีปีติก็มี นิโรธสัจไม่สหรคตด้วยปีติ สัจจะ ๓ ที่สหรคตด้วยปีติก็มี ที่ไม่สหรคตด้วยปีติก็มี นิโรธสัจไม่สหรคตด้วยสุข สัจจะ ๓ ที่สหรคตด้วยสุขก็มี ที่ไม่สหรคตด้วยสุขก็มี นิโรธสัจไม่สหรคตด้วยอุเบกขา สัจจะ ๓ ที่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี ที่ไม่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี สมุทยสัจเป็นกามาวจร สัจจะ ๒ ไม่เป็นกามาวจร ทุกขสัจที่เป็นกามาวจรก็มี ที่ไม่เป็นกามาวจรก็มี สัจจะ ๓ ไม่เป็นรูปาวจร ทุกขสัจที่เป็นรูปาวจรก็มี ที่ไม่เป็นรูปาวจรก็มี สัจจะ ๓ ไม่เป็นอรูปาวจร ทุกขสัจที่เป็นอรูปาวจรก็มี ที่ไม่เป็นอรูปาวจรก็มี สัจจะ ๒ นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ สัจจะ ๒ ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ มัคคสัจเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ สัจจะ ๓ ไม่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ มัคคสัจให้ผลแน่นอน นิโรธสัจไม่แน่นอนโดยอาการทั้งสองนั้น สัจจะ ๒ ที่ให้ผลแน่นอนก็มี ที่ให้ผลไม่แน่นอนก็มี สัจจะ ๒ มีธรรมอื่นยิ่งกว่า สัจจะ ๒ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า สมุทยสัจเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ สัจจะ ๒ ไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ ทุกขสัจที่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ก็มี ที่ไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ก็มี ปัญหาปุจฉกะ จบ สัจจวิภังค์ จบบริบูรณ์
สัจจะ ๒ คือ ทุกขสัจและสมุทยสัจ เป็นโลกิยธรรม ส่วนอีก ๒ คือ มัคคสัจและนิโรธสัจ เป็นโลกุตตรธรรม(อภิ.วิ.อ. ๒๑๕/๑๓๒-๑๓๓) ทุกขสัจและสมุทยสัจ เป็นอารมณ์ของปรามาส เพราะเป็นโลกิยธรรม ส่วนนิโรธสัจและมัคคสัจ เป็นโลกุตตรธรรม จึงไม่เป็นอารมณ์ของปรามาส (อภิ.วิ.อ. ๒๑๕/๑๓๒-๑๓๓) สัจจะ ๒ คือ นิโรธสัจและมัคคสัจ ไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน เพราะเป็นโลกุตตรธรรม นิโรธสัจนั้น ได้แก่ นิพพาน เป็นผลที่เกิดจากการปฏิบัติของโยคีบุคคล ดังนั้น จะกล่าวว่า ให้ผลแน่นอนหรือให้ผลไม่แน่นอนนั้นไม่ได้
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๒ วิภังคปกรณ์ ปัญหาปุจฉกะ
จตฺตาริ อริยสจฺจานิ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ฯ จตุนฺนํ อริยสจฺจานํ กติ กุสลา กติ อกุสลา กติ อพฺยากตา ฯเปฯ กติ สรณา กติ อรณา ฯ
อริยสัจ ๔ คือ ๑. ทุกขอริยสัจ ๒. ทุกขสมุทยอริยสัจ ๓. ทุกขนิโรธอริยสัจ ๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา บรรดาอริยสัจ ๔ อริยสัจไหนเป็นกุศล อริยสัจไหนเป็นอกุศล อริยสัจไหนเป็นอัพยากฤต ฯลฯ อริยสัจไหนเป็นสรณะ อริยสัจไหนเป็นอรณะติกมาติกาวิสัชนา
สมุทยสจฺจํ อกุสลํ มคฺคสจฺจํ กุสลํ นิโรธสจฺจํ อพฺยากตํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา กุสลํ สิยา อกุสลํ สิยา อพฺยากตํ ฯ เทฺว สจฺจา สิยา สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา สิยา อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา นิโรธสจฺจํ น วตฺตพฺพํ สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตนฺติปิ ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตนฺติปิ อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตนฺติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ สิยา ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ สิยา อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ สิยา น วตฺตพฺพํ สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตนฺติปิ ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตนฺติปิ อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตนฺติปิ ฯ {๒๒๔.๑} เทฺว สจฺจา วิปากธมฺมธมฺมา นิโรธสจฺจํ เนววิปากนวิปาก- ธมฺมธมฺมํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา วิปากํ สิยา วิปากธมฺมธมฺมํ สิยา เนววิปากนวิปากธมฺมธมฺมํ ฯ สมุทยสจฺจํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ เทฺว สจฺจา อนุปาทินฺนอนุปาทานิยา ทุกฺขสจฺจํ สิยา อุปาทินฺนุปาทานิยํ สิยา อนุปาทินฺนุปาทานิยํ ฯ สมุทยสจฺจํ สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกํ เทฺว สจฺจา อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกา ทุกฺขสจฺจํ สิยา สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกํ สิยา อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกํ ฯ สมุทยสจฺจํ สวิตกฺกสวิจารํ นิโรธสจฺจํ อวิตกฺกอวิจารํ มคฺคสจฺจํ สิยา สวิตกฺกสวิจารํ สิยา อวิตกฺกวิจารมตฺตํ สิยา อวิตกฺกอวิจารํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา สวิตกฺกสวิจารํ สิยา อวิตกฺกวิจารมตฺตํ สิยา อวิตกฺกอวิจารํ สิยา น วตฺตพฺพํ สวิตกฺกสวิจารนฺติปิ อวิตกฺกวิจารมตฺตนฺติปิ อวิตกฺกอวิจารนฺติปิ ฯ {๒๒๔.๒} เทฺว สจฺจา สิยา ปีติสหคตา สิยา สุขสหคตา สิยา อุเปกฺขาสหคตา นิโรธสจฺจํ น วตฺตพฺพํ ปีติสหคตนฺติปิ สุขสหคตนฺติปิ อุเปกฺขาสหคตนฺติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา ปีติสหคตํ สิยา สุขสหคตํ สิยา อุเปกฺขาสหคตํ สิยา น วตฺตพฺพํ ปีติสหคตนฺติปิ สุขสหคตนฺติปิ อุเปกฺขาสหคตนฺติปิ ฯ {๒๒๔.๓} เทฺว สจฺจา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพา สมุทยสจฺจํ สิยา ทสฺสเนน ปหาตพฺพํ สิยา ภาวนาย ปหาตพฺพํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา ทสฺสเนน ปหาตพฺพํ สิยา ภาวนาย ปหาตพฺพํ สิยา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพํ ฯ {๒๒๔.๔} เทฺว สจฺจา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพเหตุกา สมุทยสจฺจํ สิยา ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกํ สิยา ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกํ สิยา ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกํ สิยา เนวทสฺสเนนนภาวนาย- ปหาตพฺพเหตุกํ ฯ สมุทยสจฺจํ อาจยคามิ มคฺคสจฺจํ อปจยคามิ นิโรธสจฺจํ เนวอาจยคามินอปจยคามิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา อาจยคามิ สิยา เนวอาจยคามิ นอปจยคามิ ฯ มคฺคสจฺจํ เสกฺขํ ตีณิ สจฺจา เนวเสกฺขานาเสกฺขา ฯ สมุทยสจฺจํ ปริตฺตํ เทฺว สจฺจา อปฺปมาณา ทุกฺขสจฺจํ สิยา ปริตฺตํ สิยา มหคฺคตํ ฯ นิโรธสจฺจํ อนารมฺมณํ มคฺคสจฺจํ อปฺปมาณารมฺมณํ สมุทยสจฺจํ สิยา ปริตฺตารมฺมณํ สิยา มหคฺคตารมฺมณํ น อปฺปมาณารมฺมณํ สิยา น วตฺตพฺพํ ปริตฺตารมฺมณนฺติปิ มหคฺคตารมฺมณนฺติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา ปริตฺตารมฺมณํ สิยา มหคฺคตารมฺมณํ สิยา อปฺปมาณารมฺมณํ สิยา น วตฺตพฺพํ ปริตฺตารมฺมณนฺติปิ มหคฺคตารมฺมณนฺติปิ อปฺปมาณารมฺมณนฺติปิ ฯ สมุทยสจฺจํ หีนํ เทฺว สจฺจา ปณีตา ทุกฺขสจฺจํ สิยา หีนํ สิยา มชฺฌิมํ ฯ {๒๒๔.๕} นิโรธสจฺจํ อนิยตํ มคฺคสจฺจํ สมฺมตฺตนิยตํ เทฺว สจฺจา สิยา มิจฺฉตฺตนิยตา สิยา อนิยตา ฯ นิโรธสจฺจํ อนารมฺมณํ สมุทยสจฺจํ น วตฺตพฺพํ มคฺคารมฺมณนฺติปิ มคฺคเหตุกนฺติปิ มคฺคาธิปตีติปิ มคฺคสจฺจํ น มคฺคารมฺมณํ สิยา มคฺคเหตุกํ สิยา มคฺคาธิปติ สิยา น วตฺตพฺพํ มคฺคเหตุกนฺติปิ มคฺคาธิปตีติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา มคฺคารมฺมณํ น มคฺคเหตุกํ สิยา มคฺคาธิปติ สิยา น วตฺตพฺพํ มคฺคารมฺมณนฺติปิ มคฺคาธิปตีติปิ ฯ {๒๒๔.๖} เทฺว สจฺจา สิยา อุปฺปนฺนา สิยา อนุปฺปนฺนา น วตฺตพฺพา อุปฺปาทิโนติ นิโรธสจฺจํ น วตฺตพฺพํ อุปฺปนฺนนฺติปิ อนุปฺปนฺนนฺติปิ อุปฺปาทีติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา อุปฺปนฺนํ สิยา อนุปฺปนฺนํ สิยา อุปฺปาทิ ฯ ตีณิ สจฺจา สิยา อตีตา สิยา อนาคตา สิยา ปจฺจุปฺปนฺนา นิโรธสจฺจํ น วตฺตพฺพํ อตีตนฺติปิ อนาคตนฺติปิ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติปิ ฯ นิโรธสจฺจํ อนารมฺมณํ มคฺคสจฺจํ น วตฺตพฺพํ อตีตารมฺมณนฺติปิ อนาคตารมฺมณนฺติปิ ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณนฺติปิ เทฺว สจฺจา สิยา อตีตารมฺมณา สิยา อนาคตารมฺมณา สิยา ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา สิยา น วตฺตพฺพา อตีตารมฺมณาติปิ อนาคตารมฺมณาติปิ ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณาติปิ ฯ นิโรธสจฺจํ พหิทฺธา ตีณิ สจฺจา สิยา อชฺฌตฺตา สิยา พหิทฺธา สิยา อชฺฌตฺตพหิทฺธา ฯ {๒๒๔.๗} นิโรธสจฺจํ อนารมฺมณํ มคฺคสจฺจํ พหิทฺธารมฺมณํ สมุทยสจฺจํ สิยา อชฺฌตฺตารมฺมณํ สิยา พหิทฺธารมฺมณํ สิยา อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา อชฺฌตฺตารมฺมณํ สิยา พหิทฺธารมฺมณํ สิยา อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณํ สิยา น วตฺตพฺพํ อชฺฌตฺตารมฺมณนฺติปิ พหิทฺธารมฺมณนฺติปิ อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณนฺติปิ ฯ ตีณิ สจฺจา อนิทสฺสนอปฺปฏิฆา ทุกฺขสจฺจํ สิยา สนิทสฺสนสปฺปฏิฆํ สิยา อนิทสฺสนสปฺปฏิฆํ สิยา อนิทสฺสนอปฺปฏิฆํ ฯ
สมุทยสัจเป็นอกุศล มัคคสัจเป็นกุศล นิโรธสัจเป็นอัพยากฤตทุกขสัจเป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นอัพพยากฤตก็มี สัจจะ ๒ เป็นสุขเวทนา-*สัมปยุตก็มี เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุตก็มี นิโรธสัจ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสุขเวทนาสัมปยุต แม้เป็นทุกขเวทนาสัมปยุต แม้เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุตทุกขสัจ เป็นสุขเวทนาสัมปยุตก็มี เป็นทุกขเวทนาสัมปยุตก็มี เป็นอทุกขม-*สุขเวทนาสัมปยุตก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสุขเวทนาสัมปยุต แม้เป็นทุกข-*เวทนาสัมปยุต แม้เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต สัจจะ ๒ เป็นวิปากธัมมธรรมนิโรธสัจ เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรม ทุกขสัจ เป็นวิบากก็มี เป็นวิปาก-*ธัมมธรรมก็มี เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี สมุทยสัจ เป็นอนุปาทินนุ-*ปาทานิยะ สัจจะ ๒ เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะ ทุกขสัจ เป็นอุปาทินนุปาทา-*นิยะก็มี เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี สมุทยสัจ เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะสัจจะ ๒ เป็นอสังกิลิฏฐาสังกิเลสิกะ ทุกขสัจ เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะก็มีเป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะก็มี สมุทยสัจ เป็นสวิตักกสวิจาระ นิโรธสัจเป็นอวิตักกาวิจาระ มัคคสัจ เป็นสวิตักกสวิจาระก็มี เป็นอวิตักกวิจารมัตตะก็มีเป็นอวิตักกาวิจาระก็มี ทุกขสัจ เป็นสวิตักกสวิจาระก็มี เป็นอวิตักกวิจารมัตตะก็มี เป็นอวิตักกาวิจาระก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสวิตักกสวิจาระ แม้เป็นอวิตักกวิจารมัตตะ แม้เป็นอวิตักกาวิจาระก็มี สัจจะ ๒ เป็นปีติสหคตะก็มีเป็นสุขสหคตะก็มี เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี นิโรธสัจ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปีติสหคตะ แม้เป็นสุขสหคตะ แม้เป็นอุเปกขาสหคตะ ทุกขสัจ เป็นปีติสหคตะก็มี เป็นสุขสหคตะก็มี เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปีติสหคตะ แม้เป็นสุขสหคตะ แม้เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี สัจจะ ๒ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะ สมุทยสัจ เป็นทัสสนปหาตัพพะก็มี เป็นภาวนา-*ปหาตัพพะก็มี ทุกขสัจ เป็นทัสสนปหาตัพพะก็มี เป็นภาวนาปหาตัพพะก็มีเป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะก็มี สัจจะ ๒ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหา-*ตัพพเหตุกะ สมุทยสัจ เป็นทัสสนปหาตัพพเหตุกะก็มี เป็นภาวนาปหาตัพพ-*เหตุกะก็มี ทุกขสัจ เป็นทัสสนปหาตัพพเหตุกะก็มี เป็นภาวนาปหาตัพพเหตุกะก็มี เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพเหตุกะก็มี สมุทยสัจ เป็นอาจยคามีมัคคสัจ เป็นอปจยคามี นิโรธสัจ เป็นเนวาจยคามินาปจยคามี ทุกขสัจ เป็นอาจยคามีก็มี เป็นเนวาจยคามินาปจยคามีก็มี มัคคสัจ เป็นเสกขะ สัจจะ ๓เป็นเนวเสกขนาเสกขะ สมุทยสัจ เป็นปริตตะ สัจจะ ๒ เป็นอัปปมาณะทุกขสัจ เป็นปริตตะก็มี เป็นมหัคคตะก็มี นิโรธสัจ เป็นอนารัมมณะ มัคคสัจเป็นอัปปมาณารัมมณะ สมุทยสัจ เป็นปริตตารัมมณะก็มี เป็นมหัคคตารัมมณะก็มี ไม่เป็นอัปปมาณารัมมณะ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปริตตารัมมณะ แม้เป็นมหัคคตารัมมณะก็มี ทุกขสัจ เป็นปริตตารัมมณะก็มี เป็นมหัคคตารัมมณะก็มีเป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปริตตารัมมณะ แม้เป็นมหัคคตารัมมณะ แม้เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี สมุทยสัจ เป็นหีนะ สัจจะ ๒ เป็นปณีตะ ทุกขสัจ เป็นหีนะก็มี เป็นมัชฌิมะก็มี นิโรธสัจ เป็นอนิยตะ มัคคสัจเป็นสัมมัตตนิยตะ สัจจะ ๒ เป็นมิจฉัตตนิยตะก็มี เป็นอนิยตะก็มี นิโรธสัจเป็นอนารัมมณะ สมุทยสัจ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นมัคคารัมมณะ แม้เป็นมัคคเหตุกะ แม้เป็นมัคคาธิปติ มัคคสัจ ไม่เป็นมัคคารัมมณะ เป็นมัคคเหตุกะก็มี เป็นมัคคาธิปติก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นมัคคเหตุกะ แม้เป็นมัคคาธิปติก็มีทุกขสัจ เป็นมัคคารัมมณะก็มี ไม่เป็นมัคคเหตุกะ เป็นมัคคาธิปติก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นมัคคารัมมณะ แม้เป็นมัคคาธิปติก็มี สัจจะ ๒ เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปปาที นิโรธสัจ กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นอุปปันนะ แม้เป็นอนุปปันนะ แม้เป็นอุปปาที ทุกขสัจ เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะก็มี เป็นอุปปาทีก็มี สัจจะ ๓ เป็นอดีตก็มี เป็นอนาคตก็มี เป็นปัจจุบันก็มี นิโรธสัจ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอดีต แม้เป็นอนาคตแม้เป็นปัจจุบัน นิโรธสัจ เป็นอนารัมมณะ มัคคสัจ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอตีตารัมมณะ แม้เป็นอนาคตารัมมณะ แม้เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ สัจจะ ๒เป็นอตีตารัมมณะก็มี เป็นอนาคตารัมมณะก็มี เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอตีตารัมมณะ แม้เป็นอนาคตารัมมณะ แม้เป็นปัจจุปปันนา-*รัมมณะก็มี นิโรธสัจ เป็นพหิทธา สัจจะ ๓ เป็นอัชฌัตตะก็มี เป็นพหิทธาก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี นิโรธสัจ เป็นอนารัมมณะ มัคคสัจ เป็นพหิทธา-*รัมมณะ สมุทยสัจ เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี เป็นพหิทธารัมมณะก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี ทุกขสัจ เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี เป็นพหิทธารัมมณะก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอัชฌัตตารัมมณะ แม้เป็นพหิทธารัมมณะ แม้เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี สัจจะ ๓ เป็นอนิทัสสน-*อัปปฏิฆะ ทุกขสัจ เป็นสนิทัสสนสัปปฏิฆะก็มี เป็นอนิทัสสนสัปปฏิฆะก็มีเป็นอนิทัสสนอัปปฏิฆะก็มี ทุกมาติกาวิสัชนา ๑. เหตุโคจฉกวิสัชนา
สมุทยสจฺจํ เหตุ นิโรธสจฺจํ น เหตุ เทฺว สจฺจา สิยา เหตู สิยา น เหตู ฯ เทฺว สจฺจา สเหตุกา นิโรธสจฺจํ อเหตุกํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา สเหตุกํ สิยา อเหตุกํ ฯ เทฺว สจฺจา เหตุสมฺปยุตฺตา นิโรธสจฺจํ เหตุวิปฺปยุตฺตํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา เหตุสมฺปยุตฺตํ สิยา เหตุวิปฺปยุตฺตํ ฯ สมุทยสจฺจํ เหตุ เจว สเหตุกญฺจ นิโรธสจฺจํ น วตฺตพฺพํ เหตุ เจว สเหตุกญฺจาติปิ สเหตุกญฺเจว น จ เหตูติปิ มคฺคสจฺจํ สิยา เหตุ เจว สเหตุกญฺจ สิยา สเหตุกญฺเจว น จ เหตุ ทุกฺขสจฺจํ สิยา เหตุ เจว สเหตุกญฺจ สิยา สเหตุกญฺเจว น จ เหตุ สิยา น วตฺตพฺพํ เหตุ เจว สเหตุกญฺจาติปิ สเหตุกญฺเจว น จ เหตูติปิ ฯ สมุทยสจฺจํ เหตุ เจว เหตุสมฺปยุตฺตญฺจ นิโรธสจฺจํ น วตฺตพฺพํ เหตุ เจว เหตุสมฺปยุตฺตญฺจาติปิ เหตุสมฺปยุตฺตญฺเจว น จ เหตูติปิ มคฺคสจฺจํ สิยา เหตุ เจว เหตุสมฺปยุตฺตญฺจ สิยา เหตุสมฺปยุตฺตญฺเจว น จ เหตุ ทุกฺขสจฺจํ สิยา เหตุ เจว เหตุสมฺปยุตฺตญฺจ สิยา เหตุสมฺปยุตฺตญฺเจว น จ เหตุ สิยา น วตฺตพฺพํ เหตุ เจว เหตุสมฺปยุตฺตญฺจาติปิ เหตุสมฺปยุตฺตญฺเจว น จ เหตูติปิ ฯ นิโรธสจฺจํ น เหตุ อเหตุกํ สมุทยสจฺจํ น วตฺตพฺพํ น เหตุ สเหตุกนฺติปิ น เหตุ อเหตุกนฺติปิ มคฺคสจฺจํ สิยา น เหตุ สเหตุกํ สิยา น วตฺตพฺพํ น เหตุ สเหตุกนฺติปิ น เหตุ อเหตุกนฺติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา น เหตุ สเหตุกํ สิยา น เหตุ อเหตุกํ สิยา น วตฺตพฺพํ น เหตุ สเหตุกนฺติปิ น เหตุ อเหตุกนฺติปิ ฯ
สมุทยสัจ เป็นเหตุ นิโรธสัจ เป็นนเหตุ สัจจะ ๒ เป็นเหตุก็มี เป็นนเหตุก็มี สัจจะ ๒ เป็นสเหตุกะ นิโรธสัจ เป็นอเหตุกะทุกขสัจ เป็นสเหตุกะก็มี เป็นอเหตุกะก็มี สัจจะ ๒ เป็นเหตุสัมปยุต นิโรธสัจเป็นเหตุวิปปยุต ทุกขสัจ เป็นเหตุสัมปยุตก็มี เป็นเหตุวิปปยุตก็มี สมุทยสัจเป็นเหตุสเหตุกะ นิโรธสัจ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นเหตุสเหตุกะ แม้เป็นสเหตุกนเหตุ มัคคสัจ เป็นเหตุสเหตุกะก็มี เป็นสเหตุกนเหตุก็มี ทุกขสัจเป็นเหตุสเหตุกะก็มี เป็นสเหตุกนเหตุก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นเหตุสเหตุกะแม้เป็นสเหตุกนเหตุ สมุทยสัจ เป็นเหตุเหตุสัมปยุต นิโรธสัจ กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นเหตุเหตุสัมปยุต แม้เป็นเหตุสัมปยุตตนเหตุ มัคคสัจ เป็นเหตุเหตุ-*สัมปยุตก็มี เป็นเหตุสัมปยุตตนเหตุก็มี ทุกขสัจ เป็นเหตุเหตุสัมปยุตก็มี เป็นเหตุสัมปยุตตนเหตุก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นเหตุเหตุสัมปยุต แม้เป็นเหตุ-*สัมปยุตตนเหตุก็มี นิโรธสัจ เป็นนเหตุ เป็นอเหตุกะ สมุทยสัจ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนเหตุสเหตุกะ แม้เป็นนเหตุอเหตุกะ มัคคสัจ เป็นนเหตุสเหตุกะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนเหตุสเหตุกะ แม้เป็นนเหตุอเหตุกะก็มี ทุกขสัจเป็นนเหตุสเหตุกะก็มี เป็นนเหตุอเหตุกะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนเหตุ-*สเหตุกะ แม้เป็นนเหตุอเหตุกะก็มี ๒. จูฬันตรทุกวิสัชนา
ตีณิ สจฺจา สปฺปจฺจยา นิโรธสจฺจํ อปฺปจฺจยํ ฯ ตีณิ สจฺจา สงฺขตา นิโรธสจฺจํ อสงฺขตํ ฯ ตีณิ สจฺจา อนิทสฺสนา ทุกฺขสจฺจํ สิยา สนิทสฺสนํ สิยา อนิทสฺสนํ ฯ ตีณิ สจฺจา อปฺปฏิฆา ทุกฺขสจฺจํ สิยา สปฺปฏิฆํ สิยา อปฺปฏิฆํ ฯ ตีณิ สจฺจา รูปา ทุกฺขสจฺจํ สิยา รูปํ สิยา อรูปํ ฯ เทฺว สจฺจา โลกิยา เทฺว สจฺจา โลกุตฺตรา ฯ เกนจิ วิญฺเญยฺยา เกนจิ น วิญฺเญยฺยา ฯ
สัจจะ ๓ เป็นสัปปัจจยะ นิโรธสัจ เป็นอัปปัจจยะ สัจจะ ๓เป็นสังขตะ นิโรธสัจ เป็นอสังขตะ สัจจะ ๓ เป็นอนิทัสสนะ ทุกขสัจเป็นสนิทัสสนะก็มี เป็นอนิทัสสนะก็มี สัจจะ ๓ เป็นอัปปฏิฆะ ทุกขสัจเป็นสัปปฏิฆะก็มี เป็นอัปปฏิฆะก็มี สัจจะ ๓ เป็นรูป ทุกขสัจ เป็นรูปก็มีเป็นอรูปก็มี สัจจะ ๒ เป็นโลกิยะ สัจจะ ๒ เป็นโลกุตตระ สัจจะ ๔ เป็นเกนจิวิญเญยยะ เป็นเกนจินวิญเญยยะ ๓. อาสวโคจฉกวิสัชนา
สมุทยสจฺจํ อาสโว เทฺว สจฺจา โน อาสวา ทุกฺขสจฺจํ สิยา อาสโว สิยา โน อาสโว ฯ เทฺว สจฺจา สาสวา เทฺว สจฺจา อนาสวา ฯ สมุทยสจฺจํ อาสวสมฺปยุตฺตํ เทฺว สจฺจา อาสววิปฺปยุตฺตา ทุกฺขสจฺจํ สิยา อาสวสมฺปยุตฺตํ สิยา อาสววิปฺปยุตฺตํ ฯ สมุทยสจฺจํ อาสโว เจว สาสวญฺจ เทฺว สจฺจา น วตฺตพฺพา อาสวา เจว สาสวา จาติปิ สาสวา เจว โน จ อาสวาติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา อาสโว เจว สาสวญฺจ สิยา สาสวญฺเจว โน จ อาสโว ฯ สมุทยสจฺจํ อาสโว เจว อาสวสมฺปยุตฺตญฺจ เทฺว สจฺจา น วตฺตพฺพา อาสวา เจว อาสวสมฺปยุตฺตา จาติปิ อาสวสมฺปยุตฺตา เจว โน จ อาสวาติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา อาสโว เจว อาสวสมฺปยุตฺตญฺจ สิยา อาสวสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ อาสโว สิยา น วตฺตพฺพํ อาสโว เจว อาสวสมฺปยุตฺตญฺจาติปิ อาสวสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ อาสโวติปิ ฯ เทฺว สจฺจา อาสววิปฺปยุตฺต- อนาสวา สมุทยสจฺจํ น วตฺตพฺพํ อาสววิปฺปยุตฺตสาสวนฺติปิ อาสววิปฺปยุตฺตอนาสวนฺติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา อาสววิปฺปยุตฺตสาสวํ สิยา น วตฺตพฺพํ อาสววิปฺปยุตฺตสาสวนฺติปิ อาสววิปฺปยุตฺตอนาสวนฺติปิ ฯ
สมุทยสัจ เป็นอาสวะ สัจจะ ๒ เป็นโนอาวสวะ ทุกขสัจ เป็นอาสวะก็มี เป็นโนอาสวะก็มี สัจจะ ๒ เป็นสาสวะ สัจจะ ๒ เป็นอนาสวะสมุทยสัจ เป็นอาสวสัมปยุต สัจจะ ๒ เป็นอาสววิปปยุต ทุกขสัจ เป็นอาสว-*สัมปยุตก็มี เป็นอาสววิปปยุตก็มี สมุทยสัจ เป็นอาสวสาสวะ สัจจะ ๒กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสวสาสวะ แม้เป็นสาสวโนอาสวะ ทุกขสัจ เป็นอาสวสาสวะก็มี เป็นสาสวโนอาสวะก็มี สมุทยสัจ เป็นอาสวอาสวสัมปยุตสัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสวอาสวสัมปยุต แม้เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะทุกขสัจ เป็นอาสวอาสวสัมปยุตก็มี เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสวอาสวสัมปยุต แม้เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะก็มี สัจจะ ๒เป็นอาสววิปปยุตตอนาสวะ สมุทยสัจ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสววิปปยุตต-*สาสวะ แม้เป็นอาสววิปปยุตตอนาสวะ ทุกขสัจ เป็นอาสววิปปยุตตสาสวะก็มีกล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสววิปปยุตตสาสวะ แม้เป็นอาสววิปปยุตตอนาสวะก็มี๔. สัญโญชนโคจฉกวิสัชนา
สมุทยสจฺจํ สญฺโญชนํ เทฺว สจฺจา โน สญฺโญชนา ทุกฺขสจฺจํ สิยา สญฺโญชนํ สิยา โน สญฺโญชนํ ฯ เทฺว สจฺจา สญฺโญชนิยา เทฺว สจฺจา อสญฺโญชนิยา ฯ สมุทยสจฺจํ สญฺโญชน- สมฺปยุตฺตํ เทฺว สจฺจา สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตา ทุกฺขสจฺจํ สิยา สญฺโญชนสมฺปยุตฺตํ สิยา สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตํ ฯ สมุทยสจฺจํ สญฺโญชนญฺเจว สญฺโญชนิยญฺจ เทฺว สจฺจา น วตฺตพฺพา สญฺโญชนา เจว สญฺโญชนิยา จาติปิ สญฺโญชนิยา เจว โน จ สญฺโญชนาติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา สญฺโญชนญฺเจว สญฺโญชนิยญฺจ สิยา สญฺโญชนิยญฺเจว โน จ สญฺโญชนํ ฯ สมุทยสจฺจํ สญฺโญชนญฺเจว สญฺโญชนสมฺปยุตฺตญฺจ เทฺว สจฺจา น วตฺตพฺพา สญฺโญชนา เจว สญฺโญชนสมฺปยุตฺตา จาติปิ สญฺโญชนสมฺปยุตฺตา เจว โน จ สญฺโญชนาติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา สญฺโญชนญฺเจว สญฺโญชนสมฺปยุตฺตญฺจ สิยา สญฺโญชน- สมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ สญฺโญชนํ สิยา น วตฺตพฺพํ สญฺโญชนญฺเจว สญฺโญชนสมฺปยุตฺตญฺจาติปิ สญฺโญชนสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ สญฺโญชนนฺติปิ ฯ เทฺว สจฺจา สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตอสญฺโญชนิยา สมุทยสจฺจํ น วตฺตพฺพํ สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตสญฺโญชนิยนฺติปิ สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตอสญฺโญชนิยนฺติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา สญฺโญชน- วิปฺปยุตฺตสญฺโญชนิยํ สิยา น วตฺตพฺพํ สญฺโญชนวิปฺปยุตฺต- สญฺโญชนิยนฺติปิ สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตอสญฺโญชนิยนฺติปิ ฯ
สมุทยสัจ เป็นสัญโญชนะ สัจจะ ๒ เป็นโนสัญโญชนะ ทุกขสัจ เป็นสัญโญชนะก็มี เป็นโนสัญโญชนะก็มี สัจจะ ๒ เป็นสัญโญชนิยะสัจจะ ๒ เป็นอสัญโญชนิยะ สมุทยสัจ เป็นสัญโญชนสัมปยุต สัจจะ ๒เป็นสัญโญชนวิปปยุต ทุกขสัจ เป็นสัญโญชนสัมปยุตก็มี เป็นสัญโญชนวิปปยุตก็มี สมุทยสัจ เป็นสัญโญชนสัญโญชนิยะ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสัญโญชนสัญโญชนิยะ แม้เป็นสัญโญชนิยโนสัญโญชนะ ทุกขสัจ เป็นสัญโญชนสัญโญชนิยะก็มี เป็นสัญโญชนิยโนสัญโญชนะก็มี สมุทยสัจ เป็นสัญโญชนสัญโญชนสัมปยุต สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสัญโญชนสัญโญชน-*สัมปยุต แม้เป็นสัญโญชนสัมปยุตตโนสัญโญชนะ ทุกขสัจ เป็นสัญโญชน-*สัญโญชนสัมปยุตก็มี เป็นสัญโญชนสัมปยุตตโนสัญโญชนะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสัญโญชนสัญโญชนสัมปยุต แม้เป็นสัญโญชนสัมปยุตตโนสัญโญชนะก็มี สัจจะ ๒ เป็นสัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญชนิยะ สมุทยสัจ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยะ แม้เป็นสัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญ-*ชนิยะ ทุกขสัจ เป็นสัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยะ แม้เป็นสัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญชนิยะก็มี๕. คันถโคจฉกวิสัชนา
สมุทยสจฺจํ คนฺโถ เทฺว สจฺจา โน คนฺถา ทุกฺขสจฺจํ สิยา คนฺโถ สิยา โน คนฺโถ ฯ เทฺว สจฺจา คนฺถนิยา เทฺว สจฺจา อคนฺถนิยา ฯ เทฺว สจฺจา คนฺถวิปฺปยุตฺตา เทฺว สจฺจา สิยา คนฺถสมฺปยุตฺตา สิยา คนฺถวิปฺปยุตฺตา ฯ สมุทยสจฺจํ คนฺโถ เจว คนฺถนิยญฺจ เทฺว สจฺจา น วตฺตพฺพา คนฺถา เจว คนฺถนิยา จาติปิ คนฺถนิยา เจว โน จ คนฺถาติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา คนฺโถ เจว คนฺถนิยญฺจ สิยา คนฺถนิยญฺเจว โน จ คนฺโถ ฯ สมุทยสจฺจํ คนฺโถ เจว คนฺถสมฺปยุตฺตญฺจ สิยา น วตฺตพฺพํ คนฺโถ เจว คนฺถสมฺปยุตฺตญฺจาติปิ คนฺถสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ คนฺโถติปิ เทฺว สจฺจา น วตฺตพฺพา คนฺถา เจว คนฺถสมฺปยุตฺตา จาติปิ คนฺถสมฺปยุตฺตา เจว โน จ คนฺถาติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา คนฺโถ เจว คนฺถสมฺปยุตฺตญฺจ สิยา คนฺถสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ คนฺโถ สิยา น วตฺตพฺพํ คนฺโถ เจว คนฺถสมฺปยุตฺตญฺจาติปิ คนฺถสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ คนฺโถติปิ ฯ เทฺว สจฺจา คนฺถวิปฺปยุตฺตอคนฺถนิยา เทฺว สจฺจา สิยา คนฺถวิปฺปยุตฺต- คนฺถนิยา สิยา น วตฺตพฺพา คนฺถวิปฺปยุตฺตคนฺถนิยาติปิ คนฺถวิปฺปยุตฺตอคนฺถนิยาติปิ ฯ
สมุทยสัจ เป็นคันถะ สัจจะ ๒ เป็นโนคันถะ ทุกขสัจ เป็นคันถะก็มี เป็นโนคันถะก็มี สัจจะ ๒ เป็นคันถนิยะ สัจจะ ๒ เป็นเป็นอคันถนิยะ สัจจะ ๒ เป็นคันถวิปปยุต สัจจะ ๒ เป็นคันถสัมปยุตก็มีเป็นคันถวิปปยุตก็มี สมุทยสัจ เป็นคันถคันถนิยะ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นคันถคันถนิยะ แม้เป็นคันถนิยโนคันถะ ทุกขสัจ เป็นคันถคันถนิยะก็มีเป็นคันถนิยโนคันถะก็มี สมุทยสัจ เป็นคันถคันถสัมปยุต กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นคันถคันถสัมปยุต แม้เป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะก็มี สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นคันถคันถสัมปยุต แม้เป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะ ทุกขสัจ เป็นคันถคันถสัมปยุตก็มี เป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นคันถคันถสัมปยุต แม้เป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะก็มี สัจจะ ๒ เป็นคันถ-*วิปปยุตตอคันถนิยะ สัจจะ ๒ เป็นคันถวิปปยุตตคันถนิยะก็มี กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นคันถวิปปยุตตคันถนิยะ แม้เป็นคันถวิปปยุตตอคันถนิยะก็มี๖,๗,๘. โอฆโคจฉกาทิวิสัชนา
สมุทยสจฺจํ โอโฆ ฯเปฯ โยโค ฯเปฯ นีวรณํ เทฺว สจฺจา โน นีวรณา ทุกฺขสจฺจํ สิยา นีวรณํ สิยา โน นีวรณํ ฯ เทฺว สจฺจา นีวรณิยา เทฺว สจฺจา อนีวรณิยา ฯ สมุทยสจฺจํ นีวรณสมฺปยุตฺตํ เทฺว สจฺจา นีวรณวิปฺปยุตฺตา ทุกฺขสจฺจํ สิยา นีวรณสมฺปยุตฺตํ สิยา นีวรณวิปฺปยุตฺตํ ฯ สมุทยสจฺจํ นีวรณญฺเจว นีวรณิยญฺจ เทฺว สจฺจา น วตฺตพฺพา นีวรณา เจว นีวรณิยา จาติปิ นีวรณิยา เจว โน จ นีวรณาติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา นีวรณญฺเจว นีวรณิยญฺจ สิยา นีวรณิยญฺเจว โน จ นีวรณํ ฯ สมุทยสจฺจํ นีวรณญฺเจว นีวรณสมฺปยุตฺตญฺจ เทฺว สจฺจา น วตฺตพฺพา นีวรณา เจว นีวรณสมฺปยุตฺตา จาติปิ นีวรณสมฺปยุตฺตา เจว โน จ นีวรณาติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา นีวรณญฺเจว นีวรณสมฺปยุตฺตญฺจ สิยา นีวรณสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ นีวรณํ สิยา น วตฺตพฺพํ นีวรณญฺเจว นีวรณสมฺปยุตฺตญฺจาติปิ นีวรณสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ นีวรณนฺติปิ ฯ เทฺว สจฺจา นีวรณวิปฺปยุตฺต- อนีวรณิยา สมุทยสจฺจํ น วตฺตพฺพํ นีวรณวิปฺปยุตฺตนีวรณิยนฺติปิ นีวรณวิปฺปยุตฺตอนีวรณิยนฺติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา นีวรณวิปฺปยุตฺตนีวรณิยํ สิยา น วตฺตพฺพํ นีวรณวิปฺปยุตฺตนีวรณิยนฺติปิ นีวรณวิปฺปยุตฺต- อนีวรณิยนฺติปิ ฯ
สมุทยสัจ เป็นโอฆะ ฯลฯ สมุทยสัจ เป็นโยคะ ฯลฯ สมุทยสัจ เป็นนีวรณะ สัจจะ ๒ เป็นโนนีวรณะ ทุกขสัจ เป็นนีวรณะก็มี เป็นโนนีวรณะก็มี สัจจะ ๒ เป็นนีวรณิยะ สัจจะ ๒ เป็นอนีวรณิยะ สมุทยสัจเป็นนีวรณสัมปยุต สัจจะ ๒ เป็นนีวรณวิปปยุต ทุกขสัจ เป็นนีวรณสัมปยุตก็มีเป็นนีวรณวิปปยุตก็มี สมุทยสัจ เป็นนีวรณนีวรณิยะ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นนีวรณนีวรณิยะ แม้เป็นนีวรณิยโนนีวรณะ ทุกขสัจ เป็นนีวรณนีวรณิยะก็มีเป็นนีวรณิยโนนีวรณะก็มี สมุทยสัจ เป็นนีวรณนีวรณสัมปยุต สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนีวรณนีวรณสัมปยุต แม้เป็นนีวรณสัมปยุตตโนนีวรณะ ทุกขสัจเป็นนีวรณนีวรณสัมปยุตก็มี เป็นนีวรณสัมปยุตตโนนีวรณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นนีวรณนีวรณสัมปยุต แม้เป็นนีวรณสัมปยุตตโนนีวรณะก็มี สัจจะ ๒เป็นนีวรณวิปปยุตตอนีวรณิยะ สมุทยสัจ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนีวรณวิปปยุตต-*นีวรณิยะ แม้เป็นนีวรณวิปปยุตตอนีวรณิยะ ทุกขสัจ เป็นนีวรณวิปปยุตต-*นีวรณิยะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนีวรณวิปปยุตตนีวรณิยะ แม้เป็นนีวรณ-*วิปปยุตตอนีวรณิยะก็มี ๙. ปรามาสโคจฉกวิสัชนา
ตีณิ สจฺจา โน ปรามาสา ทุกฺขสจฺจํ สิยา ปรามาโส สิยา โน ปรามาโส ฯ เทฺว สจฺจา ปรามฏฺฐา เทฺว สจฺจา อปรามฏฺฐา ฯ เทฺว สจฺจา ปรามาสวิปฺปยุตฺตา สมุทยสจฺจํ สิยา ปรามาสสมฺปยุตฺตํ สิยา ปรามาสวิปฺปยุตฺตํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา ปรามาสสมฺปยุตฺตํ สิยา ปรามาสวิปฺปยุตฺตํ สิยา น วตฺตพฺพํ ปรามาสสมฺปยุตฺตนฺติปิ ปรามาสวิปฺปยุตฺตนฺติปิ ฯ สมุทยสจฺจํ น วตฺตพฺพํ ปรามาโส เจว ปรามฏฺฐญฺจาติ ปรามฏฺฐญฺเจว โน จ ปรามาโส เทฺว สจฺจา น วตฺตพฺพา ปรามาสา เจว ปรามฏฺฐา จาติปิ ปรามฏฺฐา เจว โน จ ปรามาสาติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา ปรามาโส เจว ปรามฏฺฐญฺจ สิยา ปรามฏฺฐญฺเจว โน จ ปรามาโส ฯ เทฺว สจฺจา ปรามาสวิปฺปยุตฺตอปรามฏฺฐา เทฺว สจฺจา สิยา ปรามาสวิปฺปยุตฺตปรามฏฺฐา สิยา น วตฺตพฺพา ปรามาสวิปฺปยุตฺต- ปรามฏฺฐาติปิ ปรามาสวิปฺปยุตฺตอปรามฏฺฐาติปิ ฯ
สัจจะ ๓ เป็นโนปรามาสะ ทุกขสัจ เป็นปรามาสะก็มี เป็นโนปรามาสะก็มี สัจจะ ๒ เป็นปรามัฏฐะ สัจจะ ๒ เป็นอปรามัฏฐะ สัจจะ ๒เป็นปรามาสวิปปยุต สมุทยสัจ เป็นปรามาสสัมปยุตก็มี เป็นปรามาสวิปปยุตก็มีทุกขสัจ เป็นปรามาสสัมปยุตก็มี เป็นปรามาสวิปปยุตก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปรามาสสัมปยุต แม้เป็นปรามาสวิปปยุตก็มี สมุทยสัจ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นปรามาสปรามัฏฐะ เป็นปรามัฏฐโนปรามาสะ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปรามาสปรามัฏฐะ แม้เป็นปรามัฏฐโนปรามาสะ ทุกขสัจ เป็นปรามาสปรามัฏฐะก็มี เป็นปรามัฏฐโนปรามาสะก็มี สัจจะ ๒ เป็นปรามาสวิปปยุตตอปรามัฏฐะสัจจะ ๒ เป็นปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปรามาส-*วิปปยุตตปรามัฏฐะ แม้เป็นปรามาสวิปปยุตตอปรามัฏฐะก็มี๑๐. มหันตรทุกวิสัชนา
เทฺว สจฺจา สารมฺมณา นิโรธสจฺจํ อนารมฺมณํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา สารมฺมณํ สิยา อนารมฺมณํ ฯ ตีณิ สจฺจา โน จิตฺตา ทุกฺขสจฺจํ สิยา จิตฺตํ สิยา โน จิตฺตํ ฯ เทฺว สจฺจา เจตสิกา นิโรธสจฺจํ อเจตสิกํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา เจตสิกํ สิยา อเจตสิกํ ฯ เทฺว สจฺจา จิตฺตสมฺปยุตฺตา นิโรธสจฺจํ จิตฺตวิปฺปยุตฺตํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา จิตฺตสมฺปยุตฺตํ สิยา จิตฺตวิปฺปยุตฺตํ สิยา น วตฺตพฺพํ จิตฺเตน สมฺปยุตฺตนฺติปิ จิตฺเตน วิปฺปยุตฺตนฺติปิ ฯ เทฺว สจฺจา จิตฺตสํสฏฺฐา นิโรธสจฺจํ จิตฺตวิสํสฏฺฐํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา จิตฺตสํสฏฺฐํ สิยา จิตฺตวิสํสฏฺฐํ สิยา น วตฺตพฺพํ จิตฺเตน สํสฏฺฐนฺติปิ จิตฺเตน วิสํสฏฺฐนฺติปิ ฯ {๒๓๒.๑} เทฺว สจฺจา จิตฺตสมุฏฺฐานา นิโรธสจฺจํ โน จิตฺตสมุฏฺฐานํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ สิยา โน จิตฺตสมุฏฺฐานํ ฯ เทฺว สจฺจา จิตฺตสหภุโน นิโรธสจฺจํ โน จิตฺตสหภู ทุกฺขสจฺจํ สิยา จิตฺตสหภู สิยา โน จิตฺตสหภู ฯ เทฺว สจฺจา จิตฺตานุปริวตฺติโน นิโรธสจฺจํ โน จิตฺตานุปริวตฺติ ทุกฺขสจฺจํ สิยา จิตฺตานุปริวตฺติ สิยา โน จิตฺตานุปริวตฺติ ฯ เทฺว สจฺจา จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานา นิโรธสจฺจํ โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานํ สิยา โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานํ ฯ เทฺว สจฺจา จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานสหภุโน นิโรธสจฺจํ โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานสหภู ทุกฺขสจฺจํ สิยา จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานสหภู สิยา โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานสหภู ฯ เทฺว สจฺจา จิตฺตสํสฏฺฐ- สมุฏฺฐานานุปริวตฺติโน นิโรธสจฺจํ โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานานุปริวตฺติ ทุกฺขสจฺจํ สิยา จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานานุปริวตฺติ สิยา โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานานุปริวตฺติ ฯ ตีณิ สจฺจา พาหิรา ทุกฺขสจฺจํ สิยา อชฺฌตฺติกํ สิยา พาหิรํ ฯ ตีณิ สจฺจา นุปาทา ทุกฺขสจฺจํ สิยา อุปาทา สิยา นุปาทา ฯ ตีณิ สจฺจา อนุปาทินฺนา ทุกฺขสจฺจํ สิยา อุปาทินฺนํ สิยา อนุปาทินฺนํ ฯ
สัจจะ ๒ เป็นสารัมมณะ นิโรธสัจ เป็นอนารัมมณะ ทุกขสัจ เป็นสารัมมณะก็มี เป็นอนารัมมณะก็มี สัจจะ ๓ เป็นโนจิตตะ ทุกขสัจเป็นจิตตะก็มี เป็นโนจิตตะก็มี สัจจะ ๒ เป็นเจตสิกะ นิโรธสัจ เป็นอเจตสิกะทุกขสัจ เป็นเจตสิกะก็มี เป็นอเจตสิกะก็มี สัจจะ ๒ เป็นจิตตสัมปยุต นิโรธสัจเป็นจิตตวิปปยุต ทุกขสัจ เป็นจิตตสัมปยุตก็มี เป็นจิตตวิปปยุตก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นจิตตสัมปยุต แม้เป็นจิตตวิปปยุตก็มี สัจจะ ๒ เป็นจิตตสังสัฏฐะนิโรธสัจ เป็นจิตตวิสังสัฏฐะ ทุกขสัจ เป็นจิตตสังสัฏฐะก็มี เป็นจิตตวิสังสัฏฐะ-*ก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นจิตตสังสัฏฐะ แม้เป็นจิตตวิสังสัฏฐะก็มีสัจจะ ๒ เป็นจิตตสมุฏฐานะ นิโรธสัจ เป็นโนจิตตสมุฏฐานะ ทุกขสัจ เป็นจิตตสมุฏฐานะก็มี เป็นโนจิตตสมุฏฐานะก็มี สัจจะ ๒ เป็นจิตตสหภู นิโรธสัจเป็นโนจิตตสหภู ทุกขสัจ เป็นจิตตสหภูก็มี เป็นโนจิตตสหภูก็มี สัจจะ ๒เป็นจิตตานุปริวัตติ นิโรธสัจ เป็นโนจิตตานุปริวัตติ ทุกขสัจ เป็นจิตตานุปริวัตติก็มี เป็นโนจิตตานุปริวัตติก็มี สัจจะ ๒ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะ นิโรธสัจเป็นโนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะ ทุกขสัจ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะก็มี เป็นโนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะก็มี สัจจะ ๒ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภู นิโรธสัจเป็นโนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภู ทุกขสัจ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภูก็มีเป็นโนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภูก็มี สัจจะ ๒ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริ-*วัตติ นิโรธสัจ เป็นโนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติ ทุกขสัจ เป็นจิตตสังสัฏฐ-*สมุฏฐานานุปริวัตติก็มี เป็นโนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติก็มี สัจจะ ๓ เป็นพาหิระ ทุกขสัจ เป็นอัชฌัตติกะก็มี เป็นพาหิระก็มี สัจจะ ๓ เป็นนอุปาทาทุกขสัจ เป็นอุปาทาก็มี เป็นนอุปาทาก็มี สัจจะ ๓ เป็นอนุปาทินนะ ทุกขสัจเป็นอุปาทินนะก็มี เป็นอนุปาทินนะก็มี ๑๑. อุปาทานโคจฉกวิสัชนา
สมุทยสจฺจํ อุปาทานํ เทฺว สจฺจา นุปาทานา ทุกฺขสจฺจํ สิยา อุปาทานํ สิยา นุปาทานํ ฯ เทฺว สจฺจา อุปาทานิยา เทฺว สจฺจา อนุปาทานิยา ฯ เทฺว สจฺจา อุปาทานวิปฺปยุตฺตา เทฺว สจฺจา สิยา อุปาทานสมฺปยุตฺตา สิยา อุปาทานวิปฺปยุตฺตา ฯ สมุทยสจฺจํ อุปาทานญฺเจว อุปาทานิยญฺจ เทฺว สจฺจา น วตฺตพฺพา อุปาทานา เจว อุปาทานิยา จาติปิ อุปาทานิยา เจว โน จ อุปาทานาติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา อุปาทานญฺเจว อุปาทานิยญฺจ สิยา อุปาทานิยญฺเจว โน จ อุปาทานํ ฯ {๒๓๓.๑} สมุทยสจฺจํ สิยา อุปาทานญฺเจว อุปาทานสมฺปยุตฺตญฺจ สิยา น วตฺตพฺพํ อุปาทานญฺเจว อุปาทานสมฺปยุตฺตญฺจาติปิ อุปาทานสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ อุปาทานนฺติปิ เทฺว สจฺจา น วตฺตพฺพา อุปาทานา เจว อุปาทานสมฺปยุตฺตา จาติปิ อุปาทานสมฺปยุตฺตา เจว โน จ อุปาทานาติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา อุปาทานญฺเจว อุปาทานสมฺปยุตฺตญฺจ สิยา อุปาทานสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ อุปาทานํ สิยา น วตฺตพฺพํ อุปาทานญฺเจว อุปาทาน- สมฺปยุตฺตญฺจาติปิ อุปาทานสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ อุปาทานนฺติปิ ฯ เทฺว สจฺจา อุปาทานวิปฺปยุตฺตอนุปาทานิยา เทฺว สจฺจา สิยา อุปาทานวิปฺปยุตฺตอุปาทานิยา สิยา น วตฺตพฺพา อุปาทาน- วิปฺปยุตฺตอุปาทานิยาติปิ อุปาทานวิปฺปยุตฺตอนุปาทานิยาติปิ ฯ
สมุทยสัจ เป็นอุปาทานะ สัจจะ ๒ เป็นนอุปาทานะ ทุกขสัจเป็นอุปาทานะก็มี เป็นนอุปาทานะก็มี สัจจะ ๒ เป็นอุปาทานิยะ สัจจะ ๒เป็นอนุปาทานิยะ สัจจะ ๒ เป็นอุปาทานวิปปยุต สัจจะ ๒ เป็นอุปาทาน-*สัมปยุตก็มี เป็นอุปาทานวิปปยุตก็มี สมุทยสัจ เป็นอุปาทานอุปาทานิยะ สัจจะ ๒กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอุปาทานอุปาทานิยะ แม้เป็นอุปาทานิยโนอุปาทานะ ทุกขสัจเป็นอุปาทานอุปาทานิยะก็มี เป็นอุปาทานิยโนอุปาทานะก็มี สมุทยสัจ เป็นอุปาทานอุปาทานสัมปยุตก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอุปาทานอุปาทานสัมปยุตแม้เป็นอุปาทานสัมปยุตตโนอุปาทานะก็มี สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอุปาทานอุปาทานสัมปยุต แม้เป็นอุปาทานสัมปยุตตโนอุปาทานะ ทุกขสัจ เป็นอุปาทานอุปาทานสัมปยุตก็มี เป็นอุปาทานสัมปยุตตโนอุปาทานะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอุปาทานอุปาทานสัมปยุต แม้เป็นอุปาทานสัมปยุตตโนอุปาทานะก็มีสัจจะ ๒ เป็นอุปาทานวิปปยุตตอนุปาทานิยะ สัจจะ ๒ เป็นอุปาทานวิปปยุตต-*อุปาทานิยะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยะ แม้เป็นอุปาทานวิปปยุตตอนุปาทานิยะก็มี ๑๒. กิเลสโคจฉกวิสัชนา
สมุทยสจฺจํ กิเลโส เทฺว สจฺจา โน กิเลสา ทุกฺขสจฺจํ สิยา กิเลโส สิยา โน กิเลโส ฯ เทฺว สจฺจา สงฺกิเลสิกา เทฺว สจฺจา อสงฺกิเลสิกา ฯ สมุทยสจฺจํ สงฺกิลิฏฺฐํ เทฺว สจฺจา อสงฺกิลิฏฺฐา ทุกฺขสจฺจํ สิยา สงฺกิลิฏฺฐํ สิยา อสงฺกิลิฏฺฐํ ฯ สมุทยสจฺจํ กิเลสสมฺปยุตฺตํ เทฺว สจฺจา กิเลสวิปฺปยุตฺตา ทุกฺขสจฺจํ สิยา กิเลสสมฺปยุตฺตํ สิยา กิเลสวิปฺปยุตฺตํ ฯ สมุทยสจฺจํ กิเลโส เจว สงฺกิเลสิกญฺจ เทฺว สจฺจา น วตฺตพฺพา กิเลสา เจว สงฺกิเลสิกา จาติปิ สงฺกิเลสิกา เจว โน จ กิเลสาติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา กิเลโส เจว สงฺกิเลสิกญฺจ สิยา สงฺกิเลสิกญฺเจว โน จ กิเลโส ฯ {๒๓๔.๑} สมุทยสจฺจํ กิเลโส เจว สงฺกิลิฏฺฐญฺจ เทฺว สจฺจา น วตฺตพฺพา กิเลสา เจว สงฺกิลิฏฺฐา จาติปิ สงฺกิลิฏฺฐา เจว โน จ กิเลสาติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา กิเลโส เจว สงฺกิลิฏฺฐญฺจ สิยา สงฺกิลิฏฺฐญฺเจว โน จ กิเลโส สิยา น วตฺตพฺพํ กิเลโส เจว สงฺกิลิฏฺฐญฺจาติปิ สงฺกิลิฏฺฐญฺเจว โน จ กิเลโสติปิ ฯ สมุทยสจฺจํ กิเลโส เจว กิเลสสมฺปยุตฺตญฺจ เทฺว สจฺจา น วตฺตพฺพา กิเลสา เจว กิเลสสมฺปยุตฺตา จาติปิ กิเลสสมฺปยุตฺตา เจว โน จ กิเลสาติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา กิเลโส เจว กิเลสสมฺปยุตฺตญฺจ สิยา กิเลสสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ กิเลโส สิยา น วตฺตพฺพํ กิเลโส เจว กิเลสสมฺปยุตฺตญฺจาติปิ กิเลสสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ กิเลโสติปิ ฯ เทฺว สจฺจา กิเลสวิปฺปยุตฺตอสงฺกิเลสิกา สมุทยสจฺจํ น วตฺตพฺพํ กิเลสวิปฺปยุตฺตสงฺกิเลสิกนฺติปิ กิเลสวิปฺปยุตฺต- อสงฺกิเลสิกนฺติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา กิเลสวิปฺปยุตฺตสงฺกิเลสิกํ สิยา น วตฺตพฺพํ กิเลสวิปฺปยุตฺตสงฺกิเลสิกนฺติปิ กิเลสวิปฺปยุตฺต- อสงฺกิเลสิกนฺติปิ ฯ
สมุทยสัจ เป็นกิเลสะ สัจจะ ๒ เป็นโนกิเลสะ ทุกขสัจ เป็นกิเลสะก็มี เป็นโนกิเลสะก็มี สัจจะ ๒ เป็นสังกิเลสิกะ สัจจะ ๒ เป็นอสังกิเลสิกะ สมุทยสัจ เป็นสังกิลิฏฐะ สัจจะ ๒ เป็นอสังกิลิฏฐะ ทุกขสัจเป็นสังกิลิฏฐะก็มี เป็นอสังกิลิฏฐะก็มี สมุทยสัจ เป็นกิเลสสัมปยุต สัจจะ ๒เป็นกิเลสวิปปยุต ทุกขสัจ เป็นกิเลสสัมปยุตก็มี เป็นกิเลสวิปปยุตตก็มีสมุทยสัจ เป็นกิเลสสังกิเลสิกะ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลสสังกิเล-*สิกะ แม้เป็นสังกิเลสิกโนกิเลสิกะ ทุกขสัจ เป็นกิเลสสังกิเลสิกะก็มี เป็นสังกิเลสิกโนกิเลสะก็มี สมุทยสัจ เป็นกิเลสสังกิลิฏฐะ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลสสังกิลิฏฐะ แม้เป็นสังกิลิฏฐโนกิเลสะ ทุกขสัจ เป็นกิเลสสังกิลิฏฐะก็มี เป็นสังกิลิฏฐโนกิเลสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลส-*สังกิลิฏฐะ แม้เป็นสังกิลิฏฐโนกิเลสะก็มี สมุทยสัจ เป็นกิเลสกิเลสสัมปยุตสัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลสกิเลสสัมปยุต แม้เป็นกิเลสสัมปยุตต-*โนกิเลสะ ทุกขสัจ เป็นกิเลสกิเลสสัมปยุตก็มี เป็นกิเลสสัมปยุตตโนกิเลสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลสกิเลสสัมปยุต แม้เป็นกิเลสสัมปยุตตโนกิเลสะก็มี สัจจะ ๒ เป็นกิเลสวิปปยุตตอสังกิเลสิกะ สมุทยสัจ กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นกิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกะ แม้เป็นกิเลสวิปปยุตตอสังกิเลสิกะ ทุกขสัจเป็นกิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกะแม้เป็นกิเลสวิปปยุตตอสังกิเลสิกะก็มี ๑๓. ปิฏฐิทุกวิสัชนา
เทฺว สจฺจา น ทสฺสเนน ปหาตพฺพา เทฺว สจฺจา สิยา ทสฺสเนน ปหาตพฺพา สิยา น ทสฺสเนน ปหาตพฺพา ฯ เทฺว สจฺจา น ภาวนาย ปหาตพฺพา เทฺว สจฺจา สิยา ภาวนาย ปหาตพฺพา สิยา น ภาวนาย ปหาตพฺพา ฯ เทฺว สจฺจา น ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกา เทฺว สจฺจา สิยา ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกา สิยา น ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกา ฯ เทฺว สจฺจา น ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา เทฺว สจฺจา สิยา ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา สิยา น ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา ฯ สมุทยสจฺจํ สวิตกฺกํ นิโรธสจฺจํ อวิตกฺกํ เทฺว สจฺจา สิยา สวิตกฺกา สิยา อวิตกฺกา ฯ สมุทยสจฺจํ สวิจารํ นิโรธสจฺจํ อวิจารํ เทฺว สจฺจา สิยา สวิจารา สิยา อวิจารา ฯ นิโรธสจฺจํ อปฺปีติกํ ตีณิ สจฺจา สิยา สปฺปีติกา สิยา อปฺปีติกา ฯ นิโรธสจฺจํ น ปีติสหคตํ ตีณิ สจฺจา สิยา ปีติสหคตา สิยา น ปีติสหคตา ฯ นิโรธสจฺจํ น สุขสหคตํ ตีณิ สจฺจา สิยา สุขสหคตา สิยา น สุขสหคตา ฯ นิโรธสจฺจํ น อุเปกฺขาสหคตํ ตีณิ สจฺจา สิยา อุเปกฺขาสหคตา สิยา น อุเปกฺขาสหคตา ฯ สมุทยสจฺจํ กามาวจรํ เทฺว สจฺจา น กามาวจรา ทุกฺขสจฺจํ สิยา กามาวจรํ สิยา น กามาวจรํ ฯ ตีณิ สจฺจา น รูปาวจรา ทุกฺขสจฺจํ สิยา รูปาวจรํ สิยา น รูปาวจรํ ฯ ตีณิ สจฺจา น อรูปาวจรา ทุกฺขสจฺจํ สิยา อรูปาวจรํ สิยา น อรูปาวจรํ ฯ เทฺว สจฺจา ปริยาปนฺนา เทฺว สจฺจา อปริยาปนฺนา ฯ มคฺคสจฺจํ นิยฺยานิกํ ตีณิ สจฺจา อนิยฺยานิกา ฯ มคฺคสจฺจํ นิยตํ นิโรธสจฺจํ อนิยตํ เทฺว สจฺจา สิยา นิยตา สิยา อนิยตา ฯ เทฺว สจฺจา สอุตฺตรา เทฺว สจฺจา อนุตฺตรา ฯ สมุทยสจฺจํ สรณํ เทฺว สจฺจา อรณา ทุกฺขสจฺจํ สิยา สรณํ สิยา อรณนฺติ ฯ ปญฺหาปุจฺฉกํ ฯ สจฺจวิภงฺโค สมตฺโต ฯ -------
สัจจะ ๒ เป็นนทัสสนปหาตัพพะ สัจจะ ๒ เป็นทัสสน- *ปหาตัพพะก็มี เป็นนทัสสนปหาตัพพะก็มี สัจจะ ๒ เป็นนภาวนาปหาตัพพะสัจจะ ๒ เป็นภาวนาปหาตัพพะก็มี เป็นนภาวนาปหาตัพพะก็มี สัจจะ ๒ เป็นนทัสสนปหาตัพพเหตุกะ สัจจะ ๒ เป็นทัสสนปหาตัพพเหตุกะก็มี เป็นนทัสสนปหาตัพพเหตุกะก็มี สัจจะ ๒ เป็นนภาวนาปหาตัพพเหตุกะ สัจจะ ๒เป็นภาวนาปหาตัพพเหตุกะก็มี เป็นนภาวนาปหาตัพพเหตุกะก็มี สมุทยสัจ เป็นสวิตักกะ นิโรธสัจ เป็นอวิตักกะ สัจจะ ๒ เป็นสวิตักกะก็มี เป็นอวิตักกะก็มีสมุทยสัจ เป็นสวิจาระ นิโรธสัจ เป็นอวิจาระ สัจจะ ๒ เป็นสวิจาระก็มี เป็นอวิจาระก็มี นิโรธสัจ เป็นอัปปีติกะ สัจจะ ๓ เป็นสัปปีติกะก็มี เป็นอัปปีติกะก็มี นิโรธสัจ เป็นนปีติสหคตะ สัจจะ ๓ เป็นปีติสหคตะก็มี เป็นนปีติสหคตะก็มี นิโรธสัจ เป็นนสุขสหคตะ สัจจะ ๓ เป็นสุขสหคตะก็มี เป็นนสุขสหคตะก็มี นิโรธสัจ เป็นนอุเปกขาสหคตะ สัจจะ ๓ เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี เป็นนอุเปกขาสหคตะก็มี สมุทยสัจ เป็นกามาวจร สัจจะ ๒ เป็นนกามาวจรทุกขสัจ เป็นกามาวจรก็มี เป็นนกามาวจรก็มี สัจจะ ๓ เป็นนรูปาวจร ทุกขสัจเป็นรูปาวจรก็มี เป็นนรูปาวจรก็มี สัจจะ ๓ เป็นนอรูปาวจร ทุกขสัจ เป็นอรูปาวจรก็มี เป็นนอรูปาวจรก็มี สัจจะ ๒ เป็นปริยาปันนะ สัจจะ ๒ เป็นอปริยาปันนะ มัคคสัจ เป็นนิยยานิกะ สัจจะ ๓ เป็นอนิยยานิกะ มัคคสัจ เป็นนิยตะ นิโรธสัจ เป็นอนิยตะ สัจจะ ๒ เป็นนิยตะก็มี เป็นอนิยตะก็มี สัจจะ ๒เป็นสอุตตระ สัจจะ ๒ เป็นอนุตตระ สมุทยสัจ เป็นสรณะ สัจจะ ๒ เป็นอรณะ ทุกขสัจ เป็นสรณะก็มี เป็นอรณะก็มี ฉะนี้แล ปัญหาปุจฉกะ จบ สัจจวิภังค์ จบบริบูรณ์